18 กันยายน 2561

The Living Word - พระคำดำรงชีวิต โดย ศจ.บัณฑิต ดาแว่น

The Living Word - พระคำดำรงชีวิต นำเสนอโดย ศาสนาจารย์บัณฑิต ดาแว่น

ร่วมประชุมใหม๋ม้งแบ๊บติสต์อเมริกา HBNA Conference 2017

ร่วมประชุมและเทศนาในงานประชุมใหญ่ม้งแบ๊บติสต์อเมริกา รัฐมินนิสโซต้า 
วันที่  27-30 มิถุนายน 2017
Preaching and attend in Hmong Baptist National Association, Conference. Minnesota, USA
June 27-30,2017



11 มิถุนายน 2561

จงใช้ชีวิตอย่างสร้างสรรค์ และสร้างฝันให้เป็นจริง โดย บัณฑิต ดาแว่น


คิดอย่างบัณฑิต  โดย บัณฑิต  ดาแว่น (May 25, 2018 at  Orlando FL, USA)

“จงใช้ชีวิตอย่างสร้างสรรค์ และสร้างฝันให้เป็นจริง”

ผมเดินทางมายังอเมริกาอีกครั้งโดยพระคุณและการจัดเตรียมของพระเจ้า  มุ่งหน้าไปยังรัฐฟลอริด้า ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของอเมริกา เป้าหมายเพื่อสร้างเครือข่ายในการทำพันธกิจ  เมื่อว่างเว้นจากงานก็ได้โอกาสไปเยี่ยมชมสวนสนุกที่ใหญ่ที่สุดของดิสนีย์ อันเป็นความใฝ่ฝันของผู้คนที่อยากไปเยือน แม้จะต้องจ่ายค่าที่พัก อาหาร ค่าเข้าชม และกิจกรรมต่างๆ ด้วยเงินก้อนใหญ่ แต่ยังมีผู้คนจำนวนมากต่อแถวรอกันยาวเหยียด... ส่วนผมคงไม่พร้อมจ่ายอย่างนั้น เพราะคิดดูแล้วค่าเข้าชมหนึ่งวันสามารถเป็นค่าอาหารไปทั้งอาทิตย์ได้เลย และหากต้องการชมให้ทั่วเห็นบอกว่าต้องใช้เวลาทั้งเดือนเลยทีเดียว เท่าที่มีเวลาประมาณครึ่งวันกับงบประมาณที่จำกัด ผมเลือกเข้าชมในส่วนของ Disney Spring. ที่ให้ชมฟรี ! ย้ำอีกครั้ง ฟรี !!  โดยเดินชมตามโซนต่างๆ ที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับภาพยนตร์ของวอลต์ดีสนีย์ เช่น มิกี้เมาส์ ทรอยสตอรี่ จิกซอร์ เทเรซ และอีกหลายเรื่อง เดินไปถ่ายรูปไป เหนื่อยก็พัก หิวก็ซื้อกิน ตกเย็นก็นั่งฟังเพลง ชมการแสดง ของเหล่าศิลปินที่มากความสามารถมาโชว์ผลงานอย่างน่าทึ่ง ช่างเป็นวันที่พิเศษจริงๆ

วอลต์ดิสนีย์เวิลด์ (Walt Disney World) เรียกอย่างเป็นทางการ ว่า วอลต์ดิสนีย์เวิลด์รีสอร์ต (Walt Disney World Resort
) เป็นรีสอร์ตที่มีอาณาเขตใหญ่ที่สุดในโลกและมีจำนวนผู้เยี่ยมชมมากที่สุดในโลก ตั้งอยู่บริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองออร์แลนโด รัฐฟลอริดา เปิดให้บริการครั้งแรกในวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1971 ดำเนินการโดยวอลต์ดิสนีย์พาร์กแอนด์รีสอร์ต ส่วนหนึ่งของบริษัทเดอะวอลต์ดิสนีย์ มีขนาดพื้นที่ 30,080 เอเคอร์ หรือ 121.7 ตารางกิโลเมตร ประกอบไปด้วย สวนสนุก 4 แห่ง สวนน้ำ 2 แห่ง โรงแรมและสถานพักตากอากาศ 27 แห่ง รวมถึงอีก 9 แห่งที่ไม่ใช่ของดิสนีย์ และมีแหล่งช็อปปิ้ง สนามกอล์ฟ สปา ฟิตเนส สถานบันเทิง และร้านอาหารอีกจำนวนมาก  มักนิยมเรียกย่อว่า ดิสนีย์เวิลด์ หรือย่อว่า WDW เริ่มต้นมีเพียงสวนสนุกแห่งเดียวคือแมจิกคิงดอม แต่ต่อมาเปิดให้บริการ เอปคอต (ค.ศ. 1982) ฮอลลีวู้ดสตูดิโอส์ (ค.ศ. 1989) และ แอนิมอลคิงดอม (ค.ศ. 1998)  ปัจจุบันวอลต์ดิสนีย์เวิลด์เป็นสถานที่พักผ่อนวันหยุดที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในโลก จำนวน 52 ล้านคนต่อปี[2] เป็นจุดหมายปลายทางแฟนคลับของดิสนีย์และเป็นวัฒนธรรมสมัยนิยมของชาวอเมริกัน  (https://th.wikipedia.org/wiki/วอลต์ดิสนีย์เวิลด์)

มีคนกล่าวว่า...ดีสนีย์สนุกกับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ในดินแดนสวนสนุกของเขาเสมอ เขาเรียกว่า...สวนสนุกดีสนีย์แลนด์ไม่มีวันเสร็จสิ้น…

As long as there is imagination left in the world, Disneyland will never be finished
ตราบใดที่โลกยังมีจิตนาการหลงเหลืออยู่ สวนสนุกดีสนีย์แลนด์ไม่มีวันเสร็จสิ้น…

เป็นถ้อยประโยคที่ดีสนีย์ได้กล่าวไว้และจนถึงปัจจุบัน สวนสนุกดีสนีย์ยังคงดำรงอยู่  จากที่แรก ณ เมือง อนาไฮม์ รัฐแคลิฟลอเนีย จนปัจจุบันได้ขยายสาขาไปยังที่ต่าง ๆ อีกหลายแห่งทั่วโลก

ทำไมผู้คนจำนวนมากถึงอยากไปดูสิ่งที่ปลูกสร้างอย่างรังสรรค์ของวอลต์ดีสนีย์อย่างนั้น ? แน่นอนเพราะเขาสามารถสร้างความฝันและจิตนาการให้กลายเป็นสิ่งที่จับต้องและมองเห็นได้ ประกอบกับเทคนิคการตลาด ระบบที่รองรับความต้องการของคนอย่างดี  จึงประสบความสำเร็จ

หากมองในด้านจิตวิญญาณและความจริงที่เป็นอยู่ ใครเป็นผู้สร้างและรังสรรค์สิ่งดี สิ่งสวยงามที่แท้จริง หรือ เป็นต้นตำหรับของการสร้างฝันให้เป็นจริง  คำตอบจากพระคัมภีร์พบว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้เนรมิตาสร้างฟ้าและแผ่นดิน สรรพสิ่ง สรรพสัตว์ ทั้งมองเห็นและมองไม่เห็น รวมทั้งชีวิตของมนุษย์อย่างคุณและผมขึ้นมาอย่างอัศจรรย์ (ปฐก.1,ยน.1) หากมองดูมือข้างละห้านิ้วที่ทำงานอย่างน่าทึ่ง อวัยวะต่างๆ มีระบบระเบียบของมันอย่างอัศจรรย์ จะขาดส่วนหนึ่งส่วนใดแม้เล็กน้อยเพียงใดก็ไม่ได้ แม้เส้นขนเพียงน้อยนิดหากมีความผิดปกติเกิดขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อทั้งกายไปด้วย

สิ่งที่ดีสนีย์คิดและรังสรรค์สร้างขึ้นมานั้น เป็นสิ่งที่จำลองของจริงและเกิดจากจินตนาการเท่านั้น ซึ่งสุดท้ายก็ต้องใช้วัสดุ อุปกรณ์ที่พระเจ้าได้สร้างไว้ในงานของเขาทุกอย่าง  แต่สิ่งที่พระเจ้าสร้างนั้นเกิดขึ้นด้วยฤทธ์อำนาจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ เป็นของจริงที่มีชีวิต และไม่เคยมีมาก่อน ไม่ต้องใช้วัสดุแต่เกิดจากการ “เนรมิต” ด้วยพระดำรัส เมื่อตรัส(พูด) ก็ทำให้เกิดขึ้นอย่างอัศจรรย์  ดังนั้น พระเจ้าสมควรที่จะเป็นผู้ได้รับความสนใจและคำยกย่องสรรเสริญมากสักเท่าใด

ปัญหาคือมนุษย์กลับลืม ละเลย และมองข้ามความจริงนี้ไป แถมหลายคนยังต่อต้าน เหยียดหยามพระผู้สร้างอย่างมีอคติ  หลงคิดว่าสามารถทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ด้วยตนเองได้ จนลืมที่มาที่ไป ลืมแหล่งกำเนิดของชีวิต จึงใช้ชีวิตตามใจตนเอง ไม่สนใจการถวายเกียรติแด่พระเจ้า ไม่สนใจแก่นแท้ของชีวิต หลงอยู่แค่ภาพลักษณ์ภายนอก พยายามทำตัวให้เป็นที่ยอมรับด้วยวัตถุสิ่งของเท่านั้น ซึ่งนำไปสู่การลดคุณค่าของคน แต่กลับให้คุณค่าวัตถุเกินความเป็นจริง ส่งผลกระทบต่อชีวิตตนเองและสังคมอย่างน่าใจหายดังที่เห็นทุกวัน

หากคุณรู้และยอมรับความจริงแล้วว่าผู้ที่สรรค์สร้างและให้ชีวิตที่แท้จริงเป็นใคร ใครควรค่าแก่การยกย่องสรรเสริญ ก็ขอให้ใช้ชีวิตและเวลาที่มีอยู่นั้นทำสิ่งที่ควรค่า และถวายเกียรติแด่พระองค์ดีกว่าหรือไม่? เพื่อให้ผลดีนั้นเกิดขึ้นแก่ชีวิตและคนรอบข้างอย่างน่าชื่นชมต่อไป 

“จงใช้ชีวิตอย่างสร้างสรรค์ และสร้างฝันให้เป็นจริง” ดังตัวอย่างชายที่ชื่อ วอลต์ดีสนีย์ได้ทำมาแล้ว แม้เราไม่สามารถสร้างธุรกิจขนาดใหญ่ แต่เพียงแค่ใช้ชีวิตอย่างสร้างสรรค์และมีคุณค่า เท่านี้ก็มากพอที่จะก่อเกิดประโยชน์มากมายแล้ว และสุดท้ายสำคัญยิ่ง คือ อย่าลืม อย่าละเลยที่จะยกย่องถวายเกียรติแด่พระเจ้าพระผู้สร้างที่แท้จริงด้วย แล้วคุณจะพบว่าแท้จริงชีวิตมีสิ่งที่น่าอัศจรรย์มากกว่าที่คุณเคยคิด

มาลองดูสิครับ ?

ความจำของผมสั้น แต่ความรักของพระเจ้ายาว โดย บัณฑิต ดาแว่น


คิดอย่างบัณฑิต โดย ศจ.บัณฑิต ดาแว่น

ความจำของผมสั้น แต่ความรักของพระเจ้ายาว

what is man that you are mindful of him,
and the son of man that you care for him?
มนุษย์เป็นผู้ใดเล่า ที่พระองค์ทรงระลึกถึงเขา?
และบุตรของมนุษย์เป็นใครเล่า ที่พระองค์ทรงห่วงใยเขา? (สดุดี 8:4)
เช้าวันที่ 25 มิถุนายน 2017 ผมอ่านพระคัมภีร์ต่อเนื่องและกำลังอ่านถึงสดุดีบทที่ 8 ขณะที่อยู่ในเมือง Saint Paul, Minnesota USA. โอกาสได้รับเชิญเข้าร่วมและเทศนาในการประชุมใหญ่ประจำปีของสหคริสตจักรม้งแบ๊บติสต์อเมริกา (Hmong Baptist National Association) นับเป็นพระคุณอันยิ่งใหญ่หาที่สุดไม่ได้ที่มีต่อชีวิต การมาครั้งนี้มีสัญญาณการรับรองที่มาจากพระเจ้าหลายอย่างนับตั้งแต่การได้รับเชิญ การขอวีซ่า การซื้อตั๋วเครื่องบิน การเดินทางที่ยาวไกล การใช้ภาษาที่เราไม่คุ้นเคย ยังไม่นับรวมถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดไม่ถึงว่าจะเจอแต่ก็สามารถผ่านมาได้อย่างอัศจรรย์ เมื่อได้อ่านพระคัมภีร์ตอนนี้ทำให้ได้คำตอบในใจว่า เพราะพระเจ้าทรงรัก ห่วงใย และทรงคิดถึงชีวิตของผมนั่นเอง !
ทำไมต้องเป็นการมาร่วมกับพี่น้องม้งในอเมริกา ? ทั้งที่ผมไม่ใช่คนม้ง พูดภาษาม้งไม่ได้ (กินอาหารม้งได้แบบอร่อย) แต่พระเจ้ายังทรงคิดถึงและให้โอกาสในการรับใช้ ทำให้ย้อนคิดกลับไปเมื่อครั้งยังเด็กอายุไม่กี่ขวบ ผมต้องซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์เก่าๆ ของคุณพ่อ ที่ท่านเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา แต่มีหัวใจในการประกาศข่าวประเสริฐ เพราะชีวิตของท่านได้รับการเปลี่ยนแปลงจากพระเจ้าให้หลุดพ้นจากการเป็นทาสของสุราและชีวิตที่เลวร้าย ท่านไม่รู้วิธีการประกาศอะไรมากนัก แต่อยากให้คนอื่นรู้ถึงอำนาจของพระเจ้าองค์เที่ยงแท้นี้ด้วย ท่านพูดกับผู้คนที่พบปะถึงข่าวประเสริฐของพระเจ้า พ่อพาผมซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ไปที่ศูนย์อพยพชาวม้งที่อำเภอบ้านโคกจังหวัดอุตรดิตถ์ ห่างจากบ้านประมาณ 70 กิโลเมตร ทางลูกรังเต็มไปด้วยฝุ่น แดดร้อนแผดเผา ผมนั่งหัวผะงกไปมาเพราะง่วงนอน แต่รถฮอนด้าคันเก่าก็ค่อยคืบคลานไปจนถึง ผมลงจากรถและเริ่มร้องเพลงพร้อมกับทำท่าทางยกไม้ยกมือ “ยกพระเยซู ๆ ยกพระองค์ให้ชาวโลกได้เห็น พระองค์ตรัสว่า เมื่อเราถูกยกจากโลกแล้ว เราจะนำคนทั้งหลายมาหาท่าน” อะไรประมาณนี้ ไม่มีเครื่องขยายเสียง ไม่มีอุปกรณ์แสงสีเสียง แต่ทว่า ชาวบ้านทั้งผู้ใหญ่และเด็กต่างมามุงดูว่าเด็กคนนี้กำลังทำอะไร พ่อเล่าเรื่องพระเยซูให้พวกเขาฟัง บางคนสนใจ บางคนหัวเราะ บางคนโต้ตอบ จากนั้นพาผมเข้าไปภายในศูนย์อพยพ จำได้ว่าบริเวณที่ผมยืนอยู่นั้นหมอผีกำลังประกอบพิธีของเขาอยู่ ผมไม่รู้เรื่องก็แค่ยืนดูตามประสาเด็ก แต่ปรากฏว่าหมอผีโกรธ ตะโกนเสียงดัง คว้าดุ้นฟืนมากัดกิน จนถ่านไฟแดงๆแตกกระจายไปทั่ว บางส่วนกระเด็นมาเกือบถึงหน้าของผม ผู้คนเริ่มวุ่นวายต่างเดินหนีออกไป ส่วนผมยังยืนอยู่อย่างไร้เดียงสา จนมารู้สึกตัวอีกทีเมื่อพี่ทหารมาคว้าตัวออกไป พ่อก็รีบกลับมาหาผมเช่นกัน มารู้ที่หลังว่า หมอผีไม่สามารถประกอบพิธีได้เพราะมีผู้เชื่อพระเยซูอยู่ตรงนั้น... วันนี้ผมย้อนกลับไปคิดถึงเหตุการณ์วันนั้นนับเป็นเวลา 30 กว่าปีมาแล้ว ฤทธิ์อำนาจของพระเยซูมีพลังอำนาจเหนือผีมารเสมอ แม้เด็กตัวเล็กๆคนหนึ่งที่ยังไม่เข้าใจหลายเรื่อง แต่ยังคงสำแดงอย่างชัดเจนว่า ผีมารไม่อาจทำการของมันได้เมื่อมีใครที่เชื่อพระเยซูอยู่ตรงนั้น...ชาวม้งในศูนย์อพยพส่วนใหญ่ได้ย้ายไปอยู่ประเทศที่สามตามนโยบายรัฐบาลและสหประชาชาติ บางส่วนไปอยู่ที่อเมริกาและประเทศอื่นๆส่วนหนึ่งเข้าสู่ชุมชนพัฒนาชาติไทย...ปัจจุบันผมยังมีโอกาสรับใช้พระเจ้าท่ามกลางพี่น้องหลากหลายกลุ่มในภาคเหนือของไทยซึ่งรวมถึงพี่น้องม้งด้วย
ความทรงจำของผมในเรื่องราวสมัยเด็กมีไม่มากนัก หลายเรื่องผมลืมไปแล้ว แต่พระเจ้าไม่เคยลืม พระองค์ทรงคิดถึงคนของพระองค์อยู่เสมอ ความสัตย์ซื่อ ความเที่ยงธรรม ความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงอยู่เสมอ สิ่งที่เราเคยทำแม้เป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆ แต่หากทำต่อผู้หนึ่งผู้ใดในนามพระเยซู พระองค์ไม่เคยลืมเลย (มธ.25:40) ไม่มีอะไรที่จะไร้ประโยนชน์สำหรับคนที่รับใช้พระเจ้าจริงๆ (1คร.15:58)
พระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างสรรพสิ่ง ทรงอยู่ก่อนทุกสิ่งจะมีขึ้นมา ทรงเป็นอัลฟ่าและโอเมกา ทรงเป็นเบื้องต้นและเบื้องปลาย ทรงเป็นนิรันดรกาล ทรงรู้ทรงเห็น ทรงเข้าใจ ทรงจำได้ตั้งแต่อดีต ปัจจุบันและอนาคตนิรันดร์ แม้ความทรงจำของมนุษย์นั้นแสนสั้น แต่ความรักความทรงจำของพระเจ้าเป็นนิรันดร์ ดังนั้นพระองค์จึงทรงคิดถึงชีวิตของเราเสมอ เพียงแต่ว่าเราจะเข้าใจพระทัยของพระองค์มากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง
ขอบพระคุณพระเจ้าที่ทรงคิดถึงข้าพระองค์... ขอพระเกียรติและพระสิริเป็นขององค์พระยาห์เวห์สืบไปเป็นนิตย์ เพราะพระนามของพระองค์นั้นสูงส่งยิ่งนักทั่วทั้งแผ่นดินโลก

"ย้อนเวลา หาอนาคต" โดย บัณฑิต ดาแว่น


คิดอย่างบัณฑิต โดย ศาสนาจารย์ บัณฑิต ดาแว่น

"ย้อนเวลา หาอนาคต"
บทความนี้เขียนขึ้นบนเครื่องบิน Japan Airlines ระหว่างสนามบินนาริตะประเทศญี่ปุ่นกำลังจะเข้าน่านฟ้าของอเมริกา ข้ามเวลาจากตะวันออกสู่ตะวันตก ที่เวลาสวนทางกันจากกลางวันเป็นกลางคืน
เคยดูภาพยนตร์เกี่ยวกับการย้อนเวลาหาอนาคต เพื่อกลับไปแก้ไขอะไรบางอย่างได้ แต่ไม่คิดว่าเรื่องการย้อนเวลาจะเกิดขึ้นกับตัวเองจริงๆ จนกระทั่งได้มีโอกาสเดินทางข้ามทวีปจากประเทศไทยไปสู่อเมริกา เริ่มออกเดินทางโดสายการบิน American Airlines จากสนามบินสุวรรณภูมิ เวลา 08:10 น. ของเช้าวันที่ 21 มิถุนายน 2017 แวะเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินนาริตะญี่ปุ่น และมุ่งตรงแบบยาวไปสู่รัฐชิคาโก้ของอเมริกา ผ่านขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองและต่อเครื่องไปรัฐมินนิโซต้าอันเป็นจุดหมายปลายทางครั้งนี้ รวมเวลาทั้งนั่งบนเครื่องบินและนั่งรอต่อเครื่องแล้วไม่น้อยกว่า 25 ชั่วโมง นั่นหมายความว่าหากนั่งอยู่ประเทศไทยก็จะกลายเป็นวันใหม่ไปแล้ว แต่กลับพบว่าเมื่อไปถึงปลายทางยังเป็นแค่เที่ยงคืนของวันที่ 21 เหมือนเดิม หากเปรียบเทียบเวลาในไทยก็เป็นเที่ยงวันของวันที่ 22 มิถุนายน...Wow !! ชีวิตผมย้อนเวลาไปตั้งหลายชั่วโมงแนะ !
แม้จะย้อนเวลาได้ แต่ผมไม่อาจแก้ไขสถานการณ์ของชีวิตได้เลย ทุกอย่างที่เกิดขึ้นยังดำเนินไป เพียงแค่อยู่คนละตำแหน่งของโลกเท่านั้น ผมไม่สามารถหยุดเวลา หรือถอยกลับไปแก้ไขได้จริงๆ ยังคงต้องเผชิญกับปัญหา ความเจ็บปวด และสิ่งสารพัดตามธรรมดาโลกต่อไป
พระเยซูคริสต์ ทรงย้อนเวลาได้ ! และที่สำคัญพระองค์สามารถย้อนกลับไปแก้ไขสถานการณ์ต่างๆในอดีตได้ด้วย สิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงกระทำเมื่อสองพันกว่าปีก่อนนั้นสามารถแก้ไขปัญหาของมนุษย์ทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคตได้อย่างสมบูรณ์และตลอดไป พระองค์ลงมาเกิดในโลกนี้ ทรงถูกตรึงจนตายที่ไม้กางเขนเพื่อไถ่บาปให้มนุษย์เพียงครั้งเดียวเป็นพอ (ประมาณ ค.ศ.33) ทรงย้อนกลับไปแก้ไขปัญหาให้มนุษย์ทั่วโลกตั้งแต่เริ่มสร้างโลก สิ่งที่อาดัม เอวา มนุษย์คู่แรกได้ทำผิดต่อพระเจ้าไว้ที่กลายเป็นความบาปติดตัวสืบสายมายังมนุษย์ทุกคน รวมทั้งความบาปผิดที่ผมทำมาตั้งแต่เกิดจนถึงความพลาดพลั้งที่อาจเกิดในอนาคต
ชีวิตมนุษย์รับการแก้ไขและเปลี่ยนแปลงใหม่โดยพระเยซูคริสต์แล้ว ! พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า ทรงอยู่เหนือกาลเวลา ทรงเป็นอมตะ ทรงฤทธานุภาพที่ไม่มีขอบเขตจำกัด และยังทรงรักห่วงใยต่อสรรพสิ่งที่ทรงสร้างด้วยความเมตตา ทรงบริสุทธิ์ ทรงยุติธรรม ดังนั้นพระองค์จึงทรงช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากโทษทัณฑ์ของความบาป คือความตายทั้งกายและวิญญาณนั้นได้
โดยความเชื่อ และไว้วางใจในพระนามพระเยซู พระองค์สามารถย้อนอดีตกลับไปแก้ไขปัญหาความบาปผิดในชีวิตของคุณและผมได้ ทั้งสิ้นนี้เกิดขึ้นจากพระเจ้า(2คร.5.16-21) โดยพระคุณเพราะความเชื่อไม่ใช่เพราะเราทั้งหลายกระทำเอง (อฟ.2.8-10)
เครื่องบินอาจพาคุณย้อนเวลาตามเข็มนาฬิกา แต่ไม่อาจย้อนไปแก้ไขปัญหาในชีวิตได้ พระเยซูคริสต์เท่านั้นที่ช่วยคุณได้...!! รีบจองตั๋วฟรี ได้ที่พระนามพระเยซู โดยเชื่อและยอมรับพระองค์ด้วยปากและใจของคุณเอง...
คือว่าถ้าท่านจะยอมรับด้วยปากของท่านว่า พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า
และเชื่อในใจว่า พระเจ้าได้ทรงให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย ท่านจะรอด
เพราะว่า การเชื่อด้วยใจก็นำไปสู่ความชอบธรรม และการยอมรับด้วยปากก็นำไปสู่ความรอด (รม.10:9-10)
คุณพร้อมย้อนเวลา เพื่อหาอนาคตที่ดีกว่ามั้ยครับ !

17 ตุลาคม 2559

ความอุปถัมภ์ของข้าพเจ้ามาจากไหน ? โดย ศจ.บัณฑิต ดาแว่น

คิดอย่างบัณฑิต  โดย ศาสนาจารย์ บัณฑิต  ดาแว่น

ความอุปถัมภ์
ของข้าพเจ้ามาจากไหน ?  

ความมั่นคงของชีวิต เป็นสิ่งที่ผู้คนปรารถนา  แต่จะหาความมั่นคงได้จากที่ไหน ถึงจะยั่งยืน  ซึ่งต่างคนคงต่างวิธีการ และต่างแหล่งที่มาของความมั่นคง  บ้างประสบความสำเร็จ บ้างก็ล้มเหลว
สำหรับผู้เชื่อพระเยซูคริสต์  ความมั่นคงของเราอยู่ที่ไหน ?  โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับความยากลำบาก ความขัดสน ความทุกข์ หรือปัญหา  คุณมีแหล่งข้อมูล มีแหล่งแห่งขุมพลังที่เติมเต็มชีวิตได้ที่ไหน และอย่างไร  หากยังไม่สามารถค้นพบแหล่งสนับสนุนที่แท้จริงได้ นั่นหมายถึง คุณอาจจะต้องล้มลุกคลุกคลาน ทรมาน ขมขื่น ฝืนทน อยู่วันแล้ววันเล่า  ทั้งๆ ที่มีขุมพลังแห่งการสนับสนุนอยู่แค่เอื้อม แต่ไม่สามารถเชื่อมต่อกันได้
ในสมัยโบราณกาล  มีผู้ติดตามพระยาเวห์ ได้พบแหล่งแห่งความอุปถัมภ์ที่ยิ่งใหญ่นี้  พวกเขาเขียนเป็นบทเพลงนมัสการเพื่อรำลึกถึงพระคุณอันประเสริฐของพระเจ้า ทั้งในยามกลางวันและกลางคืน คือ ทั้งในยามที่ชีวิตสว่างไสวรุ่งโรจน์และในยามมืดมนข้นแค้น  ด้วยบทเพลงที่ว่า ...
ข้าพเจ้าเงยหน้าดูภูเขา  
 ความอุปถัมภ์ของข้าพเจ้ามาจากไหน  
 ความอุปถัมภ์ของข้าพเจ้ามาจากพระเจ้า  
 ผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก
... (สดุดี 121.1-2)

เคล็ดลับประการสำคัญคือ "เงยหน้าขึ้น"  และมองให้เห็นผู้อุปถัมภ์ที่แท้จริง  ไม่ใช่แค่เห็นภูเขาที่ขวางกั้น แต่เห็น พระเจ้าผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก  ซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์ค้ำชูอยู่เสมอ เพียงแต่จะเงยหน้าขึ้นและเห็นหรือไม่
หลายคน เมื่อเผชิญกับความมืดมนและทนทุกข์ มักจะจมอยู่กับปัญหาและเกิดความรู้สึกสงสารตนเอง แสดงอาการก้มหน้าอมทุกข์ ซึ่งมักจะตามมาด้วยการโอดครวญ เรียกร้องความสนใจให้คนอื่นมาช่วย หรือ น้อยใจที่ไม่มีใครมาสนใจให้ความช่วยเหลือดั่งที่ต้องการ  และยิ่งจะเพิ่มความทุกข์ทรมานหากมีการทำร้ายตนเอง และทำร้ายคนอื่นด้วย  ในความคิดของเขารู้สึกว่านี่เป็นทางออกที่จะหาความช่วยเหลือ  แต่แล้วก็ต้องผิดหวัง เพราะคนอื่นๆ ก็อาจเผชิญกับความทุกข์และปัญหาของตนเช่นกัน  ความเป็นจริงคือ ไม่ใช่ความรับผิดชอบของใครที่จะต้องมารับผิดชอบคุณทั้งชีวิตได้  การที่เขาเคยช่วยคุณได้บ้างก็นับว่าเป็นสิ่งดี และหากเขาไม่ได้ช่วยคุณก็ไม่ถือว่าเป็นความผิดของเขา  จึงต้องระวังจะไปฝากความหวังไว้กับมนุษย์ทั้งหมดไม่ได้  เพราะคุณกำลังเรียกร้องผิดที่ผิดทางแล้ว !
ต้องเงยหน้า และเข้าหาพระเจ้าผู้เป็นผู้อุปถัมภ์ค้ำชูที่แท้จริงให้ได้  จึงจะได้การสนับสนุนและเกิดความมั่นคงที่ยั่งยืน  พระเจ้ายังมีวิธีการที่สูงส่งกว่าความคิดของคุณและผมอีกเยอะ(อสย.55.9)  และสิ่งที่พระองค์ทรงเตรียมไว้นั้น คือสิ่งที่เกินความเข้าใจ ที่ไม่อาจหาได้ในมนุษย์คนใดคนหนึ่ง (ยน.14.27,ฟป.4.7)
พระเจ้าสามารถทำอะไรได้บ้างในการอุปถัมภ์ชีวิตของเรา จากพระธรรมสดุดี บทที่ 121 ข้อที่ 3 - 8 ได้บทเรียนดังนี้...
1.  พระองค์จะไม่ให้เท้าของท่านพลาดไป (3)
2.  พระองค์จะไม่ง่วงหรือหลับไป (3-4)
3.  พระองค์ทรงเป็นผู้อารักขา  ทรงเป็นที่กำบังชั้นดี (5)
4.  พระองค์ไม่ปล่อยให้ถูกโจมตีทั้งกลางวันและกลางคืน (6)
5. พระเจ้าอารักขาชีวิตของท่านให้พ้นภยันตรายทั้งสิ้น (7)
6.  พระเจ้าจะทรงอารักขาการเข้าออกของท่าน   (8)
7.  พระเจ้าอารักขาท่านตลอดไปได้...ตั้งแต่กาลบัดนี้สืบไปเป็นนิตย์  (8)

เงยหน้าหาพระผู้อุปถัมภ์ในชีวิตของคุณให้เจอนะครับ

พระองค์พร้อมสนับสนุนคุณอยู่แล้ว !

(ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต)

12 กันยายน 2559

ข้อคิดเพื่อชีวิตออนไลน์ โดย ศจ.บัณฑิต ดาแว่น

คิดอย่างบัณฑิต                                       โดย  ศจ.บัณฑิต  ดาแว่น

ข้อคิดเพื่อชีวิตออนไลน์ 

สุภาษิตโบราณกล่าวว่า...ผู้สื่อสารไม่ดีก็เอาคนจุ่มลงไปในความลำบาก   แต่ทูตที่ซื่อสัตย์นำการรักษามาให้   (Proverbs 13:17) 
ยุคดิจิตอล การสื่อสารแบบออนไลน์มีอิทิธิพลต่อชีวิตอย่างมาก  โดยเฉพาะคนไทยเป็นคนที่ใช้สื่อออนไลน์ติดอันดับต้นๆของโลก  ข้อมูลพบว่า จากจำนวนประชากรทั้งหมด 68 ล้านคน  มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตกว่า 38 ล้านคน คิดเป็น 56% ของประชากร  มีจำนวนเบอร์มือถือหรือซิมการ์ดที่ลงทะเบียนมากกว่า 82.78 ล้านเบอร์ มากกว่าจำนวนประชากรทั้งหมด  มีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียผ่านมือถือ 34 ล้านคน  นั่นหมายความว่าทุกวินาทีมีการสื่อสารผ่านทางสังคมออนไลน์ (Social Media) ที่เรียกกันว่า "สังคมก้มหน้า" นั่นเอง 
            เทคโนโลย์การสื่อสารนั้นมีทั้งประโยชน์อนันต์ และโทษมหันต์  ดังนั้นจึงต้องตระหนักอยู่เสมอว่า  จะสื่อสารอย่างไรไม่ให้เกิดปัญหาทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น  จึงขอฝากข้อคิดเพื่อชีวิตออนไลน์ (On line)   ดังนี้...
1.  ข้อมูลที่จะสื่อสารนั้นเป็นความจริงหรือไม่
            ก่อนจะโพสต์ หรือแชร์ ข้อมูลออกไปโปรดหยุดคิดสักนิดว่า ข้อมูลนั้นเป็นความจริงหรือไม่ แหล่งที่มาเชื่อถือได้หรือไม่ สามารถตรวจสอบได้ไหม  หากไม่แน่ใจก็ควรยับยั้งการเผยแพร่ข้อมูลนั้นจะปลอดภัยกว่า เพราะหากข้อมูลที่เป็นความเท็จถูกเผยแพร่ไปโดยทำให้เกิดความเข้าใจว่าผิดคิดว่ามันเป็นความจริง ยิ่งเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวง  บางคนคิดว่าตนเองสามารถเผยแพร่ข้อมูลเร็วที่สุด จึงไม่ทันยั้งคิด ก็มักนำชีวิตสู่ปัญหาโดยไม่จำเป็นมีให้เห็นมากมากแล้ว เพราะในโลกออนไลน์นั้นข้อมูลที่นำเสนอไปแล้ว ๆม่อาจจะเรียกกลับคืนได้ แม้คุณอาจจะลบออกไป แต่ไม่มีทางลบออกจากระบบออนไลน์ได้เลย
2.  ข้อมูลที่จะสื่อสารนั้นจะส่งผลกระทบที่เสียหายหรือไม่
            ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากโลกออนไลน์นั้นมากเกินกว่าจะประเมินค่าออกมาได้  ดังนั้น คิดหน้าคิดหลังก่อนว่า คำพูดนั้น ภาพนั้น ข้อความนั้น ที่คุณแสดงความรู้สึกออกมาและโพสต์ลงในสื่อออนไลน์ หรือ ได้รับมาจากคนอื่น ซึ่งหลายครั้งไม่ค่อยรู้ที่มา ไม่รู้ช่วงเวลาว่าเป็นเรื่องที่เก่าหรือใหม่ เรื่องจริงหรือเท็จ หากคุณโพสต์ไป แชร์ไป อาจส่งผลเสียหายย้อนกลับมาที่ตัวเอง หรือ เสียหายต่อบุคคลอื่นได้
3.  ข้อมูลที่จะสื่อสารนั้นถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
            เมื่อก่อนการสื่อสารมักจะอยู่ในมือของคนกลุ่มน้อย แต่ปัจจุบันทุกคนสามารถสื่อสารออกไปได้โดยง่ายผ่านสื่อออนไลน์  กฎหมายที่มีอยู่อาจไม่สามารถครอบคลุม หรือทันสมัยต่อการสื่อสารในยุตดิจิตอลได้  แต่ยังต้องคำนึงเสมอว่า ข้อมูลที่คุณจะสื่อสารออกไปนั้นอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายหรือไม่ เพื่อจะไม่ทำสิ่งผิดโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งการ "ไม่รู้" ไม่สามารถใช้เป็นข้อแก้ตัวให้พ้นผิดได้  จึงควรศึกษาข้อกฎหมายเบื้องต้นทั้งทางอาญาและแพ่ง  แม้แต่กฎหมายเกี่ยวสิทธิประโยชน์ก็ยิ่งต้องคำนึงถึงว่า สิ่งที่จะทำลงไปนั้นละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นหรือไม่ ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่ เช่น การโพสต์ภาพผู้เสียชีวิต ผู้ป่วย เด็ก หรือบุคคลอื่นโดยไม่เหมาะสม ภาพที่อุจาดตา เป็นต้น
4.  ข้อมูลที่จะสื่อสารนั้นถูกต้องตามหลักจริยธรรมหรือไม่
            ไม่มีกฎหมายใดสามารถครอบคลุมและเท่าทันได้ทุกเรื่อง แต่หลักจริยธรรม ยังเป็นตัวยับยั้งอีกขั้นตอนหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ได้ เพื่อป้องกันเหตุอันไม่ควรเกิดไม่ให้เกิดขึ้นกับตนเองและผู้อื่น  บางจริยธรรมมีลายลักษณ์อักษร แต่บางครั้งอาจไม่มี แต่ในจิตใจของแต่ละคนย่อมมีมโนธรรมที่เป็นเครื่องมือช่วยกรองอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ามันจะอยู่ลึกเกินกว่าจะนำมาพิจารณาหรือไม่เท่านั้นเอง  เพราะบางเรื่องแม้ไม่ผิดกฎหมาย แต่อาจไม่เหมาะสมตามหลักจริยธรรม และไม่ควรกระทำตามหลักมโนธรรมที่ดีงาม  จึงควรคิดให้ดีก่อนสื่อสารออกไป
5.  ข้อมูลที่จะสื่อสารนั้นเป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าหรือไม่
            ในฐานะเป็นผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้า เรามีหลักพิจารณาลึกไปกว่ากฎหมายและจริยธรรม นั่นคือ จิตสำนึกผิดชอบตามหลักพระคัมภีร์ที่จะเป็นตัวกำหนดว่า สิ่งนั้น เป็นเหตุให้เกิดการถวายเกียรติแด่พระเจ้าหรือไม่  เป็นเหตุให้พระนามพระเจ้าเสื่อมเสียหรือไม่ พระวิญญาณของพระเจ้าจะเสียพระทัยหรือไม่ ทำให้เป็นสิ่งสะดุดต่อผู้อื่นหรือไม่  เป็นต้น


            จึงฝากข้อคิดเพื่อชีวิตออนไลน์ทั้ง 5 ข้อนี้ไว้ให้พิจารณาก่อนโพสต์ ก่อนแชร์ ก่อนไลค์ หรือ ก่อนแสดงความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งออกไป เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ขึ้น...ผมเองก็คิดมานานพอควรที่จะเขียนและเสนอบทความนี้เช่นกัน...

          หากชอบก็กดไลค์ ใช่ก็กดแชร์ แต่...คิดให้ดีเสียก่อนนะครับ !

(ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต)

12 สิงหาคม 2559

One -วันเมีย...ทั้งชีวิต โดย ศจ.บัณฑิต ดาแว่น

คิดอย่างบัณฑิต
One-วันเมีย...ทั้งชีวิต
โดย ศจ.บัณฑิต  ดาแว่น 
เนื่องในวันแม่แห่งชาติที่เวียนมาบรรจบ ทำให้ผมค้นพบความจริงที่ทิ้งไปไม่ได้ คือ ระหว่าง "แม่" และ "เมีย" มีอะไรที่น่าคิดสำหรับชีวิตอย่างยิ่ง  เรามีแม่พียงหนึ่งเดียวในชีวิตฉันใด ควรมีเมียไว้เพียงคนเดียวทั้งชีวิตฉันนั้น ถึงจะนำความสุขสันต์ และความสงบเรียบร้อยมาสู่ชีวิตได้อย่างยิ่งยืน
            จึงขอประกาศ  "One-วันเมีย...ทั้งชีวิต" ให้เป็นที่ยึดถือกันสืบไปนะครับ !!
เพราะพระประสงค์ของพระเจ้าตั้งแต่เริ่มต้นให้มี ผัวเดียว เมียเดียว  จากสองเกี่ยวดองกลายเป็นหนึ่ง  ดังที่บันทึกไว้...  (Genesis 2:18-25) ...พระเจ้าตรัสว่า   “ไม่ควรที่ชายผู้นี้จะอยู่คนเดียว   เราจะสร้างคู่อุปถัมภ์ที่สมกับเขาขึ้น”... 21แล้วพระเจ้าจึงทรงกระทำให้ชายนั้นหลับสนิท   ขณะที่เขาหลับสนิทอยู่   พระองค์ทรงชักกระดูกซี่โครงอันหนึ่งของเขาออกมา   แล้วทำให้เนื้อติดกันเข้าแทนกระดูกอย่างเดิม 22ส่วนกระดูกซี่โครงที่พระเจ้าได้ทรงชักออกจากชายนั้น   พระองค์ทรงสร้างให้เป็นหญิง  แล้วทรงนำมาให้ชายนั้น 23ชายจึงว่า    “นี่แหละ  กระดูกจากกระดูกของเรา    เนื้อจากเนื้อของเรา   จะต้องเรียกว่าหญิง    เพราะหญิงนี้ออกมาจากชาย”    24เพราะเหตุนั้นผู้ชายจึงจากบิดามารดาของตน ไปผูกพันอยู่กับภรรยา   และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้อ เดียวกัน 25ทั้งผู้ชายและภรรยาของเขาเปลือยกายอยู่และไม่อายกัน
            พระเจ้าสถาปนาครอบครัวขึ้นเป็นสถาบันแรกของโลก จากนั้นจึงให้มีสถาบันทางการปกครอง และสถาบันคริสตจักร ซึ่งหากศึกษาลงไปถึงเจตนารมณ์ของทั้งสถาบันการปกครอง(ประเทศชาติ) และสถาบันคริสตจักร (กลุ่มผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์) จะพบว่ารากเหง้าของความหมายของทั้งสองสถาบันคือ การเป็น "ครอบครัว" เช่นเดียวกัน  จึงกล่าวได้ว่าพระเจ้าให้ความสำคัญกับ "ครอบครัว" เป็นลำดับแรก   นักสังคมวิทยาต่างยอมรับว่า การเริ่มต้น การดำเนินไป และการสิ้นสุดของชีวิต จะดีหรือร้าย รวมทั้งความเป็นไปของสังคมโลกล้วนมีผลมาจากความเป็นไปของครอบครัว หลายครั้งมักจะสรุปสาเหตุที่เกิดขึ้นกับชีวิตของผู้คนว่ามาจากอิทธิพลของครอบครัว และหากจะแก้ไขก็ต้องเริ่มต้นที่ครอบครัวเช่นกัน  ดังนั้น การมีสถาบันครอบครัวที่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าที่ให้จากสองเกี่ยวดองเป็นหนึ่ง นับเป็นรากฐานที่จำเป็นอย่างยิ่ง หากเริ่มต้นถูกต้องจะนำผลที่ดีมาสู่ชีวิต 
            นอกจากนั้นยังมีองค์ประกอบอื่นอีก เช่น ต้องเริ่มต้นเลือกคู่ครองที่เป็น "คน" ด้วยนะ  เหมือนอาดัมมนุษย์คนแรกที่เลือก "คน" ไม่ใช่สิ่งอื่น ที่ต้องเน้นเรื่องนี้เพราะทุกวันนี้มีบางคนเลือกสิ่งที่ไม่ใช่คนเป็นคู่ครอง ซึ่งมักนำความสยดสยองมาสู่ชีวิตและสังคมอย่างที่เห็นเป็นข่าว  ต้องเลือกคู่ครองที่เป็น "ชายจริงหญิงแท้" และเป็นคนที่ "เหมาะสม" กับตนเอง ทั้งด้านความเชื่อ แนวคิด ลักษณะชีวิต การศึกษา ซึ่งจะต้องใช้เวลาศึกษา รับคำแนะนำปรึกษาให้แน่ใจว่าใช่คนนี้แน่นะก่อนที่จะตกลงปลงใจใช้ชีวิตร่วมกัน  เพื่อจะได้ไม่ต้องมาโอดครวญทีหลังว่า "เข้ากันไม่ได้... ไปกันไม่ได้"  และเหตุผลอีกสารพัดที่สรรหามาอ้างที่จะหย่าร้างกันไป ซึ่งมักจะเกิดเรื่องใหญ่และร้ายตามมาเสมอ
            การมีคู่ครองคนเดียวทั้งชีวิต เป็นหลักสำคัญ เพราะเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า (สภษ.5.15-20, ปญจ.9.9)  ทั้งครอบครัว คริสตจักร และสังคมต้องการคนเช่นนี้มาเป็นผู้นำ จึงกำหนดคุณสมบัติของผู้นำที่ดีไว้...ผู้ปกครองดูแลนั้นต้องเป็นคนที่ไม่มีใครติได้   เป็นสามีของหญิงคนเดียว   เป็นคนรู้จักประมาณตน   มีสติสัมปชัญญะ   เป็นคนสง่าเรียบร้อย   มีอัชฌาสัยรับแขกดี   เหมาะที่จะเป็นครู 3ไม่ดื่มสุรามึนเมา   ไม่เป็นนักเลงหัวไม้   แต่เป็นคนสุภาพ   ไม่เป็นคนชอบวิวาท   ไม่เป็นคนเห็นแก่เงิน 4ต้องเป็นคนครอบครองบ้านเรือนของตนได้ดี   อบรมบุตรธิดาของตนให้อยู่ในโอวาทและมีใจนอบน้อม (I Timothy 3:2-4)
            พระเจ้าไม่ต้องการให้มีการหย่าร้างเกิดขึ้น และไม่ต้องการให้มีหลายผัวหลายเมีย เพราะเมื่อพระเจ้าทรงผูกพันชีวิตของชายหญิงคู่หนึ่งเข้าด้วยกันแล้วไม่ควรให้ใครหรือสิ่งใดมาพรากจากกันไป ยกเว้นเสียแต่ความตายเท่านั้น ( แต่อย่าพยายามทำให้อีกฝ่ายตายก็แล้วกัน ! )
...พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอลตรัสว่า   “เพราะว่าเราเกลียดชังการหย่าร้าง   และการที่ใครกระทำทารุณต่อภรรยาของตน”   (Malachi 2:16)
พระเยซู ย้ำเช่นกันว่า...เขาจึงไม่เป็นสองต่อไป   แต่เป็นเนื้ออันเดียวกัน   เหตุฉะนั้นซึ่งพระเจ้าได้ทรงผูกพันกันแล้ว   อย่าให้มนุษย์ทำให้พรากจากกันเลย” (Matthew 19:4-6)

            อาจจะมีบางคนอ้างถึงบางวัฒนธรรม หรือ บางกรณีในการมีคู่ครองหลายคน ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นฝ่ายชายใช้ข้ออ้างนี้มากกว่า..   จึงยังขอยืนยันว่า พระประสงค์ของพระเจ้าตั้งแต่แรกนั้น ต้องการให้มีคู่ครองเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น !  ดังนั้น การมี One-วันเมีย One-วันสามี ทั้งชีวิต คือ ผัวเดียวเมียเดียวนั้น นำความปลอดภัยและความสงบสุขมาสู่ชีวิตและสังคมได้มากกว่า คุณว่าอย่างนี้ด้วยหรือไม่ ?

สุขสันต์ One-วันเมีย...ทั้งชีวิต นะครับ !!

(ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต)

13 พฤษภาคม 2559

สิ่งที่ผู้นำควรรู้ โดย ศจ.บัณฑิต ดาแว่น

คิดอย่างบัณฑิต โดย  ศจ.บัณฑิต  ดาแว่น 

สิ่งที่ผู้นำควรรู้

            ผู้นำ เป็นปัจจัยหลักและสำคัญในการขับเคลื่อนคริสตจักรและพันธกิจของพระเจ้าให้เติบโต เข้มแข็ง และขยายออกไปอย่างมั่นคงยั่งยืน  ผู้นำควรรับการเตรียมและเตรียมตัวเองอย่างไร  จึงจะทำให้เกิดผลสำเร็จตามเป้าหมายได้  มีข้อเสนอ 3  ด้าน  คือ  ความรู้ในพระวจนะ ความรู้รอบตัวทั่วไป และ ความรู้ในวิชาชีพ
1.  ผู้นำควรมีความรู้ด้านพระวจนะ
            หัวใจหลักของผู้นำที่เป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าจำเป็นต้องรู้ต้องมีเป็นประการแรก คือ ความรู้ ความเข้าใจใน พระวจนะของพระเจ้า  เพราะนี้เป็นแหล่งข้อมูลที่จำเป็นที่สุดในการใช้เป็นบรรทัดฐานการดำเนินชีวิต การเทศนา สั่งสอน และการดำเนินพันธกิจของพระเจ้าทุกด้าน  ผู้นำจึงจำเป็นต้องรับการอบรม ฝึกฝน ให้มีความรู้ ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในความจริงแห่งพระวจนะ  จนสามารถที่จะถ่ายถอด แบ่งปัน เผยแพร่ออกไปอย่างมีประสิทธิภาพ  สามารถให้พระวจนะเป็นอาหารหล่อเลี้ยงชีวิตของตนเอง และผู้คนที่ตนดูแลอยู่อย่างเป็นพระพรและจุใจ (คส.4.5-6)
จงให้พระวาทะของพระคริสต์ดำรงอยู่ในตัวท่านอย่างบริบูรณ์   จงสั่งสอนและเตือนสติกันด้วยปัญญาทั้งสิ้น   จงร้องเพลงสดุดีเพลงนมัสการ   และเพลงสรรเสริญด้วยใจโมทนาขอบพระคุณพระเจ้า  และเมื่อท่านจะกระทำสิ่งใดด้วยวาจาหรือด้วยกายก็ตาม   จงกระทำทุกสิ่งในพระนามของพระเยซูเจ้า   และขอบพระคุณพระบิดาเจ้า   โดยพระองค์นั้น  (คส. 3:16-17)
            ผู้นำที่เป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า ควรมีความรู้ ความเข้าใจในพระวจนะอย่างเพียงพอที่จะสามารถเทศนา สั่งสอน และถ่ายทอดออกไปอย่างมืออาชีพ  เพราะหากไม่รู้จริง ไม่เข้าใจจริง จะทำให้ประชากรของพระเจ้าหลงทาง และขาดโอกาสแห่งพระพรได้
            อย่าให้ผู้ใดหมิ่นประมาทความหนุ่มแน่นของท่าน   แต่จงเป็นแบบอย่างแก่คนที่เชื่อทั้งปวง   ทั้งในทางวาจาและการประพฤติ   ในความรัก   ในความเชื่อ   และในความบริสุทธิ์  จงใฝ่ใจในการอ่านพระคัมภีร์ในที่ประชุม   ในการเทศนาและในการสั่งสอนจนกว่าเราจะมา  อย่าละเลยความสามารถที่มีอยู่ในตัวท่าน   ซึ่งได้ทรงประทานแก่ท่านตามคำพยากรณ์   เมื่อคณะผู้ปกครองได้เอามือวางบนท่าน  จงปฏิบัติหน้าที่เหล่านี้   โดยถือเป็นชีวิตจิตใจ   เพื่อความเจริญของท่านจะได้ปรากฏแก่คนทั้งปวง  จงเอาใจใส่ทั้งตัวท่านและคำสอนของท่าน   จงยึดข้อที่กล่าวนี้ให้มั่น   เพราะเมื่อกระทำดังนั้น   ท่านจะช่วยทั้งตัวท่านเองและคนทั้งปวงที่ฟังท่านให้รอดได้  (1ทธ. 4:12-16)
            แม้ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีความสามารถและโอกาสทางการศึกษา  แต่ทุกคนสามารถเรียนรู้พระวจนะแห่งความจริงได้โดยการสอนจากพระวิญญาณได้ (ยน.16.13) เพียงแต่ต้องตั้งใจ เอาใจใส่ และทุ่มเทศึกษาอย่างสม่ำเสมอต่อไป  ดังสาวกของพระเยซูที่เมื่อได้ศึกษาเรียนรู้อยู่กับพระองค์แล้ว พวกเขากลายเป็นคนที่ผู้นำระดับสูงของสังคมในด้านศาสนาและด้านการเมืองต่างยอมรับว่า ที่เขากล่าวด้วยสติปัญญาและกล้าหาญอย่างนั้นได้เพราะเคยอยู่กับพระเยซู (กจ.4.13)
            หน้าที่และบทบาทของผู้นำคือ การเป็นผู้มีความรู้ ความเข้าใจในพระวจนะของพระเจ้า ดังนั้น ต้องหมั่นพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถดำเนินตามพระวจนะ และใช้พระวจนะอย่างสมพระเกียรติของพระเจ้าให้มากขึ้น

2.  ผู้นำควรมีความรู้รอบตัว
            นอกจากความรู้ในพระวจนะแล้ว ผู้นำยังจำเป็นต้องมีความรู้รอบตัวทั่วไปด้วย  เพื่อเป็นเครื่องมือในการศึกษาพระคัมภีร์ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น  เช่น หากรู้หลักภาษา หรือรอบรู้ภาษาต่างๆ ก็จะสามารถนำมาประกอบการศึกษาพระคัมภีร์ได้มากขึ้น เข้าใจอย่างเป็นระบบมากขึ้น  เพราะความรู้สติปัญญาทั้งสิ้นมาจากพระเจ้า และช่วยให้สามารถแยกแยะปัญญาทั้งแบบโลก และปัญญาแบบเบื้องบนได้(ยก.3.15-18)
            การมีความรู้รอบตัวนั้นยังส่งเสริมการทำงานและร่วมมือกับคนอื่นได้มากขึ้น ทำให้เข้าใจตนเองเข้าใจคนอื่น และเข้าใจงานได้ดีขึ้น  ผู้นำจึงจำเป็นต้องใช้ความรู้และสติปัญญาในการทำงานอย่างเต็มที่ 
            จงปฏิบัติกับคนภายนอกด้วยใช้สติปัญญา   โดยฉวยโอกาส (คส. 4:5) 

            สถาบันพระคริสตธรรมอาจช่วยเตรียมชีวิตของผู้รับใช้ให้พร้อมด้านความรู้พระคัมภีร์และความรู้ทั่วไปได้  ถึงเวลาที่จะต้องยกระดับการศึกษา จัดหลักสูตร จัดหาหนังสือ และสื่อที่เหมาะสมสำหรับการศึกษาค้นคว้าให้เพียงพอและได้มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับของคริสตจักรและสังคมให้มากขึ้น  ในขณะเดียวกันผู้รับใช้แต่ละคนต้องหมั่นหาโอกาส และฉวยโอกาสในการพัฒนาความรู้ของตนอยู่เสมอ เพราะการเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดชีวิต และหากสามารถได้ความรู้ และได้การรับรองอย่างทางการด้วยแล้ว ยิ่งจะเป็นประโยชน์ในการรับใช้แน่นอน
            พระเจ้าสามารถใช้คนธรรมดาสามัญอย่างเปโตรและยอห์นได้ และในขณะเดียวกันก็สามารถใช้คนที่มีความรู้สูงอย่างเปาโลได้เช่นกัน


3.  ผู้นำควรมีความรู้ด้านวิชาชีพ
            ภาวะ  "ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด" อาจเกิดขึ้นได้หากไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้และก่อให้เกิดผลผลิตที่กลับมาหล่อเลี้ยงชีวิตทั้งฝ่ายร่างกายและฝ่ายจิตวิญญาณได้อย่างเหมาะสม  ความน่าจะเป็นสำหรับบรรดาผู้รับใช้พระเจ้า คือ เขาควรจะได้รับการเลี้ยงดูจากสิ่งที่ได้ทำ  ดังพระวจนะที่สอนว่า ... เพราะพระคัมภีร์กล่าวว่า   อย่าเอาตะกร้อครอบปากวัว  เมื่อมันกำลังนวดข้าวอยู่   และคนงานสมควรจะได้รับค่าจ้างของตน (1ทธ. 5:18)  ผู้ที่รับคำสั่งสอนควรตอบสนองต่อผู้ดูแลฝ่ายวิญญาณอย่างเหมาะสมเช่นกัน (รม16.23)  ...ทำนองเดียวกัน   องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงบัญชาไว้ว่า   คนที่ประกาศข่าวประเสริฐควรได้รับการเลี้ยงชีพด้วยข่าวประเสริฐนั้น   (1คร. 9:13)  แต่ในความเป็นจริงของคริสตจักรไทยยังไม่สามารถปฏิบัติเช่นนั้น อันเนื่องมาจากการขาดกำลังและขาดความเข้าใจของคริสตจักร  และในอีกด้านมีผู้รับใช้จำนวนหนึ่งที่ยินดีประกอบวิชาชีพเพื่อเลี้ยงดูตนเอง  ดังตัวอย่างในพระคัมภีร์ด้วยเช่นกัน
            ประเด็นสำคัญคือ คริสตจักรเล็กที่มีสมาชิกไม่มากแม้จะมีความเข้าใจและตั้งใจที่เลี้ยงดูผู้รับใช้แต่ไม่สามารถทำได้  จากข้อมูลพบว่า  โดยเฉลี่ยแล้วคริสตจักรจะต้องมีสมาชิกจำนวน 70 คนขึ้นไป จึงจะสามารถรับผิดชอบศิษยาภิบาลได้  แต่หากสถานการณ์และสภาพความหนาแน่นของประชากรไม่สามารถทำอย่างนั้นได้  ทางรอดและทางออกของผู้รับใช้ คือ ต้องสามารถประกอบวิชาชีพด้วยตนเอง เพื่อยังสามารถรับใช้พระเจ้าอย่างเต็มที่ต่อไปได้  การรับใช้ไม่ใช่แค่การเทศนา การสอน แต่ยังหมายถึงการทำทุกอาชีพ ทุกสถานะ ก็เป็นการรับใช้เช่นเดียวกัน !   หากต้องการทำหน้าที่ในการ อธิษฐาน การเทศนา การสั่งสอนพระวจนะโดยตรงในคริสตจักรอย่างเต็มที่ เต็มกำลัง  จำเป็นที่จะต้องมีวิชาชีพติดตัวด้วยดีที่สุด
            ผู้นำ ที่มีความรู้ด้านวิชาชีพด้วยนั้น นอกจากจะช่วยดูแลตนเองและครอบครัวได้แล้ว ยังส่งผลให้สามารถช่วยเหลือผู้อื่น  เข้าใจสมาชิกคริสตจักร และคนอื่นได้มากขึ้น ทั้งสามารถเทศนา สอน หนุนใจ ให้คำแนะนำผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสม
           
นี่คือทางออก ! และทางรอดหนึ่ง ของผู้นำที่เป็นผู้รับใช้ที่ไม่มีใครให้การสนับสนุนอย่างเพียงพอ จึงขอฝากผู้นำที่จะพัฒนาตนให้พร้อมในทุกด้าน ทั้งฝากข้อคิดถึงสถาบันที่กำลังเตรียมผู้รับใช้ โปรดพิจารณาจัดหลักสูตรที่เหมาะสมกับสถานการณ์  คือ   หนึ่ง ด้านพระวจนะ  ต้องให้ความรู้ในพระคัมภีร์และศาสนศาสตร์ สามารถเทศนา สั่งสอน ประกาศ และทำการอย่างมืออาชีพ  สอง ด้านความรู้สามัญหรือความรู้รอบตัว เพื่อสร้างความเข้าใจตน เข้าใจคนอื่น และเข้าใจงานมากขึ้น และ สาม ด้านวิชาชีพ ให้สามารถมีช่องทางทำกินเพื่อเสริมรายได้หรือเป็นช่องทางสร้างสัมพันธ์

ทั้งนี้เพื่อคริสตจักรและพันธกิจของพระเจ้า  เพื่อผู้รับใช้และประชากรของพระองค์ จะมีชีวิตที่จำเริญขึ้น มีความเข้มแข็ง เติบโต และขยายออกไปอย่างมั่นคงยั่งยืน

(ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต)

19 มีนาคม 2559

เลิกสงสารตนเอง ! โดย ศจ.บัณฑิต ดาแว่น

คิดอย่างบัณฑิต  โดย  ศจ.บัณฑิต  ดาแว่น

เลิกสงสารตนเอง !


 
ฉะนั้นข้าพระองค์จึงเกลียดตนเอง  
 และกลับใจอยู่ในผงคลีและขี้เถ้า”  
therefore I despise myself,
and repent in dust and ashes.”  Job 42:6

พระธรรมโยบ บทที่ 42  เป็นบทสรุปที่ทำให้เห็นเรื่องราวและเบื้องหลังของสถานการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับชีวิตของโยบ  ซึ่งเป็นผู้ที่พระเจ้าเรียกชายผู้นี้อย่างภาคภูมิใจว่า  "ผู้รับใช้ของเรา"   (โยบ 42.7) 
หลังจากนั้น พระเจ้าให้ โยบกลับสู่ความเจริญรุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่ง  (โยบ 42.10) พระคัมภีร์ใช้คำว่า  "พระเจ้าทรงทำให้...กลับสู่สภาพที่ดีดังเดิม"    พระเจ้าประทานให้โยบมีมากเป็นสองเท่าที่มีอยู่ก่อน.... ข้อ 12 และพระเจ้าทรงอำนวยพระพรชีวิตบั้นปลายของโยบมาก ยิ่งกว่าบั้นต้นของท่าน  
เรื่องราวชีวิตของโยบ เป็นแบบอย่างเรื่องความเชื่อและความอดทนต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับชีวิตอย่างฉับพลัน ทั้งการสูญเสียทรัพย์สมบัติ สูญเสียลูกชายลูกสาว สูญเสียสุขภาพ และสูญเสียความเคารพนับถือจากคนรอบข้าง ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง  ทั้งที่โยบมั่นใจและยืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้มาจากความผิดบาปของตนเอง  แม้ขณะนั้นยังไม่เข้าใจว่าทำไมเรื่องร้ายเช่นนี้จึงเกิดขึ้น ขณะเดียวกันบรรดาเพื่อนๆ ต่างมีความเห็นในความเข้าใจของตนเองตามหลักแห่งความรู้ของมนุษย์เท่าที่จะศึกษาได้ ต่างมีความเห็นว่าสิ่งร้ายที่เกิดขึ้นนั้นมาจากการที่โยบทำผิดเอง  ต่างฝ่ายต่างไม่มีคำตอบที่แน่นอน เพราะโยบก็มีเหตุผล และเพื่อนๆ ก็มีเหตุผล  ไม่อาจเป็นทางออกของปัญหาได้..  โยบยังยืนยันว่า นี่เป็นสิ่งที่มาจากพระเจ้า ในความทุกข์อย่างแสนสาหัสนั้น เขาได้ร้องโอดครวญต่อพระเจ้าอย่างไม่เข้าใจตนเอง และอยากจะต่อสู้คดีต่อพระเจ้าโดยตรง  แต่สุดท้าย แม้โยบจะไม่มีความผิดเรื่องการทำบาปที่ทำให้เกิดสิ่งร้ายครั้งนี้ แต่เขาก็ยอมรับว่าได้ทำผิดทางวาจาต่อพระเจ้าด้วยการคิดและพูดเช่นกัน โยบยอมจำนนเมื่อเขาเผชิญหน้ากับพระเจ้าตัวจริง !  ไม่มีมนุษย์คนใดที่พบกับพระเจ้าแล้วจะบอกว่าตนเองบริสุทธิ์ผุดผ่องทั้งหมดได้ ดังที่บันทึกไว้ว่า...
1แล้วโยบทูลพระเจ้าว่า  
 2“ข้าพระองค์ทราบแล้วว่า  พระองค์ทรงกระทำทุกสิ่งได้  
 และพระประสงค์ของพระองค์  จะไม่หดหู่ไปได้เลย  
 3
'นี่ใครหนอที่ซ่อนคำปรึกษาด้วยไร้ความรู้'  
  เพราะฉะนั้น  ข้าพระองค์จึงกล่าวถึงสิ่งที่ข้าพระองค์ไม่เข้าใจ  
 สิ่งที่ประหลาดเกินแก่ข้าพระองค์  ซึ่งข้าพระองค์ไม่ทราบ  
 4
'ฟังซี  เราจะพูด    เราจะถามเจ้า  ขอเจ้าตอบเรา'  
 5ข้าพระองค์เคยได้ยินถึงพระองค์ด้วยหู  
 แต่บัดนี้ตาของข้าพระองค์เห็นพระองค์  
 6ฉะนั้นข้าพระองค์จึงเกลียดตนเอง  
 และกลับใจอยู่ในผงคลีและขี้เถ้า”  

โยบเข้าใจพระเจ้ามากขึ้นและยอมรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนแม้ไม่อาจเข้าใจ  แต่ยังสามารถไว้วางใจในพระเจ้าองค์เที่ยงแท้ได้ เพราะหลายอย่างเกินความเข้าใจของมนุษย์ที่จะหยั่งรู้ ที่สำคัญคือ โยบได้ "เห็นพระเจ้า" ซึ่งที่ผ่านมาอาจจะแค่ได้ยิน คือ รู้เรื่องพระเจ้าเท่านั้น แต่ตอนนี้ ได้เห็นและได้ประสบการณ์ ได้รู้จักพระเจ้าโดยตรง  ดังนั้นสิ่งที่โยบกระทำต่อมาคือ  การยอมรับในความบาปผิดของตนเอง..."ข้าพระองค์จึงเกลียดตนเอง"  และกลับใจเสียใหม่...แสดงออกด้วยการนั่งในกองขี้เถ้า  ซึ่งหมายถึงการยอม การถ่อมใจลง การยอมรับอำนาจของพระเจ้าว่า พระองค์เป็นฝ่ายถูก
พระคัมภีร์อมตธรรมร่วมสมัยฉบับค้นคว้า บันทึก โยบ บทที่ 42 ข้อ 6 ว่า...ฉะนั้นข้าพระองค์จึงเกลียดชังตัวเอง   และสำนึกผิดในกองธุลีและขี้เถ้า”   มีคำอธิบายเพิ่มเติมว่า  "หรือ และเลิกสงสารตนเอง ออกจาก"
เมื่อโยบ "เลิก" และ "ออกจาก" การสงสารตนเอง เขาพบกับความจริงของพระเจ้า ยอมจำนนและไว้วางใจในพระเจ้าได้  ด้วยเหตุนี้พระเจ้าจึงทรงอวยพรให้กลับคืนสู่สภาพดีกว่าก่อน เป็นแบบอย่างแห่งความเชื่อความอดทนมาจนถึงทุกวันนี้ ท่านยากอบน้องชายพระเยซูกล่าวถึงโยบว่า.. จงดู   เราถือว่าผู้ที่อดทนก็เป็นสุข   ท่านได้รู้เรื่องความอดทนของโยบ   และได้เห็นแล้วว่าในที่สุดปลายนั้น   องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเปี่ยมไปด้วยพระเมตตากรุณาสักเท่าใด   (ยก.5.11)
ความรู้สึก "สงสารตนเอง" เป็นอุปสรรคหนึ่งของชีวิตที่จะต้องเอาชนะให้ได้  การสงสารตนเองมักทำให้ใจจดจ่อแต่ด้านลบ ซึ่งนำการบั่นทอนความคิดกำลังใจให้ลดน้อยลงไป  ทำให้เกิดอาการน้อยใจตนเอง น้อยใจคนอื่นที่ไม่เข้าใจ น้อยใจต่อพระเจ้า อาจนำไปสู่การเรียกร้องความสนใจ หรือ เกินเลยไปถึงการกล่าวโทษ การโยนความรับผิดชอบไปให้ผู้อื่นในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเองได้  นั่นหมายความว่า ยิ่งจะทำให้สถานการณ์ลุกลามปานปลายไปมากขึ้น เพราะไม่ได้แก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง
คนที่สงสารตนเองเกินเหตุมักจะคิดว่า มีฉันคนเดียวที่ต้องเจอกับปัญหานี้ มันไม่มีทางออกอีกแล้ว และ ฉันสู้ไม่ไหวแล้ว !... แต่แท้จริงยังมีคนอื่นที่มีปัญหาเช่นกัน ยังมีทางออกอีกแน่นอน และไม่เกินกำลังด้วยซ้ำ หากจะอดทน เพราะ ทนไม่ได้ กับ ไม่ได้ทน มันมีผลลัพธ์ที่ต่างกัน ดังอาจารยฺเปาโลและอาจารย์เปโตรกล่าวไว้อย่างสอดคล้องว่า..
            ไม่มีการทดลองใดๆเกิดขึ้นกับท่าน   นอกเหนือจากการทดลองซึ่งเคยเกิดกับมนุษย์ทั้งหลาย   พระเจ้าทรงสัตย์ธรรม   พระองค์จะไม่ทรงให้ท่านต้องถูกทดลองเกินกว่าที่ท่านจะทนได้   และเมื่อท่านถูกทดลองนั้น   พระองค์จะทรงโปรดให้ท่านมีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ด้วย   เพื่อท่านจะมีกำลังทนได้   (I Corinthians 10:13)
             จงต่อสู้กับศัตรูนั้นด้วยใจมั่นคงในความเชื่อ   เพราะว่า   พวกพี่น้องทั้งหลายของท่านทั่วโลก   ก็ประสบความทุกข์ลำบากอย่างเดียวกัน (I Peter 5:9)

"เลิก" และ "ออกจาก" การสงสารตนเองเถอะครับ !  แล้วหันไปมองความจริงจากเบื้องบน จากองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ที่มีจุดประสงค์บางอย่างในชีวิตของคุณอย่างแน่นอน  ต้องเชื่อมั่นว่า พระองค์ไม่นำชีวิตคุณคุณไปอย่างไร้จุดประสงค์  ดังที่กล่าวไว้ว่า...
            จงดู   เราถือว่าผู้ที่อดทนก็เป็นสุข   ท่านได้รู้เรื่องความอดทนของโยบ   และได้เห็นแล้วว่าในที่สุดปลายนั้น   องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเปี่ยมไปด้วยพระเมตตากรุณาสักเท่าใด  (ยก.5.11)
            เรารู้ว่า   พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง   คือคนทั้งปวงที่พระองค์ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์  (Romans 8:28)
            พระเจ้าไม้ได้ให้คุณทนทุกข์โดยปราศจากเหตุผล  แต่เหตุผลนั้นอาจถูกปิดซ่อนไว้ในความลึกล้ำของพระประสงค์ของพระเจ้า  ซึ่งอาจไม่มีวันรู้ได้ในชีวิตนี้  แต่ยังต้องไว้วางใจพระเจ้าว่า ทุกสิ่งที่พระองค์ทำล้วนถูกต้องทั้งสิ้น พระคัมภีร์บันทึกไว้ว่า...เพราะความคิดของเราไม่เป็นความคิดของเจ้า   ทั้งทางของเจ้าไม่เป็นวิถีของเรา”   พระเจ้าตรัสดังนี้    “เพราะฟ้าสวรรค์สูงกว่าแผ่นดินโลกฉันใด   วิถีของเราสูงกว่าทางของเจ้า    และความคิดของเราก็สูงกว่าความคิดของเจ้าฉันนั้น”   (Isaiah 55:8-9)
            หากเพียงแค่มองไปรอบข้างอาจจะพบคนอื่นๆ ที่น่าสงสารมากกว่าตนเองก็ได้ บางคนแม้เขาจะน่าสงสารแต่เขากลับคิดว่าตนเองไม่น่าสงสารก็มี คนแบบนี้น่านับถืออย่างยิ่ง  การออกจากการสงสารตนเอง จะทำให้รู้จักรับผิดชอบและช่วยเหลือตนเองได้อย่างถูกทาง  สามารถช่วยคนอื่นได้มากขึ้นและมีความเห็นอกเห็นใจคนอื่นมากขึ้น เมื่อมีการให้ การช่วยเหลือคนอื่นมากขึ้น ย่อมนำความสุขใจ การักษา การเยียวยามาสู่ตนเองอย่างน่าประหลาดใจเช่นกัน ดังพระวาทะของพระเยซูที่ตรัสว่า
 "..การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ ”   (Acts 20:35) และสุภาษิตที่สอนว่า..
              บางคนยิ่งจำหน่ายยิ่งมั่งคั่ง  
             บางคนยิ่งยึดสิ่งที่ควรจำหน่ายไว้ ยิ่งขัดสนก็มี  
             บุคคลที่ใจกว้างขวางย่อมได้รับความมั่งคั่ง  
             บุคคลที่รดน้ำ  เขาเองจะรับการรดน้ำ
   (Proverbs 11:25)

ตัดสินใจตอนนี้ว่า จะจมอยู่กับความสงสารตนเองพร้อมกับความระทมทุกข์ต่อไป หรือ จะเลิกและออกมาจากความสงสารตนเอง แล้วลุกออกไปแจกจ่ายให้คนอื่นมากขึ้น แล้วรับการอวยพร รับความเจริญรุ่งเรือง รับการกลับสู่สภาพที่ดีเป็นสองเท่าของที่ผ่านมาอย่างท่านโยบ
ขึ้นอยู่กับความคิดและทางที่คุณเลือกแล้วละครับ !


(ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต)