17 ตุลาคม 2559

ความอุปถัมภ์ของข้าพเจ้ามาจากไหน ? โดย ศจ.บัณฑิต ดาแว่น

คิดอย่างบัณฑิต  โดย ศาสนาจารย์ บัณฑิต  ดาแว่น

ความอุปถัมภ์
ของข้าพเจ้ามาจากไหน ?  

ความมั่นคงของชีวิต เป็นสิ่งที่ผู้คนปรารถนา  แต่จะหาความมั่นคงได้จากที่ไหน ถึงจะยั่งยืน  ซึ่งต่างคนคงต่างวิธีการ และต่างแหล่งที่มาของความมั่นคง  บ้างประสบความสำเร็จ บ้างก็ล้มเหลว
สำหรับผู้เชื่อพระเยซูคริสต์  ความมั่นคงของเราอยู่ที่ไหน ?  โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับความยากลำบาก ความขัดสน ความทุกข์ หรือปัญหา  คุณมีแหล่งข้อมูล มีแหล่งแห่งขุมพลังที่เติมเต็มชีวิตได้ที่ไหน และอย่างไร  หากยังไม่สามารถค้นพบแหล่งสนับสนุนที่แท้จริงได้ นั่นหมายถึง คุณอาจจะต้องล้มลุกคลุกคลาน ทรมาน ขมขื่น ฝืนทน อยู่วันแล้ววันเล่า  ทั้งๆ ที่มีขุมพลังแห่งการสนับสนุนอยู่แค่เอื้อม แต่ไม่สามารถเชื่อมต่อกันได้
ในสมัยโบราณกาล  มีผู้ติดตามพระยาเวห์ ได้พบแหล่งแห่งความอุปถัมภ์ที่ยิ่งใหญ่นี้  พวกเขาเขียนเป็นบทเพลงนมัสการเพื่อรำลึกถึงพระคุณอันประเสริฐของพระเจ้า ทั้งในยามกลางวันและกลางคืน คือ ทั้งในยามที่ชีวิตสว่างไสวรุ่งโรจน์และในยามมืดมนข้นแค้น  ด้วยบทเพลงที่ว่า ...
ข้าพเจ้าเงยหน้าดูภูเขา  
 ความอุปถัมภ์ของข้าพเจ้ามาจากไหน  
 ความอุปถัมภ์ของข้าพเจ้ามาจากพระเจ้า  
 ผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก
... (สดุดี 121.1-2)

เคล็ดลับประการสำคัญคือ "เงยหน้าขึ้น"  และมองให้เห็นผู้อุปถัมภ์ที่แท้จริง  ไม่ใช่แค่เห็นภูเขาที่ขวางกั้น แต่เห็น พระเจ้าผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก  ซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์ค้ำชูอยู่เสมอ เพียงแต่จะเงยหน้าขึ้นและเห็นหรือไม่
หลายคน เมื่อเผชิญกับความมืดมนและทนทุกข์ มักจะจมอยู่กับปัญหาและเกิดความรู้สึกสงสารตนเอง แสดงอาการก้มหน้าอมทุกข์ ซึ่งมักจะตามมาด้วยการโอดครวญ เรียกร้องความสนใจให้คนอื่นมาช่วย หรือ น้อยใจที่ไม่มีใครมาสนใจให้ความช่วยเหลือดั่งที่ต้องการ  และยิ่งจะเพิ่มความทุกข์ทรมานหากมีการทำร้ายตนเอง และทำร้ายคนอื่นด้วย  ในความคิดของเขารู้สึกว่านี่เป็นทางออกที่จะหาความช่วยเหลือ  แต่แล้วก็ต้องผิดหวัง เพราะคนอื่นๆ ก็อาจเผชิญกับความทุกข์และปัญหาของตนเช่นกัน  ความเป็นจริงคือ ไม่ใช่ความรับผิดชอบของใครที่จะต้องมารับผิดชอบคุณทั้งชีวิตได้  การที่เขาเคยช่วยคุณได้บ้างก็นับว่าเป็นสิ่งดี และหากเขาไม่ได้ช่วยคุณก็ไม่ถือว่าเป็นความผิดของเขา  จึงต้องระวังจะไปฝากความหวังไว้กับมนุษย์ทั้งหมดไม่ได้  เพราะคุณกำลังเรียกร้องผิดที่ผิดทางแล้ว !
ต้องเงยหน้า และเข้าหาพระเจ้าผู้เป็นผู้อุปถัมภ์ค้ำชูที่แท้จริงให้ได้  จึงจะได้การสนับสนุนและเกิดความมั่นคงที่ยั่งยืน  พระเจ้ายังมีวิธีการที่สูงส่งกว่าความคิดของคุณและผมอีกเยอะ(อสย.55.9)  และสิ่งที่พระองค์ทรงเตรียมไว้นั้น คือสิ่งที่เกินความเข้าใจ ที่ไม่อาจหาได้ในมนุษย์คนใดคนหนึ่ง (ยน.14.27,ฟป.4.7)
พระเจ้าสามารถทำอะไรได้บ้างในการอุปถัมภ์ชีวิตของเรา จากพระธรรมสดุดี บทที่ 121 ข้อที่ 3 - 8 ได้บทเรียนดังนี้...
1.  พระองค์จะไม่ให้เท้าของท่านพลาดไป (3)
2.  พระองค์จะไม่ง่วงหรือหลับไป (3-4)
3.  พระองค์ทรงเป็นผู้อารักขา  ทรงเป็นที่กำบังชั้นดี (5)
4.  พระองค์ไม่ปล่อยให้ถูกโจมตีทั้งกลางวันและกลางคืน (6)
5. พระเจ้าอารักขาชีวิตของท่านให้พ้นภยันตรายทั้งสิ้น (7)
6.  พระเจ้าจะทรงอารักขาการเข้าออกของท่าน   (8)
7.  พระเจ้าอารักขาท่านตลอดไปได้...ตั้งแต่กาลบัดนี้สืบไปเป็นนิตย์  (8)

เงยหน้าหาพระผู้อุปถัมภ์ในชีวิตของคุณให้เจอนะครับ

พระองค์พร้อมสนับสนุนคุณอยู่แล้ว !

(ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต)

12 กันยายน 2559

ข้อคิดเพื่อชีวิตออนไลน์ โดย ศจ.บัณฑิต ดาแว่น

คิดอย่างบัณฑิต                                       โดย  ศจ.บัณฑิต  ดาแว่น

ข้อคิดเพื่อชีวิตออนไลน์ 

สุภาษิตโบราณกล่าวว่า...ผู้สื่อสารไม่ดีก็เอาคนจุ่มลงไปในความลำบาก   แต่ทูตที่ซื่อสัตย์นำการรักษามาให้   (Proverbs 13:17) 
ยุคดิจิตอล การสื่อสารแบบออนไลน์มีอิทิธิพลต่อชีวิตอย่างมาก  โดยเฉพาะคนไทยเป็นคนที่ใช้สื่อออนไลน์ติดอันดับต้นๆของโลก  ข้อมูลพบว่า จากจำนวนประชากรทั้งหมด 68 ล้านคน  มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตกว่า 38 ล้านคน คิดเป็น 56% ของประชากร  มีจำนวนเบอร์มือถือหรือซิมการ์ดที่ลงทะเบียนมากกว่า 82.78 ล้านเบอร์ มากกว่าจำนวนประชากรทั้งหมด  มีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียผ่านมือถือ 34 ล้านคน  นั่นหมายความว่าทุกวินาทีมีการสื่อสารผ่านทางสังคมออนไลน์ (Social Media) ที่เรียกกันว่า "สังคมก้มหน้า" นั่นเอง 
            เทคโนโลย์การสื่อสารนั้นมีทั้งประโยชน์อนันต์ และโทษมหันต์  ดังนั้นจึงต้องตระหนักอยู่เสมอว่า  จะสื่อสารอย่างไรไม่ให้เกิดปัญหาทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น  จึงขอฝากข้อคิดเพื่อชีวิตออนไลน์ (On line)   ดังนี้...
1.  ข้อมูลที่จะสื่อสารนั้นเป็นความจริงหรือไม่
            ก่อนจะโพสต์ หรือแชร์ ข้อมูลออกไปโปรดหยุดคิดสักนิดว่า ข้อมูลนั้นเป็นความจริงหรือไม่ แหล่งที่มาเชื่อถือได้หรือไม่ สามารถตรวจสอบได้ไหม  หากไม่แน่ใจก็ควรยับยั้งการเผยแพร่ข้อมูลนั้นจะปลอดภัยกว่า เพราะหากข้อมูลที่เป็นความเท็จถูกเผยแพร่ไปโดยทำให้เกิดความเข้าใจว่าผิดคิดว่ามันเป็นความจริง ยิ่งเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวง  บางคนคิดว่าตนเองสามารถเผยแพร่ข้อมูลเร็วที่สุด จึงไม่ทันยั้งคิด ก็มักนำชีวิตสู่ปัญหาโดยไม่จำเป็นมีให้เห็นมากมากแล้ว เพราะในโลกออนไลน์นั้นข้อมูลที่นำเสนอไปแล้ว ๆม่อาจจะเรียกกลับคืนได้ แม้คุณอาจจะลบออกไป แต่ไม่มีทางลบออกจากระบบออนไลน์ได้เลย
2.  ข้อมูลที่จะสื่อสารนั้นจะส่งผลกระทบที่เสียหายหรือไม่
            ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากโลกออนไลน์นั้นมากเกินกว่าจะประเมินค่าออกมาได้  ดังนั้น คิดหน้าคิดหลังก่อนว่า คำพูดนั้น ภาพนั้น ข้อความนั้น ที่คุณแสดงความรู้สึกออกมาและโพสต์ลงในสื่อออนไลน์ หรือ ได้รับมาจากคนอื่น ซึ่งหลายครั้งไม่ค่อยรู้ที่มา ไม่รู้ช่วงเวลาว่าเป็นเรื่องที่เก่าหรือใหม่ เรื่องจริงหรือเท็จ หากคุณโพสต์ไป แชร์ไป อาจส่งผลเสียหายย้อนกลับมาที่ตัวเอง หรือ เสียหายต่อบุคคลอื่นได้
3.  ข้อมูลที่จะสื่อสารนั้นถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
            เมื่อก่อนการสื่อสารมักจะอยู่ในมือของคนกลุ่มน้อย แต่ปัจจุบันทุกคนสามารถสื่อสารออกไปได้โดยง่ายผ่านสื่อออนไลน์  กฎหมายที่มีอยู่อาจไม่สามารถครอบคลุม หรือทันสมัยต่อการสื่อสารในยุตดิจิตอลได้  แต่ยังต้องคำนึงเสมอว่า ข้อมูลที่คุณจะสื่อสารออกไปนั้นอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายหรือไม่ เพื่อจะไม่ทำสิ่งผิดโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งการ "ไม่รู้" ไม่สามารถใช้เป็นข้อแก้ตัวให้พ้นผิดได้  จึงควรศึกษาข้อกฎหมายเบื้องต้นทั้งทางอาญาและแพ่ง  แม้แต่กฎหมายเกี่ยวสิทธิประโยชน์ก็ยิ่งต้องคำนึงถึงว่า สิ่งที่จะทำลงไปนั้นละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นหรือไม่ ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่ เช่น การโพสต์ภาพผู้เสียชีวิต ผู้ป่วย เด็ก หรือบุคคลอื่นโดยไม่เหมาะสม ภาพที่อุจาดตา เป็นต้น
4.  ข้อมูลที่จะสื่อสารนั้นถูกต้องตามหลักจริยธรรมหรือไม่
            ไม่มีกฎหมายใดสามารถครอบคลุมและเท่าทันได้ทุกเรื่อง แต่หลักจริยธรรม ยังเป็นตัวยับยั้งอีกขั้นตอนหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ได้ เพื่อป้องกันเหตุอันไม่ควรเกิดไม่ให้เกิดขึ้นกับตนเองและผู้อื่น  บางจริยธรรมมีลายลักษณ์อักษร แต่บางครั้งอาจไม่มี แต่ในจิตใจของแต่ละคนย่อมมีมโนธรรมที่เป็นเครื่องมือช่วยกรองอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ามันจะอยู่ลึกเกินกว่าจะนำมาพิจารณาหรือไม่เท่านั้นเอง  เพราะบางเรื่องแม้ไม่ผิดกฎหมาย แต่อาจไม่เหมาะสมตามหลักจริยธรรม และไม่ควรกระทำตามหลักมโนธรรมที่ดีงาม  จึงควรคิดให้ดีก่อนสื่อสารออกไป
5.  ข้อมูลที่จะสื่อสารนั้นเป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าหรือไม่
            ในฐานะเป็นผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้า เรามีหลักพิจารณาลึกไปกว่ากฎหมายและจริยธรรม นั่นคือ จิตสำนึกผิดชอบตามหลักพระคัมภีร์ที่จะเป็นตัวกำหนดว่า สิ่งนั้น เป็นเหตุให้เกิดการถวายเกียรติแด่พระเจ้าหรือไม่  เป็นเหตุให้พระนามพระเจ้าเสื่อมเสียหรือไม่ พระวิญญาณของพระเจ้าจะเสียพระทัยหรือไม่ ทำให้เป็นสิ่งสะดุดต่อผู้อื่นหรือไม่  เป็นต้น


            จึงฝากข้อคิดเพื่อชีวิตออนไลน์ทั้ง 5 ข้อนี้ไว้ให้พิจารณาก่อนโพสต์ ก่อนแชร์ ก่อนไลค์ หรือ ก่อนแสดงความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งออกไป เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ขึ้น...ผมเองก็คิดมานานพอควรที่จะเขียนและเสนอบทความนี้เช่นกัน...

          หากชอบก็กดไลค์ ใช่ก็กดแชร์ แต่...คิดให้ดีเสียก่อนนะครับ !

(ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต)

12 สิงหาคม 2559

One -วันเมีย...ทั้งชีวิต โดย ศจ.บัณฑิต ดาแว่น

คิดอย่างบัณฑิต
One-วันเมีย...ทั้งชีวิต
โดย ศจ.บัณฑิต  ดาแว่น 
เนื่องในวันแม่แห่งชาติที่เวียนมาบรรจบ ทำให้ผมค้นพบความจริงที่ทิ้งไปไม่ได้ คือ ระหว่าง "แม่" และ "เมีย" มีอะไรที่น่าคิดสำหรับชีวิตอย่างยิ่ง  เรามีแม่พียงหนึ่งเดียวในชีวิตฉันใด ควรมีเมียไว้เพียงคนเดียวทั้งชีวิตฉันนั้น ถึงจะนำความสุขสันต์ และความสงบเรียบร้อยมาสู่ชีวิตได้อย่างยิ่งยืน
            จึงขอประกาศ  "One-วันเมีย...ทั้งชีวิต" ให้เป็นที่ยึดถือกันสืบไปนะครับ !!
เพราะพระประสงค์ของพระเจ้าตั้งแต่เริ่มต้นให้มี ผัวเดียว เมียเดียว  จากสองเกี่ยวดองกลายเป็นหนึ่ง  ดังที่บันทึกไว้...  (Genesis 2:18-25) ...พระเจ้าตรัสว่า   “ไม่ควรที่ชายผู้นี้จะอยู่คนเดียว   เราจะสร้างคู่อุปถัมภ์ที่สมกับเขาขึ้น”... 21แล้วพระเจ้าจึงทรงกระทำให้ชายนั้นหลับสนิท   ขณะที่เขาหลับสนิทอยู่   พระองค์ทรงชักกระดูกซี่โครงอันหนึ่งของเขาออกมา   แล้วทำให้เนื้อติดกันเข้าแทนกระดูกอย่างเดิม 22ส่วนกระดูกซี่โครงที่พระเจ้าได้ทรงชักออกจากชายนั้น   พระองค์ทรงสร้างให้เป็นหญิง  แล้วทรงนำมาให้ชายนั้น 23ชายจึงว่า    “นี่แหละ  กระดูกจากกระดูกของเรา    เนื้อจากเนื้อของเรา   จะต้องเรียกว่าหญิง    เพราะหญิงนี้ออกมาจากชาย”    24เพราะเหตุนั้นผู้ชายจึงจากบิดามารดาของตน ไปผูกพันอยู่กับภรรยา   และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้อ เดียวกัน 25ทั้งผู้ชายและภรรยาของเขาเปลือยกายอยู่และไม่อายกัน
            พระเจ้าสถาปนาครอบครัวขึ้นเป็นสถาบันแรกของโลก จากนั้นจึงให้มีสถาบันทางการปกครอง และสถาบันคริสตจักร ซึ่งหากศึกษาลงไปถึงเจตนารมณ์ของทั้งสถาบันการปกครอง(ประเทศชาติ) และสถาบันคริสตจักร (กลุ่มผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์) จะพบว่ารากเหง้าของความหมายของทั้งสองสถาบันคือ การเป็น "ครอบครัว" เช่นเดียวกัน  จึงกล่าวได้ว่าพระเจ้าให้ความสำคัญกับ "ครอบครัว" เป็นลำดับแรก   นักสังคมวิทยาต่างยอมรับว่า การเริ่มต้น การดำเนินไป และการสิ้นสุดของชีวิต จะดีหรือร้าย รวมทั้งความเป็นไปของสังคมโลกล้วนมีผลมาจากความเป็นไปของครอบครัว หลายครั้งมักจะสรุปสาเหตุที่เกิดขึ้นกับชีวิตของผู้คนว่ามาจากอิทธิพลของครอบครัว และหากจะแก้ไขก็ต้องเริ่มต้นที่ครอบครัวเช่นกัน  ดังนั้น การมีสถาบันครอบครัวที่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าที่ให้จากสองเกี่ยวดองเป็นหนึ่ง นับเป็นรากฐานที่จำเป็นอย่างยิ่ง หากเริ่มต้นถูกต้องจะนำผลที่ดีมาสู่ชีวิต 
            นอกจากนั้นยังมีองค์ประกอบอื่นอีก เช่น ต้องเริ่มต้นเลือกคู่ครองที่เป็น "คน" ด้วยนะ  เหมือนอาดัมมนุษย์คนแรกที่เลือก "คน" ไม่ใช่สิ่งอื่น ที่ต้องเน้นเรื่องนี้เพราะทุกวันนี้มีบางคนเลือกสิ่งที่ไม่ใช่คนเป็นคู่ครอง ซึ่งมักนำความสยดสยองมาสู่ชีวิตและสังคมอย่างที่เห็นเป็นข่าว  ต้องเลือกคู่ครองที่เป็น "ชายจริงหญิงแท้" และเป็นคนที่ "เหมาะสม" กับตนเอง ทั้งด้านความเชื่อ แนวคิด ลักษณะชีวิต การศึกษา ซึ่งจะต้องใช้เวลาศึกษา รับคำแนะนำปรึกษาให้แน่ใจว่าใช่คนนี้แน่นะก่อนที่จะตกลงปลงใจใช้ชีวิตร่วมกัน  เพื่อจะได้ไม่ต้องมาโอดครวญทีหลังว่า "เข้ากันไม่ได้... ไปกันไม่ได้"  และเหตุผลอีกสารพัดที่สรรหามาอ้างที่จะหย่าร้างกันไป ซึ่งมักจะเกิดเรื่องใหญ่และร้ายตามมาเสมอ
            การมีคู่ครองคนเดียวทั้งชีวิต เป็นหลักสำคัญ เพราะเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า (สภษ.5.15-20, ปญจ.9.9)  ทั้งครอบครัว คริสตจักร และสังคมต้องการคนเช่นนี้มาเป็นผู้นำ จึงกำหนดคุณสมบัติของผู้นำที่ดีไว้...ผู้ปกครองดูแลนั้นต้องเป็นคนที่ไม่มีใครติได้   เป็นสามีของหญิงคนเดียว   เป็นคนรู้จักประมาณตน   มีสติสัมปชัญญะ   เป็นคนสง่าเรียบร้อย   มีอัชฌาสัยรับแขกดี   เหมาะที่จะเป็นครู 3ไม่ดื่มสุรามึนเมา   ไม่เป็นนักเลงหัวไม้   แต่เป็นคนสุภาพ   ไม่เป็นคนชอบวิวาท   ไม่เป็นคนเห็นแก่เงิน 4ต้องเป็นคนครอบครองบ้านเรือนของตนได้ดี   อบรมบุตรธิดาของตนให้อยู่ในโอวาทและมีใจนอบน้อม (I Timothy 3:2-4)
            พระเจ้าไม่ต้องการให้มีการหย่าร้างเกิดขึ้น และไม่ต้องการให้มีหลายผัวหลายเมีย เพราะเมื่อพระเจ้าทรงผูกพันชีวิตของชายหญิงคู่หนึ่งเข้าด้วยกันแล้วไม่ควรให้ใครหรือสิ่งใดมาพรากจากกันไป ยกเว้นเสียแต่ความตายเท่านั้น ( แต่อย่าพยายามทำให้อีกฝ่ายตายก็แล้วกัน ! )
...พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอลตรัสว่า   “เพราะว่าเราเกลียดชังการหย่าร้าง   และการที่ใครกระทำทารุณต่อภรรยาของตน”   (Malachi 2:16)
พระเยซู ย้ำเช่นกันว่า...เขาจึงไม่เป็นสองต่อไป   แต่เป็นเนื้ออันเดียวกัน   เหตุฉะนั้นซึ่งพระเจ้าได้ทรงผูกพันกันแล้ว   อย่าให้มนุษย์ทำให้พรากจากกันเลย” (Matthew 19:4-6)

            อาจจะมีบางคนอ้างถึงบางวัฒนธรรม หรือ บางกรณีในการมีคู่ครองหลายคน ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นฝ่ายชายใช้ข้ออ้างนี้มากกว่า..   จึงยังขอยืนยันว่า พระประสงค์ของพระเจ้าตั้งแต่แรกนั้น ต้องการให้มีคู่ครองเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น !  ดังนั้น การมี One-วันเมีย One-วันสามี ทั้งชีวิต คือ ผัวเดียวเมียเดียวนั้น นำความปลอดภัยและความสงบสุขมาสู่ชีวิตและสังคมได้มากกว่า คุณว่าอย่างนี้ด้วยหรือไม่ ?

สุขสันต์ One-วันเมีย...ทั้งชีวิต นะครับ !!

(ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต)

13 พฤษภาคม 2559

สิ่งที่ผู้นำควรรู้ โดย ศจ.บัณฑิต ดาแว่น

คิดอย่างบัณฑิต โดย  ศจ.บัณฑิต  ดาแว่น 

สิ่งที่ผู้นำควรรู้

            ผู้นำ เป็นปัจจัยหลักและสำคัญในการขับเคลื่อนคริสตจักรและพันธกิจของพระเจ้าให้เติบโต เข้มแข็ง และขยายออกไปอย่างมั่นคงยั่งยืน  ผู้นำควรรับการเตรียมและเตรียมตัวเองอย่างไร  จึงจะทำให้เกิดผลสำเร็จตามเป้าหมายได้  มีข้อเสนอ 3  ด้าน  คือ  ความรู้ในพระวจนะ ความรู้รอบตัวทั่วไป และ ความรู้ในวิชาชีพ
1.  ผู้นำควรมีความรู้ด้านพระวจนะ
            หัวใจหลักของผู้นำที่เป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าจำเป็นต้องรู้ต้องมีเป็นประการแรก คือ ความรู้ ความเข้าใจใน พระวจนะของพระเจ้า  เพราะนี้เป็นแหล่งข้อมูลที่จำเป็นที่สุดในการใช้เป็นบรรทัดฐานการดำเนินชีวิต การเทศนา สั่งสอน และการดำเนินพันธกิจของพระเจ้าทุกด้าน  ผู้นำจึงจำเป็นต้องรับการอบรม ฝึกฝน ให้มีความรู้ ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในความจริงแห่งพระวจนะ  จนสามารถที่จะถ่ายถอด แบ่งปัน เผยแพร่ออกไปอย่างมีประสิทธิภาพ  สามารถให้พระวจนะเป็นอาหารหล่อเลี้ยงชีวิตของตนเอง และผู้คนที่ตนดูแลอยู่อย่างเป็นพระพรและจุใจ (คส.4.5-6)
จงให้พระวาทะของพระคริสต์ดำรงอยู่ในตัวท่านอย่างบริบูรณ์   จงสั่งสอนและเตือนสติกันด้วยปัญญาทั้งสิ้น   จงร้องเพลงสดุดีเพลงนมัสการ   และเพลงสรรเสริญด้วยใจโมทนาขอบพระคุณพระเจ้า  และเมื่อท่านจะกระทำสิ่งใดด้วยวาจาหรือด้วยกายก็ตาม   จงกระทำทุกสิ่งในพระนามของพระเยซูเจ้า   และขอบพระคุณพระบิดาเจ้า   โดยพระองค์นั้น  (คส. 3:16-17)
            ผู้นำที่เป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า ควรมีความรู้ ความเข้าใจในพระวจนะอย่างเพียงพอที่จะสามารถเทศนา สั่งสอน และถ่ายทอดออกไปอย่างมืออาชีพ  เพราะหากไม่รู้จริง ไม่เข้าใจจริง จะทำให้ประชากรของพระเจ้าหลงทาง และขาดโอกาสแห่งพระพรได้
            อย่าให้ผู้ใดหมิ่นประมาทความหนุ่มแน่นของท่าน   แต่จงเป็นแบบอย่างแก่คนที่เชื่อทั้งปวง   ทั้งในทางวาจาและการประพฤติ   ในความรัก   ในความเชื่อ   และในความบริสุทธิ์  จงใฝ่ใจในการอ่านพระคัมภีร์ในที่ประชุม   ในการเทศนาและในการสั่งสอนจนกว่าเราจะมา  อย่าละเลยความสามารถที่มีอยู่ในตัวท่าน   ซึ่งได้ทรงประทานแก่ท่านตามคำพยากรณ์   เมื่อคณะผู้ปกครองได้เอามือวางบนท่าน  จงปฏิบัติหน้าที่เหล่านี้   โดยถือเป็นชีวิตจิตใจ   เพื่อความเจริญของท่านจะได้ปรากฏแก่คนทั้งปวง  จงเอาใจใส่ทั้งตัวท่านและคำสอนของท่าน   จงยึดข้อที่กล่าวนี้ให้มั่น   เพราะเมื่อกระทำดังนั้น   ท่านจะช่วยทั้งตัวท่านเองและคนทั้งปวงที่ฟังท่านให้รอดได้  (1ทธ. 4:12-16)
            แม้ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีความสามารถและโอกาสทางการศึกษา  แต่ทุกคนสามารถเรียนรู้พระวจนะแห่งความจริงได้โดยการสอนจากพระวิญญาณได้ (ยน.16.13) เพียงแต่ต้องตั้งใจ เอาใจใส่ และทุ่มเทศึกษาอย่างสม่ำเสมอต่อไป  ดังสาวกของพระเยซูที่เมื่อได้ศึกษาเรียนรู้อยู่กับพระองค์แล้ว พวกเขากลายเป็นคนที่ผู้นำระดับสูงของสังคมในด้านศาสนาและด้านการเมืองต่างยอมรับว่า ที่เขากล่าวด้วยสติปัญญาและกล้าหาญอย่างนั้นได้เพราะเคยอยู่กับพระเยซู (กจ.4.13)
            หน้าที่และบทบาทของผู้นำคือ การเป็นผู้มีความรู้ ความเข้าใจในพระวจนะของพระเจ้า ดังนั้น ต้องหมั่นพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถดำเนินตามพระวจนะ และใช้พระวจนะอย่างสมพระเกียรติของพระเจ้าให้มากขึ้น

2.  ผู้นำควรมีความรู้รอบตัว
            นอกจากความรู้ในพระวจนะแล้ว ผู้นำยังจำเป็นต้องมีความรู้รอบตัวทั่วไปด้วย  เพื่อเป็นเครื่องมือในการศึกษาพระคัมภีร์ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น  เช่น หากรู้หลักภาษา หรือรอบรู้ภาษาต่างๆ ก็จะสามารถนำมาประกอบการศึกษาพระคัมภีร์ได้มากขึ้น เข้าใจอย่างเป็นระบบมากขึ้น  เพราะความรู้สติปัญญาทั้งสิ้นมาจากพระเจ้า และช่วยให้สามารถแยกแยะปัญญาทั้งแบบโลก และปัญญาแบบเบื้องบนได้(ยก.3.15-18)
            การมีความรู้รอบตัวนั้นยังส่งเสริมการทำงานและร่วมมือกับคนอื่นได้มากขึ้น ทำให้เข้าใจตนเองเข้าใจคนอื่น และเข้าใจงานได้ดีขึ้น  ผู้นำจึงจำเป็นต้องใช้ความรู้และสติปัญญาในการทำงานอย่างเต็มที่ 
            จงปฏิบัติกับคนภายนอกด้วยใช้สติปัญญา   โดยฉวยโอกาส (คส. 4:5) 

            สถาบันพระคริสตธรรมอาจช่วยเตรียมชีวิตของผู้รับใช้ให้พร้อมด้านความรู้พระคัมภีร์และความรู้ทั่วไปได้  ถึงเวลาที่จะต้องยกระดับการศึกษา จัดหลักสูตร จัดหาหนังสือ และสื่อที่เหมาะสมสำหรับการศึกษาค้นคว้าให้เพียงพอและได้มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับของคริสตจักรและสังคมให้มากขึ้น  ในขณะเดียวกันผู้รับใช้แต่ละคนต้องหมั่นหาโอกาส และฉวยโอกาสในการพัฒนาความรู้ของตนอยู่เสมอ เพราะการเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดชีวิต และหากสามารถได้ความรู้ และได้การรับรองอย่างทางการด้วยแล้ว ยิ่งจะเป็นประโยชน์ในการรับใช้แน่นอน
            พระเจ้าสามารถใช้คนธรรมดาสามัญอย่างเปโตรและยอห์นได้ และในขณะเดียวกันก็สามารถใช้คนที่มีความรู้สูงอย่างเปาโลได้เช่นกัน


3.  ผู้นำควรมีความรู้ด้านวิชาชีพ
            ภาวะ  "ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด" อาจเกิดขึ้นได้หากไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้และก่อให้เกิดผลผลิตที่กลับมาหล่อเลี้ยงชีวิตทั้งฝ่ายร่างกายและฝ่ายจิตวิญญาณได้อย่างเหมาะสม  ความน่าจะเป็นสำหรับบรรดาผู้รับใช้พระเจ้า คือ เขาควรจะได้รับการเลี้ยงดูจากสิ่งที่ได้ทำ  ดังพระวจนะที่สอนว่า ... เพราะพระคัมภีร์กล่าวว่า   อย่าเอาตะกร้อครอบปากวัว  เมื่อมันกำลังนวดข้าวอยู่   และคนงานสมควรจะได้รับค่าจ้างของตน (1ทธ. 5:18)  ผู้ที่รับคำสั่งสอนควรตอบสนองต่อผู้ดูแลฝ่ายวิญญาณอย่างเหมาะสมเช่นกัน (รม16.23)  ...ทำนองเดียวกัน   องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงบัญชาไว้ว่า   คนที่ประกาศข่าวประเสริฐควรได้รับการเลี้ยงชีพด้วยข่าวประเสริฐนั้น   (1คร. 9:13)  แต่ในความเป็นจริงของคริสตจักรไทยยังไม่สามารถปฏิบัติเช่นนั้น อันเนื่องมาจากการขาดกำลังและขาดความเข้าใจของคริสตจักร  และในอีกด้านมีผู้รับใช้จำนวนหนึ่งที่ยินดีประกอบวิชาชีพเพื่อเลี้ยงดูตนเอง  ดังตัวอย่างในพระคัมภีร์ด้วยเช่นกัน
            ประเด็นสำคัญคือ คริสตจักรเล็กที่มีสมาชิกไม่มากแม้จะมีความเข้าใจและตั้งใจที่เลี้ยงดูผู้รับใช้แต่ไม่สามารถทำได้  จากข้อมูลพบว่า  โดยเฉลี่ยแล้วคริสตจักรจะต้องมีสมาชิกจำนวน 70 คนขึ้นไป จึงจะสามารถรับผิดชอบศิษยาภิบาลได้  แต่หากสถานการณ์และสภาพความหนาแน่นของประชากรไม่สามารถทำอย่างนั้นได้  ทางรอดและทางออกของผู้รับใช้ คือ ต้องสามารถประกอบวิชาชีพด้วยตนเอง เพื่อยังสามารถรับใช้พระเจ้าอย่างเต็มที่ต่อไปได้  การรับใช้ไม่ใช่แค่การเทศนา การสอน แต่ยังหมายถึงการทำทุกอาชีพ ทุกสถานะ ก็เป็นการรับใช้เช่นเดียวกัน !   หากต้องการทำหน้าที่ในการ อธิษฐาน การเทศนา การสั่งสอนพระวจนะโดยตรงในคริสตจักรอย่างเต็มที่ เต็มกำลัง  จำเป็นที่จะต้องมีวิชาชีพติดตัวด้วยดีที่สุด
            ผู้นำ ที่มีความรู้ด้านวิชาชีพด้วยนั้น นอกจากจะช่วยดูแลตนเองและครอบครัวได้แล้ว ยังส่งผลให้สามารถช่วยเหลือผู้อื่น  เข้าใจสมาชิกคริสตจักร และคนอื่นได้มากขึ้น ทั้งสามารถเทศนา สอน หนุนใจ ให้คำแนะนำผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสม
           
นี่คือทางออก ! และทางรอดหนึ่ง ของผู้นำที่เป็นผู้รับใช้ที่ไม่มีใครให้การสนับสนุนอย่างเพียงพอ จึงขอฝากผู้นำที่จะพัฒนาตนให้พร้อมในทุกด้าน ทั้งฝากข้อคิดถึงสถาบันที่กำลังเตรียมผู้รับใช้ โปรดพิจารณาจัดหลักสูตรที่เหมาะสมกับสถานการณ์  คือ   หนึ่ง ด้านพระวจนะ  ต้องให้ความรู้ในพระคัมภีร์และศาสนศาสตร์ สามารถเทศนา สั่งสอน ประกาศ และทำการอย่างมืออาชีพ  สอง ด้านความรู้สามัญหรือความรู้รอบตัว เพื่อสร้างความเข้าใจตน เข้าใจคนอื่น และเข้าใจงานมากขึ้น และ สาม ด้านวิชาชีพ ให้สามารถมีช่องทางทำกินเพื่อเสริมรายได้หรือเป็นช่องทางสร้างสัมพันธ์

ทั้งนี้เพื่อคริสตจักรและพันธกิจของพระเจ้า  เพื่อผู้รับใช้และประชากรของพระองค์ จะมีชีวิตที่จำเริญขึ้น มีความเข้มแข็ง เติบโต และขยายออกไปอย่างมั่นคงยั่งยืน

(ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต)

19 มีนาคม 2559

เลิกสงสารตนเอง ! โดย ศจ.บัณฑิต ดาแว่น

คิดอย่างบัณฑิต  โดย  ศจ.บัณฑิต  ดาแว่น

เลิกสงสารตนเอง !


 
ฉะนั้นข้าพระองค์จึงเกลียดตนเอง  
 และกลับใจอยู่ในผงคลีและขี้เถ้า”  
therefore I despise myself,
and repent in dust and ashes.”  Job 42:6

พระธรรมโยบ บทที่ 42  เป็นบทสรุปที่ทำให้เห็นเรื่องราวและเบื้องหลังของสถานการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับชีวิตของโยบ  ซึ่งเป็นผู้ที่พระเจ้าเรียกชายผู้นี้อย่างภาคภูมิใจว่า  "ผู้รับใช้ของเรา"   (โยบ 42.7) 
หลังจากนั้น พระเจ้าให้ โยบกลับสู่ความเจริญรุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่ง  (โยบ 42.10) พระคัมภีร์ใช้คำว่า  "พระเจ้าทรงทำให้...กลับสู่สภาพที่ดีดังเดิม"    พระเจ้าประทานให้โยบมีมากเป็นสองเท่าที่มีอยู่ก่อน.... ข้อ 12 และพระเจ้าทรงอำนวยพระพรชีวิตบั้นปลายของโยบมาก ยิ่งกว่าบั้นต้นของท่าน  
เรื่องราวชีวิตของโยบ เป็นแบบอย่างเรื่องความเชื่อและความอดทนต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับชีวิตอย่างฉับพลัน ทั้งการสูญเสียทรัพย์สมบัติ สูญเสียลูกชายลูกสาว สูญเสียสุขภาพ และสูญเสียความเคารพนับถือจากคนรอบข้าง ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง  ทั้งที่โยบมั่นใจและยืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้มาจากความผิดบาปของตนเอง  แม้ขณะนั้นยังไม่เข้าใจว่าทำไมเรื่องร้ายเช่นนี้จึงเกิดขึ้น ขณะเดียวกันบรรดาเพื่อนๆ ต่างมีความเห็นในความเข้าใจของตนเองตามหลักแห่งความรู้ของมนุษย์เท่าที่จะศึกษาได้ ต่างมีความเห็นว่าสิ่งร้ายที่เกิดขึ้นนั้นมาจากการที่โยบทำผิดเอง  ต่างฝ่ายต่างไม่มีคำตอบที่แน่นอน เพราะโยบก็มีเหตุผล และเพื่อนๆ ก็มีเหตุผล  ไม่อาจเป็นทางออกของปัญหาได้..  โยบยังยืนยันว่า นี่เป็นสิ่งที่มาจากพระเจ้า ในความทุกข์อย่างแสนสาหัสนั้น เขาได้ร้องโอดครวญต่อพระเจ้าอย่างไม่เข้าใจตนเอง และอยากจะต่อสู้คดีต่อพระเจ้าโดยตรง  แต่สุดท้าย แม้โยบจะไม่มีความผิดเรื่องการทำบาปที่ทำให้เกิดสิ่งร้ายครั้งนี้ แต่เขาก็ยอมรับว่าได้ทำผิดทางวาจาต่อพระเจ้าด้วยการคิดและพูดเช่นกัน โยบยอมจำนนเมื่อเขาเผชิญหน้ากับพระเจ้าตัวจริง !  ไม่มีมนุษย์คนใดที่พบกับพระเจ้าแล้วจะบอกว่าตนเองบริสุทธิ์ผุดผ่องทั้งหมดได้ ดังที่บันทึกไว้ว่า...
1แล้วโยบทูลพระเจ้าว่า  
 2“ข้าพระองค์ทราบแล้วว่า  พระองค์ทรงกระทำทุกสิ่งได้  
 และพระประสงค์ของพระองค์  จะไม่หดหู่ไปได้เลย  
 3
'นี่ใครหนอที่ซ่อนคำปรึกษาด้วยไร้ความรู้'  
  เพราะฉะนั้น  ข้าพระองค์จึงกล่าวถึงสิ่งที่ข้าพระองค์ไม่เข้าใจ  
 สิ่งที่ประหลาดเกินแก่ข้าพระองค์  ซึ่งข้าพระองค์ไม่ทราบ  
 4
'ฟังซี  เราจะพูด    เราจะถามเจ้า  ขอเจ้าตอบเรา'  
 5ข้าพระองค์เคยได้ยินถึงพระองค์ด้วยหู  
 แต่บัดนี้ตาของข้าพระองค์เห็นพระองค์  
 6ฉะนั้นข้าพระองค์จึงเกลียดตนเอง  
 และกลับใจอยู่ในผงคลีและขี้เถ้า”  

โยบเข้าใจพระเจ้ามากขึ้นและยอมรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนแม้ไม่อาจเข้าใจ  แต่ยังสามารถไว้วางใจในพระเจ้าองค์เที่ยงแท้ได้ เพราะหลายอย่างเกินความเข้าใจของมนุษย์ที่จะหยั่งรู้ ที่สำคัญคือ โยบได้ "เห็นพระเจ้า" ซึ่งที่ผ่านมาอาจจะแค่ได้ยิน คือ รู้เรื่องพระเจ้าเท่านั้น แต่ตอนนี้ ได้เห็นและได้ประสบการณ์ ได้รู้จักพระเจ้าโดยตรง  ดังนั้นสิ่งที่โยบกระทำต่อมาคือ  การยอมรับในความบาปผิดของตนเอง..."ข้าพระองค์จึงเกลียดตนเอง"  และกลับใจเสียใหม่...แสดงออกด้วยการนั่งในกองขี้เถ้า  ซึ่งหมายถึงการยอม การถ่อมใจลง การยอมรับอำนาจของพระเจ้าว่า พระองค์เป็นฝ่ายถูก
พระคัมภีร์อมตธรรมร่วมสมัยฉบับค้นคว้า บันทึก โยบ บทที่ 42 ข้อ 6 ว่า...ฉะนั้นข้าพระองค์จึงเกลียดชังตัวเอง   และสำนึกผิดในกองธุลีและขี้เถ้า”   มีคำอธิบายเพิ่มเติมว่า  "หรือ และเลิกสงสารตนเอง ออกจาก"
เมื่อโยบ "เลิก" และ "ออกจาก" การสงสารตนเอง เขาพบกับความจริงของพระเจ้า ยอมจำนนและไว้วางใจในพระเจ้าได้  ด้วยเหตุนี้พระเจ้าจึงทรงอวยพรให้กลับคืนสู่สภาพดีกว่าก่อน เป็นแบบอย่างแห่งความเชื่อความอดทนมาจนถึงทุกวันนี้ ท่านยากอบน้องชายพระเยซูกล่าวถึงโยบว่า.. จงดู   เราถือว่าผู้ที่อดทนก็เป็นสุข   ท่านได้รู้เรื่องความอดทนของโยบ   และได้เห็นแล้วว่าในที่สุดปลายนั้น   องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเปี่ยมไปด้วยพระเมตตากรุณาสักเท่าใด   (ยก.5.11)
ความรู้สึก "สงสารตนเอง" เป็นอุปสรรคหนึ่งของชีวิตที่จะต้องเอาชนะให้ได้  การสงสารตนเองมักทำให้ใจจดจ่อแต่ด้านลบ ซึ่งนำการบั่นทอนความคิดกำลังใจให้ลดน้อยลงไป  ทำให้เกิดอาการน้อยใจตนเอง น้อยใจคนอื่นที่ไม่เข้าใจ น้อยใจต่อพระเจ้า อาจนำไปสู่การเรียกร้องความสนใจ หรือ เกินเลยไปถึงการกล่าวโทษ การโยนความรับผิดชอบไปให้ผู้อื่นในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเองได้  นั่นหมายความว่า ยิ่งจะทำให้สถานการณ์ลุกลามปานปลายไปมากขึ้น เพราะไม่ได้แก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง
คนที่สงสารตนเองเกินเหตุมักจะคิดว่า มีฉันคนเดียวที่ต้องเจอกับปัญหานี้ มันไม่มีทางออกอีกแล้ว และ ฉันสู้ไม่ไหวแล้ว !... แต่แท้จริงยังมีคนอื่นที่มีปัญหาเช่นกัน ยังมีทางออกอีกแน่นอน และไม่เกินกำลังด้วยซ้ำ หากจะอดทน เพราะ ทนไม่ได้ กับ ไม่ได้ทน มันมีผลลัพธ์ที่ต่างกัน ดังอาจารยฺเปาโลและอาจารย์เปโตรกล่าวไว้อย่างสอดคล้องว่า..
            ไม่มีการทดลองใดๆเกิดขึ้นกับท่าน   นอกเหนือจากการทดลองซึ่งเคยเกิดกับมนุษย์ทั้งหลาย   พระเจ้าทรงสัตย์ธรรม   พระองค์จะไม่ทรงให้ท่านต้องถูกทดลองเกินกว่าที่ท่านจะทนได้   และเมื่อท่านถูกทดลองนั้น   พระองค์จะทรงโปรดให้ท่านมีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ด้วย   เพื่อท่านจะมีกำลังทนได้   (I Corinthians 10:13)
             จงต่อสู้กับศัตรูนั้นด้วยใจมั่นคงในความเชื่อ   เพราะว่า   พวกพี่น้องทั้งหลายของท่านทั่วโลก   ก็ประสบความทุกข์ลำบากอย่างเดียวกัน (I Peter 5:9)

"เลิก" และ "ออกจาก" การสงสารตนเองเถอะครับ !  แล้วหันไปมองความจริงจากเบื้องบน จากองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ที่มีจุดประสงค์บางอย่างในชีวิตของคุณอย่างแน่นอน  ต้องเชื่อมั่นว่า พระองค์ไม่นำชีวิตคุณคุณไปอย่างไร้จุดประสงค์  ดังที่กล่าวไว้ว่า...
            จงดู   เราถือว่าผู้ที่อดทนก็เป็นสุข   ท่านได้รู้เรื่องความอดทนของโยบ   และได้เห็นแล้วว่าในที่สุดปลายนั้น   องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเปี่ยมไปด้วยพระเมตตากรุณาสักเท่าใด  (ยก.5.11)
            เรารู้ว่า   พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง   คือคนทั้งปวงที่พระองค์ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์  (Romans 8:28)
            พระเจ้าไม้ได้ให้คุณทนทุกข์โดยปราศจากเหตุผล  แต่เหตุผลนั้นอาจถูกปิดซ่อนไว้ในความลึกล้ำของพระประสงค์ของพระเจ้า  ซึ่งอาจไม่มีวันรู้ได้ในชีวิตนี้  แต่ยังต้องไว้วางใจพระเจ้าว่า ทุกสิ่งที่พระองค์ทำล้วนถูกต้องทั้งสิ้น พระคัมภีร์บันทึกไว้ว่า...เพราะความคิดของเราไม่เป็นความคิดของเจ้า   ทั้งทางของเจ้าไม่เป็นวิถีของเรา”   พระเจ้าตรัสดังนี้    “เพราะฟ้าสวรรค์สูงกว่าแผ่นดินโลกฉันใด   วิถีของเราสูงกว่าทางของเจ้า    และความคิดของเราก็สูงกว่าความคิดของเจ้าฉันนั้น”   (Isaiah 55:8-9)
            หากเพียงแค่มองไปรอบข้างอาจจะพบคนอื่นๆ ที่น่าสงสารมากกว่าตนเองก็ได้ บางคนแม้เขาจะน่าสงสารแต่เขากลับคิดว่าตนเองไม่น่าสงสารก็มี คนแบบนี้น่านับถืออย่างยิ่ง  การออกจากการสงสารตนเอง จะทำให้รู้จักรับผิดชอบและช่วยเหลือตนเองได้อย่างถูกทาง  สามารถช่วยคนอื่นได้มากขึ้นและมีความเห็นอกเห็นใจคนอื่นมากขึ้น เมื่อมีการให้ การช่วยเหลือคนอื่นมากขึ้น ย่อมนำความสุขใจ การักษา การเยียวยามาสู่ตนเองอย่างน่าประหลาดใจเช่นกัน ดังพระวาทะของพระเยซูที่ตรัสว่า
 "..การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ ”   (Acts 20:35) และสุภาษิตที่สอนว่า..
              บางคนยิ่งจำหน่ายยิ่งมั่งคั่ง  
             บางคนยิ่งยึดสิ่งที่ควรจำหน่ายไว้ ยิ่งขัดสนก็มี  
             บุคคลที่ใจกว้างขวางย่อมได้รับความมั่งคั่ง  
             บุคคลที่รดน้ำ  เขาเองจะรับการรดน้ำ
   (Proverbs 11:25)

ตัดสินใจตอนนี้ว่า จะจมอยู่กับความสงสารตนเองพร้อมกับความระทมทุกข์ต่อไป หรือ จะเลิกและออกมาจากความสงสารตนเอง แล้วลุกออกไปแจกจ่ายให้คนอื่นมากขึ้น แล้วรับการอวยพร รับความเจริญรุ่งเรือง รับการกลับสู่สภาพที่ดีเป็นสองเท่าของที่ผ่านมาอย่างท่านโยบ
ขึ้นอยู่กับความคิดและทางที่คุณเลือกแล้วละครับ !


(ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต)
 


18 พฤศจิกายน 2558

"เปลี่ยนเรื่องยุ่ง ให้รุ่งเรือง" โดย ศจ.บัณฑิต ดาแว่น

            คิดอย่างบัณฑิต  โดย ศจ.บัณฑิต  ดาแว่น

สิ่งที่ผู้นำควรเป็น :  
เปลี่ยนเรื่องยุ่ง ให้รุ่งเรือง

            โอย! ทำไมมีเรื่องยุ่งๆ วุ่นวาย หลายอย่างต้องทำ ต้องเสร็จ ต้องเป็น ต้องมี แต่เวลา สถานการณ์ไม่เอื้อเลยนะ ทุกอย่าง ทุกงาน ดูฉุกละหุก วุ่นวายไปหมด... คุณเคยรู้สึก เคยเป็นอย่างนี้ หรือ เคยเห็นใครเป็นอย่างนี้หรือไม่ ?  ทำอย่างไรดี มีสาเหตุจากอะไร ติดตามดูนะครับ...
            ปัญหาเช่นที่ยกมาล้วนยังเป็นปัญหา หรือ เคยเป็นปัญหาของผู้รับใช้หลายต่อหลายคน รวมทั้งคุณและผมด้วยหากไม่ทำความเข้าใจให้ดี  เพื่อจะก้าวสู่อิสระในการทำงานอย่างมีความสุข และก่อให้เกิดประโยชน์ ประสิทธิภาพ และประสิทธิผลอย่างสูงสุด เท่าที่จะทำได้  ขอเสนอแนวทางในการ เปลี่ยนเรื่องยุ่ง ให้รุ่งเรือง  โดยมีสิ่งที่ผู้นำควรเป็น ดังนี้...
1.  ต้องเป็นผู้บริหารที่ดี
            ปัญหาของผู้นำ ผู้รับใช้หลายคน คือ ไม่มีการบริหารจัดการที่ดี นั่นเอง !   การบริหารจัดการในที่นี่ หมายถึง  การรู้จักจัดแบ่งงาน แบ่งเวลา แบ่งหน้าที่ แบ่งทรัพยากรอย่างเหมาะสม  โดยเฉพาะผู้รับใช้มือใหม่ หรือ แม้แต่มือเก่าที่ไม่พัฒนาก็อาจเจอปัญหาเช่นกัน  ยิ่งงานพันธกิจการรับใช้ที่ไม่มีเจ้านายที่เป็นมนุษย์คอยออกคำสั่งได้อย่างแท้จริง  เพราะเจ้านายที่อยู่เบื้องบนผู้ทรงอำนาจที่แท้จริงนั้น เราไม่อาจมองด้วยตา และไม่อาจได้ยินด้วยเสียงปกติ จึงเป็นเรื่องไม่ง่ายที่คนงานของพระองค์จะรู้ว่าควรทำสิ่งใด ก่อนหลัง หรือ จัดแบ่ง แยกแยะอย่างไรดี  ด้วยเหตุนั้น ผู้รับใช้หลายท่านจึงไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี หรือ มีอะไรต้องทำบ้าง  ยิ่งปล่อยให้วันเวลาผ่านไป อันตรายที่ไม่คาดคิดก็มาเยือน เพราะงานนั้นควรทำ ควรเสร็จแล้ว แต่กลับยังไม่เริ่ม หรือ งานที่ควรเกิดกลับไม่เกิด งานที่สำคัญไม่ทำ แต่กลับไปทำสิ่งที่ไม่จำเป็น เป็นต้น  บางคนมองจากภายนอก ดูเหมือนทำตัวยุ่ง วิ่งไปวิ่งมา ลุกลี้ลุกลน หากดูผิวเผินอาจคิดได้ว่ากำลังยุ่งงานอยู่ แต่ความจริงคือ บริหารงานไม่เป็น จึงจับต้นชนปลายไม่ถูก สิ่งนั้นก็ดูเหมือนรีบ สิ่งนี้ก็เร่ง จึงเคร่งเครียด และกังวล สาระวนจนสับสนไปหมด  ซึ่งความจริงแล้ว หากรู้จักวางแผน จัดระบบ จัดคน แบ่งงาน จัดการประสาน อำนวยการให้เหมาะสม เรื่องที่กำลังทำให้ยุ่งโดยไม่จำเป็นนั้น ก็กลายเป็นเรื่องปกติได้  ดังนั้น หากคุณรู้สึกว่าทำไมมันยุ่งอย่างนี้ ? ลองคิดดูว่ามีการบริหารจัดการที่ดีหรือยัง ? ในทางตรงกันข้าม หากคุณว่างจนไม่รู้จะทำอะไรดี มีอะไรให้ทำก็ไม่รู้  จงถามเช่นเดียวกันว่า คุณมีการบริหารจัดการที่ดีหรือไม่ ? เพราะหากมีการบริหารจัดการที่ดี จะไม่ทำให้ยุ่งจนวุ่นวาย และไม่ว่างจนวุ่นวนแน่นอน 
            ขอแนะนำว่า นอกจากศึกษาพระคัมภีร์ ที่คอยชี้แนะการบริหารอยู่มากมาย ทั้งให้คุณแก่ฝ่ายจิตวิญญาณอย่างชำนาญแล้ว ขอให้ลองอ่านหนังสือหลักการบริหารที่มีอยู่ทั่วไปด้วยก็จะช่วยได้มากขึ้นนะครับ เพราะสติปัญญาทุกอย่างล้วนมาจากพระเจ้า แต่จงเลือกปัญญาที่มาจากเบื้องบนที่ก่อให้เกิดความสงบสุขและประโยชน์ยิ่งต่อชีวิตตนและคนอื่น ดังที่ท่านยากอบบันทึกไว้... 17แต่ปัญญาจากเบื้องบนนั้นบริสุทธิ์เป็นประการแรก   แล้วจึงเป็นความสงบสุข   สุภาพและว่าง่าย   เปี่ยมด้วยความเมตตาและผลที่ดี   ไม่ลำเอียง   ไม่หน้าซื่อใจคด 18ผู้สร้างสันติสุข   หว่านอย่างสันติ   จึงได้เกี่ยวความชอบธรรม (ยากอบ 3.17-18)
2.  ต้องเป็นผู้ประสานงานที่ดี
            ปัญหาอีกอย่างสำหรับผู้รับใช้มือใหม่ คือ การขาดแคลนผู้ร่วมงาน ซึ่งความจริงแล้ว ไม่เพียงแต่ผู้รับใช้มือใหม่ แต่ผู้รับใช้ส่วนใหญ่อาจเห็นด้วยกันว่า ขาดคนงาน และหลายคนมักยอมจำนนอยู่เพียงเท่านี้ เพราะเข้าใจว่านี่เป็นสิ่งที่พระเยซูกล่าวไว้ว่า ...“ข้าวที่ต้องเกี่ยวนั้นมีมากนักหนา แต่คนงานยังน้อยอยู่ (มัทธิว 9.37) เพราะฉะนั้นอย่าบังอาจทำอย่างอื่นเลย เพราะยังไงๆ คนงานไม่พอ  แต่หากอ่านพระคัมภีร์ให้ดีต่อไปจะพบว่า มัทธิวบทที่ 9 ข้อ 38 พระเยซูตรัสต่อไปว่า ...เพราะฉะนั้นท่านจงอ้อนวอนพระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าของนา ให้ทรงส่งคนงานมาเก็บเกี่ยวพืชผลของพระองค์”  คือให้เราทำหน้าที่แก้ปัญหาการขาดคนงานนี้โดย  หนึ่ง.. แจ้งให้เจ้าของนา (งาน) ทราบ  ซึ่งนั่นก็หมายถึง องค์พระเจ้าผู้เป็นเจ้าของสรรพสิ่ง และงานทั้งมวลที่คุณและผมกำลังรับผิดชอบ  ไม่ใช่เราเป็นเจ้าของ เราเป็นเพียงผู้รับใช้ที่รับผิดชอบงานของพระเจ้า  จึงจำเป็นต้องรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้พระองค์ทราบ ด้วยการอธิษฐานอ้อนวอน ไม่ใช่ต่อว่า บ่น หรือ ประชดประชันว่า ให้งานมาเยอะแยะแต่ไม่ให้ค่าตอบแทน หรือ คนงานที่เพียงพอ อะไรอย่างนี้เป็นต้น  สอง.. ขอพระเจ้าส่งคนงานของพระองค์มาช่วย ขอย้ำอีกครั้งว่า "คนงานของพระเจ้า" ไม่ใช่คนงานของเรา หรือลูกน้องของเรา แต่ เป็นคนงานของพระเจ้า เช่นเดียวกับเรานั่นแหละ  ดังนั้น การที่คุณเคยคิดว่า "คนงานน้อย" อยู่นั้น ไม่ได้หมายความว่า "ไม่มีคนงาน" แค่ "มีน้อย" ไม่ใช่ "ไม่มี"  เมื่อเข้าใจอย่างนี้จะทำให้คิดต่อไปได้ว่าจะทำอย่างไร  หากคนงานในบริเวณที่คุณอยู่มีน้อย นั่นอาจจะมีแหล่งอื่นที่มีคนงานที่สามารถมาช่วยคุณก็ได้  เพียงแต่หน้าที่ของคุณคือ เงยหน้าขึ้น หันมองรอบตัวและมองไปรอบทิศ  เพื่อคิดถึง คนงานของพระเจ้า ที่กำลังต้องการร่วมงานของพระองค์กับคุณ  โดยการติดต่อสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ และประสานงานไปยังคนเหล่านั้น เพื่อให้เขารับรู้และเข้าใจ รวมทั้งมีภาระใจที่จะมีส่วนในการรับใช้ในทุ่งนาของพระเจ้า  ซึ่งหากทำความเข้าใจให้ดีแล้ว จะพบว่า มีคน มีหน่วยงาน มีองค์กร มีคริสตจักรอีจำนวนมากที่อยากหาโอกาสในการรับใช้ อยากส่งคน ส่งทีมไปทำงานตามที่ต่างๆ อยู่แล้ว  บางแห่งนอกจากให้คนแล้วยังยินดีให้สิ่งของ อุปกรณ์ เงิน และอื่นๆ อีก  เพียงแต่คุณรู้หรือไม่ว่าคนงานเหล่านั้นอยู่ที่ไหน และจะติดต่ออย่างไรเท่านั้นเอง !  หากไม่รู้จะเริ่มตรงไหน แนะนำให้เปิดหนังสือไดเรคเตอรี่คริสเตียนไทย หรือแม้แต่สมุดหน้าเหลืองก็ยังช่วยได้  สามารถค้นผ่านทางอินเตอร์เน็ตได้  แต่หากอยากให้เกิดการประสานที่ใกล้ชิด ติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง ไว้ใจได้ เข้าใจงาน เข้าใจคนตามที่คุณต้องการอย่างแท้จริง ต้องเริ่มจากการสร้างสัมพันธ์ ประสานเครือข่าย และขยายความจริงของพระเจ้าออกไปด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ก็จะพบว่าไม่ขาดคนงานของพระเจ้าเลย แม้จะมีน้อย แต่ยืนยันว่า ยังมีอยู่ นอกจากอ้อนวอนพระเจ้าแล้ว  คุณได้ประสานงานถึงเขาหรือยัง ? ทำให้ครบถ้วนนะครับ

            งานของพระเจ้าจะทำให้ยุ่ง หรือ ทำแล้วรุ่งนั้น ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับคุณและผมแล้วว่าได้เป็นในสิ่งที่ควรเป็น คือ  เป็นผู้บริหารและผู้ประสานที่ดีแล้วหรือยัง  ลองคิดดูนะครับ !

            มาช่วยกันเปลี่ยนเรื่องที่คิดว่า "ยุ่ง" ให้เป็นเรื่อง "รุ่ง" กันดีกว่านะครับ

(ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต)

29 ตุลาคม 2558

สิ่งที่ผู้นำควรมี..(2) โดย ศจ.บัณฑิต ดาแว่น

สิ่งที่ผู้นำควรมี... (2)
โดย ศจ.บัณฑิต  ดาแว่น

ตอนที่  2.  
ผู้นำควรมีความเข้าใจ

            "ความเข้าใจ"  เป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ผู้นำสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล  เพราะหากขาดความเข้าใจที่ถูกต้องแล้วอาจนำไปสู่ความเสียหายได้
16ผู้ใดที่หันเหไปจากทางแห่งความเข้าใจ  
  จะพักอยู่ในที่ประชุมของคนตาย
   Proverbs 21:16
ผู้นำสามารถได้รับความเข้าใจได้โดย ความยำเกรงพระเจ้าและทำตามพระดำรัสของพระองค์
10ความยำเกรงพระเจ้าเป็นที่เริ่มต้นของ สติปัญญา  
 บรรดาผู้ที่ปฏิบัติตามก็ได้ความเข้าใจดี  
 การสรรเสริญพระเจ้า  ดำรงอยู่เป็นนิตย์
Psalms 111:10
นอกจาการศึกษาค้นคว้า เพื่อจะได้ความรู้ ความเข้าใจแล้ว  พระเจ้ายังเปิดทางให้รับสติปัญญาจากพระองค์โดยตรง  ...ถ้าผู้ใดในพวกท่านขาดสติปัญญา   ก็ให้ผู้นั้นทูลขอจากพระเจ้า   ผู้ทรงโปรดประทานให้แก่คนทั้งปวงด้วยพระกรุณาและมิได้ทรงตำหนิ   แล้วผู้นั้นก็จะได้รับสิ่งที่ทูลขอ James 1:5
            ผู้นำควรมีความเข้าใจในเรื่องอะไรบ้าง  สิ่งที่สำคัญที่ผู้นำควรมีความเข้าใจเพื่อจะนำไปสู่การนำคริสตจักรและการรับใช้ในพันธกิจ  ได้แก่  ความเข้าใจตน  เข้าใจคน และ เข้าใจงาน
            "เข้าใจตน"  ผู้นำควรมีความเข้าใจตนเอง ว่า ตนเองเป็นใคร  มีนิมิต  ของประทาน ความสามารถ และภาระใจอย่างไรบ้าง  เพื่อจะวางตนเองในบทบาท ในหน้าที่ที่เหมาะสม  เพราะแต่ละคนนั้นมีความแตกต่าง  ไม่ใช่ว่าเพราะใครดีกว่าใคร แต่เป็นใครเหมาะสมกว่าใครต่างหาก  พระเจ้าสร้างแต่ละคนให้มีเอกลักษณ์เฉพาะ  ดังนั้น ผู้นำจึงจำเป็นต้องค้นพบตนเองให้เจอ ทำความเข้าใจให้ได้  เพราะ...ในบ้านใหญ่หลังหนึ่งๆ  มิได้มีแต่ภาชนะทองและเงินเท่านั้น   แต่มีภาชนะไม้และภาชนะดินด้วย   บ้างก็เพื่อศิลปะ   และบ้างก็สามัญ 21ถ้าผู้ใดชำระตัวให้พ้นจากสิ่งที่ไม่มีค่า   เขาก็จะเป็นภาชนะที่มีค่า   ซึ่งชำระให้บริสุทธิ์แล้ว   เหมาะที่เจ้าของเรือนจะใช้ให้เป็นประโยชน์   พร้อมกับการดีทุกอย่าง (II Timothy 2:20)
ของประทานของพระองค์   ก็คือให้บางคนเป็นอัครทูต   บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ   บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ   บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์ 12เพื่อเตรียมธรรมิกชนให้เป็นคนที่จะรับใช้   เพื่อเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ให้จำเริญขึ้น Ephesians 4:11-12
            "เข้าใจคน"  ผู้นำควรมีความเข้าใจคน  เพราะจำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับผู้คนจำนวนมาก ที่มีความแตกต่างหลากหลาย  ผู้นำจึงจำเป็นต้องศึกษาลักษณะชีวิตของคนให้เข้าใจ เพื่อจะสร้างความสัมพันธ์ อันจะนำไปสู่การช่วยเหลือ การเสริมสร้าง การนำคนเหล่านั้นให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า  โดยเฉพาะในคริสตจักรนั้นย่อมจะมีคนหลายประเภท แตกต่างกันทั้ง เพศ วัย การศึกษา ฐานะ อาชีพ ภาษา เผ่าพันธุ์ และอื่นๆ นั้นหมายความว่า ผู้นำต้องพร้อมที่จะเผชิญกับคนทุกประเภทอย่างชาญฉลาด จึงจะสามารถนำคริสตจักรและพันธกิจไปสู่เป้าหมายได้  ตัวอย่างอาจารย์เปาโลท่านได้เรียนรู้ในการเข้าถึงผู้คนแต่ละประเภท  โดยไม่สูญเสียความเป็นตัวตนที่แท้จริง และไม่สูญเสียหลักการที่ถูกต้องไป เพื่อช่วยคนเหล่านั้นให้รู้จักพระเจ้า 
19เพราะถึงแม้ว่าข้าพเจ้ามิได้อยู่ในบังคับของผู้ใด   ข้าพเจ้าก็ยังยอมตัวเป็นทาสรับใช้คนทั้งปวง   เพื่อจะได้ชนะใจคนมากยิ่งขึ้น 20ต่อพวกยิวข้าพเจ้าก็เป็นยิว   เพื่อจะได้พวกยิว   ต่อพวกที่อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ   ข้าพเจ้าก็เป็นเหมือนคนอยู่ใต้ธรรมบัญญัติ   (แต่ตัวข้าพเจ้ามิได้อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ)   เพื่อจะได้คนที่อยู่ใต้ธรรมบัญญัตินั้น 21ต่อคนที่อยู่นอกธรรมบัญญัติข้าพเจ้าก็เป็นคนนอกธรรมบัญญัติ   เพื่อจะได้คนที่อยู่นอกธรรมบัญญัตินั้น   แต่ข้าพเจ้ามิได้อยู่นอกพระบัญญัติของพระเจ้า   แต่อยู่ใต้พระบัญญัติแห่งพระคริสต์ 22ต่อคนอ่อนแอข้าพเจ้าก็เป็นคนอ่อนแอเพื่อจะได้คนอ่อนแอ   ข้าพเจ้ายอมเป็นคนทุกชนิดต่อคนทั้งปวง   เพื่อจะช่วยเขาให้รอดได้บ้างโดยทุกวิถีทาง 23ข้าพเจ้าทำอย่างนี้   เพราะเห็นแก่ข่าวประเสริฐเพื่อข้าพเจ้าจะได้มีส่วนในข่าวประเสริฐนั้น   I Corinthians 9:20-23
            ผู้นำที่เข้าใจคนที่อยู่รอบข้างและคนอื่นที่เกี่ยวข้อง จะเป็นโอกาสที่จะช่วยคนเหล่านั้นให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของคริสตจักรและพันธกิจมากขึ้น  ซึ่งอาจต้องลงทุน ลงเวลา ลงความใส่ใจในผู้คนเหล่านั้น เพื่อจะช่วยเขาหรือเรียนรู้จากพวกเขาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ  ดังพระเยซูเมื่อทรงเสด็จไปตามเขตเมืองและชนบท พระองค์ทรงเข้าใจผู้คนเหล่านั้น เข้าใจสถานการณ์ และยังเข้าใจสาวกของพระองค์ที่ต้องเผชิญสถานการณ์นั้นด้วย  จึงเป็นเหตุให้พระองค์แนะนำทางออกที่เหมาะสมว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป  ดังที่บันทึกไว้ว่า.. 35พระเยซูจึงเสด็จดำเนินไปตามนครและหมู่บ้านโดยรอบ   ทรงสั่งสอนในธรรมศาลาของเขา   ประกาศข่าวประเสริฐ   แห่งแผ่นดินของพระเจ้า   ทรงรักษาโรคและความป่วยไข้ทุกอย่างของพลเมืองให้หาย 36และเมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นประชาชนก็ทรงสงสารเขา   ด้วยเขาถูกรังควานและไร้ที่พึ่งดุจฝูงแกะไม่มีผู้เลี้ยง 37แล้วพระองค์ตรัสกับพวกสาวกของพระองค์ว่า   “ข้าวที่ต้องเกี่ยวนั้นมีมากนักหนา   แต่คนงานยังน้อยอยู่ 38เหตุนั้นพวกท่านจงอ้อนวอนพระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าของนา   ให้ส่งคนงานมาเก็บเกี่ยวพืชผลของพระองค์”  Matthew 9:35-38
            การที่จะเข้าใจคนอื่นนั้น พระเยซูทรงออกไปหาพวกเขาในทุกที่ที่เขาอาศัยอยู่ ทั้งในเขตเมืองใหญ่ และหมู่บ้านในชนบทเล็กๆ   พระเยซูคริสต์ทรงเข้าไปศึกษาชีวิตผู้คนหลากหลายประเภทและเข้าใจพวกเขาอย่างลึกซึ้ง  หากผู้นำนั่งคิด วางแผนอยู่แต่ในห้องทำงานคงไม่อาจทำความเข้าใจผู้คนได้  จึงจำเป็นที่จะต้องออกไปพบปะผู้คนเพื่อจะรู้จัก เข้าใจอย่างแท้จริง  ดังพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานให้เป็นพระราโชบายในการแก้ไขปัญหาว่า "เข้าถึง เข้าใจ พัฒนา"
            พระเยซูออกไปพบผู้คนอย่างมีเป้าหมาย  ทรงให้ความรู้   ความเข้าใจ ให้การรักษา ช่วยเหลือผู้คนเหล่านั้นตามความเหมาะสมแต่ละสภาพของชีวิต  ด้วยพระทัยที่เปี่ยมด้วยพระเมตตาสงสาร เพราะพระองค์เข้าใจความยากลำบาก อุปสรรค์ปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้คน  ทรงอยู่เคียงข้างเขา ฟังความต้องการของเขา และตอบสนองต่อความจำเป็นอย่างเร่งด่วน และช่วยให้เขามองการณ์ไกลต่อไปได้ด้วย
            เมื่อออกไปพบผู้คน พระเยซูทรงรู้สถานการณ์ รู้ปริมาณความต้องการของคน ซึ่งพบว่า มีคนจำนวนมาก มีคนที่เจ็บป่วย มีคนที่ไร้ที่พึ่ง ถูกรังควาน และขาดคนผู้ดูแล  พระองค์ทรงเข้าใจสถานการณ์ของชุมชน ในขณะเดียวกันทรงเข้าใจสถานการณ์ของสาวก หรือคนงานของพระองค์ที่มีจำนวนน้อยกว่าปริมาณความต้องการของคนในชุมชน
            พระเยซูทรงแนะนำทางออกของการแก้ไขปัญหาทั้งของผู้คนในชุมชนและคนงานของพระองค์  โดยให้อธิษฐานวิงวอนพระเจ้า ผู้เป็นเจ้าของสรรพสิ่งทั้งปวง เพื่อส่งคนงานมาเพิ่ม  เพราะทรงเข้าใจดีว่าสถานการณ์เช่นนี้เกินกำลังของมนุษย์  หากผู้นำเข้าใจเช่นนี้ก็จะมีความหวังและทางออกที่ดีในการทำงานได้เช่นกัน
            "เข้าใจงาน"  ผู้นำควรมีความเข้าใจในงานที่ตนเองรับผิดชอบ  เพื่อจะสามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจตามมาได้มากขึ้น  แม้ว่าความสำเร็จหรือการเกิดผลเป็นของพระเจ้าที่มนุษย์ไม่อาจกำหนดได้ แต่หากผู้นำเข้าใจลักษณะงาน วิธีการทำงาน ขั้นตอน กระบวนการ ของการดำเนินงานอย่างเหมาะสมก็จะสามารถนำพาคริสตจักรและพันธกิจไปสู่เป้าหมายได้  หากย้อนกลับไปทบทวนตัวตนว่าเป็นใคร มีนิมิต และของประทานอะไร เหมาะสมกับงานประเภทไหน และยิ่งมีความเข้าใจผู้คน หรือกลุ่มเป้าหมายอย่างถ่องแท้ก็เป็นองค์ประกอบที่ทำให้ผู้นำสามารถทำงานได้อย่างดีและมีความสุขยิ่งขึ้น  ดังที่พระเยซู เข้าใจงานของตนว่ามาเป็นพระผู้ไถ่(มก10.45)  ยอห์นบัพติสมาเข้าใจว่างานของตนคือการเตรียมทางให้พระคริสต์ (ยน.1.22-23) เปาโลเข้าใจงานในการประกาศกับคนต่างชาติ(รม11.13; 15.16) เป็นต้น


            คริสตจักรและพันธกิจของพระเจ้าในประเทศไทย ต้องการผู้นำที่มีหัวใจ และมีความเข้าใจเป็นจำนวนมาก  ที่จะเข้ามาช่วยกันทำงานในทุ่งนาอันกว้างใหญ่นี้  จึงต้องหาวิธีในการสร้างผู้นำ เตรียมชีวิตผู้นำ ส่งเสริมและสนับสนุนผู้นำที่มีหัวใจและความเข้าใจเช่นนี้อย่างเป็นระบบให้มากขึ้น เพื่อแผ่นดินของพระเจ้าจะตั้งอยู่ในชีวิตของคนไทย และพวกเขาจะหันมารับใช้พระองค์ร่วมกันต่อไป

(ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต)