24 กรกฎาคม 2564

Shiloh: เมืองชิโลห์ โดย บัณฑิต ดาแว่น

 

คิดอย่างบัณฑิต

ข้อคิดจากอิสราเอล

Shiloh: เมืองชิโลห์

โดย บัณฑิต ดาแว่น

เมืองชิโลห์ (Shiloh) เป็นศูนย์กลางของชนชาติอิสราเอลโบราณอยู่ในพื้นที่ของยูเดียและสะมาเรีย เริ่มมาตั้งแต่สมัยโมเสสจากนั้นมีการแบ่งดินแดนในสมัยโยชูวา (โยชูวา 18.1) ดำเนินต่อมาจนถึงก่อนจะมีการสถาปนากษัตริย์ คือราว ก่อน ค.ศ. 1100  ยุคนั้นยังเป็นการนำของปุโรหิตและผู้เผยพระวจนะ  โดยใช้หลักธรรมบัญญัติของพระเจ้าที่ประทานมาตั้งแต่สมัยโมเสสเป็นกฎหมาย  มีปุโรหิต เอลี  ทำหน้าที่ดูแลประชากรทั้งฝ่ายศาสนพิธี และชีวิตประจำวัน  ที่ชิโลห์ จึงเป็นที่ตั้งของพลับพลา (Tabernacle) สถานที่นมัสการพระเจ้า ประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ และภายในห้องอภิสุทธิสถานยังมีหีบพันธสัญญาอันศักดิ์สิทธิ์ (Ark of the Covenant) ซึ่งภายในหีบบรรจุแผ่นหินพระบัญญัติ 10 ประการ โถทองคำใส่มานา(อาหารที่พระเจ้าประทานแก่ชนชาติอิสราเอลช่วงอพยพจากอียิปต์อยู่กลางทะเลทราย) และไม้เท้าอาโรนที่ออกดอกตูม(อพยพ 25,1พง์กษัตริย์ 8, ฮีบรู 9.4)  หีบพันธสัญญาตั้งอยู่ท่ามกลางชนชาติอิสราเอลที่เมืองชิโลห์เกือบ 400 ปี  มีประชาชนไปร่วมพิธีถวายเครื่องบูชาที่ชิโลห์ปีละครั้ง

ปัจจุบัน เมืองชิโลห์เป็นซากปรักหักพังจาการรุกรานของหลายชนชาติ แต่ยังได้รับการบูรณะให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและการศึกษา อยู่ในเขตเวสต์แบงก์ตามแนวของแม่น้ำจอร์แดน (West Bank)  หลังจากรถคณะทัวร์ไปถึง มีการอธิบายและนำโดยมัคคุเทศก์  เราต้องเดินขึ้นไปตามทางลูกรัง ช่วงแรกยังเป็นลักษณะสวนสาธารณะแหล่งการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ เดินไปตามทางยังพบนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่น ๆ โดยเฉพาะนักเรียนหญิงชายที่แต่งตัวน่ารักๆ มาทัศนศึกษา ผมจึงแอบถ่ายรูปเอาไว้ มัคคุเทศก์ชี้ให้ดูต้นอัลมอนด์ ที่กำลังออกผลยังเขียวสดอยู่ คงต้องรอให้มันแก่ เป็นพืชตระกูลถั่ว เขาโฆษณาสรรพคุณดีมากมายหลายประการทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ถึงความอุดมสมบูรณ์ด้วย  ว่าแล้วก็เดินไปต่อตามทางเดิน ผมแวะถ่ายรูปป้ายอธิบายสถานที่และประวัติความเป็นมาเป็นบางจุด  ตามทางเดินและรอบ ๆ ตามภูเขาที่มีแต่หิน หิน และหิน ทั้งหินก้อนเล็ก ก้อน ใหญ่ และก้อนมหึมา ซึ่งนี่แหละทำให้ผมประทับใจและได้ความคิดเกี่ยวกับเรื่องราวในพระคัมภีร์เกี่ยวกับก้อนหิน เช่น เรื่องก้อนหินของดาวิด ติดตามตามอ่านได้(https://bandhit.blogspot.com/2019/05/davids-stone.html)

และยังจะมีเรื่องเล่าจากก้อนหินตามมาให้อ่านกันอีกนะครับ  ก้อนหินเป็นของที่ระลึกที่ผมหยิบมาแทบทุกที่ที่ไปเยือน เป็นกลยุทธ์ส่วนตัวที่บันทึกความทรงจำโดยไม่ต้องจ่าย ฮะๆๆ...แต่ต้องดูด้วยนะครับบางแห่งเขาไม่อนุญาตให้เก็บสิ่งของหรือเด็ดดอกไม้ มิฉะนั้นอาจติดคุกกินอาหารยิวจนเลี่ยนเชียวนะ...

เดินขึ้นเขาที่เต็มไปด้วยหิน ต้องระวังการเดินสะดุดและลื่นไหล แม้อากาศจะเย็น ลมแรง แต่เหงื่อเริ่มไหลหลังจากเดินมาครึ่งทาง บางคนหัวเข่าเริ่มปวดตามวัย  พวกเราเข้าไปในอาคารโบราณ ที่เขาเชื่อว่าเคยเป็นธรรมศาลาของชาวยิวโบราณ เพื่อให้ดูวิดีทัศน์เกี่ยวกับเมืองชิโลห์ พลับพลาและการถวายเครื่องบูชา เป็นภาพสามมิติ แสงสีเสียง จนรู้สึกว่าตัวเองกำลังย้อนยุคไปอยู่ในสมัยนั้นจริง ๆ  จากนั้นขึ้นไปบนยอดเขาที่เป็นอาคารหอคอยชมทิวทัศน์ที่ประกอบไปด้วยก้อนหินอย่างที่เล่ามา  ข้างในอาคารหอคอยมีการฉายสารคดีเกี่ยวกับประวัติของอิสราเอลที่ตื่นตาตื่นใจอีกครั้ง  เดินออกมารอบ ๆ พบหลุมที่เป็นช่องลงไปลึก มีตาข่ายเหล็กปิดไว้ ได้รับคำอธิบายว่านี่เป็นนวัตกรรมการเก็บน้ำมาตั้งแต่ยุคโบราณ ซึ่งพระเจ้าให้สติปัญญากับคนยิวใช้ภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยหินให้เกิดประโยชน์อย่างอัศจรรย์  เดินต่อมาหลายคนเกิดคำถามเมื่อเห็นดอกไม้คล้ายดอกป็อปปี้ (Poppy) หรือดอกฝิ่น ซึ่งผมถ่ายรูปไว้ ต่อมาได้รับคำยืนยันว่าคือดอกฝิ่นจริง ๆ  และยังมีดอกไม้ป่าของพื้นเมืองกระจัดกระจายให้ชื่นชมตลอดทาง

มาถึงบริเวณที่เชื่อกันว่า เคยที่เป็นที่ตั้งของพลับพลาสมัยปุโรหิตเอลี  ถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เมื่อก่อนคนที่จะเข้ามาต้องถอดรองเท้า เพื่อแสดงความเคารพยำเกรงต่อพระเจ้า  แต่บัดนี้พวกเรามายืนล้อมวงและถ่ายรูปโดยยังสวมรองเท้าได้เพราะหลังหมดยุคแห่งการถวายบูชาในพลับพลาแล้ว ชนชาติอิสราเอลได้สร้างพระวิหารเพื่อเป็นศูนย์กลาง  โดยกษัตริย์ซาโลมอน บุตรชายของกษัตริย์ดาวิด ได้ลงมือสร้างอย่างสง่างามที่ภูเขาโมรียาห์ ช่วงปี ก่อน ค.ศ.970-930 (2 พงศาวดาร 3.1) และสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันในชื่อภูเขาพระวิหารในเยรูซาเล็ม หรือวิหารโดมทอง (Dorm of the Rock)ที่พวกเราก็ต้องไปที่นั่นเหมือนกัน  ด้วยเหตุนั้น มัคคุเทศก์อธิบายว่า ความศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงสุดจึงขึ้นอยู่กับหีบพันธสัญญาและพระวิหารแห่งใหม่  เราจึงมายืน ณ ที่แห่งนี้ที่เคยเป็นพลับพลาโบราณได้โดยไม่ต้องถูกไฟแห่งพระพิโรธเผาให้วอดวาย  แต่ถึงกระนั้นเรายังต้องมีความเคารพยำเกรงพระเจ้าอยู่เสมอในทุกสถานที่ เพราะพระเจ้าเคยใช้สถานที่แห่งนี้เพื่อสำแดงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ 

ข้อคิดที่ผมได้รับจากประเด็นนี้คือ สถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่สถิตของพระเจ้าผ่านทางพลับพลาและหีบพันธสัญญา แต่ปัจจุบันถูกย้ายไปที่อื่นที่เหมาะสมกว่า  อะไรเป็นเหตุที่ต้องเป็นอย่างนั้น  บางครั้งแทนที่ตัวเราเองจะเป็นศูนย์กลางแห่งพระพรต่อคนอื่น ๆ หรือ พระเจ้าต้องการใช้ชีวิตของเราในบางเรื่อง แต่น่าเสียดายหากเราไม่พร้อม ไม่เหมาะ หรือไม่ตอบสนองต่อการทรงเรียกของพระเจ้าตามที่ควร จึงทำให้พลาดโอกาสที่พระเจ้าจะใช้ไป

อิสราเอลไม่สิ้นคนดี แม้หมดยุคปุโรหิตเอลีแต่ยังมีซามูเอลมาสืบทอด

พระคัมภีร์บันทึกเรื่องราวในยุคของปุโรหิตเอลี  การกำเนิดของซามูเอล ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงมาสู่ระบบการปกครองโดยกษัตริย์ไว้ในพระธรรม 1 และ 2 ซามูเอล  เรื่องที่ชวนคิดคือ หากเอลีและลูกชายของท่านยังอยู่ในทางของพระเจ้าอย่างสัตย์ซื่อ พวกเขาน่าจะเป็นต้นตระกูลที่ปกครองชนชาติอิสราเอลไปอีกนาน และสถานที่แห่งนี้คือเมืองชิโลห์คงจะเป็นศูนย์กลางของจิตวิญญาณอย่างยิ่งใหญ่ตลอดไป แต่น่าเสียดายลูกชายทั้งสองของท่านทำให้เกิดความทุกข์มาสู่เอลีโดยการยักยอกทรัพย์ บีบบังคับประชาชน และทำสิ่งฉ้อฉลอย่างไม่ยำเกรงพระเจ้า  ชายหนุ่มทั้งสองตายในสงครามและส่งผลให้เอลีผู้พ่ออกแตกตายอย่างทรมานในปั้นปลายของชีวิต (1 ซามูเอล 4) และหีบพันธสัญญายังถูกยึดไปอยู่ในมือของศัตรูด้วย แต่ในที่สุดพระเจ้าก็ทำให้หีบนั้นกลับคืนมาได้

ท่ามกลางสถานการณ์ที่มีชนชั้นนำทำตัวไม่เหมาะสมนั้น ยังมีหนุ่มน้อยซามูเอล เด็กรับใช้ในพลับพลา อยู่ภายใต้การดูแลของปุโรหิตเอลี (อาจเทียบได้กับเด็กวัดบ้านเรา)  ซามูเอล เป็นลูกชายที่เกิดจากคำอธิษฐานของแม่ คือนางฮันนาห์ หญิงหมันที่ทนทุกข์จากการไม่มีลูกมาหลายปี  เธอติดตามสามีมาที่ชิโลห์ทุกปีเพื่อถวายเครื่องบูชาตามประเพณี แต่เธอทำมากกว่านั้น คือใช้เวลาอธิษฐานวิงวอน ภาวนา คร่ำครวญ ร้องขอต่อพระเจ้า จนแม้แต่ปุโรหิตเอลีเข้าใจผิดคิดว่าเธอเมาเหล้าและพูดพร่ำไปเรื่อยเปื่อย แต่เมื่อฟังคำอธิบายว่าเธอมีทุกข์อย่างไรและมีความปรารถนาเช่นใดอย่างถ่องแท้แล้ว จึงได้อวยพรเธอ พระเจ้าตอบคำอธิษฐานฮันนาห์ โดยประทานบุตรชายคนนี้ “ซามูเอล” หมายถึง อธิษฐาน หรือ พระเจ้าฟังคำอธิษฐาน (Samuel sounds like the Hebrew for heard of God)

 และ​อยู่​มา​เมื่อ​ถึง​กาล​กำหนด ฮัน​นาห์​ก็​ตั้งครรภ์​คลอด​บุตร​ชาย​คน​หนึ่ง และ​นาง​เรียกชื่อ​เด็ก​นั้น​ว่า​ซา​มูเอล เพราะ​นาง​กล่าว​ว่า “ดิฉัน​ทูล​ขอ​มา​จาก​พระ​เจ้า” (1 ซามูเอล 1.20)

หลังจากซามูลเอลหย่านมแล้ว นางฮันนาห์จึงนำมาถวายให้เป็นคนของพระเจ้าที่พลับพลาต่อหน้าปุโรหิตเอลี ตามความตั้งใจที่เธอได้อธิษฐานไว้ (1 ซามูเอล 1.11,24-28)  ซามูเอล คนนี้แหละที่กลายมาเป็นปุโรหิตที่ประชาชนให้ความเคารพบันถือถึงขั้นขอให้เขาเป็นผู้ปกครองทั้งด้านจิตวิญญาณและทางบ้านเมืองแต่ท่านไม่ปรารถนาเป็นผู้ปกครองเมือง  พระเจ้าจึงใช้ท่านให้เป็นผู้เจิมตั้งกษัตริย์องค์แรกของอิสราเอล คือซาอูล และต่อมาได้เลือกกษัตริย์อีกองค์คือ ดาวิด ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของอิสราเอลสืบมาจนปัจจุบัน

ซามูเอล เป็นบุคคลที่พระเจ้าใช้ และท่านมีความถ่อมตน ไม่ทะเยอทะยานในด้านตำแหน่งหรือชื่อเสียง แต่ทำหน้าที่สำคัญคือ การอธิษฐานเผื่อประชาชน ซึ่งท่านได้ทำสิ่งนี้จนถึงวาระสุดท้าย  ตามคำกล่าวต่อหน้าประชาชนว่า...

ยิ่ง​กว่า​นั้น​ส่วน​ข้าพเจ้า​ขอ​อย่า​ให้​มี​วี่แวว​ที่​ข้าพเจ้า​จะ​กระทำ​บาป​ต่อ​พระ​เจ้า​ด้วย​การ​หยุด​อธิษฐาน​เพื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย แต่​ข้าพเจ้า​จะ​แนะนำ​ทาง​ที่​ดี​และ​ที่​ถูก​ให้​ท่าน​ -1 Samuel 12:23

ณ เมืองชิโลห์ แห่งนี้ มีบทเรียนที่ล้ำค่าต่อชีวิต  จากชีวิตของเอลีและลูก ที่ต้องถูกพิพากษาโทษเพราะการไม่เชื่อฟัง จึงพลาดโอกาสการเป็นศูนย์กลางแห่งพระพร แต่สำหรับ ซามูเอล  เด็กชายที่ได้เกิดมาเพราะคำอธิษฐาน  เขาได้อุทิศทั้งชีวิตเพื่อทำตามประสงค์ของพระเจ้า จึงทำให้เราระลึกถึงท่าน ในฐานะปุโรหิต  ผู้วินิจฉัย และผู้เจิมตั้งกษัตริย์ให้ชนชาติอิสราเอล และยังเป็นนักอธิษฐานที่คิดถึงผู้อื่นอยู่เสมอ

ลองพิจารณาดูนะครับว่า คุณอยากมีชีวิตแบบเอลีและลูกที่ถูกปฏิเสธในปั้นปลาย

 หรือ 

อยากเป็นคนที่ถูกพระเจ้าเรียกและใช้อย่างซามูเอล จากเด็กรับใช้ในพลับพลา กลายมาเป็นผู้รับใช้พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล



 

 

 

17 กรกฎาคม 2564

Nazareth : สิ่งดีจากนาซาเร็ธ โดย บัณฑิต ดาแว่น

 

คิดอย่างบัณฑิต

ข้อคิดจากอิสราเอล

Nazareth : สิ่งดีจากนาซาเร็ธ

โดย บัณฑิต ดาแว่น

 

คณะผู้นำ(ผู้รับใช้)แบ๊บติสต์ไทย เดินตามรอยพระคัมภีร์ที่อิสราเอล  เดินทางขึ้นเหนือเพื่อเยี่ยมชมเมืองสำคัญ  นาซาเร็ธ  เป็นสถานที่พระเยซูคริสต์เติบโตผ่านการเลี้ยงดูของมารีย์และโยเซฟ  เมื่อก่อนหน้านั้น นาซาเร็ธ เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ในแคว้นกาลิลี ไม่ได้มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ใด ๆ แต่ปัจจุบันกลายเป็นที่กล่าวถึงอย่างยิ่งใหญ่ หลังจากพระเยซูคริสต์สำแดงพระองค์เอง และถูกเรียกว่า “เยซู ชาวนาซาเร็ธ”

คณะของเราพักที่โรงแรม Rimonim Nazareth ถือว่าเป็นการพักผ่อนหลังจากเดินทางมาหลายวัน  กิจกรรมที่นี่ไม่ได้ออกไปชมในพื้นที่ แต่ใช้เวลาอธิษฐาน แบ่งปันประสบการณ์ และขอบคุณพระเจ้า  อีกทั้งมีเวลาผ่อนคลายในมื้ออาหารที่หลากหลายทั้งแบบพื้นเมืองและสากล  พวกเราต่างมีความสุขที่ได้ลิ้มรสอาหารพร้อมทั้งสนทนาอย่างเพลิดเพลิน และมีอิสระที่จะเดินเล่นบริเวณเมือง

ยามค่ำคืน  ผมออกไปเดินชมเมืองนาซาเร็ธ  อากาศช่วงที่เราไปนั้นค่อนข้างเย็น ลมแรง  ใช้วิธีเดินเร็วเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย  ท่ามกลางบรรยากาศแสงไฟ บ้านเรือน อาคารในเมืองนาซาเร็ธ ณ ปี 2019 ถือว่าเจริญรุ่งเรือง เป็นเมืองที่อยู่บนภูเขา  ผมพยายามจินตนาการถึงช่วงเวลาที่พระเยซูดำเนินอยู่บริเวณนี้  พระองค์จะทำอะไรบ้าง โดยเฉพาะในวัยเด็ก ซึ่งพระคัมภีร์ไม่ได้บันทึกรายนละเอียดไว้  นับตั้งแต่ทูตสวรรค์แจ้งข่าวแก่เซฟและมารีย์ในขณะที่ต้องหนีไปอยู่ในอียิปต์ว่าเฮโรดผู้แสวงหาชีวิตพระกุมารนั้นตายแล้ว จากนั้นโยเซฟจึงพาพระกุมารไปอาศัยอยู่ที่นาซาเร็ธ ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามแผนการณ์ของพระเจ้า (มัทธิว 2.19-23) เชื่อว่าพระเยซูอาศัยที่นี่จนถึงวัยหนุ่มเลยทีเดียว

มัทธิวบันทึกว่า...ไป​อาศัย​ใน​เมือง​หนึ่ง​ชื่อ​นาซาเร็ธ เพื่อ​จะ​สำเร็จ​ตาม​พระ​วจนะ ซึ่ง​ตรัส​โดย​ผู้เผย​พระ​วจนะ​ว่า เขา​จะ​เรียก​ท่าน​ว่า ชาว​นาซาเร็ธ - Matthew 2:23

             เท่าที่ได้สูดอากาศ เยี่ยมชม เดินไปท่ามกลางเมืองที่ได้ชื่อว่า นาซาเร็ธ แม้ไม่มีโอกาสลงพื้นที่แบบละเอียดตามเป้าหมายเดิมของคณะทัวร์ แต่เพียงเท่านี้ แม้แค่เศษส่วนหนึ่งของชีวิตที่ได้สัมผัส ล้วนเป็นประสบการณ์ที่ซาบซึ้งถึงความรู้สึกภายในอย่างที่สุดแล้ว  จากที่ก่อนจะเดินทางมาร่วมคณะ แทบจะเป็นไปไม่ได้ ที่จะมาในครึ้งนี้  เคยเขียนข้อความไปถึงผู้นำจัดทัวร์ของแบ๊บติสต์ คือ อาจารย์พงษ์ศักดิ์ อังศ์ธราธร ว่าอาจจะขอถอนตัว เพราะไม่แน่ใจจะเก็บเงินได้พอหรือไม่ แต่ท่านให้กำลังใจและยืนยันว่าเป็นโอกาสแห่งพระพร จึงอยากให้พยายามและรอเวลาของพระเจ้า... สุดท้ายก็ได้มาถึงที่นี่ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดไม่ได้ หลังกินอาหารแล้ว มานั่งสนทนากันที่ห้องรับแขกของโรงแรม ได้พูดคุยถึงประสบการณ์ส่วนตัวนี้กับเพื่อนผู้รับใช้และอาจารย์พงษ์ศักดิ์ด้วยความสำนึกในพระคุณอีกครั้ง และยังมีผู้รับใช้ท่านอื่น ๆ ที่แลกเปลี่ยนกันด้วยว่า ท่านเองก็มีสถานการณ์คล้าย ๆ กัน แต่ในที่สุดพระเจ้าเมตตาให้มาเช่นกัน 

ฮาเลลูยาห์ ! ขอบคุณพระเจ้า

พระเยซูคริสต์ ทรงถูกมองข้าม ถูกเย้ยหยันจากสังคม ในฐานะที่เป็นคนในนาซาเร็ธ ที่ไม่อยู่ในสายตาของสังคม จากคำพูดของ นาธานาเอล (อีกชื่อ บาโธโลมิว มัทธิว 10.3)ชายหนุ่มผู้มุ่งมั่นจริงใจ เขาพูดออกมาทันทีหลังจากฟิลิปไปหาเขาและชวนให้มาติดตามพระเยซูว่า “สิ่ง​ดี​อัน​ใด​จะ​มา​จาก​นาซาเร็ธ​ได้​หรือ” - John 1:46

นาธานาเอลคิดไม่ออกว่าจะเป็นไปได้อย่างไร ที่จะมีอาจารย์ดี ๆ จากนาซาเร็ธ เพราะตัวเขาเองก็อยู่ที่นี่มานานก็ไม่เห็นมีอะไร แต่เมื่อเขาพบพระเยซู พระองค์สำแดงให้เขาโดยตรงว่าทรงเป็นพระเจ้าที่ทรงรู้ทรงเห็นทุกสิ่ง เพราะพระองค์บอกได้เลยว่า นาธานาเอล เป็นคนอิสราเอลแท้ ที่ไม่มีอุบาย และก่อนจะมาพบพระองค์เขาได้คุยกับฟิลิปใต้ต้นมะเดื่อ เพียงแค่นี้ นาธานาเอล ไม่ได้เอ่ยถึงความคิดของตนเองที่ปรามาสก่อนหน้านั้นว่า จะมีอะไรดีจากนาซาเร็ธได้ เขากลับยอมรับและถวายตัวเป็นลูกศิษย์พระเยซูทันที พร้อมทั้งยกย่องพระองค์ในฐานะ พระบุตรของพระเจ้า และกษัตริย์ของอิสราเอล (ยอห์น 1.49)

            ประสบการณ์ชีวิตของผู้รับใช้หลายท่านคงคล้าย ๆ กัน  ส่วนใหญ่ที่รู้จักมักมาจากพื้นฐานความยากลำบาก จากหมู่บ้านที่ห่างไกล แต่เมื่อรับการทรงเรียกจากพระเจ้า ชีวิตจึงรับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างอัศจรรย์  ผมเองเป็นคนหนึ่งในนั้น  เป็นชาวไร่ ชาวนา จากบ้านนอกคอกนา (พระเยซู ก็เป็น ชาวนา...ซาเร็ธ) เมื่อได้มาเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าผู้ใหญ่ยิ่งสูงสุดโดยพระคุณอันประเสริฐ  มีโอกาสดีมาถึงชีวิตมากมาย เศษดินกลายเป็นสิ่งมีค่า เมื่อมาอยู่ในพระหัตถ์พระเยซู จึงกล่าวได้ว่าทุกสิ่งที่มีที่เป็น ล้วนมาจากพระเจ้าทั้งสิ้น และไม่มีสิ่งใดที่จะทดแทนพระคุณได้ จึงขอทุ่มเทชีวิต จิตใจ เพื่อรับใช้พระองค์โดยประกาศความจริงของพระเยซูคริสต์ให้ทุกคนได้รู้และเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในแผ่นดินของพระเจ้าต่อไป

ปัจจุบันอาจมีบางคนยังเย้ยหยันว่า พระเยซูเป็นใคร ทำไมต้องยอมเป็นผู้รับใช้ ทำไมไม่ทำงานอย่างที่คนในสังคมเขาทำ ทำไมต้องเชื่อ (หรือบางคนอาจบอกว่างมงาย) ทำไมอะไร ๆ ก็พูดถึงแต่พระเจ้า  แน่นอนผมไม่อาจมีคำตอบที่สมบูรณ์พร้อม แต่สิ่งที่ผมมั่นใจคือ ถ้าไม่ใช่เพราะพระเยซูชาวนาซาเร็ธที่ช่วยผมไว้ คงไม่มีโอกาสอย่างในวันนี้แน่นอน 

ดังนั้นขอพูดอย่างที่ฟิลิปตอบนาธานาเอลว่า  “มาดูเถิด” (Come and see)

 

เชิญมาดูสิครับ แล้วคุณจะเห็นว่าพระเยซูคือใคร !

คุณจะพบสิ่งดีจากนาซาเร็ธ และสิ่งดีนั้นจะเกิดในชีวิตคุณได้



08 กรกฎาคม 2564

Caesarea : ซีซารียา เมืองท่าแห่งเมดิเตอร์เรเนียน โดย บัณฑิต ดาแว่น

 

คิดอย่างบัณฑิต

ข้อคิดจากอิสราเอล

Caesarea : ซีซารียา  เมืองท่าแห่งเมดิเตอร์เรเนียน

โดย บัณฑิต ดาแว่น

ก่อนเดินทางกลับจากการเดินตามรอยพระคัมภีร์ที่อิสราเอลร่วมกับคณะผู้นำคริสตจักรแบ๊บติสต์ 4-10 พฤษภาคม 2019  ผู้นำทัวร์นำพวกเราไปรับประทานอาหารในภัตตาคารที่สวยงามระดับตำนาน  ทั้งยังเป็นการย้อนประวัติศาสตร์ คือ เมืองซีซารียา(Caesarea) ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean) หรือที่เรียกอีกชื่อว่า ทะเลใหญ่  ถือว่าเป็นอาหารมื้อพิเศษที่ประทับใจมาก ๆ หลังจากเดินทางเหน็ดเหนื่อยจากการไปเยือนหลายพื้นที่  อาหารที่นี่เป็นแบบเมดิเตอร์เรเนียน คือ การผสมผสานระหว่างตะวันออกกลางและโรมัน เป็นเมืองท่าที่สวยงาม ถูกสร้างขึ้นมาอย่างตระการตาโดยกษัตริย์เฮโรดผู้ยิ่งใหญ่ (ก.ค.ศ. 30-4)ตั้งใจสร้างเมืองนี้เป็นราชวังของพระองค์ และเพื่อเป็นเกียรติแด่ออกัสตัส ซีซาร์ จักรพรรดิแห่งโรม ด้วยเหตุนั้นชื่อ ซีซารียา จึงมาจาก ซีซาร์ นั่นเอง 

ผมใช้เวลาเก็บความทรงจำด้วยภาพไปรอบ ๆ ที่ประกอบด้วย โคโลเซี่ยม สนามกีฬาและโรงมโหรสพขนาดความจุ 4,000 คน  ราชวังเฮโรด ห้องอาบน้ำ บ้านพักรับรองผู้นำจากโรม และท่าเรือ ซึ่งถูกสร้างขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในรูปแบบของชาวโรมัน หรือนักวิชาการบางคนเรียกว่า สไตน์ไบแซนไทน์ (Byzantine)  เมืองซีซารียามีความเป็นมาที่ยาวนาน ผ่านการครอบครองจากกลุ่มคนหลายยุคสมัย ก่อนจะตกมาอยู่ใต้อำนาจของจักรวรรดิโรมัน และใช้เป็นศูนย์ราชการในการปกครองอาณาจักรยูดาห์  โดยแต่งตั้งกษัตริย์ของคนยิวและมีผู้ว่าราชการจากโรมผลัดเปลี่ยนกันมาปกครอง

            ซีซารียา สถานที่แห่งนี้ มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ เช่น กษัตริย์เฮโรดมหาราช ( Herod the Great)ซึ่งเป็นผู้สร้างพระวิหารหลังที่สองที่เยรูซาเล็มเพื่อเอาใจคนยิว และสร้างเมืองซีซารียาเพื่อเอาใจจักรพรรดิโรมัน  เขาเป็นผู้สั่งให้ประหารทารกชายตั้งแต่ 2 ขวบลงมา หลังจากผิดหวังกับเหล่าโหราจารย์ที่ไม่ยอมกลับมาบอกกว่า พระกุมารที่เกิดมาเพื่อเป็นกษัตริย์ของยิวนั้นอยู่ที่ไหน เพราะพวกเขารู้ว่าเป็นแผนการณ์ร้ายของเฮโรด หลังจากสิ้นสมัยเฮโรดมหาราชแล้ว ยังมีรุ่นหลานที่ขึ้นมาครอบครองอาณาจักรยูดาห์ต่อมา  ซึ่งล้วนแต่เป็นกษัตริย์ที่โหดเหี้ยมและพยายามเอาใจทั้งคนยิวและโรมันเพื่อผลประโยชน์ของตนเองเรื่อยมา 

เฮโรด อันทิพาส คือ ผู้สั่งตัดศรีษะยอห์นผู้ให้บัพติศมา(มัทธิว 14.3.12) และได้ไต่สวนพระเยซูด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าพระองค์เป็นใคร (ลูกา 23.6-12)

เฮโรด อากริปาที่ 1 ผู้สั่งประหารอัครทูตยากอบ (มัทธิว 4.21)เพื่อหวังจะยุติข่าวการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซู สุดท้ายก็ต้องตายอย่างอนาจเมื่อเกิดความเย่อหยิ่งจนสำคัญว่าตนเองเป็นเทพเจ้า (กิจการ 12)  ส่วนเฮโรด อากริปาที่ 2 ลูกคนสุดท้ายของพระนางเฮโรเดียส เป็นผู้มีส่วนแสวงหาประโยชน์จากกรณีการถูกล่าวหาจากผู้นำศาสนาของชาวยิว นอกจากนั้นยังเป็นผู้ที่เอาน้องสาวต่างมารดามาเป็นภรรยา(เบอร์นิส)ซึ่งเป็นที่ครหาของผู้คนในเวลานั้นแต่เขาก็ไม่สนใจ

            กล่าวถึง ออกัสตัส ซีซาร์ (ก.ค.ศ. 63- ค.ศ.14) เป็นผู้ที่ประกาศกฤษฎีกาให้ประชาชนทั่วแผ่นดินต้องไปจดทะเบียนสำมโนครัวยังบ้านเกิดเมืองนอน นั่นคือส่วนหนึ่งที่เป็นเหตุให้โยเซฟและมารีย์ที่กำลังท้องแก่ต้องเดินทางจากนาซาเร็ธลงมายังยูเดียและได้มาคลอดพระกุมารเยซูที่บ้านเบธเลเฮมตามที่พระคัมภีร์บันทึกไว้ (ลูกา 1.1-7) ออกัสตัส ถือว่าเป็นผู้เริ่มต้นตั้งตนเองว่า “ซีซาร์” โดยให้ผู้คนยกย่องว่า “ซีซาร์จงเจริญ” จึงกลายเป็นที่มาของตำแหน่ง ซีซาร์แห่งจักรวรรดิโรมต่อมา

            เรื่องราวเมืองซีซารียา ที่ปรากฏในพระคัมภีร์เกี่ยวกับชีวิตอัครทูตเปโตร ตามที่นายแพทย์ลูกา บันทึกไว้ในกิจการบทที่ 10 ช่วยให้เราได้รู้จักนายทหารของโรมคนหนึ่ง คือ นายร้อย โครเนลิอัส ซึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองซีซารียา ท่านผู้มีความศรัทธาในพระเจ้าของคนยิวคอยให้การสนับสนุนช่วยเหลือประชาชนในยูเดียและเฝ้าอธิษฐานอยู่เสมอ พระเจ้าส่งทูตสวรรค์มาแจ้งให้ท่านทราบว่าทรงได้ยินคำอธิษฐานของท่านแล้วและสั่งให้ไปหาคนที่ชื่อเปโตร  เราไม่รู้ว่านายร้อยโครเนลิอัสอธิษฐานว่าอย่างไร แต่สิ่งที่พบคือพระเจ้าทรงสำแดงแก่เปโตรขณะที่พักอยู่ที่เมืองยัพฟา ซึ่งอยู่แถบชายทะเลเมดิเตอร์เรเนียนถัดซีซารียาไปทางเหนือ 48 กิโลเมตรคือประมาณ 1-2 วันเดินเท้า พระเจ้าให้เปโตรติดตามคนที่โครเนลิอัสใช้ให้ไปหา ทั้ง ๆ ที่ก่อนนั้นเปโตรไม่เข้าใจเรื่องที่พระเจ้าสำแดง คือ ในนิมิตที่สั่งให้เปโตรกินเนื้อสัตว์ที่ชาวยิวถือว่าเป็นมลทิน แต่ด้วยรับสั่งถึงสามครั้งจึงไม่อาจปฏิเสธได้ จนกระทั่งมีคนมาเรียก เปโตรจึงเริ่มเข้าใจ และเมื่อไปถึงบ้านโครเนลิอัสที่รออยู่ทั้งครอบครัวพร้อมทั้งเพื่อนๆ ญาติพี่น้องและคนงานของเขา เปโตรได้อธิบายถึงความจริงเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ที่ตายเพื่อเป็นค่าไถ่บาปแก่มวลมนุษย์และทรงเป็นขึ้นจากความตาย ระหว่างนั้นพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาท่ามกลางเขาทั้งหลายแสดงว่าได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งในพระเยซูแล้ว  จากเหตุการณ์นี้ทำให้เปโตรเข้าใจถึงการสำแดงเกี่ยวกับสัตว์ที่ถือว่าเป็นมลทินนั้น คือเพื่อให้เขาประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูต่อคนต่างชาติซึ่งต่อจากนี้พระเจ้าถือว่าไม่มีอะไรเป็นมลทินแล้วหากเขาได้มาเชื่อ

อาจารย์เปาโล ถูกจับและถูกส่งตัวมากักขังที่ซีซารียาถึง 2 ปี คือประมาณปี ค.ศ. 60-62 (กิจการ 24.27)ก่อนที่จะถูกส่งไปยังโรมตามการถวายฎีกาถึงซีซาร์  ระหว่างที่รอการส่งตัวเปาโลถูกสอบสวนหลายรอบ ผู้นำศาสนายิวส่งทนายไปฟ้องต่อหน้าผู้ว่าการเฟลิกส์ (กิจการ 24.1-9) และพบว่าไม่มีมูลความจริง แต่เฟลิกส์ยังปล่อยเปาโลไว้ในคุกจนพ้นวาระ และผู้ว่าเฟสทัส (กิจการ 25) มาแทนก็ยังไม่สามารถตัดสินใจได้ เพราะยังต้องการเอาใจพวกยิวในฐานะที่มารับตำแหน่งใหม่ เปาโลยังต้องให้การต่อหน้ากษัตริย์เฮโรด อากริปาที่ 2 ซึ่งเดินทางมาเพื่อต้อนรับผู้ว่าคนใหม่ด้วย (กิจการ 26) แต่สุดท้ายก็ถูกส่งไปยังโรมตามฎีกา เพราะตามกฎหมายโรมันถือว่าเมื่อมีการถวายฎีกาถึงซีซาร์แล้ว ทางการยูเดียและผู้ว่าการจากโรมก็ไม่สามารถตัดสินคดีได้ ต้องส่งไปถึงซีซาร์เท่านั้น

            ผู้นำทัวร์นำเราไปยังโรงละครที่สร้างตามระดับของภูเขาทำเป็นชั้นอัฒจันทร์อย่างสวยงามและแข็งแกร่ง กล่าวว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของชนชั้นสูงของโรมที่มาราชการที่ยูเดียและผู้ปกครองของคนยิวที่มาเสวยสุขที่นี่ นอกจากนั้นยังเป็นสถานที่บันเทิงเริงรมย์ ใช้เป็นที่ต่อสู้ระหว่างคนกับสิงโต คริสเตียนหลายคนถูกจับและให้มาเป็นเหยื่อสิงโต  โรงละครแห่งนี้ยังได้รับการบูรณะและใช้เป็นที่จัดกิจกรรมของศิลปินและงานแสดงต่าง ๆ มาจนถึงทุกวันนี้  ผมและคณะมีโอกาสนั่งที่นี่และซึมซับบรรยากาศจากอดีต โดยมีบางท่านออกไปเล่าประสบการณ์ชีวิต  จากนั้นคณะทัวร์ได้มอบเกียรติบัตรการมาเยือนอิสราเอลให้แก่พวกเราเป็นที่ระลึกด้วย

            เมืองท่าซีซารียา  นำมาซึ่งความประทับใจ ทั้งอาหารที่อร่อย บรรยากาศที่สวยงาม ท้องทะเลที่สดใส  ยังจะจำฝังใจไปตราบนานเท่านาน



01 กรกฎาคม 2564

Dan Springs: ธารน้ำพุเมืองดาน โดย บัณฑิต ดาแว่น


คิดอย่างบัณฑิต

ข้อคิดจากอิสราเอล


Dan Springs: ธารน้ำพุเมืองดาน 

โดย บัณฑิต  ดาแว่น 

การเดินทางตามรอยพระคัมภีร์ที่อิสราเอลของคณะผู้รับใช้พระเจ้า 110 คน จากสหคริสตจักรแบ๊บติสต์ในประเทศไทย เมื่อ 4-10 พฤษภาคม 2019  เริ่มต้นจากใต้สุดถึงเหนือสุด คือ เบเออร์เชบาถึงดาน ช่วยให้ผมมีประสบการณ์พิเศษสุด  ได้รับทั้งความรู้ความเข้าใจ และความซาบซึ้งเรื่องราวจากพระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์แบบ Exclusive จากที่อ่านพระคัมภีร์มายาวนานผ่านตัวอักษรและจินตนาการ แต่ครั้งนี้ได้ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส  ทำให้เข้าถึง เข้าใจ มากยิ่งขึ้น  ด้วยกลิ่นอายของอารยธรรมที่พระเจ้าใช้คนยิวให้รู้รักษาไว้อย่างเที่ยงตรง อีกทั้งธรรมชาติที่พระเจ้าสร้างในบริเวณประเทศอิสราเอลนั้นเหมาะสมที่จะสำแดงความจริงของพระเจ้าอย่างยิ่ง  สภาพอากาศ ก้อนหิน ต้นไม้ ภูมิประเทศ เอื้อต่อการดำรงอยู่ของร่องรอยประวัติศาสตร์อย่างอัศจรรย์ พระเจ้าทรงเลือกสรรทั้งคน สถานที่ และเรื่องราว เพื่อถ่ายทอดพระประสงค์มายังคนยุคปัจจุบัน และสืบไป (ลองคิดดูหากเลือกคน และประเทศที่ชอบทำลายธรรมชาติ ไม่สนประวัติศาสตร์ คงไม่เหลือเรื่องราวที่ควรจะเป็นแน่แท้) ต้องขอขอบคุณชาวยิวที่รับผิดชอบต่อการทรงเลือกของพระเจ้าอย่างเคร่งครัด  พวกเขายังสามารถนับเชื้อสายย้อนกลับไปจนถึงต้นตระกูลของตนเองได้  พวกเขายังรักษาคำสอน เรื่องราว พระบัญญัติตามที่พระเจ้าบัญชาสมัยบรรพบุรุษจนถึงปัจจุบัน  พวกเขายังรื้อฟื้นภาษาฮีบรูที่เกือบจะสูญหายเพราะถูกข่มแหงให้กระจัดกระจายไปทั่วโลกกลับคืนมาเป็นภาษาที่มีชีวิตและเป็นภาษาราชการในทุกวันนี้ได้  ถึงแม้บ้านเมืองจะเคยล่มสลายกลายเป็นเมืองขึ้นของหลายอาณาจักรนับพันปี แต่กลับมาเป็นประเทศอิสราเอลยุคใหม่ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1948 เป็นต้นมาอย่างเกินความคาดคิดของประชาชาติ มิใช่แค่เป็นประเทศ แต่ยังเป็นประเทศต้นแบบในหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเทคโนโลยีด้านการเกษตร จากภูมิประเทศที่แห้งแล้ง เป็นทะเลทราย กลับกลายเป็นประเทศที่มีผลิตผลทางการเกษตรที่เป็นอันดับต้นของโลก ระบบชลประทานที่หลายชาติต้องไปดูงาน  แม้แต่แรงงานไทยยังต้องไปรับจ้างทำงานด้านการเกษตรที่อิสราเอลสี่ห้าหมื่นคน (หากไม่มีโควิด-19 อาจจะมีถึงหนึ่งแสนคนตามที่กระทรวงแรงงานตั้งเป้าไว้ในปี ค.ศ. 2021)

เมืองดาน (Tel Dan)  บริเวณที่คณะเราไปเป็นอุทยานแห่งชาติตั้งอยู่ทางเหนือของอิสราเอลติดกับเลบานอน เหตุที่ตั้งชื่อว่าเมืองดาน เพราะคนเผ่าดานเป็นผู้ยึดครองดินแดนนี้ได้ (ผวฉ.18.29)  “ดาน” (Tribe of Dan) ภาษาฮีบรู ( דָּן ) หมายถึง “ผู้พิพากษา”  เป็นชื่อของต้นตระกูลของเผ่าดาน หนึ่งในพี่น้อง 12 คน ซึ่งเป็นลูก ๆ ของยาโคบ ผู้เป็นต้นตระกูลของอิสราเอล  ดาน เป็นลูกคนที่ห้า เกิดจากนางบิลฮาห์ สาวใช้ของราเชลที่ยกเธอให้ยาโคบเพื่อจะได้ลูก (ปฐก.30.6-7) (ถือเป็นการแข่งกับเลอาห์พี่สาวของเธอ อ่านเรื่องราวของยาโคบในปฐมกาลบทที่ 29-34)   ดาน ทำหน้าที่เป็นทนายให้แก่ชนชาติอิสราเอล (ปฐก.49-16-17)

รถทัวร์สองคันของคณะเราเข้าไปจอดที่นัดพบตามการนำของมัคคุเทศก์  สิ่งแรกที่แทบทุกคนทำก่อนอื่นใดคือ กรูกันไปเข้าห้องน้ำ เพราะเตรียมตัวเดินขึ้นเขา เข้าไปในอุทยานที่เป็นป่า เมื่อไปถึงทางเดินเข้าอุทยาน สิ่งที่ทำให้พวกเราต่างตะลึงคือ คือเสียงน้ำไหลหลากดังครืน ๆ กระทบก้อนหินในร่องน้ำ อย่างกับหลังฝนฟ้าคะนองแล้วน้ำป่าหลากมา  นี่เป็นเวลาปกติไม่มีฝน แต่เสียงน้ำดังแรงจริง ๆ  มัคคุเทศก์อธิบายว่า นี่คือดินแดนของเผ่าดานแห่งอิสราเอล บริเวณชายเขาเฮอร์โมน ที่มีความสูง 2,236 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นภูเขาสูงสุดในอิสราเอล  เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำจอร์แดนที่ไหลลงสู่ทะสาบน้ำจืดกาลิลี (Galilee lake) และจากนั้นไหลไปสู่ทะเลตาย (Dead Sea) ที่ผมเขียนถึงทั้งสองทะเลมาแล้ว 

 (ติดตามอ่านล่องเรือที่กาลิลี https://bandhit.blogspot.com/2020/05/take-galilees-boat-with-jesus.html  และ ทะเลตายhttps://bandhit.blogspot.com/2021/05/dead-sea.html )

ความเย็นชื่นฉ่ำของน้ำที่ไหลอย่างแรงนั้นทำให้ความรู้สึกสดชื่นเข้าไปถึงข้างในหัวใจ เป็นเหมือนพรจากฟากฟ้าที่หลั่งลงมาสู่ชีวิต  น้ำที่ใสไหลแรงละอองกระเซ็นมาถึงหน้าเลยทีเดียว  ผมสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ สักพักแล้วเดินไปตามลำธารที่คดเคี้ยวพร้อมชมความงามของธรรมชาติแห่งการทรงสร้าง  ถ่ายรูปต้นไม้พื้นเมืองที่มีอยู่ทั่วไป เช่น ต้นมะเดื่อ  ต้นมะกอกเทศ ต้นไฝ่ และนานาพรรณ

ที่น่าทึ่งคือ สายน้ำที่ใสเย็นและไหลแรงลงมานั้น เกิดจากการละลายของหิมะ และน้ำค้างจากเบื้องบนที่พระเจ้าประทานให้ ผสมกับน้ำฝนอีกเล็กน้อยต่อปี  ด้วยเหตุนั้นต้นน้ำลำธารแห่งนี้นี้เกิดจากสายน้ำที่พลุ่งขึ้นมาจากใต้ดิน สังเกตว่าที่ผ่านมาจากภาคใต้ถึงตอนเหนือระหว่างทางเรามองไปเห็นแต่ทะเลทราย แต่พอมาถึงบริเวณนี้กลับมีความชุ่มฉ่ำและผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะได้รับการหล่อเลี้ยงจากน้ำค้างแห่งภูเขาเฮอร์โมนนั่นเอง

พระคัมภีร์บรรยายถึงความงดงามและพระพรที่พระเจ้าประทานแก่มวลมนุษย์ผ่านทางสัญลักษณ์ของภูเขาเฮอร์โมนไว้ว่า

ดู​เถิด ซึ่ง​พี่​น้อง​อาศัย​อยู่​ด้วย​กัน​เป็น​น้ำ​หนึ่ง​ใจ​เดียว​กัน ​ก็​เป็น​การ​ดี และ​น่า​ชื่น​ใจ​มาก​สัก​เท่าใด

เหมือน​น้ำ​มัน​ประเสริฐ​อยู่​บน​ศีรษะ​ไหล​อาบ​ลง​มา​บน​หนวด​เครา บน​หนวด​เครา​ของ​อา​โรน ไหล​อาบ​ลง​มา​บน​คอ​เสื้อ​ของ​ท่าน เหมือน​น้ำค้าง​ของ​ภูเขา​เฮอร์​โมน ซึ่ง​ตก​ลง​บน​เทือกเขาศิ​โยน เพราะ​ว่า​พระ​เจ้า​ทรง​บังคับ​บัญชา​พระ​พร​ที่​นั่น คือ​ชีวิต​จำเริญ​เป็น​นิตย์​ (สดุดี 133.1-3 บทเพลงใช้แห่ขึ้นของดาวิด)

           

            เหตุที่น้ำพุพลุ่งขึ้นมาจนกลายเป็นลำธารที่หล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนอย่างอัศจรรย์นั้น สภาพของภูมิประเทศเอื้อให้เกิดขึ้นคือ ลักษณะของก้อนหินที่อยู่บริเวณภูเขาเฮอร์โมนนั้นเป็นหินทรายที่มีรูพรุนอยู่ทั่วไป เป็นลักษณะของหินภูเขาไฟที่มีรูพรุนซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ทำให้เป็นแหล่งเก็บน้ำใต้ดินอย่างดี เมื่อน้ำค้างหลั่งลงมา หิมะละลายกลายเป็นน้ำไหลลงไปในภูเขาเขาก็จะถูกเก็บกักไว้ในหินดังกล่าว และไหลทะลักลงมาที่ต่ำตามลำดับจนกลายเป็นแม่น้ำจอร์แดน  ชนชาติอิสราเอลได้นำเอาเทคโนโลยีการเก็บน้ำใต้ดินตามรูปแบบที่พระเจ้าสร้างไว้ไปปรับใช้และนำน้ำขึ้นมาใช้ในยามที่ต้องการในหลายพื้นที่  (มีบางคนในไทยประยุกต์แนวคิดนี้โดยขุดหลุมลงไปและนำขวดน้ำ ก้อนหิน และยางรถยนต์เก่าลงไปในหลุมเพื่อให้น้ำไหลลงไปเก็บไว้ใต้ดินและเจาะเป็นบาดาลขึ้นมาใช้ได้)

            มัคคุเทศก์นำเราขึ้นไปถึงความสูงของยอดเขาในระดับหนึ่ง ซึ่งเขาบรรยายว่าเป็นสนามรบของอิสราเอลและคู่ต่อสู้  ยังมองเห็นร่องรอยการขุดหลุมเพาะที่ทำเป็นบังเกอร์ของทหาร และยังชี้จากหน้าผาที่พวกเรายืนอยู่ไปถึงยอดภูเขาเฮอร์โมนที่อยู่ไกล ๆ ให้ดู ว่านั่นคือแหล่งแห่งพระพรของชนชาติอิสราเอล  ผมยังไม่พลาดที่จะเก็บก้อนหินที่มีรูพรุนแหล่งเก็บน้ำในภูเขาเฮอร์โมนมาด้วย เพื่อย้ำเตือนเสมอว่า พระเจ้าสามารถดูแลชีวิตและประทานน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตให้ชื่นฉ่ำท่ามกลางความแห้งแล้งที่อยู่รอบ ๆ ได้  เพราะทรงเป็น น้ำแห่งชีวิตและหากใครได้ดื่มกินจากท่านจะดับกระหายและได้ชีวิตที่ครบบริบูรณ์ตามที่พระเยซูยืนยันว่า

...​ผู้​ที่​ดื่ม​น้ำ​ซึ่ง​เรา​จะ​ให้แก่​เขา​นั้น จะ​ไม่​กระหาย​อีก​เลย น้ำ​ซึ่ง​เรา​จะ​ให้​เขา​นั้น จะ​บังเกิด​เป็น​บ่อ​น้ำพุ​ใน​ตัว​เขา​พลุ่ง​ขึ้น​ถึง​ชีวิต​นิรันดร์” - John 4:14

 

และพระเจ้ายังเชิญชวนให้ผู้กระหายได้เขามารับน้ำแห่งชีวิตนี้โดยทางพระเยซูคริสต์  ท่านยอห์นบันทึกตามนิมิตที่เห็นว่า

​            พระ​วิญญาณ​และ​เจ้าสาว​ตรัส​ว่า “เชิญ​มา​เถิด” และ​ให้​ผู้​ที่​ได้​ยิน​คำ​กล่าว​ว่า “เชิญ​มา​เถิด” และ​ให้​ผู้​ที่​กระหาย​เข้า​มา ผู้ใด​มี​ใจ​ปรารถนา ​ก็​ให้​ผู้​นั้น​มา​รับ​น้ำ​แห่ง​ชีวิต โดย​ไม่​ต้อง​เสีย​อะไร​เลย – Revelation 22:17

นอกจากเรื่องราวแห่งพระพรจากน้ำพุแห่งเมืองดานแล้ว ยังมีเรื่องที่เป็นอุทาหรณ์ที่ชนชาติอิสราเอลได้หลงผิดไปจากทางของพระเจ้า โดยทำรูปเคารพขึ้นมาและกราบไหว้บูชารูปนั้นแทนพระเจ้า  กล่าวคือ ชนชาติอิสราเอลมีการแตกแยกกันออกเป็นอาณาจักรฝ่ายใต้และฝ่ายเหนือ คือหลังจากสิ้นสมัยของกษัตริย์ซาโลมอนผู้มั่งคั่งและประกอบด้วยสติปัญญา  เรโหโบอัม ลูกของพระองค์กลับไม่ดำเนินตามทางของพระเจ้า เมื่อขึ้นครองราชย์ (ก่อน ค.ศ. 930) ก็ขุดรีดภาษีจากประชาชนจนเกิดการต่อต้านและนายทหารที่ชื่อเยโรโบอัม นำ 10 เผ่าแยกตัวออกไปตั้งเป็นอาณาจักรอิสราเอลมีกรุงสะมาเรียเป็นเมืองหลวง ส่วนที่เหลือ 2 เผ่า คือยูดาห์และเบนยามินอยู่กับเรโหโบอัมอาณาจักรยูดาห์ฝ่ายใต้ยังใช้เยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวง(1 พกษ.12 -2 พกษ.25)  ทั้งสองอาณาจักรต่อสู้กันเองอยู่เนือง ๆ นับร้อยปี จนกระทั่งฝ่ายเหนือถูกโจมตีจากอาณาจักรอัสซีเรียจนล่มสลายในปี ก่อน ค.ศ. 720 และฝ่ายใต้ถูกปราบโดยอาณาจักรบาบิโลนปี ก่อน ค.ศ. 582 และดำรงอยู่ในฐานะหัวเมืองขึ้นสืบทอดมาหลายอาณาจักร เช่น บาบิโลน เปอร์เซีย กรีกและโรม

โดยภาพรวมอาณาจักรฝ่ายเหนือล้วนมีกษัตริย์ที่ออกจากทางของพระเจ้าและนำประชากรไหว้รูปเคารพ  โดยเหตุผลทางการเมืองและผลประโยชน์ต่าง ๆ  พวกเขาสร้างแท่นบูชา(รูปเคารพเป็นวัวทองคำ)ไว้ที่เมืองดาน เพื่อกันไม่ให้ประชาชนลงมาร่วมกับอาณาจักรยูดาห์ในการนมัสการพระเจ้าที่ภูเขาพระวิหารในเยรูซาเล็ม และยังสร้างอีกแห่งไว้ในสะมาเรีย เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการนมัสการตามรูปแบบของการกราบไหว้รูปเคารพของต่างชาติ (1 พกษ.12.29) สังเกตจากช่วงที่พระเยซูสนทนากับหญิงชาวสะมาเรียในยอห์นบทที่ 4 จะพบว่า อาณาจักรฝ่ายเหนือจะนมัสการที่สะมาเรีย ส่วนฝ่ายใต้ที่เยรูซาเล็ม ในที่สุดพระเยซูให้ความจริงว่าไม่ใช่ที่ใดที่หนึ่งอีกต่อไปแต่จะมีการนมัสการพระเจ้าที่แท้จริงด้วยจิตวิญญาณและความจริง

​            พระ​เยซู​ตรัส​กับ​นาง​ว่า “หญิง​เอ๋ย เชื่อ​เรา​เถิด คง​มี​วัน​หนึ่ง​ที่​พวก​เจ้า​จะ​มิได้​ไหว้​นมัสการ​พระ​บิดา เฉพาะที่​ภูเขา​นี้​หรือ​ที่​เยรูซาเล็ม​... แต่​วาระ​นั้น​ใกล้​เข้า​มา​แล้ว และ​บัดนี้​ก็​ถึง​แล้ว คือ​เมื่อ​ผู้​ที่​นมัสการ​อย่าง​ถูกต้อง​จะ​นมัสการ​พระ​บิดา ด้วย​จิต​วิญญาณ​และ​ความ​จริง เพราะ​ว่า​พระ​บิดา​ทรง​แสวงหา​คน​เช่นนั้น​นมัสการ​พระ​องค์​ ​พระ​เจ้า​ทรง​เป็น​พระ​วิญญาณ และ​ผู้​ที่​นมัสการ​พระ​องค์ ต้อง​นมัสการ​ด้วย​จิต​วิญญาณ​และ​ความ​จริง” - John 4:21-24

ซากปรักหักพังของแท่นบูชารูปวัวทองคำที่สร้างมาตั้งแต่สมัยกษัตริย์เยโรโบอัมผู้นำอาณาฝ่ายเหนือยังมีสภาพหลงเหลือให้เห็นเป็นอุทาหรณ์เตือนใจเราจนทุกวันนี้  ตราบใดที่มนุษย์ไม่เชื่อฟังพระเจ้า แม้ดูเหมือนเขาจะมีอำนาจ มีกองทัพที่แข็งแกร่ง มีกลอุบายในการนำประชากรให้ทำตามมากน้อยเพียงใดก็ตาม สุดท้ายก็พบว่าอาณาจักรเช่นนั้นไม่มีวันยั่งยืนอยู่ได้  พระคัมภีร์บันทึกให้เห็นภาพว่ากษัตริย์ฝ่ายเหนือนั้นล้วนแต่ชั่วร้ายและนำพาประชาชนหลงจากทางของพระเจ้าทั้งสิ้น และพระคัมภีร์มักจะยกตัวอย่างว่า กษัตริย์ที่ชั่วร้ายนั้นชั่วร้ายเหมือนเยโรโบอัมสืบทอดเป็นตราบาปต่อเนื่องมา (1 พกษ.15.34) จนกระทั่งล่มสลายไปอย่างไม่มีวันกลับมาดังเดิมได้อีก 

​            พระ​องค์​ทรง​กระทำ​ชั่ว​ใน​สาย​พระ​เนตร​พระ​เจ้า และ​ดำเนิน​ใน​มรรคา​ของ​เย​โร​โบ​อัม และ​ใน​บาป​ซึ่ง​พระ​องค์​ทรง​กระทำ​ให้​อิสราเอล​ทำ​บาป​ด้วย - 1Kings 15:34

 

 ส่วนอาณาจักรฝ่ายใต้นั้น แม้จะมีกษัตริย์บางองค์หลงไปบ้างแต่ยังมีองค์ที่หันกลับมาหาพระเจ้าและดำเนินตามพระบัญญัติโดยพระคัมภีร์มักจะยกตัวอย่างกษัตริย์ดาวิดเป็นต้นแบบในการเชื่อฟัง(1 พกษ.11.33) พระเจ้าทรงรักษาอาณาจักรยูดาห์ไว้เพราะเห็นแก่ดาวิดผู้รับใช้ของพระองค์เสมอ

อย่างไร​ก็​ดี ​พระ​เจ้า​จะ​ไม่​ทรง​ทำลาย​ยูดาห์ เพราะ​ทรง​เห็น​แก่​ดาวิด​ผู้รับ​ใช้​ของ​พระ​องค์ เหตุ​ที่​พระ​องค์​ได้​ตรัส​สัญญา​ว่า จะ​ทรง​ประทาน​ประทีป​แก่​ดาวิด และ​แก่​ราช​โอรส​ของ​พระ​องค์​เป็น​นิตย์ -2 Kings 8:19

 

เดินตามรอยพระคัมภีร์ที่ธารน้ำพุเมืองดาน  มีสัญญาณเตือนใจสองเรื่อง...

หนึ่ง พระเจ้าเป็นแหล่งแห่งชีวิตทรงประทานน้ำพุแห่งชีวิตแม้ในยามที่แห้งแล้งได้ ให้เราไว้ใจและเชื่อในพระองค์ และเข้ามาดื่มด่ำน้ำแห่งชีวิตในพระเยซูคริสต์เพื่อจะดำรงชีวิตอยู่กับพระองค์เสมอไป

เรื่องที่สอง  ทุกครั้งที่คิดออกห่างจากทางพระเจ้าและเข้าไปในทางแห่งรูปเคารพ ก็จะพบกับความสิ้นหวัง  แต่หากยังศรัทธาและสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า แม้สถานการณ์จะยากลำบากแต่ยังมีความหวังอยู่เสมอ 

 

อย่าให้ชีวิตเป็นต้นแบบแห่งความชั่วร้ายอย่างเยโรโบอัม

แต่ให้เป็นต้นแบบแห่งความดีและความเชื่ออย่างดาวิด 

 

ขอให้เดินในทางชอบธรรมของพระเจ้าดีที่สุดครับ เพราะพระคัมภีร์ยืนยันว่า

ความ​สุข​เป็น​ของ​บุคคล ผู้​ไม่​ดำเนิน​ตาม​คำแนะนำ​ของ​คน​อธรรม หรือ​ยืน​อยู่​ใน​ทาง​ของ​คน​บาป หรือ​นั่ง​อยู่​ใน​ที่​นั่ง​ของ​คน​ที่​ชอบ​เยาะ​เย้ย  แต่​ความ​ปีติ​ยินดี​ของ​ผู้​นั้น​อยู่​ใน​พระ​ธรรม​ของ​พระ​เจ้า เขา​ภาวนา​พระ​ธรรม​ของ​พระ​องค์​ทั้ง​กลางวัน​และ​กลางคืน  เขา​เป็น​เช่น​ต้นไม้​ที่​ปลูก​ไว้​ริม​ธาร​น้ำ ซึ่ง​เกิดผล​ตาม​ฤดูกาล และ​ใบ​ก็​ไม่​เหี่ยว​แห้ง การ​ทุก​อย่าง​ซึ่ง​เขา​กระทำ​ก็​จำเริญ​ขึ้น – Psalms 1.1-3