01 มิถุนายน 2562

Hebron:เฮโบรน ที่ฝังคนของพระเจ้า โดย บัณฑิต ดาแว่น


คิดอย่างบัณฑิต...ข้อคิดจากอิสราเอล 

Hebron:เฮโบรน ที่ฝังคนของพระเจ้า

โดย บัณฑิต  ดาแว่น 

การไปเยือนอิสราเอลของคณะผู้นำสหคริสตจักรแบ๊บติสต์ในประเทศไทย เมื่อ 4-10 พฤษภาคม 2019 ไกด์นำคณะของเราเข้าไปยังเมืองเก่าที่ชื่อว่า “เฮโบรน”  รถบัสสองคันยังนำเราเดินตามรอยพระคัมภีร์พร้อมด้วยคำอธิบายอย่างลึกซึ้งของมคุเทศท้องถิ่นเชื้อชาติยิวที่ย้ายมาจากสเปนตามแผนการระดมสรรพกำลังสร้างชาติของอิสราเอล  ผมประทับใจความรู้ ความเข้าใจและวิธีการอธิบายของไกด์ที่ชื่อว่า “เดวิด” คนนี้อย่างยิ่ง แม้จะรู้สึกง่วงและเมารถจากทางที่แสนค้นเคี้ยว “ขึ้นเขาลงเหว” อยู่ตลอดเวลา ที่บอกว่า “ลงเหว” เป็นคำที่อยากจะให้เข้าใจทันทีว่าสภาพภูมิประเทศของอิสราเอลนั้น อยู่บนภูเขาที่สูงต่ำสลับกันไปมาตลอดเส้นทาง รถบัสต้องขึ้นลงและเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาแบบฉวัดเฉวียน คิดว่าน่าจะมากกว่าการขับรถไปอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอนที่เล่าขานกันว่ามีสี่พันกว่าโค้งเป็นสองเท่านะครับ  แม้จะหัวโยกหัวคลอน แต่ยังสนุกกับคำสอนผ่านไกด์และล่ามกิตติมศักดิ์อย่าง ศจ.ดร.ประชา ไทยวัชรามาศ ของพวกเราที่แปลเป็นสำนวนอีสานให้เราตื่นขึ้นมาตั้งใจฟังหลายครั้ง  ผมใส่หูฟังภาษาอังกฤษข้าง และอีกข้างฟังล่ามแปลเป็นไทย  ได้ยินคำว่า “Valley” Valley อยู่บ่อยครั้ง จึงไม่ต้องสงสัยว่ามองไปที่ไหนก็มีแต่ภูเขาและหุบเขาอันเป็นที่ตั้งของเมืองต่างๆตลอดเส้นทาง หลายคนถ่ายรูปและวีดีโอตามข้างทางตามการชี้แนะของไกด์ แต่พอกลับที่พักก็ยังจำไม่ได้ว่าที่ไหนเป็นที่ไหน เพราะดูเหมือนกันไปหมดคือมีภูเขาที่เต็มไปด้วยก้อนหิน เห็นพุ่มมะกอกเทศ สวนองุ่นอยู่เหมือนกันทุกเส้นทาง  ต้องขอชมรถขับรถที่ทำหน้าที่อย่างดีเยี่ยมแม้เขาต้องอดอาหารตามเทศกาล แต่ก็นำเราไปถึงและกลับที่พักอย่างปลอดภัย แม้หลายคนอาจต้องขอใช้บริการถุงใส่อ๊วก (อาเจียน) จากอาการเมารถไปบ้างแต่ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เอาเป็นว่าการเดินทางที่คุ้มค่าคุ้มเวลา คุ้มประสบการณ์กันถ้วนหน้า
ถบัสจอดที่ทางขึ้น ผู้นำทัวร์แนะนำมาตลอดว่าระวังเด็กๆที่ขายของตามลานจอดรถด้วยนะ เพราะอาจจะถูกล้วงกระเป๋าได้ ควรสะพายกระเป๋าไว้ด้านหน้าเสมอเพราะ “หากกระเป๋าอยู่ด้านหลัง เป็นของคนอื่น แต่อยู่ด้านหน้าจึงจะเป็นของเรา” สังเกตดูพวกเด็กๆ เขาก็หาทางเอาตัวรอดและมีวิธีตามขอจากนักท่องเที่ยวอย่างไม่ลดละ แม้ไม่รู้ภาษา แต่ท่าทางก็เข้าใจได้ว่าต้องการเงิน สิ่งของหรืออาหาร ผมประทับใจที่เห็น ศจ.ดร.วินิจ วงศ์สรรเสริญ ขึ้นมาหยิบขนมของท่านที่อยู่บนรถลงไปแจกเด็กเหล่านั้น เมื่อเห็นคนหนึ่งได้อีกหลายคนก็กรูกันเข้ามาขอด้วย เป็นภาพยืนยันถึงหัวใจแห่งการประกาศกับผู้ยากไร้ที่ท่านทำในไทยอย่างต่อเนื่องด้วย
จากนั้นหลายคนหันไปสนใจขอถ่ายรูปกับทหารหญิงชาวยิวที่ยืนเฝ้ายามร่วมกับทหารชาย แม้สถานการณ์บ้านเมืองตึรงเครียดแต่รอยยิ้มและมิตรภาพที่แสดงออกมานั้น ทำให้คณะของเราประทับใจทหารหญิงเหล่านั้นจนลืมความแข็งแกร่งที่เธอกำลังถืออาวุธสงครามไปเลย  ได้รับคำอธิบายว่า คนยิวทุกคนอายุสิบแปดปีบริบูรณ์จะต้องเป็นทหารรับใช้ชาติโดยผู้หญิงสองปีและผู้ชายสามปี ระหว่างการเป็นทหารนั้นพวกเขาจะรับการฝึกฝนและเตรียมชีวิตสำหรับการเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติไปด้วย  ทั้งทางด้านบุคลิกภาพ แนวคิด อุดมการณ์ รวมทั้งการฝึกฝนทางวิชาชีพที่พวกเขาจะทำงานในอนาคต  โดยเฉพาะเรื่องการระดมความคิด การพัฒนาทางเทคโนโลยีใหม่ๆ หลายคนได้ค้นพบจุดหมายของชีวิตจากการเป็นทหารของพวกเขานั่นเอง  ดังนั้น การเป็นทหารของชาวยิวจึงเป็นเรื่องที่จะสร้างชีวิตและสร้างชาติอย่างแท้จริง  ไม่น่ากลัวหรือหาทางหลบหนีอย่างที่บ้านเราเป็นกันอยู่ (เขาว่ากันอย่างนั้น)  จึงไม่แปลกที่ผมสังเกตเห็นนักศึกษาหนุ่มสาวใส่ชุดทหารที่มีสีต่างจากพลทหารเล็กน้อยเดินไปตามสถานที่ต่างๆ ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มอย่างปกติสุข อย่างกับไม่มีสงครามท่ามกลางพวกเขาเลย ทั้งที่วันก่อนหน้าที่คณะของเราเดินทางมาถึงสนามบินเทลอาวีฟ (Tel Aviv) และมีแผนจะไปเมืองเบเออร์เชบาเป็นลำดับแรก ตามแผนจากใต้สุดสู่เหนือสุดของอิสราเอล คือ “จากเบเออร์เชบา ถึง ดาน” แต่ต้องเลี่ยงไปทางอื่นเพราะมีการยิงถล่มในบริเวณฉนวนกาซาในวันนั้นพอดี ข่าวว่ามีคนตายหลายคน จึงขอบคุณพระเจ้าที่พวกเรายังปลอดภัย ในขณะหลายคนในไทยแสดงความเป็นห่วงว่าเราจะเป็นอย่างไร  คุยกันเล่นๆ ว่านี่ถ้าเกิดอะไรขึ้นจริง หมายถึงผู้นำแบ๊บติสต์ไทยทั่วประเทศร้อยกว่าคนเชียวนะครับ... ! แต่พระเจ้ายังเมตตานำพาพวกเราอย่างปลอดภัยในท่ามกลางหุบเขาเงามัจจุราชเสมอ

ตั้งใจจะเล่าเรื่องเมืองเฮโบรน พาวนไปหลายเรื่องเนื่องจากประทับใจมิรู้ลืม นี่วางแผนว่าจะกลับไปเขียนที่ไทยเพราะในขณะนี้ผมยังมีงานรับใช้ในอเมริกาชั่วคราว แต่อดใจไม่ไหว เพราะเวลากินเวลานอน เวลาทำงานมันกลับด้านกันในสมองของผมอยู่ จึงลุกขึ้นมาระบายความในใจในประสบการณ์ที่อิสราเอลกันอีกครั้ง  ยังอยู่ที่เมืองเฮโบรนนะครับ !  ไกด์และล่ามต้องเรียกจากไมค์โครโฟนมาถึงหูฟังของเราอยู่เสมอว่าให้มารวมตัวกันที่ใต้ร่มไม้ก่อน เพื่อฟังคำอธิบายถึงระเบียบและขั้นตอนการเข้าไปในสถานที่สำคัญทางความเชื่อ ที่ขณะนี้มีหลายภาคส่วนที่ร่วมกันใช้และควบคุมอยู่ เช่น คนยิวที่เป็นลัทธิยูดาย และคนยิวลัทธิอื่นๆ รวมทั้งคริสเตียนหลายนิกายที่หลั่งไหลมาชมสถานที่เหล่านี้ด้วย  หลายคนมัวแต่แวะถ่ายรูปนั่นนิดนี่หน่อย บางคนยังรอคิวเข้าห้องน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งไม่รู้เป็นยังไง รถจอดคราใดทำให้อยากเข้าห้องน้ำทุกที...  หลังจากจับปู (ผู้นำ) ใส่กระด้ง ได้แล้วก็ทำตามธรรมเนียมสากลก่อนคือถ่ายรูปหมู่ และก็หมู่ กันอีกหลายๆ ช็อต  อาจารย์อนุชา อาจารย์วินิจ รวมทั้งผู้นำคณะท่องเที่ยวเบธเอลทัวร์ช่วยให้เรามีภาพแห่งประวัติศาสตร์กันทุกแห่งที่ไปถึง  ผมเองก็ได้อานิสงส์จากภาพถ่ายเหล่านั้นมาเก็บไว้เช่นกัน ขอขอบคุณเจ้าของภาพทุกท่านมา ณ ที่นี่ด้วยครับ
สุดท้ายก็เข้าชมวิหารแห่งเมืองเฮโบรน ( Hebron) จนได้  เป็นวิหารใหญ่ตระหง่านตา อยู่ทางตอนใต้ของเยรูซาเล็มประมาณสามสิบสองกิโลเมตร  เล่ากันว่ากษัตริย์เฮโรดผู้ยิ่งใหญ่ได้บัญชาให้สร้างขึ้น สังเกตจากสถาปัตยกรรมที่เป็นแบบเดียวกันกับวิหารทุกแห่งที่เฮโรดสร้างไว้ เพียงแต่จะใหญ่หรือเล็กเท่านั้น แต่รูปแบบเหมือนกันหมด ทั้งวิหารในกรุงเยรูซาเล็มและที่เฮโบรนด้วย คือมีลักษณะทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า และมีโดมทรงโรมันอยู่ส่วนหัวและท้าย  กล่าวกันว่า วิหารที่เฮโบรนนี้สร้างเพื่อครอบหลุมฝังศพของอับราฮัมและครอบครัวซึ่งเป็นบรรพบุรุษบุคคลสำคัญของชาวยิว คือ ฮับราฮัมและซาราห์  อิสอัคและ เรเบคาห์ ยาโคบและเรอาห์  เป็นถ้ำและที่นามัค-เปลาห์ ที่อับราฮัมซื้อจากคนฮิตไทต์เพื่อฝังศพนางซาราห์ และต่อมาก็ตัวท่านเอง และลูกหลานตามมานั่นเอง  (ปฐก.23, 25.7-11, 49.29-32) มีบางคนคาดว่ากระดูกของโยเซฟอาจถูกย้ายมาจากเมืองเชเคมนำมาฝังที่นี่ด้วยก็ได้ แต่ก็มีนักประวัติศาสตร์ยืนยันว่าโยเซฟและพี่น้องน่าจะถูกฝังที่เชเคม (ศึกษาเพิ่มเติม ปฐก.50 , อพย.13.9 ยชว24, กจ.7) 

และสถานที่นี่เองที่ดาวิด มาแสดงตัวเป็นกษัตริย์และใช้เป็นเมืองหลวงในการปกครองช่วงแรกอยู่ที่นี่ถึงเจ็ดปีครึ่ง (2ซมอ.5.1-5)

ณ เมืองเฮโบรน Hebron ที่ฝังศพ(กระดูก)คนของพระเจ้า (น่าคิดว่า He - Bron พ้องเสียงกับคำว่า Bone:กระดูก ผมคิดเล่นๆว่าเมือง เฮ..โบรน คือเมืองที่กระดูกโห่ร้อง คือยังมีชีวิตอยู่ คิดถึงพระธรรมเอเสเคียล 37 ที่พระเจ้าสามารถชุบกระดูกแห้งให้เป็นชีวิตขึ้นมาได้ ขอผู้รู้อธิบายรากศัพท์ให้ด้วยครับ)  
เรามีความเชื่อว่า แม้ว่าพวกเขาตายไปแล้ว แต่จะยังมีชีวิตอยู่  เพราะพระเจ้าที่เราเชื่อนั้นเป็นพระเจ้าแห่งชีวิต เป็นผู้ทรงพระชนม์อยู่เสมอ  ดังนั้น เวลาที่อ่านพระคัมภีร์ทั้งพันธสัญญาเดิมและใหม่หลายครั้งกล่าวว่า “พระเยโฮวาห์ทรงเป็นพระเจ้าของอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ” หมายถึงทั้งพระเจ้าและคนของพระองค์นั้นยังมีชีวิตอยู่เสมอ (อพย.2.5 ยน.8 กจ.3,7)

พระเยซูคริสต์ตรัสว่า  เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต ผู้ที่วางใจในเรานั้น ถึงแม้ว่าเขาตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก (ยน.11.25)

คุณเชื่ออย่างนี้มั้ยครับ ?







25 พฤษภาคม 2562

ชีวิตกลับด้าน...Convert Life. โดย บัณฑิต ดาแว่น

คิดอย่างบัณฑิต

ชีวิตกลับด้าน... Convert Life. 
โดย บัณฑิต ดาแว่น

การเดินทางข้ามน้ำมหาสมุทรจากไทยไปสู่อเมริกาในครั้งนี้เกิดขึ้นโดยพระคุณและแผนการของพระเจ้าทั้งสิ้น เพราะผมเองไม่คาดคิดว่าปีนี้จะมีโอกาสเดินทางไกลอีก เพราะเพิ่งกลับจากการไปค่ายตามรอยพระคัมภีร์ร่วมกับผู้นำแบ๊บติสต์ ที่ประเทศอิสราเอลมาไม่ถึงสัปดาห์  พระเจ้าก็จัดเตรียมการเดินทางมารับใช้ที่รัฐฟลอริด้าในอเมริกาทันที  โดยการจองและซื้อตั๋วเครื่องบินเกิดขึ้นภายในชั่วข้ามคืน 

ครั้งนี้เดินทางด้วยสายการบิน Turkish Airlines ของประเทศตุรกี จากสุวรรณภูมิถึงเมืองอิสตันบู(Istanbul)ใช้เวลาประมาณสิบเอ็ดชั่วโมง จากนั้นบินตรงไปยังเมืองไมอามี่ (Miami, Florida) รัฐฟลอริด้า อเมริกาอีกสิบสองชั่วโมง ข้ามเวลาจากกลางวันเป็นกลางคืนแบบกลับด้านของชีวิตอย่างสิ้นเชิง


หากดูเวลาที่ไทยคือเจ็ดโมงเช้า ก็จะเท่ากับที่อเมริกาเจ็ดโมงเย็น หรือหนึ่งทุ่ม  ซึ่งเป็นเวลากลางคืนที่ตามหลังไทยนั่นเอง  จากการตรงข้ามของเวลาแบบนี้ทำให้ร่างกายต้องปรับเปลี่ยนและฝืนสู้กันอยู่ประมาณสองสามวัน  โดยเฉพาะช่วงเวลาประมาณบ่ายสองบ่ายสามของอเมริกา เป็นเวลาที่ร่างกายควรจะนอนอย่างหลับสนิทที่ไทย สภาพแวดล้อมที่เห็นเป็นกลางวัน แต่ความรู้สึกข้างในนั้นดูเหมือนหลับไปครึ่งหนึ่งแล้ว หัวสมองจะรู้สึกมึนงง ความจำสับสนบางครั้ง หากเผลอนั่งอาจหลับในทันใด อาการเช่นนี้ที่เขาเรียกว่า Jet-lag คือการปรับเปลี่ยนของร่างกายและเวลาที่ขัดแย้งกัน

ผู้มีประสบการณ์แนะนำว่า เวลาเดินทางไปต่างประเทศควรลืมเวลาที่ไทยไปเลย จะได้ไม่ต้องพะวงและเกิดการเปรียบเทียบเวลา ซึ่งยิ่งจะทำให้ร่างกายและจิตใจยิ่งสับสนและปรับตัวช้าไปอีก เมื่อผมเชื่อและทำตามคำแนะนำก็ได้ผลดีจริง แต่ถึงกระนั้นก็ยังต้องฝืนเรื่องการกิน การนอน การทำกิจวัติประจำวันอยู่ระยะหนึ่งจนกระทั่งปรับตัวได้

 เรื่องการลืมเวลาไทยผมเห็นด้วย แต่เรื่องการลืมค่าเงินบาทไทย ไม่แน่ใจว่าจะเป็นผลดีหรือไม่ เพราะหากซื้อของโดยไม่สนใจว่าตีเป็นค่าเงินบาทเท่าไหร่ อาจทำให้กลับไทยด้วยหนี้สินได้ง่ายๆ เพราะจากเงินอเมริกันหนึ่งดอลล่าก็ปาเข้าไปเท่ากับสามสิบกว่าบาทของไทยแล้ว  ดังนั้น ลืมเวลาไทยพอทำได้ แต่ลืมค่าเงินบาทนั้นต้องระวังไว้ดีกว่านะ...


ชีวิตกลับด้าน เป็นชีวิตที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง มีการปรับตัว ปรับใจ และปรับวิธีการใช้ชีวิตแบบกลับด้านเช่นกัน จึงจะสามารถใช้ชีวิตในสถานที่ใหม่นี้ได้อย่างมีความสุขและมีคุณภาพตามที่ควรเป็น 



เมื่อพระเจ้าให้เรามีชีวิตใหม่ในพระเยซูคริสต์  พระองค์ย้ายเราออกจากความมืดสู่ความสว่าง  ย้ายจากบึงไฟนรกสู่เมืองสวรรค์ (คส.1.13-14)  ดังนั้น จึงจำเป็นที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิตให้เหมาะสมกับสภาพใหม่ให้ได้  แม้ในช่วงแรกจะต้องอดทนเพราะเหมือนมีการต่อสู้กันอยู่ภายในและภายนอก  คือสายตามองเห็นว่านี่คือเวลากลางวัน แต่ภายในระบบของร่างกายคุ้นเคยกับเวลากลางคืนของเมืองไทย เช่นเดียวกับความต้องการฝ่ายเนื้อหนังที่คอยต่อสู้ฝ่ายวิญญาณอยู่เสมอ  แม้จะรับชีวิตใหม่แล้ว แต่ยังรู้สึกคุ้นเคยกับชีวิตเก่า ดังนั้น...

จงดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ อย่าสนองความต้องการของเนื้อหนัง  เพราะว่าความต้องการของเนื้อหนังต่อสู้พระวิญญาณ และพระวิญญาณก็ต่อสู้เนื้อหนัง เพราะทั้งสองฝ่ายเป็นศัตรูกัน ดังนั้นสิ่งที่ท่านทั้งหลายปรารถนาทำจึงกระทำไม่ได้ (กท.5.16-17)   และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงจากพระเจ้าโดยพระเมตตากรุณาจากพระองค์ทั้งภายในและภายนอก มอบถวายชีวิตจิตใจให้กับพระเจ้าซึ่งจะเป็นที่พอพระทัย อย่าประพฤติตามอย่างแฟชั่นคนในยุคสมัยนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่ เพื่อท่านจะได้ทราบน้ำพระทัยของพระเจ้า จะได้รู้ว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัยและอะไรดียอดเยี่ยม (รม.12.1-2)

เมื่อปรับตัว ปรับใจ ปรับพฤติกรรมในแนวทางชีวิตใหม่อย่างกลับด้านได้แล้ว จะพบว่ามีประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมซึ่งเกินความเข้าใจรออยู่อีกมากมาย   หลายคนต้องเสียดายและเสียใจ หากยังขืนใช้ชีวิตแบบครึ่งๆ กลาง ลุ่มๆ ดอนๆ คือ เอาแน่เอานอนไม่ได้



อย่ากระนั้นเลย  รีบกลับตัว กลับใจ ใช้ชีวิตแบบกลับด้าน คือด้านชีวิตใหม่ให้เร็วที่สุด ย่อมดีกว่าแน่นอน

คุณเห็นด้วยมั้ยครับ !

17 พฤษภาคม 2562

Praying at wailing wall อธิษฐานที่กำแพงร้องไห้ โดย บัณฑิต ดาแว่น


คิดอย่างบัณฑิต...ข้อคิดจากอิสราเอล

Praying at wailing wall อธิษฐานที่กำแพงร้องไห้

โดย บัณฑิต ดาแว่น

จุดสำคัญของการไปเยือนอิสราเอล ดินแดนแห่งพันธสัญญาครั้งนี้อีกแห่งคือ  การได้ไปอธิษฐานที่กำแพงร้องไห้(Wailing wall) หรือ กำแพงตะวันตก (Western Wall) เป็นกำแพงสูงใหญ่ด้านทิศตะวันตกของเนินพระวิหาร หรือภูเขาโมรียาห์ซึ่งเป็นที่ตั้งของโดมครอบหิน(Dome of the Rock) ที่เป็นสุเหร่ามุสลิม กำแพงตะวันตกน่าจะเป็นจุดที่สำคัญที่สุดของชาวยิวในแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ เป็นสัญลักษณ์ของการที่คนอิสราเอลได้หวนกลับคืนสู่แผ่นดินพันธสัญญา เป็นสักการสถานศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของคนยิว และเป็นที่นมัสการและอธิฐานภาวนาสำหรับคนทั่วไป


กำแพงนี้เป็นส่วนที่เหลือจากกำแพงพระวิหารหลังที่สอง ที่สร้างเริ่มขึ้นตั้งแต่ ศตวรรษที่ 6 ก่อน ค.ศ. ในปีที่ 37 ก่อน ค.ศ. เฮโรดได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์ของชาวยิว พระองค์ได้ปรับปรุงกรุงเยรูซาเล็มให้สวยงาม และสร้างพระวิหารขึ้นใหม่ให้ใหญ่โตกว่าและสวยงามกว่าพระวิหารของกษัตริ์โซโลมอน เพื่อเป็นการเอาใจชาวยิว นี่คือพระวิหารที่อยู่ในช่วงเวลาที่พระเยซูคริสต์ดำเนินพันธกิจในโลกนี้ ปี ค.ศ. 70 กรุงเยรูซาเล็มและพระวิหารถูกจักรรดิติตัสทำลายหมดสิ้น คงเหลือไว้แต่กำแพงล้อมรอบวิหารที่สร้างด้วยก้อนหินขนาดใหญ่มาก เราจึงได้เห็นก้อนหินที่มีอายุสองพันกว่าปีที่นี่  หลังสงครามปลดปล่อยอิสราเอล ชาวยิวประกาศตั้งรัฐอิสราเอล ในปี ค.ศ. 1948 โดยมีเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวง แต่ส่วนที่เป็นเมืองเก่าอยู่ในส่วนยึดครองของประเทศจอร์แดน ชาวยิวถูกห้ามเข้ามาที่กำแพงตะวันตก จนกระทั้งอิสราเอลชนะสงคราม 6 วันต่อประเทศอาหรับ และได้ปกครองเยรูซาเล็มทั้งหมด ชาวยิวจึงเข้ามาที่กำแพงตะวันตกเพื่อนมัสการและสวดภาวนาได้

การเข้าไปบริเวณพระวิหารและกำแพงร้องไห้ ต้องเข้าคิวยาวเหยียด ผ่านการตรวจเช็คเพื่อความปลอดภัยอย่างเข้มงวด  คณะของเราเดินขึ้นไปทางประตูขยะ ซึ่งเป็นประตูโบราณที่พวกเขานำขยะมาทิ้งช่องทางนี้  การเข้าไปอธิษฐาน ต้องแยกชายหญิงตามโซนที่ธรรมเนียมยิวปฏิบัติ  ผู้ชายต้องสวมหมวกอธิษฐานถือเป็นการให้เกียรติและสำนึกว่าพระเจ้าปกเกล้าเหนือหัวอยู่เสมอ ส่วนผู้หญิงไม่ต้องเพราะมีผมยาวคลุมแล้ว

ผมพบว่า... กำแพงไม่ได้ร้องไห้ แต่ผมต่างหากที่กำลังร้องไห้... ขณะเข้าไปยืนยกมือสองข้างแตะผนังกำแพงที่เป็นก้อนหินเก่าแก่ หลับตาภาวนา คิดถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้สรรค์สร้างทุกสิ่งขึ้นมา และเลือกสรรคนอิสราเอลให้เป็นตัวแทนเพื่อแผนการไถ่บาปให้กับมวลมนุษย์ 

ณ สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์นี้ ผมจะอธิษฐานอย่างไรดี และอธิษฐานเรื่องอะไร ถึงจะเป็นคำอธิษฐานที่ดีที่สุด และเกิดผลสูงสุด  ในขณะที่น้ำตากำลังคลอ ก็รำพึงอธิษฐานออกมาด้วยเสียงเบาๆและสั่นเครือเล็กน้อยด้วยใจปลาบปลื้มในพระคุณพระเจ้าที่ให้มาถึงที่นี่  ก่อนจะอธิษฐานเรื่องอื่นๆ ผมเริ่มต้นที่คำอธิษฐานที่พระเยซูตรัสสอนดังนี้

ท่านทั้งหลาย จงอธิษฐานตามอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระบิดาแห่งข้าพระองค์ทั้งหลาย ผู้ทรงสถิตในสวรรค์ ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ

ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่ ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก

ขอทรงโปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายในกาลวันนี้

และขอทรงโปรดยกบาปผิดของข้าพระองค์ เหมือนข้าพระองค์ยกโทษผู้ที่ทำผิดต่อข้าพระองค์นั้น

และขออย่านำข้าพระองค์เข้าไปในการทดลอง แต่ขอให้พ้นจากซึ่งชั่วร้าย       

เหตุว่าราชอำนาจ และฤทธิ์เดช และพระสิริเป็นของพระองค์สืบๆ ไปเป็นนิตย์ อาเมน (มัทธิว 6.9-13)



เชื่อว่านี่เป็นคำอธิษฐานที่ครอบคลุมทุกเรื่องในชีวิตแล้ว  คือ ได้ ...

·      สรรเสริญ พระเจ้าพระบิดาผู้สถิตในสวรรค์  ได้ยกย่องพระนามบริสุทธิ์ของพระองค์ ผู้ทรงสมควรเทิดทูน

·      สนองต่อ  พระทัยของพระเจ้า ที่ทรงทำสำเร็จในสวรรค์แล้ว และขอให้สำเร็จในชีวิตและในโลกนี้ด้วย

·      สนิทสนม และพึ่งพาในพระบิดาที่สามารถเลี้ยงดูชีวิตได้ทุกวัน

·      สารภาพ บาปผิด และคิดการยกโทษแด่ผู้อื่นด้วยความเมตตาและความรักจากพระเจ้า

·      เสนอ  ขออย่าให้เผชิญกับอุปสรรคปัญหาและสิ่งชั่วร้ายโดยไม่จำเป็น

·      สนอง ต่อแสนยานุภาพที่มีอยู่ในพระองค์ทั้งสิ้นแล้ว  ทุกสิ่งเป็นไปได้โดยพระเจ้า


และผมลงท้ายคำอธิษฐานด้วย พระนามพระเยซูคริสต์เจ้า...อาเมน
รู้สึกมีความสุขใจ อิ่มเอิบใจ และมั่นใจอย่างยิ่ง ถอยหลังออกมา นั่งเก้าอี้และพิจารณาชีวิตอีกครั้ง พร้อมมองไปรอบๆ เห็นผู้คนกำลังอธิษฐานด้วยท่าทีอันสงบและมีพลัง จนกระทั่งได้เวลาเดินทางไปทานมื้อเที่ยงบนยอดเขา ที่กลายเป็นราชวังของกษัตริย์เฮโรดผู้ยิ่งใหญ่ที่บัญชาให้บูรณะพระวิหารอย่างตระการตานั่นเอง



ข้าแต่พระเจ้าพระศิลาและพระผู้ไถ่ของข้าพระองค์ ขอให้ถ้อยคำจากปากของข้าพระองค์ และการรำพึงภาวนาในจิตใจ เป็นที่โปรดปรานในสายพระเนตรของพระองค์เถิด (สดด19.14)




15 พฤษภาคม 2562

เก็ธเซมาเน : Gethsemane โดย บัณฑิต ดาแว่น


 คิดอย่างบัณฑิต...ข้อคิดจากอิสราเอล
เก็ธเซมาเน : Gethsemane
One way Jesus
โดย บัณฑิต ดาแว่น

 ณ สวน เก็ธเซมาเน (หรือ เกทเสมนี) พระเยซูสำแดงความแน่วแน่ในการตัดสินใจตามพระทัยพระบิดาที่ทรงใช้พระองค์ในฐานะพระบุตรมาตายเพื่อไถ่บาปให้มวลมนุษย์  ตามแผนการอันยิ่งใหญ่ตั้งแต่ก่อนสร้างโลก (อฟ1.3-8, มธ.26.36-46)
มีทางเดียวเท่านั้น ที่จะช่วยมวลมนุษย์ที่ทรงรักให้รอดพ้นจากบาปผิด และผ่านพ้นบึงไฟนรกไปได้ (กจ.4.12) และถ้าไม่มีโลหิตไหลออกก็จะไม่มีการไถ่บาปได้  แต่โดยพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้ช่วยให้รอดผู้ประเสริฐ พระองค์ทรงกระทำทุกสิ่งสำเร็จแล้ว ตามแผนการพระบิดา (ฮบ.9.22)
"ฮาเลลูยาห์ สรรเสริญพระเจ้า และขอบพระคุณพระองค์"

การตัดสินใจในสวนเก็ธเซมาเน ไม่ใช่เรื่องง่าย หมายถึงการตัดสินใจเลือกระหว่าง "การมีชีวิตอยู่" หรือ "ตาย"       ...แล้วใครละอยากตาย ? 
พระเยซูแม้ในฝ่ายวิญญาณเป็นพระเจ้า แต่ในฐานะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ยังต้องเผชิญกับความกดดันอย่างแสนสาหัส ถึงขั้นเหงื่อไหลกลายเป็นเลือด(ลก.22.44)  พระองค์ทนสู้กับความรู้สึกของตนเองระหว่าง "ตามใจตน" กับ "ยอมอดทนเพื่อคนที่พระบิดาทรงรัก" ซึ่งก็คือ คุณและผม  สุดท้ายพบว่าพระองค์เลือกตามใจพระบิดา ยอมถูกฆ่าอย่างไร้ความผิด ยอมอุทิศชีวิตเลือดเนื้อเพื่อเราผู้เป็นคนบาปอย่างเหลือจะพรรณนา
ทรงอธิษฐานตั้งสามครั้งว่า... “ข้าแต่พระบิดาของข้าพระองค์   ถ้าถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์ไม่ได้   และข้าพระองค์จำต้องดื่มแล้ว   ก็ให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์” (มธ.26.42)

Gethsemane = An oil press หมายถึง การบีบกดเอาน้ำมันออกมา  สวนเก็ธเซมาเนอยู่บริเวณภูเขามะกอกเทศใกล้กรุงเยรูซาเล็ม ปัจจุบันยังเต็มไปด้วยต้นมะกอกเทศที่มีอายุนับพันปี จึงเชื่อว่าเป็นการบีบน้ำมันมะกอกซึ่งเป็นผลผลิตที่ขึ้นชื่อของอิสราเอล เครื่องบดน้ำมันมะกอกทำจากหินบะซอลต์มีสองส่วนคือ ฐานและล้อบด ฐานเป็นรูปวงกลมใหญ่เป็นร่อง มะกอกจะถูกนำมาวางลงในร่องนี้ แล้วหมุนล้อบดที่ทำจากหินหนักทับไปบนมะกอกเพื่อบีบเอาน้ำมันออกมา  น้ำมันมะกอกถูกนำมาใช้ในการทำอาหาร การรักษาเยียวยาหลายเรื่อง และที่สำคัญนำไปใช้ทางพิธีกรรมในพระวิหาร  เป็นสิ่งที่มีคุณค่าสูง 
(ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต)

น่าสังเกตคือกว่าจะได้น้ำมันออกมา ต้องผ่านการบีบ กด ทับ จนผลมะกอกแตกสลายกลายเป็นน้ำมันที่มีคุณค่าและบริสุทธิ์  ซึ่งพระเยซูคริสต์อยู่ในสถานการณ์นั้นที่สวนเก็ธเซมาเน คือยอมสละพระองค์เอง ที่จะถูกเฆี่ยน ถูกทรมาน ถูกตบหน้า ถูกถ่มน้ำลายใส่ ถูกด่า ถูกประจาน จนกระทั่งถูกตรึงที่กางเขนจนมรณา เพื่อเป็นเครื่องบูชาอันเป็นที่พอพระทัยพระเจ้าและมีคุณค่าพอที่จะชำระล้างบาปมลทินของทุกคนได้
เป็นการตัดสินใจที่ไม่ง่าย แต่ทรงตั้งใจอย่างแน่วแน่ ไม่ยอมแพ้แก่ใจตนเอง  เลือกทางถูก ไม่ใช่ทางผิด หรือทางพ้นของตนเอง  แม้ในเวลานั้นสาวกที่ใกล้ชิดยังไม่เข้าใจ พวกเขาง่วงนอน ลืมตาไม่ขึ้น พระองค์บอกว่า เราเป็นทุกข์แทบตาย แต่พวกสาวกยังหลับสบายไม่สนใจแม้แต่น้อย 
ถึงกระนั้นพระเยซูยังทรงแข็งแกร่ง สำแดงความรัก ความเมตตาเสมอมา  เฉกเช่นชีวิตของคุณและผมในทุกวันนี้ ที่หลายครั้งไม่สนใจ ไม่แยแสถึงความเป็นไปในชีวิต และการเสียสละของพระเยซูคริสต์ว่ามีคุณค่ามากเพียงใด  โดยใช้ชีวิตแบบไม่ลืมหูลืมตา ไขว่คว้าแต่สิ่งที่ตนต้องการ จนลืมทำงานที่ชอบพระทัยพระเจ้า แต่พระเยซูยังให้โอกาสเสมอ

ดังนั้น..."อย่าให้ข้าลืมเก็ธเซมาเน  อย่าให้ข้าลืมความทรมาน อย่าให้ข้าลืมความรักอ่อนหวาน โปรดนำไปถึงกางเขน...."  (เพลงชีวิตคริสเตียน โปรดนำไปถึงกางเขน หน้า 215)
 
"เก็ธเซมาเน วันเวย์จีซัส..."  Gethsemane...One way Jesus  พระเยซูคริสต์ใช้ชีวิตแบบวันเวย์เท่านั้น คือ มุ่งทำตามพระทัยพระบิดาอย่างเดียวเท่านั้น ไม่หันเหไปตามใจตนเอง  ด้วยเหตุนี้จึงมีวันที่คุณและผม มีความชื่นชม เพราะพระองค์ยอมทุกข์ระทมเพื่อบาปทั้งสิ้นแล้วนั่นเอง !!

มีเพียงพระเยซูทางเดียวเท่านั้น วันเวย์จีซัส (One way Jesus) ที่จะทรงหันเหชีวิตของเราจากบึงไฟนรก สู่สวรรค์สถานคือบ้านของพระบิดาได้อย่างนิรันดร์ 
พระเยซูทรงตัดสินใจแล้วตั้งแต่เริ่มต้นและสำแดงชัดเจนที่สวนเก็ธเซมาเน !

คุณเชื่อและยอมรับเช่นนั้นมั้ยครับ ?