12 สิงหาคม 2564

ลับคมความคิด โดย บัณฑิต ดาแว่น

 

คิดอย่างบัณฑิต

ลับคมความคิด เพื่อพัฒนาชีวิตและพันธกิจ 

โดย บัณฑิต ดาแว่น

 

เป็นคนชนบท แต่ก็ยากรู้จักคนในเมืองว่าเขาทำอะไรกันบ้าง  หนังสือเล่มนี้ “คริสเตียนในเมืองใหญ่ การรับใช้ที่เกิดผลในโลกปัจจุบัน” เรย์ บาคกี และจิม ฮาร์ท เขียน ศูนย์ทีรันนัส นำมาแปลและพิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2007  ถูกซื้อมาพร้อมกับเล่มอื่น ๆ วางไว้ตามชั้นหนังสือ จากนั้นทยอยหยิบมาอ่าน เพื่อลับคมความคิด พัฒนาชีวิตและการทำพันธกิจของพระเจ้าให้รู้เท่าทันทั้งหลักแห่งพระวจนะและสถานการณ์ในสังคม

แม้เป็นหนังสือที่ตั้งชื่อเกี่ยวกับเมือง แต่ยังช่วยให้เห็นภาพว่า เมืองก็เกิดจากส่วนประกอบของคนชนบทที่เข้าไปใช้ชีวิตอยู่ หลายเมืองเริ่มต้นจากเล็ก ๆ กลายเป็นศูนย์กลางขนาดใหญ่  ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนในเมืองใหญ่ หรืออยู่แถวชายขอบของแผ่นดิน  ยังอยู่ในสายพระเนตรและแผนการณ์ของพระเจ้าเสมอ

พระเยซู เป็นชายหนุ่มจากบ้านนอกเข้าสู่เมืองกรุง  กลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง แซงบรรดาธรรมาจารย์ และฟาริสีจนถูกอิจฉาตาร้อน ซึ่งเป็นเหตุหนึ่งที่พวกเขาใช้เป็นข้ออ้างขัดขวางและไปถึงการสังหารพระองค์ เพราะประชาชนหันไปนิยมชมชอบพระเยซูและคำสอนของพระองค์ (มัทธิว 7.28-29, ยอห์น 12.19) เจ้าเมืองปีลาต หาช่องทางช่วยพระเยซูเพราะรู้ว่าถูกแรงอิจฉาทำร้าย โดยประกาศชัดว่า  “เจ้า​ทั้ง​หลาย​ปรารถนา​ให้​ปล่อย​ผู้ใด บารับบัส หรือ​เยซู​ที่​เรียก​ว่า​พระ​คริสต์​”  เพราะ​ท่าน​รู้อยู่​แล้ว ว่า​เขา​ได้​อายัด​พระ​องค์​ไว้​ด้วย​ความ​อิจฉา​- Mattew 27:17-18

         พระเยซู สนพระทัยทั้งคนในเมืองและชนบท ทรงเดินเท้าเข้าไปพบปะผู้คนและช่วยเขาให้พ้นจากความทุกข์ทั้งฝ่ายกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ ด้วยพระทัยเมตตาสงสาร (มัทธิว 9.35-39)

จากคำดูถูกที่มีบางคนพูดถึงว่า “จะมีสิ่งดีอันใดมาจากนาซาเร็ธได้” (ยอห์น 1.46, มัทธิว 26.69,กิจการ 2.7 คำพูดเชิงดูแคลนต่อ"ชาวกาลิลี") สุดท้ายพิสูจน์แล้วว่าคนที่พูดนั้นกลายมาเป็นหนึ่งในสาวกที่ติดตามพระเยซูและประกาศพระกิตติคุณของพระองค์ออกไปตลอดชีวิตของเขา

(อ่าน สิ่งดีจากนาซาเร็ธ https://bandhit.blogspot.com/2021/07/nazareth.html)

พระเยซูคริสต์ เป็นคนบ้านนอก เกิดจากสายเลือดผสมของคนที่ยากไร้ หลายเชื้อชาติ หลายคนที่มีชื่อในพงษ์พันธุ์ตามการบันทึกของพระกิตติคุณ(มัทธิว 1.1-16) พบ ผู้หญิงชื่อทามาร์ ชาวคานาอันลูกสะใภ้ของยูดาห์ (ปฐมกาล 38) ราหับ หญิงที่เคยเป็นโสเภณีแต่โดยความเชื่อเขาช่วยเหลือผู้สอดแนมชาวฮีบรู (โยชูวา 2, ยากอบ 2.25, ฮีบรู 11.31) เขากลายมาเป็นแม่ของโบอาส และโบอาสคนนี้ที่รับ  รูธ แม่หม้ายชาวโมอับซึ่งติดตามแม่สามีกลับมายังเบธเลเฮม (มัทธิว 1.5) (โมอับ สืบเชื้อสายมาจากโลทกับลูกสาวของตน ปฐมกาล 19) จากนั้นยังพบผู้หญิงที่ชื่อบัทเชบา อดีตภรรยาของอุรียาห์ชาวฮิตไทต์ที่ดาวิดได้มาอย่างผิดทาง (2 ซามูเอล 11)

พระเยซู เป็นพระเจ้า แต่ยอมลงมาเกิดเป็นมนุษย์ ในสภาพของโลกที่มีแต่ความผิดบาปสารพัดรูปแบบ พระองค์มีสิทธิเลือกที่เกิดและชาติกำเนิดที่สวยหรู แต่กลับยอมถ่อมพระทัยมาอาศัยท่ามกลางความยากลำบากร่วมกับพวกเรา (ฟิลิปปี 2.5-11) แต่ถึงกระนั้น พระองค์หาทรงมีบาปหรือมลทินไม่ (2 โครินธ์ 5.21, 1 เปโตร 1.19)

พระเยซู ทรงเข้าใจ เห็นใจคนทุกข์ยาก พระองค์ทำพันธกิจช่วยแม่หม้าย เด็กกำพร้า คนเจ็บป่วย ยากจน และยังช่วยช่วยคนมั่งมี ผู้สูงศักดิ์ เพราะทรงรู้ว่าทุกคนล้วนต้องการความช่วยเหลือและความรอด

พระองค์ทรงทำทุกสิ่งเพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอดพ้นจากความผิดบาป  จากคนบ้านนอก ด้อยโอกาสในสายตาของหลายคน แต่ทรงยอมอดทน จนกระทั่งพิสูจน์ชัดแล้วว่าทรงเป็น พระบุตรของพระเจ้า ที่มาเกิดในโลกนี้เพื่อรับความเจ็บ ความจน ความอับอาย และความตายแทนคนทั้งปวงตามแผนการณ์อันล้ำลึก (เอเฟซัส 1.9)

อ่านมาเพียงครึ่ง จึงบันทึกข้อคิดจากการอ่าน เพื่อเป็นสัญญาณเตือนใจเสมอว่า ไม่ว่าจะเป็นคนบ้านนอกหรือในเมือง เราต่างต้องการพระเจ้า และต้องการความเข้าใจในชีวิต เพื่อพิชิตเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ตามแผนการณ์ของพระองค์



10 สิงหาคม 2564

Stone Storytelling: ก้อนหินเล่าเรื่อง (6) โดย บัณฑิต ดาแว่น

 


ข้อคิดจากอิสราเอล

Stone Storytelling: ก้อนหินเล่าเรื่อง (6)

โดย บัณฑิต ดาแว่น

 

ภูเขาหินแห่งอุโมงค์ฝังศพ


คณะเดินตามรอยพระคัมภีร์ที่อิสราเอล  ได้เข้าเยี่ยมชมอุโมงค์ที่เชื่อว่าใช้เป็นที่ฝังพระศพพระเยซู (Garden Tomb) เป็นอุโมงค์ที่ถูกขุดเข้าไปในภูเขาหิน  มัทธิวสาวกพระเยซู บันทึกว่า

ครั้น​ถึง​เวลา​พลบ​ค่ำ มี​เศรษฐี​คน​หนึ่ง​มา​จาก​บ้าน​อา​ริ​มา​เธีย ชื่อ​โยเซฟ​เป็น​ศิษย์​ของ​พระ​เยซู​ ได้​เข้า​ไป​หา​ปีลาต​ขอ​พระ​ศพ​พระ​เยซู ​ปีลาต​จึง​สั่ง​ให้​มอบ​แก่​เขา​ โยเซฟ​ก็​เชิญ​พระ​ศพ​เอา​ผ้า​ป่าน​ที่​สะอาด พัน​หุ้ม​ไว้​ แล้ว​เชิญ​พระ​ศพ​ไป​ประดิษฐาน​ไว้​ที่​อุโมงค์​ใหม่​ของ​ตน ซึ่ง​เขา​ได้​สกัด​ไว้​ใน​ศิลา กลิ้ง​หิน​ใหญ่​ปิด​ปาก​อุโมงค์​ไว้​แล้ว​ก็​ไป​ฝ่าย​มารีย์​ชาว​มักดาลา​กับ​มารีย์​อีก​คน​หนึ่ง​นั้น ​ก็​นั่ง​อยู่​ที่​นั่น​ตรงหน้า​อุโมงค์​ – Matthew 27:57-61

 

ผู้บรรยาย อธิบายถึงลักษณะของอุโมงค์ (ตามแผนภาพ Diagram)  มี 6 จุด  1. ทางเข้าห้องโถง (Entrance to antechamber)  2. คันกั้นต่ำที่เข้าไปส่วนในที่วางศพ เป็นเหมือนธรณีประตูเข้าสู่ห้องด้านใน (Low threshold to burial chamber)  3. แนวผนังกั้นต่ำระหว่างห้องโถงและห้องที่วางศพส่วนใน(Low rock walls) 4. ส่วนเฉพาะที่วางศพมีอยู่สองด้าน(Luculus- burial niche) 5. แนวกั้นระหว่างที่วางศพ (Slit for vertical stone slab) 6. ห้องโถงที่เข้ามาร้องไห้ หรือเข้ามาดูแลภายในอุโมงค์(Antechamber – weeping chamber) 7. ช่องหน้าต่างเล็ก ที่สามารถมองลอดเข้าไปดูภายในอุโมงค์ (Small window)

นี่เป็นแผนผังอุโมงค์ฝังศพของคนรวยที่เตรียมไว้สำหรับตนเองและครอบครัว  โดยส่วนที่สี่ถือว่าเป็นส่วนที่จะวางศพคนสำคัญในครอบครัว ส่วนใหญ่จะวางไว้ส่วนในด้านขวาบนของภาพ  เขาเชื่อว่าพระศพของพระเยซูวางไว้ส่วนนั้นด้วย  เป็นการจัดลำดับเหมือนบ้าน ห้องโถงหน้าและในมีระดับใกล้เคียงกัน แต่ที่วางศพส่วนที่สี่จะสูงขึ้นมาคล้ายระดับของเตียงนอนและมีแผ่นหินกั้นไว้  การจัดระบบอย่างนี้เพื่อสะดวกต่อการดูแล พร้อมทั้งมีช่องหน้าต่างเพื่อมองจากด้านนอกเข้าไปได้ด้วย

สำหรับอุโมงค์ฝังศพที่เศรษฐีโยเซฟอุทิศให้พระองค์นั้น ยังไม่ได้ใช้งานมาก่อน และหลังจากใช้เป็นที่ฝังศพพระเยซูก็ไม่ได้เป็นของครอบครัวของเขาอีกต่อไป

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นภาพ  พระเยซูตายเพื่อรับความผิดบาปแทนเราทุกคน  อุโมงค์ฝังศพนั่น เป็นที่สุดท้ายที่มนุษย์จะต้องไปนอน  แต่โดยพระคุณพระเจ้า พระเยซูใช้อุโมงนั้นแทนเราแล้ว แม้วันหนึ่ง เราอาจไปนอนตรงนั้น แต่เป็นเพียงชั่วคราว เพราะพระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย และทรงสัญญาว่าทุกคนที่เชื่อในพระองค์จะยังมีชีวิต(ฝ่ายวิญญาณ)แม้เขาจะตายไปแล้วก็ตาม

​พระ​เยซู​ตรัส​กับ​เธอ​ว่า “เรา​เป็น​เหตุ​ให้​คน​ทั้ง​ปวง​เป็น​ขึ้น​และ​มี​ชีวิต ผู้​ที่​วางใจ​ใน​เรา​นั้น ถึงแม้ว่า​เขา​ตาย​แล้ว​ก็​ยัง​จะ​มี​ชีวิต​อีก​ และ​ทุก​คน​ที่​มี​ชีวิต​และ​วางใจ​ใน​เรา​จะ​ไม่​ตาย​เลย เจ้า​เชื่อ​อย่าง​นี้​ไหม” - John 11:25-26

 

จงยอมให้อุโมงค์ฝังศพเป็นของพระเยซูดีกว่านะครับ อย่ากอดความตายไว้ที่ตัวคุณต่อไปเลย  ให้ความบาปชั่วถูกฝังไว้ในอุโมงค์และรอวันเป็นขึ้นมามีชีวิตใหม่ที่ดีกว่าโดยความเชื่อในพระเยซู นะครับ

เหตุ​ฉะนั้น เรา​จึง​ถูก​ฝัง​ไว้​กับ​พระ​องค์​แล้ว โดย​การ​รับ​บัพติศมา​เข้า​ส่วน​ใน​การ​ตาย​นั้น เพื่อ​ว่า​เมื่อ​พระ​คริสต์​ได้​ทรง​ถูก​ชุบ​ให้​เป็น​ขึ้น​มา​จาก​ความ​ตาย​โดย​เดช​พระ​สิริ​ของ​พระ​บิดา​แล้ว เรา​ก็​จะ​ได้​ดำเนิน​ตาม​ชีวิต​ใหม่​ด้วย​เหมือน​กัน - Romans 6:4



04 สิงหาคม 2564

ระวัง ! ชีวิตตกรุ่น โดย บัณฑิต ดาแว่น

 

คิดอย่างบัณฑิต

ระวัง ! ชีวิตตกรุ่น  โดย บัณฑิต ดาแว่น

 

เมื่อผมต้องหาซื้ออะไหล่คอมพิวเตอร์ที่ใช้มาเกือบสิบปี  เข้าไปร้านไหน เขาก็บอกว่า “ไม่มีรุ่นนี้ครับ”  แถมบางคนยังบอกด้วยเสียงเย้ยหยันว่า “เขาไม่ใช้กันแล้วพี่” (นึกในใจ แต่ผม (...) ยังใช้อยู่) จากนั้นต้องกลับบ้านและค้นหาต่อจากอินเตอร์เน็ต ผลลัพธ์เหมือนกันคือ หาอะไหล่ที่ต้องการไม่ได้ สุดท้ายต้องตัดใจซื้อรุ่นที่ใหม่กว่ามาใช้แทน ผมเองต้องฝึกเป็นนายช่างถอดเปลี่ยน ตั้งค่าระบบทุกอย่างด้วยตนเองด้วยอาการสั่นๆ นิดๆ เพราะยังมือใหม่หัดซ่อม 

นี่เป็นประสบการณ์หลายครั้งเกี่ยวกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ รวมทั้งโทรศัพท์ ที่มักถูกปฏิเสธการซ่อมจากร้าน เพราะ “มันตกรุ่นไปแล้ว” !

ชีวิตของคุณตกรุ่น หรือไม่ ?  คอมพิวเตอร์ตกรุ่นยังพอเปลี่ยนได้ แต่หากชีวิตตกรุ่นนั้นอันตราย 

คอมพิวเตอร์ หรือ เครื่องมือทางอีเลคทรอนิกส์ ยังต้องมีการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ (Upgrade Hardware) และปรับเปลี่ยนโปรแกรม (Program, software) ให้ทันสมัยอยู่เสมอ  หากชีวิตของเราไม่มีการปรับปรุง พัฒนาก็จะล้าหลัง ถึงขั้นใช้งานไม่ได้  

ยิ่งทุกวันนี้เทคโนโลยีพัฒนาไปเร็วมาก ทุกสามเดือนจะมีรุ่นใหม่ๆ มาให้พิจารณาเสมอ (แต่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกรุ่นนะ จ่ายไม่ไหวแน่) 

ด้านชีวิตก็เช่นกันต้องเรียนรู้ปรับปรุง พัฒนาอย่างเหมาะสม ยิ่งในยุคข้อมูลข่าวสารท่วมหัว หลายคนเอาตัวแทบไม่รอด เพราะมัวแต่กดไลก์ กดแชร์ แต่ไม่ได้ดูว่าจริงหรือเท็จ (ยกเว้น “คิดอย่างบัณฑิต” ถ้าชอบให้กดไลก์ และถ้าตรงใจให้กดแชร์)

คนของพระเจ้าจำเป็นต้องพัฒนาชีวิตอย่างน้อยสามด้าน

หนึ่ง ด้านความรู้ความเข้าใจในพระวจนะ ที่ควรจะสื่อสารในการเทศน์ สอน ประกาศอย่างเข้าถึงเข้าใจต่อผู้คนได้อย่างมืออาชีพ อย่างพระเยซูที่สั่งสอนด้วยสิทธิอำนาจ ประชาชนต่างอัศจรรย์ใจในคำสั่งสอนนั้น หาเหมือนพวกธรรมาจารย์ในยุคนั้นไม่ (มัทธิว 7.28-29)

สอง ด้านความรู้ความเข้าใจในสังคมโลก ควรจะสามารถสนทนา สื่อสารกับคนอย่างรู้เรื่องรู้ใจ คือคุยได้ทั้งทางโลกและทางธรรม อย่างพระเยซูจับคู่สนทนากับคนหลายหลายประเภทได้อย่างจับใจ ตั้งแต่ระดับสามัญชนถึงคนชั้นสูง อย่างอาจารย์เปาโลที่กล่าวว่ายอมเป็นคนทุกชนิดเพื่อจะช่วยคนเหล่านั้นได้(1 โครินธ์ 9.20-23)

สาม ด้านความรู้ความเข้าใจในวิชาชีพ  ควรจะฝึกฝนพัฒนาให้สามารถดูแลตนเองและช่วยคนอื่นได้ นอกจากจะเป็นช่องทางในการเลี้ยงชีพแล้ว ยังสามารถเป็นสะพานเชื่อมโยงไปถึงผู้คนได้อย่างดีด้วย  โลกทุกวันนี้ทำอาชีพเดียวอยู่ยากแล้ว ต้องเป็นสารพัดช่าง (Polytechnic) หรือทำได้หลายหน้าที่(Multifunctional) สังเกตว่าคนรุ่นใหม่จะทำงานแบบอิสระมากขึ้น (Freelance) 

ศิษยาภิบาลอเมริกันกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ประกอบวิชาชีพและรับใช้ในคริสตจักรไปควบคู่กัน (Bi-vocational Pastor) แต่ไม่ใช่พวกไบโพล่าร์นะ(Bipolar) ฮะๆๆๆ

พฤติกรรม นิสัย อารมณ์ คำพูด ข้อเขียน หรือหลายอย่างก็ควรจะปรับเปลี่ยนได้แล้ว ต้องรับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงจากพระเจ้าเพื่อจะเป็นภาชนะที่ใช้การได้อยู่เสมอ (โรม 12.1-2, 1โครินธ์ 9.27)


อย่าให้ชีวิตต้องตกรุ่น จนต้องถูกทิ้งไปในถังขยะอย่างคอมพิวเตอร์เก่าๆ ของผมเลย


ฝากไว้ให้คิด  เพื่อชีวิตที่มีคุณภาพ


เห็นด้วยมั้ยครับ ?

03 สิงหาคม 2564

Stone Storytelling: ก้อนหินเล่าเรื่อง (5) โดย บัณฑิต ดาแว่น

 


คิดอย่างบัณฑิต

ข้อคิดจากอิสราเอล

Stone Storytelling: ก้อนหินเล่าเรื่อง (5)

โดย บัณฑิต ดาแว่น

 

ก้อนหินแห่งการสรรเสริญ

 

            เหตุการณ์ตอนที่พระเยซูคริสต์ทรงลูกลาเสด็จเข้าสู่กรุงเยรูซาเล็มเฉกเช่นกษัตริย์เสด็จเข้าสู่กรุงอย่างสมพระเกียรติ เป็นภาพจำที่เกิดขึ้นทำให้รับรู้ถึงการยอมรับพระเยซูในฐานะกษัตริย์ของชนชาติอิสราเอล เพราะสืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์ดาวิด มีศักดิ์และสิทธิ์อย่างสมบูรณ์ที่จะขึ้นครองราชย์ 

แต่เนื่องจากนี่ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด เพราะในฐานะพระบุตรที่เสด็จมาในโลก ทรงมีแผนการณ์ที่สูงกว่าความคิดของมนุษย์คือ ทรงเป็นกษัตริย์แห่งดวงใจของมวลประชาชาติแบบนิรันดร์กาล ไม่ใช่แค่ดำรงตำแหน่งในประเทศหรือในโลกนี้เท่านั้น 

แต่ถึงกระนั้นประชาชนที่รอรับเสด็จ พวกเขายังเต็มใจที่จะถวายเกียรติแด่พระองค์ แม้ไม่เข้าใจแผนการณ์ทั้งหมดก็ตาม  ผู้บันทึกพระกิตติคุณต่างบันทึกถึงการโห่ร้อง ยกย่องสรรเสริญ แสดงความยินดี ความหวัง ที่มีกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่เสด็จมา ซึ่งรอคอยมานับพันปี บ้างปูใบไม้ ทางตาล และเสื้อผ้าของตนลงบนทางเดินเพื่อให้ดำเนินไปบนนั้น (ลูกา 19:36-40)

            เหตุการณ์นี้สร้างความไม่พอใจให้กับผู้นำทางศาสนาในกลุ่มของฟาริสี ขณะนั้นมีอำนาจต่อสังคมอย่างสูง ถึงขั้นชี้เป็นชี้ตายแม้หลายครั้งพวกเขาทำเกินกว่าเหตุ  เมื่อมีพระเยซูมาแย่งความนิยมจากมวลชนที่เคยอยู่ใต้อำนาจของตน  จึงไม่พอใจอย่างยิ่ง  พวกเขาสั่งให้พระเยซูห้ามผู้คนให้หยุดรับเสด็จกษัตริย์ของเขา ให้หยุดการโห่ร้องสรรเสริญ ให้หยุดนิ่งเงียบ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น 


ลองคิดดูว่าในสถานการณ์ อารมณ์ของฝูงชนในขณะนั้น ใครจะหยุดพวกเขาได้ !  


แม้พระเยซูมีอำนาจจะสั่งให้ทุกอย่างสงบเงียบได้ในพริบตา อย่างที่ทรงห้ามลมพายุและคลื่นทะเล ทรงให้คนใบ้พูด ทรงให้คนตายฟื้น แต่นั้นไม่ใช่พระประสงค์ และไม่จำเป็นต้องทำตามคำสั่งของฟาริสีที่ไม่หวังดี

คำตอบของพระเยซูทำให้ฟาริสีต้องหน้าหงาย


“เรา​บอก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า ถึง​คน​เหล่า​นี้​จะ​นิ่ง​เสีย ศิลา​ทั้ง​หลาย​ก็​ยัง​จะ​ส่ง​เสียง​ร้อง”

 

ไม่มีใครหยุดกิจการของพระเจ้าได้ แม้อำนาจทางการเมือง ก็ไม่อาจหยุดอำนาจของประชาชนที่กำลังทำตามสิ่งที่สมควรตามพระประสงค์นั้นได้  อาจจะบีบบังคับให้เขาหยุดหากต้องการ พระเยซูยืนยันว่า หากไม่ให้คนเหล่านั้นส่งเสียง พระเจ้าจะให้ก้อนหินส่งเสียงแทน

พระเจ้าสอนให้เราให้เกียรติแก่กันและกัน ให้เกียรติแก่คนที่สมควรได้รับ ให้ทำทุกสิ่งเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า (โรม 12.10, 13.7,1 ทิโมธี 5.17, 1 เปโตร 2.17, 1โครินธ์ 10.31)

 

หากเราไม่ถวายเกียรติ ไม่ให้เกียรติ พระเจ้าสามารถใช้สิ่งอื่นทำหน้าที่แทนเราได้

 

 ยอห์นผู้ให้บัพติศมา เตือนคนที่คิดว่าตนเองมีเชื้อสายจากบรรพบุรุษแห่งความเชื่อ แต่กลับไม่ได้สำแดงชีวิตในความเชื่ออย่างแท้จริง


อย่า​นึก​เหมา​เอา​ใน​ใจ​ว่า​ตัว​มี​อับราฮัม​เป็น​บิดา เพราะ​เรา​บอก​เจ้า​ทั้ง​หลาย​ว่า ​พระ​เจ้า​ทรง​ฤทธิ์​อาจจะ​ให้​บุตร​เกิดขึ้น​แก่​อับราฮัม​จาก​ก้อน​หิน​เหล่า​นี้​ได้ - Matthew 3:9 ​

 

พระเจ้าสามารถใช้ก้อนหินทำงานแทนเราที่ไม่รับผิดชอบต่องานของพระเจ้าได้

 

พระเจ้าสามารถใช้ก้อนหินแซ่ซ้องสรรเสริญแทนคนที่ไม่ยอมสรรเสริญ

 

ตราบใดที่ยังมีชีวิต มีลมหายใจ ให้รีบรับใช้ เชื่อฟัง และนำการสรรเสริญจากปาก จากใจ และช่วยให้คนอื่น ๆ สรรเสริญพระเจ้า 

 

อย่าให้อายก้อนหิน และต้นไม้ใบหญ้าที่พระเจ้าสร้างมาโดยไม่มีเสียงพูดต้องมาทำหน้าที่แทนเราเลย

จง​ให้​ทุก​สิ่ง​ที่​หายใจ สรรเสริญ​พระ​เจ้า จง​สรรเสริญ​พระ​เจ้า​เถิด​ – Psalms 15.6

 

“สรรเสริญ พระเจ้า” !!

 

อาเมนมั้ยครับ



 

(ภาพประกอบ ผมถ่ายให้เห็นมุมกว้างของเมืองเก่า บริเวณภูเขาพระวิหาร และภูเขามะกอกเทศ ที่เกิดเหตุการณ์ก้อนหินแห่งการสรรเสริญเล่าเรื่อง)