แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระเยซู แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระเยซู แสดงบทความทั้งหมด

19 เมษายน 2563

เรียนรู้อธิษฐานตามแบบพระเยซูสอน - Learning from The Lord’s prayer. โดย บัณฑิต ดาแว่น


คิดอย่างบัณฑิต
เรียนรู้อธิษฐานตามแบบพระเยซูสอน 
 Learning from The Lord’s prayer. 
โดย บัณฑิต  ดาแว่น 

คำอธิษฐานตามแบบที่พระเยซูสอน เป็นถ้อยคำที่ผมใช้หนุนใจพี่น้องให้ทูลวิงวอนต่อพระเจ้าในฐานะพระบิดา ช่วงเวลาแห่งความกลัว กังวล และสับสนที่เกิดขึ้นจากการระบาดของโควิด-19
เราจะอธิษฐานและเรียนรู้อย่างไรในคำอธิษฐานตามแบบที่พระเยซูสอน 
จากพระธรรม มัทธิว 6.9-13

1.  อธิษฐานต่อพระบิดา เทิดทูนบูชาพระนามพระองค์ (ข้อ 9)
“ท่านทั้งหลาย จงอธิษฐานตามอย่างนี้ว่า
ข้าแต่พระบิดาแห่งข้าพระองค์ทั้งหลาย ผู้ทรงสถิตในสวรรค์
ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ

ผู้เชื่อพระเยซูคริสต์  ทุกคนได้รับสิทธิ์เป็นบุตรของพระเจ้า (ยน.1.12) และมีสิทธิ์ได้อยู่ในบ้านคือแผ่นดินสวรรค์ร่วมกับพระเจ้าในฐานะพระบิดาได้  การร้องทูลต่อพระบิดาถือว่าเป็นความใกล้ชิดสนิทสนมที่พระเจ้าประทานให้กับผู้เชื่อทุกคน พระธรรมโรม 8.15 บันทึกว่า
เหตุว่าท่านไม่ได้รับน้ำใจทาสซึ่งทำให้ตกในความกลัวอีก   แต่ท่านได้รับพระวิญญาณผู้ทรงให้เป็นบุตรของพระเจ้า   ให้เราทั้งหลายร้องเรียกพระเจ้าว่า   “อับบา”   คือพระบิดา
คำว่า “อับบา” เป็นภาษาอาราเมค ที่ใช้เรียกคุณพ่อด้วยถ้อยคำของสามัญชนทั่วไปแบบเรียบง่าย เป็นเสมือนลูกที่พูดจากับคุณพ่ออย่างใกล้ชิดเป็นกันเอง ออดอ้อนตามประสาเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือจากพ่อด้วยภาษาท่าทางที่ผูกพันแนบแน่น
ขอบพระคุณพระเจ้าผู้สูงสุดซึ่งสถิตอยู่ในสวรรค์อันบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ แต่ทรงให้โอกาสคนธรรมดาสามัญสามารถจะอธิษฐานทูลอ้อนวอนพระองค์ในฐานะพระบิดา หรือ “พ่อ” อย่างอบอุ่นใจได้ และยิ่งกว่านั้น พระองค์ทรงเป็น พระบิดาผู้ดีรอบคอบ(มธ.548) ที่จะทรงตอบคำร้องทูลแก่ลูกที่รักของพระองค์ด้วย “ของดีที่สุด” (มธ.7.11)  นายแพทย์ลูกาให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่าของดีนั้นคือ “พระวิญญาณบริสุทธิ์”
โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเป็นผู้อยู่เคียงข้าง คอยให้คำแนะนำและอธิษฐานช่วยเราขณะที่ไม่รู้จะทำอย่างไรหรือไม่สามารถอธิษฐานออกมาเป็นคำพูดได้ ซึ่งเป็นเหตุให้พระเจ้าตอบคำอธิษฐานของเราตามพระประสงค์ของพระองค์ และช่วยคนที่รักพระองค์และคนที่พระองค์ทรงเรียกให้เกิดผลอันดีในทุกสถานการณ์ได้ด้วย (รม.8.26-28)
ดังนั้น ทั้งในยามสถานการณ์คับขันหรือปกติสุข ให้อธิษฐานต่อพระบิดา และเทิดทูนบูชาพระนามพระองค์อย่างสูงสุดเสมอ

2.  อธิษฐานขอการครอบครองของพระเจ้าเหนือชีวิต ขอให้สัมฤทธิ์ผลตามพระทัย (ข้อ 10)
ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่
ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์
ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก

เมื่ออธิษฐานขอให้แผ่นดินของพระเจ้ามาตั้งอยู่  ขอให้รับรู้ว่านั่นคือ การยอมรับว่าพระเจ้ามีอำนาจครอบครองเหนือชีวิตจิตใจของคุณ  ทรงเป็นกษัตริย์ที่ครองบัลลังก์แห่งหัวใจของคุณทั้งหมด  ชีวิตนี้จึงไม่ใช่ของคุณเองอีกต่อไปแต่เป็นของพระเยซูแล้ว ดังอาจารย์เปาโลอธิบายว่า
ข้าพเจ้าถูกตรึงไว้กับพระคริสต์แล้ว   ข้าพเจ้าเองไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป   แต่พระคริสต์ต่างหากที่ทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า   ชีวิตซึ่งข้าพเจ้าดำเนินอยู่ในร่างกายขณะนี้   ข้าพเจ้าดำเนินอยู่โดยศรัทธาในพระบุตรของพระเจ้า   ผู้ได้ทรงรักข้าพเจ้า   และได้ทรงสละพระองค์เองเพื่อข้าพเจ้า  - Galatians 2:20
ชีวิตของผู้เชื่อพระเยซูจึงควรเป็นไปตามพระทัยของพระเจ้า เพราะถูกครอบครองด้วยอำนาจ และกฎแห่งพระวจนะของพระเจ้าแล้ว หากอาศัยอยู่ในแผ่นดินของพระเจ้าก็สมควรที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายของพระองค์ด้วย
การทำตามพระทัยของพระเจ้า เป็นช่องทางให้พระเจ้าตอบคำอธิษฐานได้
และนี่คือความมั่นใจที่เรามีต่อพระองค์   คือถ้าเราทูลขอสิ่งใดที่เป็นพระประสงค์ของพระองค์   พระองค์ก็ทรงโปรดฟังเรา และถ้าเรารู้ว่า   พระองค์ทรงโปรดฟังเรา   เมื่อเราทูลขอสิ่งใดๆ   เราก็รู้ว่าเราได้รับสิ่งที่เราทูลขอนั้นจากพระองค์ - I John 5:14-15
คนที่จะรู้น้ำพระทัยของพระเจ้าได้นั้นต้องมีถ้อยคำของพระองค์อยู่ในชีวิต
ถ้าท่านทั้งหลายเข้าสนิทอยู่ในเรา   และถ้อยคำของเราฝังอยู่ในท่านแล้ว   ท่านจะขอสิ่งใด   ซึ่งท่านปรารถนาก็จะได้สิ่งนั้น  - John 15:7
น้ำพระทัยของพระเจ้านั้นมีผลทั้งต่อแผ่นดินสวรรค์และแผ่นดินโลก  ซึ่งหมายถึงพระเจ้ามีอำนาจเสมอทั้งขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่และเมื่อจากโลกนี้ไปเรายังสามารถอาศัยอยู่ใต้อำนาจของพระองค์ที่สวรรค์ได้ด้วย  เพราะเราเป็นลูกที่รักของพระเจ้า
จึงอย่าได้ตามใจอยาก ตามใจอยู่ ตามใจปาก ตามใจท้องของตนเองจนเกินไป จนทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้าเสียหายไปจากชีวิตของคุณเลย  แต่จงแสวงหาการครอบครองของพระเจ้า ให้พระองค์ทรงนำชีวิตในทุกเรื่อง  เพื่อชีวิตจะอยู่ในพระประสงค์ทั้งขณะยังมีชีวิตและเมื่อถึงเวลาสุดท้ายจะได้ภาคภูมิต่อพระพักตร์ที่บนสวรรค์เช่นกัน

3. อธิษฐานขอการพึ่งพาในทุกเวลาของชีวิต (ข้อ 11)
ขอทรงโปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายในกาลวันนี้

พระเจ้าทราบว่าอาหารเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการดำรงชีวิต  แต่ยังสอนไว้อีกว่า
มนุษย์จะบำรุงชีวิตด้วยอาหารสิ่งเดียว หามิได้   แต่บำรุงด้วยพระวจนะทุกคำ   ซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า'  - Matthew 4:4
อาหารฝ่ายกายสำคัญเท่าใด อาหารฝ่ายวิญญาณยิ่งสำคัญมากกว่านั้น  แม้จะกินครบทั้ง 5 หมู่ตามหลักโภชนาการ (บางคนกินไปหลายตำบล – พูดประชดนะครับ) แต่ชีวิตหาอยู่รอดได้ไม่ ถึงอยู่ได้ก็คงอยู่แบบไร้จิตวิญญาณ  นั่นคือเหตุผลว่าทำไมจิตใจคนในยุคนี้ถึงร้ายนัก เพราะเขาไม่ได้กินอาหารฝ่ายวิญญาณ และไม่ดำเนินการตามทางของพระเจ้าอย่างแท้จริงนั่นเอง ตามที่อาจารย์ทิโมธีได้รับการดลใจให้เขียนไว้ล่วงหน้าเมื่อสองพันกว่าปีมาแล้วว่า
แต่จงเข้าใจข้อนี้   คือว่าในสมัยจะสิ้นยุคนั้น   จะเกิดเหตุการณ์กลียุค เพราะมนุษย์จะเห็นแก่ตัว   เห็นแก่เงิน   เย่อหยิ่ง   ยโส   ชอบด่าว่า   ไม่เชื่อฟังคำบิดามารดา   อกตัญญู   ไร้ศีลธรรม ไร้มนุษยธรรม   ไม่ให้อภัยกัน   ใส่ร้ายกัน   ไม่ยับยั้งชั่งใจ   ดุร้าย   เกลียดชังความดี ทรยศ   มุทะลุ   หัวสูง   รักความสนุกยิ่งกว่ารักพระเจ้า ถือศาสนาแต่เปลือกนอก   ส่วนแก่นแท้ของศาสนาเขาไม่ยอมรับ   คนเช่นนั้นท่านอย่าคบ -II Timothy 3:1-4
พระเจ้าสร้างมนุษย์มาให้พึ่งพาในพระองค์ ดังลูกและบิดา ให้สามัคคีธรรมนำความความสัมพันธ์อันดีมาสู่กันเสมอ  แต่เมื่อมนุษย์เผลอไปทำตามคำของมารร้าย  จึงกลับกลายเป็นศัตรู  และรู้ทั้งรู้ว่าการเป็นศัตรูกับพระเจ้านั้น ไม่มีวันจะชนะได้  แต่ขอบคุณพระเจ้าโดยความรักของพระองค์จึงส่งพระบุตรองค์เดียวนามว่า “เยซู” ให้มาช่วยกู้มนุษย์ให้รอดพ้นจากบาป และให้กลับคืนดีกับพระองค์ (รม.5.6-10)
พระองค์เจ้าข้า ขอพึ่งพาในพระองค์  พระผู้ทรงเลี้ยงดูดุจเลี้ยงแกะ และทรงเป็นผู้เลี้ยงที่ดีเลิศ  (สดด.23.1-6,ยน.10.11)  ขอโปรดดูแลข้าพระองค์ทั้งกายและจิตวิญญาณตลอดไปด้วยเถิด

4. อธิษฐานขอการยกโทษ ขออย่าพิโรธต่อความผิดบาปที่ได้ทำ (ข้อ 12)
และขอทรงโปรดยกบาปผิดของข้าพระองค์
เหมือนข้าพระองค์ยกโทษผู้ที่ทำผิดต่อข้าพระองค์นั้น

ความผิดบาปที่ติดชีวิตของเรานั้น มีทั้งสองส่วนคือ บาปที่สืบทอดมาตามสายเลือดตั้งแต่เริ่มต้นการทำบาปของมนุษย์คู่แรก และบาปที่ทำเองของเราแต่ละคนที่ทำมากเสียจนมากกว่าบาปเริ่มต้นเสียแล้วกระมัง  ดังนั้น จึงไม่มีใครปฏิเสธได้ จึงควรยอมรับว่า ข้าคือคนบาป และสมควรถูกสาปให้สาสม ตามพระคัมภีร์ที่ว่า
เพราะว่าทุกคนทำบาป   และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า  -Romans 3:23
เมื่อท่านทั้งหลายเป็นทาสของบาป   ความชอบธรรมก็ไม่ได้ครอบครองท่าน ขณะนั้นท่านได้ประโยชน์อะไรในการเหล่านั้น   ซึ่งบัดนี้ท่านทั้งหลายก็ละอาย   ด้วยว่าผลสุดท้ายของการเหล่านั้น   ก็คือความตาย แต่เดี๋ยวนี้ท่านทั้งหลายพ้นจากการเป็นทาสของบาป   และกลับมาเป็นทาสของพระเจ้าแล้ว   ผลสนองที่ท่านได้รับก็คือการชำระให้บริสุทธิ์   และผลสุดท้ายคือชีวิตนิรันดร์ เพราะว่าค่าจ้างของความบาปคือความตาย   แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา  - Romans 6:20-23

วันนี้ขอให้อธิษฐานสารภาพและยอมรับว่าตนเองเป็นเป็นคนบาป เพื่อจะพ้นจากความแช่งสาป  โดยทูลอ้อนวอนต่อพระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรมผู้ทรงโปรดยกโทษบาปและชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้นได้ด้วยอำนาจของพระองค์ (1ยน.1.9) แม้ว่าบาปของเราจะหนักหนาสักเท่าใด พระองค์ทรงชำระให้สะอาดได้ (อสย.1.18) และถ้าแม้ว่าได้ทำผิดทำบาปต่อใครก็ให้สารภาพและขอการยกโทษจากคนนั้นด้วย และต่างฝ่ายต่างต้องยกโทษให้แก่กันและกัน เหมือนดังที่พระเยซูคริสต์ยอมตายเพื่อไถ่บาปของเราแล้วเช่นกัน (มธ.6.14-15, มก.11.25, ลก.17.3) เพื่อคำอธิษฐานของเราจะไม่มีอะไรขวางกั้นต่อพระเจ้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่สามีภรรยาที่มีความเป็นหนึ่งเดียวกันจะได้พรนี้มากขึ้นด้วย (1ปต.3.7)
พระเจ้าพร้อมอ้าแขนรับคนที่สำนึกผิดและลุกขึ้นมาสารภาพกับพระบิดาเสมอ เพราะไม่มีใครไม่เคยทำผิด แต่ชีวิตที่รับพรคือคนที่กลับใจและสารภาพ (ลก.15.11-24)

5. อธิษฐานขอให้พ้นจากสิ่งชั่วร้าย ขอให้หลีกไกลจากอันตราย (ข้อ 13)
และขออย่านำข้าพระองค์เข้าไปในการทดลอง
แต่ขอให้พ้นจากซึ่งชั่วร้าย

การร้ายทั่งปวง ย่อมมาจากสิ่งชั่วร้าย  “มาร” มันเป็นต้นกำเนิดแห่งความชั่วร้าย เป็นพ่อแห่งความมุสา (ยน.8.44) และมันนำพาให้มนุษย์หลงจากทางแห่งความดี  มันทำให้มนุษย์มีจิตใจมืดมน ไม่สนใจทางแห่งความจริง(2คร.4.4,อฟ.5.11)  มันมาเพื่อลัก ฆ่าและทำลาย (ยน.10.10ก)
หากหลีกไกลได้เท่าไหร่ยิ่งเป็นผลดี  แต่วิธีที่จะหลีกนั้น ต้องทำทั้งสองด้าน คือ หนึ่ง อย่านำตัวเองเข้าไปสู่ปัญหาและอันตรายนั้นโดยไม่จำเป็น สอง ขอการปกป้องดูแลจากพระเจ้า
เริ่มต้น เมื่อรู้แล้วว่าสิ่งใดดีหรือไม่ดี สถานที่ใดดีหรือไม่ดี  คนไหนดีหรือไม่ดี อย่าให้วิถีของเราเข้าไปยุ่งเกี่ยวเป็นดีที่สุด (สดด.1.1) ต้องปลอดภัยไว้ก่อน กันไว้ดีกว่าแก้ เพราะหากปล่อยให้แย่แล้วยากที่จะแก้ไข  อย่าคิดว่าตนเองมั่นคงแล้ว แน่แล้ว และไม่ระวังเพราะจะเกิดความพังพินาศมาสู่ชีวิตได้  พระคำของพระเจ้าเตือนไว้ว่า
เหตุฉะนั้นคนที่คิดว่าตัวเองมั่นคงดีแล้ว   ก็จงระวังให้ดี   กลัวว่าจะล้มลง  -I Corinthians 10:12
ดังนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าจึงทรงทราบว่า   จะช่วยคนชอบธรรมให้รอดพ้นจากการทดลองได้อย่างไร   และทรงทราบวิธีกักขังคนชั่วไว้   ให้รับโทษเมื่อถึงวันพิพากษา โดยเฉพาะคนเหล่านั้นที่ปล่อยตัวหลงระเริงไปตามกิเลสตัณหา   และหมิ่นประมาทอำนาจของผู้ใหญ่   คนเหล่านี้กล้าและประพฤติตามอำเภอใจ   เขาไม่สะทกสะท้านที่จะกล่าวประณามศักดิ์สิริเทพ  -II Peter 2:9-10
เหตุฉะนั้นท่านจงระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้ดี   อย่าให้เหมือนคนไร้ปัญญา   แต่ให้เหมือนคนมีปัญญา จงฉวยโอกาส   เพราะว่าทุกวันนี้เป็นกาลที่ชั่ว เหตุฉะนั้นอย่าเป็นคนโง่เขลา   แต่จงเข้าใจน้ำพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้าว่าเป็นอย่างไร  -Ephesians 5:15-16
เมื่อดูแลและระมัดระวังตนเองอย่างดีแล้ว จากนั้นยังต้องมอบทั้งหมดไว้ภายใต้การปกป้องดูแลของพระเจ้า  เพราะพระเจ้าทรงกระทำให้สำเร็จได้ทุกสิ่ง(ลก.1.37)  สิ่งที่ตาไม่เห็นหูไม่ได้ยินนั้น พระเจ้าสามารถจัดเตรียมไว้สำหรับคนที่รักพระองค์ได้ (1คร2.9)  พระเจ้าทรงรู้ว่าสิ่งใดที่เหมาะสมกับกำลังและสถานการณ์ของเราแต่ละคน และทรงเตรียมหนทางที่ดีสำหรับชีวิตเราเสมอ(1คร.10.13,สดด23)

6. อธิษฐานด้วยความเชื่อ เพื่อยกย่องพระนามสืบไป (ข้อ 13)
หากเราอธิษฐานตามอย่างที่พระเยซูสอน เริ่มต้นด้วยการร้องเรียกหาพระบิดา และสุดท้ายก็ให้จบคำร้องทูลด้วยความเชื่อมั่นในฤทธิ์อำนาจของพระองค์
เหตุว่าราชอำนาจ และฤทธิ์เดช และพระสิริเป็นของพระองค์สืบๆ ไปเป็นนิตย์ อาเมน
พระคัมภีร์ฉบับเก่าแก่บันทึกถ้อยคำเหล่านี้ไว้ ย่อมมีความหมายแน่  เพราะแท้จริงคำตอบ และความสำเร็จทุกอย่างนั้นมากจากพระเจ้า  เราจึงต้องประกอบไปด้วย “ความเชื่อ”  คือ เชื่อในตัวตนของพระเจ้า เชื่อในอำนาจของพระองค์ และเชื่อในความจริงตามพระคำของพระองค์  แม้วันนี้เราอาจรู้สึกว่ายังไม่ได้รับคำตอบตามที่ต้องการ  แต่สัญญาณการตอบของพระเจ้านั้นมีทั้งจะบอกว่า... ได้... ไม่ได้... ให้รอก่อน...หรือ บางครั้งทรงสอนให้เราเติบโตพอที่จะเข้าใจเสียก่อน จึงจะได้รับสิ่งที่ทูลขอนั้น  บางครั้งอาจไม่เป็นดังใจเราต้องการแต่สุดท้ายเป็นไปตามพระทัยพระเจ้าย่อมดีกว่า  เพราะพระทัยของพระเจ้านั้นสูงกว่าความคิดของมนุษย์ พระองค์ประสงค์ให้สิ่งดีที่สุดสำหรับแต่ละคนแน่นอน
พระเจ้าตรัสว่า...
เพราะความคิดของเราไม่เป็นความคิดของเจ้า   ทั้งทางของเจ้าไม่เป็นวิถีของเรา”  
พระเจ้าตรัสดังนี้  
 
“เพราะฟ้าสวรรค์สูงกว่าแผ่นดินโลกฉันใด   วิถีของเราสูงกว่าทางของเจ้า  
 และความคิดของเราก็สูงกว่าความคิดของเจ้าฉันนั้น”
   -Isaiah 55:8-9
การปรับความคิดและชีวิตของเราให้เข้ากับพระทัยของพระเจ้าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด  ด้วยการมอบกาย ถวายชีวิตที่มีให้กับพระองค์เป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอันบริสุทธิ์เพื่อเราจะเข้าใจน้ำพระทัยและเข้าใจว่าอะไรดีที่สุดสำหรับชีวิต (รม.12.1-2)

7. อธิษฐานในนามพระเยซู และสู่คำลงท้ายว่า “อาเมน”
จากคำสอนของพระเยซูในตอนอื่น ๆ ทำให้เห็นว่า เราไม่สามารถอ้างชื่อของตนในการอธิษฐานต่อพระเจ้าได้ เพราะยังไงมนุษย์ที่ยังอาศัยร่างกายที่ตกอยู่ในความบาป และอยู่ท่ามกลางโลกที่เสื่อมทรามจากพระเจ้านั้น ไม่อาจยืนอยู่จำเพาะพระพักตร์ผู้บริสุทธิ์ได้ด้วยตนเอง 
แต่ขอบคุณพระเจ้า  พระเยซูคริสต์ได้ทำการไถ่ความบาปจากชีวิตของเราแล้วด้วยการตายบนไม้กางเขน  ทรงโปรดให้เราเป็นคนชอบธรรม คือได้การยอมรับจากพระเจ้าโดยผ่านทางพระเยซู (ฮบ.9.15,กจ.4.12) ดังนั้น สิ่งที่เราจะดำเนินการต่อพระเจ้านั้นจึงต้องผ่านผู้กลางคือ “พระเยซู” เท่านั้น !
แต่บัดนี้ในพระเยซูคริสต์   ท่านทั้งหลายซึ่งเมื่อก่อนอยู่ไกล   ได้เข้ามาใกล้โดยพระโลหิตของพระคริสต์ เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นสันติสุขของเรา   เป็นผู้ทรงกระทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน   และทรงรื้อกำแพงที่กั้นระหว่างสองฝ่ายลง คือการเป็นปฏิปักษ์กัน   โดยในเนื้อหนังของพระองค์   ได้ทรงให้ธรรมบัญญัติอันประกอบด้วยบทบัญญัติและกฎหมายต่างๆนั้นเป็นโมฆะ   เพื่อจะกระทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นคนใหม่คนเดียวในพระองค์   เช่นนั้นแหละ   จึงทรงกระทำให้เกิดสันติสุข และเพื่อจะทรงกระทำให้ทั้งสองพวกคืนดีกับพระเจ้า   เป็นกายเดียวโดยกางเขน   ซึ่งเป็นการทำให้การเป็นปฏิปักษ์ต่อกันหมดสิ้นไป และพระองค์ได้เสด็จมาประกาศสันติสุขแก่ท่านที่อยู่ไกล   และประกาศสันติสุขแก่คนที่อยู่ใกล้ เพราะว่าพระองค์ทรงทำให้เราทั้งสองพวกมีโอกาสเข้าเฝ้าพระบิดาโดยพระวิญญาณองค์เดียวกัน -Ephesians 2:13-18
พระเยซูยืนยันว่า...
เรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายอีกว่า   ถ้าในพวกท่านที่อยู่ในโลกสองคนจะร่วมใจกันขอสิ่งหนึ่งสิ่งใด   พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์ก็จะทรงกระทำให้ ด้วยว่ามีสองสามคนประชุมกันที่ไหนๆในนามของเรา   เราจะอยู่ท่ามกลางเขาที่นั่น” -Matthew 18:19-20
ผู้เชื่อในยุคแรก และคำอธิษฐานของอาจารย์เปาโลมักลงท้ายด้วยคำว่า อาเมน (รม.9.5,1คร.14.6,อฟ.3.21,1ปต5.11,วว.22.21)
“อาเมน”  เป็นภาษาฮีบรูหมายความว่า ให้เป็นเช่นนั้น  โดยพระเจ้าเป็นผู้กระทำให้เป็นได้ ด้วยความจริง และอำนาจของพระองค์ (วว.3.14,5.14)

ขอให้เราร่วมใจกันอธิษฐานนะครับ

(ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต)

16 เมษายน 2563

เมื่อพายุพัดมา – When storm coming. โดย บัณฑิต ดาแว่น


คิดอย่างบัณฑิต

เมื่อพายุพัดมา  
When storm coming. 
โดย บัณฑิต ดาแว่น 

เมื่อวานตอนเย็นเกิดลมแรงพัดผ่านมา  เป็นพายุฤดูแล้งที่เคยเกิดขึ้นทุกปี  แต่ครั้งนี้ดูเหมือนรุนแรงพอสมควร  เสียงดังหวีดหวิว ทั้งจากจากใบไม้ที่พัดปลิว กิ่งที่ไหวเอนอย่างรุนแรง อีกทั้งเสียงโครมครามจากหลังคาบ้านมันดังเสียดเข้าไปข้างใน  จนรู้สึกถึงความกลัวและกังวลในหัวใจตัวเอง ยิ่งออกไปจดจ้องอยู่กับหลังคาหลังบ้านที่ขยับขึ้นลงตามจังหวะแรงอัดของลมที่เหมือนมันจะหอบออกไปทั้งหมด 
ขอบคุณพระเจ้าที่ทุกอย่างสงบลงในระยะเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง  จากนั้นออกสำรวจคร่าวๆ ตามรอบบ้านและสวนหลังบ้าน  พบว่ามีบางส่วนเสียหายเล็กน้อย ใบไม้เกลื่อนกลาด ลูกมะม่วง ชมพู่ ที่อยู่ในช่วงออกผลดกในปีนี้ ผลกำลังโต รสชาติอยู่ระหว่างเปรี้ยวอมหวาน หล่นเรียงรายตามใต้ต้น  ผมขอบคุณพระเจ้าในใจที่ทรงตอบคำอธิษฐานให้ลมแรงนั้นพัดผ่านโดยไม่ต้องเสียหายอะไรมาก  ส่วนผลไม้ที่ร่วงหล่นจากแรงลมนั้นเรายังเก็บไว้กินได้อีกหลายวัน เสียดายที่ไม่สามารถแจกจ่ายกับเพื่อนฝูงอย่างที่ตั้งใจ เพราะยังอยู่ในช่วงเว้นระยะห่างทางสังคม และหลบลี้หนีให้ไกลจากเจ้าโควิค-19
เมื่อพายุพัดผ่าน สัญญาณแห่งพระพรมาถึงชีวิตได้เช่นกัน  ผลไม้ที่หล่นตามพื้น ผมยืนนึกถึงพระพรจากฟ้าสวรรค์ที่ประทานมานาแก่ชาวอิสราเอล ครั้งที่ต้องออกจากการเป็นทาส ด้วยการอพยพครั้งใหญ่และต้องอาศัยอยู่กลางทะเลทราย  พวกเขาต้องเผชิญพายุร้ายที่หอบทรายมาปกคลุมครั้งแล้วครั้งเล่า  หลายครั้งคิดถึงข้าวปลาอาหารที่เคยรับประทานเมื่อยังทำงานในอียิปต์ แต่อาหารเหล่านั้นแม้จะเลิศรสเพียงใด หรือจะสู้ชีวิตที่เป็นไทในการดูแลของพระเจ้าด้วยมานาประจำวันที่มาอย่างสม่ำเสมอและยังเมตตาให้มีกินได้ถึงวันที่เจ็ดที่ต้องเป็นวันหยุดพักและขอบพระคุณ
ช่วงเวลาที่พายุแรงกล้าพัดผ่านมานั้น มันน่ากลัว แต่ว่าพระเจ้ายังสำแดงพระคุณแก่ชีวิตของเราได้เสมอ  พระเยซูคริสต์ทรงสถิตอยู่กับสาวกของพระองค์ในยามที่พวกเขาต้องเผชิญกับพายุกลางทะเล  ช่วงเวลานั้นสาวกหวาดกลัว และมองไม่เห็นทางรอด  แต่เมื่อพวกเขาร้องขอความช่วยเหลือ(อย่างรนราน)ในขณะที่พระเยซูกลับหลับสนิทอยู่ในเรือ  พวกเขาตะโกนฝ่าเสียงพายุว่า  “อาจารย์ช่วยพวกเราด้วย พวกเรากำลังจะตายอยู่แล้ว” จากนั้นพระเยซูลุกขึ้นและพูดกับพวกเขาว่า 
 “เหตุไฉนจึงขลาดนัก   ช่างมีศรัทธาน้อยเสียจริง ๆ”   แล้วพระองค์ทรงลุกขึ้นห้ามลมและทะเล   คลื่นลมก็สงบเงียบทั่วไป -Matthew 8:26
พระเยซูทรงห้ามพายุร้ายนั้นให้สงบอย่างฉับพลัน จนคนทั้งหลายต่างอัศจรรย์ใจว่าพระองค์เป็นใครแม้แต่คลื่นลมและทะเลยังเชื่อฟังท่าน 
คำเตือนที่เจือด้วยความเมตตามาถึงชีวิตเราทุกวันนี้ด้วยว่า  “ทำไมถึงกลัวและขาดความเชื่อเช่นนี้”
วันนี้พวกเรากำลังเผชิญพายุแห่งชีวิตที่มีชื่อว่า โรคระบาดโควิด-19  มันพัดพาเงาแห่งความตายมาสู่ผู้คนทั่วโลก  ดูเหมือนยังไม่รู้ว่าจะรอดไปได้อย่างไร 
แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ เรายังมีพระเยซูอยู่ในชีวิตหรือไม่ ?  
ความเชื่อของเรายังอยู่ด้วยหรือไม่ ? 
แน่นอนเราต่างมีความกลัว หลายคนรวมทั้งผมด้วยได้รับผลกระทบจากการต้องกักตัวกันอยู่ที่บ้านเพื่อหยุดยั้งการแพร่เชื้อร้าย ขาดงาน ขาดรายได้ หลายคนเริ่มขาดอาหาร(ที่เคยกิน) 
พระเยซูอยู่ที่ไหนในเวลาเช่นนี้ ? 
บทเรียนที่ผมได้รับจากพายุฤดูร้อนที่เกิดขึ้นอีกประการคือ
ในท่ามกลางพายุนั้นพระเจ้ายังประทาน “สันติสุขที่เกินความเข้าใจ” ให้แก่ชีวิตของเราได้  แม้ผมจะพยายามเก็บข้าวของไว้ในที่ปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่สุดท้ายคงไม่อาจควบคุมทุกอย่างได้ สิ่งที่ผมทำได้ดีที่สุดคืออธิษฐานภาวนาหาพระเจ้าขอการปกป้องคุ้มครองจากพระองค์  เมื่อหวนคิดและทำเช่นนั้นแล้ว ทำให้เกิดความรู้สึกมั่นคง มั่นใจ และได้รับความสุขลึกๆในใจว่า พระเจ้ายังทรงควบคุมสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นะ  ผมเข้าใจพระคำของพระเจ้าได้ลึกซึ้งมากขึ้นกว่าเหตุการณ์ปกติที่อ่านถ้อยคำเหล่านี้ที่สอนว่า
...องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ใกล้แล้ว อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใด ๆเลย   แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า   ด้วยการอธิษฐาน   การวิงวอน   กับการขอบพระคุณ แล้วสันติสุขแห่งพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจ   จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์ -Philippians 4:5-8
ขอพระเจ้าเมตตาเราทั้งหลายให้มีความเชื่อมั่นเสมอ มองให้เห็นพระพรที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางปัญหา รวมทั้งเข้าใจและมีประสบการณ์กับสันติสุขที่เกินความเข้าใจ ในท่ามกลางสถานการณ์เรื่องร้ายที่กำลังคุกคามอยู่ในเวลานี้ด้วยเทอญ
ขอพระเยซูคริสต์โปรดช่วยชีวิตข้าพระองค์ทั้งหลายให้รอดพ้นจากอันตราย  และได้อยู่ในการดูแลของพระองค์เสมอ 
ขอทรงรักษาข้าพระองค์ดังแก้วตา  
 ทรงซ่อนข้าพระองค์ไว้ภายใต้ร่มปีกของพระองค์
  - Psalms 17:8
เมื่อพายุพัดมาและฟ้าคำราม ขอทรงซ่อนข้าไว้ในใต้ร่มปีกแห่งพระคุณของพระองค์สืบไป  ขอโปรดให้บรรดาประชาชาติรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้มีชัยชนะเหนือสิ่งชั่วร้ายและความตาย  ผู้ทรงมีอำนาจควบคุมทุกสิ่งด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ได้

ในพระนามพระเยซูคริสต์เจ้า...อาเมน
(ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต)

22 ธันวาคม 2562

เรื่องสำคัญแห่งคริสตมาส : Christmas story โดย บัณฑิต ดาแว่น


คิดอย่างบัณฑิต

เรื่องสำคัญแห่งคริสตมาส : Christmas story
โดย บัณฑิต ดาแว่น  (มือใหม่หัดเขียนกลอน)

กล่าวถึงเรื่อง สำคัญ แห่งคริสตมาส      
ในโอกาส เฉลิมฉลอง วันประสูติ
พระเป็นเจ้า เรียกใช้ ให้เป็นทูต             
เพื่อพิสูจน์ รักแท้ จากเบื้องบน   
ครั้งเก่าก่อน มนุษย์ พลาดผิดพลั้ง         
ไม่เชื่อฟัง ดื้อรั้น พลันมืดมน
แต่ด้วยรัก พระเป็นเจ้า เฝ้าอดทน         
ทรงโปรดชน ด้วยสัญญา จะมาไถ่
พงษ์พันธ์หญิง ความจริง ตามแผนการ 
โปรดประทาน ด้วยฤทธิ์ ของเทิดไท้
เสด็จมา ในโลก  ช่วยพ้นภัย                 
ทรงยิ่งใหญ่ และทำลาย หัวของมาร  

วันเวลา ผ่านพ้น  หลายพันปี
ยังทรงมี แผนวิถี  ที่เล่าขาน
เหล่าผู้เผย วจนะ ยังทำการ                    
ประกาศผ่าน พยากรณ์ ตามบัญชา
หญิงคนหนึ่ง ตั้งครรภ์ ด้วยฤทธิ์เดช     
เอลีซาเบธ หญิงหมัน และชรา
ยังก่อเกิด ลูกชื่อ ยอห์นบัพติสมา          
เศคาริยาห์ พูดได้ เสียงยืนยัน
ด้วยฤทธา สูงสุด เป็นไปได้                  
ไม่สงสัย ใจมั่น ตามประสงค์
ทูตสวรรค์ ประกาศ ด้วยมั่นคง             
ข่าวขององค์ เยซู ผู้ทรงชัย

สาวมารีย์ พรหมจรรย์  ถูกหมั้นแล้ว    
ชายใจแก้ว มีธรรม จะหาไหน
ชื่อโยเซฟ ยืนยัน  ด้วยหัวใจ                 
ยอมรับใช้ ผู้ไถ่ ด้วยวิญญา
พระเยซู ประเสริฐ คือองค์ไท้               
พระทรงได้ สละเนา ที่เมืองฟ้า
เสด็จมา เป็นบุตร สุดพรรณนา             
นอนรางหญ้า สามัญ เหมันต์ฤดู
ทูตสวรรค์ รับใช้ องค์เที่ยงแท้
บอกข่าวแก่คนเลี้ยงแกะผู้อดสู
พวกเขาจึง เร่งรี่ ปรี่ไปดู
องค์เยซู บรรทม ผ้าพันกาย

โหราจารย์ ศึกษา ศาสตร์ดวงดาว         
ส่องสกาว วาววับ ขับแสงฉาย              
ก้าวเดินตาม แสงดาว แม้สุดไกล          
พบผู้ไถ่ จึงถวาย ของล้ำค่า
เป็นทองคำ กำยาน และมดยอบ           
พวกเขามอบ นมัสการ สุดสรรหา
หลังจากนั้น เดินทาง ไม่กลับมา           
เหตุสั่งฆ่า ของเฮโรด โกรธโกรธา

เพราะพระเจ้า ทรงรัก คนในโลก         
รู้ทุกข์โศก จึงส่ง พระบุตรมา
เพื่อจะช่วย ผู้เชื่อ และศรัทธา                
ให้กลับมา สู่ทรวง สรวงสวรรค์
กลับคืนดี พระเจ้า พระบิดา                  
เอ่ยวาจา พระองค์ ทรงนิรันดร์
สิทธิ์เป็นบุตร สุดรัก เชื่อมสัมพันธ์       
รับนิรันดร์ ชีวิต สนิทพระองค์

นามเยซู คือผู้  ช่วยให้รอด                    
ยอมม้วยมอด ถูกฝัง ในอุโมงค์
เพียงสามวัน เป็นขึ้น ยั่งยืนยง               
แล้วพระทรง สู่สวรรค์ นิรันดร
ทรงสัญญา เสด็จกลับ รับผู้เชื่อ             
เหตุผลเพื่อ นำสู่ ฟ้านคร
อยู่กับองค์ สูงสุด เมืองอมร                   
รับพระพร คืนวัน สว่างไสว
พระวิญญาณ บริสุทธิ์ คอยพิทักษ์        
ยังปกปักษ์ รักษา มัดจำไว้
ทรงประทาน สันติสุข เกินเข้าใจ          
เปลี่ยนแปลงให้ ชีวิต กิจรุ่งเรือง

อย่ารอช้า กลับมา หาพระเจ้า                
มาคอยเฝ้า นมัสการ ด้วยสุดเสียง
ร้อยบทเพลง ขับขาน จ้อยจำเรียง         
ด้วยพร้อมเพรียง คริสตมาส ประกาศนาม

...อาเมน


แหล่งอ้างอิงของเรื่องราวที่สำคัญ  จากพระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ (The Holy bible)
(ปฐก.3.15); (อสย 7.14,9.6);  (ลก.1);  (ลก.2, มธ.1.18-25) ; (มธ.2);  (ยน.3.16,รม.10.9-11,ยน.1.12); (1คร.15.1-4);  (อฟ.1.111-14,ฟป.4.7-8,ยน.14.27)

(ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต)