แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การดำเนินชีวิต บทเรียนพระคัมภีร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การดำเนินชีวิต บทเรียนพระคัมภีร์ แสดงบทความทั้งหมด

28 กรกฎาคม 2564

Stone Storytelling: ก้อนหินเล่าเรื่อง (1) โดย บัณฑิต ดาแว่น

คิดอย่างบัณฑิต

ข้อคิดจากอิสราเอล

Stone Storytelling: ก้อนหินเล่าเรื่อง (1)

โดย บัณฑิต ดาแว่น

 

เชื่อไหมครับว่า ก้อนหินส่งเสียงดัง และเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ได้ ?


เมื่อผมไปเดินตามรอยพระคัมภีร์ที่อิสราเอล ทำให้พบความจริงนี้  เพราะทุกพื้นที่ที่เยื้องย่างไปนั้นเต็มไปด้วยก้อนหิน ทั้งขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ หลากหลายรูปแบบ  ผมชอบความรู้สึกที่ได้ยินเรื่องราวจากก้อนหินเหล่านี้อย่างจับใจ  จะนำมาบางเรื่องเท่าที่จะมีโอกาสเขียนนะครับ...

 

ก้อนหินของดาวิด

เริ่มตั้งแต่วันแรกที่ไปชมทุ่งหญ้าที่ดาวิดเคยสู้กับยักษ์โกลิอัท ด้วยก้อนหินจากลำธารที่นำมาใส่สวิงเหวี่ยงใส่จนยักษ์ใหญ่ต้องล้มหัวขมำ นำชัยชนะมาให้ชนชาติอิสราเอลอย่างยิ่งใหญ่  ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นดาวิดเป็นเพียงเด็กหนุ่มหน้าตาผิวพรรณใส ๆ ไม่เคยผ่านการฝึกรบในฐานะทหารแม้แต่น้อย  เขาเข้าไปในสนามรบ เพราะต้องนำอาหารไปส่งพี่ชายที่เป็นทหารประจำการตามการบัญชาของกษัตริย์ซาอูล 

แม้แต่ทหารหาญผู้เชี่ยวชาญการรบยังต้องหลบการมาปรากฏตัวของยักษ์ใหญ่  แต่ดาวิดเป็นใครจึงกล้าหาญชาญชัยได้ขนาดนั้น  พระคัมภีร์บันทึกว่า ดาวิดเชื่อในพระเจ้า เมื่อยามต้องเฝ้าฝูงแพะแกะ เขาใช้เวลานมัสการ ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าอยู่เสมอ เมื่อหมี หมาป่า หรือสิงโตโผล่มาจะจับแกะของเขาไปกิน ดาวิดก็สู้มันด้วยก้อนหิน ที่สำคัญเขาสู้มันโดยพระนามของพระเจ้า  ดังนั้น ดาวิดจึงพูดว่า  ชาวฟิลิสเตียผู้ไม่เข้าสุหนัต (ไม่รู้จักพระเจ้า)คนนี้เป็นใคร ถึงมาหลบหลู่พระนามพระเจ้าอยู่ได้ตั้งหลายวัน...เขามาด้วยหอกด้วยดาบ แต่ดาวิดบอกว่า ข้าพเจ้ามาด้วยพระนามของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่

แล้ว​ดาวิด​ก็​พูด​กับ​คน​ฟีลิสเตีย​คน​นั้น​ว่า “ท่าน​มา​หา​ข้าพเจ้า​ด้วย​ดาบ ด้วย​หอก​และ​ด้วย​หอก​ซัด แต่​ข้าพเจ้า​มา​หา​ท่าน​ใน​พระ​นาม​แห่ง​พระ​เจ้า​จอม​โยธา ​พระ​เจ้า​แห่ง​กองทัพ​อิสราเอล ผู้​ซึ่ง​ท่าน​ได้​ท้า​ทาย​นั้น​

​ใน​วันนี้​พระ​เจ้า​จะ​ทรง​มอบ​ท่าน​ไว้​ใน​มือ​ข้าพเจ้า และ​ข้าพเจ้า​จะ​ประหาร​ท่าน​และ​ตัด​ศีรษะ​ของ​ท่าน​เสีย และ​ใน​วันนี้​ข้าพเจ้า​จะ​ให้​ศพ​ของ​กองทัพ​ฟีลิสเตีย​แก่​นก​ใน​อากาศ​และ​แก่​สัตว์​ป่า เพื่อ​ทั้ง​พิภพ​นี้​จะ​ทราบ​ว่า​มี​พระ​เจ้า​พระ​องค์​หนึ่ง​ใน​อิสราเอล​ และ​ชุมนุม​ชน​นี้​ทั้งสิ้น​จะ​ทราบ​ว่า ​พระ​เจ้า​มิได้​ทรง​ช่วย​ด้วย​ดาบ​หรือ​ด้วย​หอก เพราะ​ว่า​การ​รบ​ครั้ง​นี้​เป็น​ของ​พระ​เจ้า ​พระ​องค์​จะ​ทรง​มอบ​ท่าน​ไว้​ใน​มือ​ของ​เรา​ทั้ง​หลาย”- 1 Samuel 17.45-47

 

จากก้อนหินก้อนนั้น ส่งผลให้ดาวิดกลายมาเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาณาอิสราเอล และเชื้อสายเขาได้รับเลือกให้เป็นพระเมสสิยาห์ที่มาเกิดเป็นมนุษย์ คือพระเยซู พระเจ้าผู้ช่วยให้มนุษย์ทั้งโลกรอดพ้นจากความผิดบาป

ผมได้หยิบก้อนหินบริเวณทุ่งหญ้าแห่งดาวิดมาเป็นที่ระลึกสองสามก้อน และทุกวันนี้ก้อนหินยังเล่าเรื่องให้ผมได้ยินอยู่เสมอ

(อ่านเรื่องราวก้อนหินของดาวิด ที่ผมเขียนไว้อีกมุมมองได้ https://bandhit.blogspot.com/2019/05/davids-stone.html )


ก้อนหินเล่าเรื่องต่อไป คือ ก้อนหินที่สวนองุ่น...ติดตามต่อนะครับ

24 พฤษภาคม 2564

คุมราน (Qumran) สถานที่คัดลอกพระคัมภีร์ โดย บัณฑิต ดาแว่น

 

คิดอย่างบัณฑิต

ข้อคิดจากอิสราเอล

คุมราน (Qumran) สถานที่คัดลอกพระคัมภีร์

โดย บัณฑิต ดาแว่น

การเดินทางตามรอยพระคัมภีร์ ที่ประเทศอิสราเอล จุดสำคัญที่คณะของเรามาเยี่ยมชมอีกแห่งคือ คุมราน (Qumran)  เป็นชุมชนโบราณท่ามกลางหุบเขาที่มีถ้ำเล็กถ้ำน้อย ซึ่งในอดีตคนเลี้ยงแกะมักนำฝูงแกะขึ้นไปหลบพายุ  และเป็นที่ซึ่งชาวเบดูอินคนหนึ่งได้พบคัมภีร์โบราณที่ต่อมาเรียกกันว่า ม้วนหนังสือทะเลตาย  (Dead Sea Scrolls) ในถ้ำเก่าแก่อย่างอัศจรรย์

รถบัสคันใหญ่นำพวกเราเดินทางไปตามถนนที่คดเคี้ยวขึ้นลงไปตามไหล่เขา  สองข้างทางยังเต็มไปด้วยภูเขาที่เห็นเป็นสีน้ำตาลแดงอันเนื่องจากไม่มีต้นไม้สีเขียวให้เห็นมากนัก ประกอบกับแสงแดดที่แผดเผาเป็นเปลวขึ้นมา แต่ว่ายังมีผู้คนทำสวนองุ่น มะกอกเทศ โดยนำหินไปกองไว้เป็นแนวสวนของตนเอง บางช่วงเห็นฝูงแพะแกะเดินตากแดดท่ามกลางหญ้าที่แห้งกรอบ มีต้นหนามเป็นหย่อมๆ  เห็นคนเลี้ยงแกะตัวคล้ำๆ เดินตะคุ้ม ๆ อยู่บ้าง  ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของชาวพื้นเมืองดั้งเดิมกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า ชาวเบดูอิน ซึ่งแม้พวกเขาเป็นชาวเร่ร่อนที่แทบไม่มีชื่อในทะเบียนของโลกด้วยซ้ำ แต่เรื่องราวของพวกเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของการมาบังเกิดของพระเยซู พระผู้ช่วยให้รอดของทั้งโลก กล่าวคือ คนเลี้ยงแกะที่ได้รับข่าวจากทูตสวรรค์ถึงการมาบังเกิดของพระเยซูผู้เป็นเชื้อพระวงศ์ของกษัตริย์ดาวิด ซึ่งนายแพทย์ลูกาบันทึกไว้ (ลูกา 2.1-20) น่าจะเป็นชนเผ่าเบดูอินที่ว่านี้  ซึ่งแสดงให้เห็นว่า พระเจ้าใส่ใจทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนสูงศักดิ์ หรือสามัญ และที่น่าทึ่งคือ ทรงใช้คนเรร่อน คนไม่มีชื่อ(เสียง) ให้กลายเป็นกระบอกเสียงแห่งข่าวดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด  นั่นหมายความว่า พระเจ้าทรงให้โอกาส ทรงให้ความไว้วางใจแก่คนธรรมดาสามัญอย่างเรา มีส่วนในเรื่องที่สำคัญของพระองค์ แล้วอย่างนี้เรายังจะทำให้พระองค์ผิดหวังได้หรือ 

นั่งรถมาพอสมควรมีอาการมึนหัวเล็กน้อยจากเส้นทางที่คดเคี้ยว แต่ยังถือว่าเพลิดเพลินกับประสบการณ์ข้างทางมากกว่า บางช่วงได้ถ่ายวิดีโอเก็บไว้บ้าง ความสวยงามของสวนอินทผลัมที่เรียงรายตามสองข้างทางดูแล้วทำให้เกิดจิตนาการ  มัคคุเทศก์แนะนำพวกเราด้วยภาคภูมิใจว่าผลผลิตอินทผลัมที่อิสราเอลนั้นมีคุณภาพสูง ให้รสชาติที่หวานฉ่ำและมีคุณค่าทางโภชนการสูง เพราะพื้นที่ อากาศ และการดูแลพิเศษ ว่าแล้วก็มีการส่งต่อผลอินทผลัมมาให้ชิม ซึ่งก็สมคำบรรยายจริงๆ หวานในลิ้น ช่วยให้สดชื่น รู้สึกกระชุ่มกระชวยจากอาการสลืมสลือที่นั่งรถมานานได้ดีทีเดียว ที่สำคัญใกล้มื้อเที่ยงแล้วก็ยังช่วยให้รู้สึกมีอะไรให้รองท้องไปได้ด้วย  ต่อมาเมื่อกลับเมืองไทยแล้ว ผมเคยซื้ออินทผลัมจากตลาดมากิน รู้สึกว่าไม่เหมือนของแท้จากอิสราเอล (คงเกิดจากความรู้สึกในบรรยากาศด้วยนะ) 

หลังจากทยอยลงจากรถ แต่ละคนก็ยังมองหาห้องน้ำเป็นลำดับแรก จากนั้นเดินไปตามพื้นดินที่แห้งผาก เป็นลักษณะเนินเขา มีการกัดเซาะเป็นร่อง ๆ และทางเดินเท้าคดเคี้ยวไปตามแนวเนินเขา  สภาพพื้นที่คล้ายกับแพะเมืองผีที่จังหวัดแพร่ หรือ แกรนแคนย่อนไทยที่เชียงใหม่  แสงแดดที่สว่างจ้า และลมที่พัดค่อนข้างแรง ทำให้รู้สึกว่าเย็นๆ ผมยังต้องใส่เสื้อสูทแม้เดินท่ามกลางแสงแดด ไม่ได้ผิดปกตินะครับ เพราะพวกเราคนไทยส่วนใหญ่ก็ต้องสวมแจ็คเก็ต หรือสูท เพราะอากาศจะเย็นจากลมที่พัดแรง และที่อิสราเอลอากาศช่วงกลางวันกับกลางคืนจะเปลี่ยนแปลงอย่างมากคือกลางวันร้อนจัดส่วนกลางคืนหนาวเย็น และอาจเปลี่ยนแปลงได้ทุกเวลา 

มัคคุเทศก์นำเราเข้าไปในอาราม ที่จำลองที่พักอาศัยของคนในชุมชนโบราณที่เรียกว่า “เอสซีน”  (Essene) เป็นกลุ่มคนที่อุทิศตนเอง เพื่อคัดลอกคำสอนศักดิ์สิทธิ์ที่ถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษชาวยิว ซึ่งเชื่อกันว่านับตั้งแต่การทรงสร้างโลกจนถึงสมัยของพระเยซูที่พวกเขาต้องนั่งคัดลอกและรักษาม้วนหนังสือเหล่านั้นไว้สุดชีวิต  พวกเขาเปรียบเสมือนนักบวชที่ต้องหลีกเลี่ยงจากมลทินทั้งปวง เขาให้เกียรติ ยำเกรงถ้อยคำของพระเจ้าที่สำแดงแก่บรรพชนอย่างเคร่งครัด  ในพื้นที่คุมราน จะมีแอ่งน้ำหลายแห่งที่ใช้อาบน้ำชำระตัวให้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่เขาจะเขียนถ้อยคำที่เกี่ยวกับพระนามของพระเจ้า จะต้องชำระตัวก่อนทุกครั้ง  การคัดลอกทุกบท ทุกตัวอักษรได้รับการเอาใจใส่และเที่ยงตรงตามต้นฉบับอย่างละเอียดลออด้วยการนับจำนวนตัวอักษรให้ตรงกัน  ด้วยเหตุนั้นพวกเราจึงมีความเชื่อมั่นว่าถ้อยคำที่ถ่ายทอดมาถึงปัจจุบันนั้นมีความเที่ยงตรงสูง  ภายในยังจำลองวิถีชีวิตของชุมชนชาวเอสซีน ที่อยู่อย่างสมถะ คล้ายๆพวกฤๅษีของบ้านเรา (หมายถึงเป็นฤๅษีที่อุทิศตัวจริงๆ ไม่มีผลประโยชน์ทางการเงินหรืออวดอ้างวิชาอาคม)  นักวิชาการพระคัมภีร์เชื่อว่ายอห์นผู้ให้บัพติศมาน่าจะเป็นคนหนึ่งที่ได้รับการฝึกฝนชีวิตในลักษณะของชาวเอสซีนด้วย

 

การค้นพบม้วนพระคัมภีร์ที่คุมราน มีผลอย่างไรต่อชีวิตของเราในทุกวันนี้บ้าง...

จากข้อมูลพบว่า การค้นพบม้วนหนังสือทะเลตายครั้งแรกเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1947 ในคุมราน (Qumran) ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ประมาณสามสิบสองกิโลจากทางทิศตะวันออกของกรุงเยรูซาเล็มด้านตะวันตกเฉียงเหนือของของทะเลตาย คนเลี้ยงสัตว์ชาวเบดูอินกำลังตามแกะซึ่งหลงทางไป ได้โยนก้อนหินไปเล่นๆ ขณะเดินไปพลางโยนไป จนกระทั่งก้อนหินตกลงไปในถ้ำตามหน้าผาริมทะเลและได้ยินเสียงแตกดัง พลั้ว !! หินไปกระทบโดนหม้อเซรามิคที่มีหนังสัตว์และม้วนกระดาษปาไปรัสอยู่ข้างใน  โดยที่เขาไม่รู้ว่าคืออะไรซึ่งหลังจากนั้นมีการพิสูจน์ออกมาว่าม้วนหนังสือเหล่านั้นมีอายุเกือบสองพันปี พวกเขาจึงนำม้วนจารึกไปขายให้แก่พ่อค้าในกรุงเยรูซาเล็มต่อมาพ่อค้าไปขายต่อเป็นทอดๆ  จนกระทั้งนักโปราณคดีพระคัมภีร์ต้องไปควนหาซื้อชิ้นส่วนต่าง ๆ กลับมาและนำไปเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์อิสราเอล ในอาคารชื่อ The Shrine of the Book ภายใต้การดูแลอย่างดี (ที่มา: https://mgronline.com/daily/detail/9480000092427)

            จากนั้นคนค้นหาครั้งใหญ่ก็ตามมาอีกเป็นสิบ ๆ ปี มีถ้ำจำนวนสิบเอ็ดถ้ำรอบๆ ทะเลตายที่มีการค้นพบหนังสือม้วนที่เป็นม้วนๆ กระจายอยู่เป็นหมื่นๆ ม้วนกำหนดอายุตั้งแต่ ศตวรรษที่สามก่อนคริสตกาลจนถึงปี ค.ศ. 68 และเป็นการแสดงถึงงานเขียนที่เขียนขึ้นมาแยกกัน คาดการณ์ได้ว่ามีอยู่ประมาณ 800 ม้วน

            ม้วนหนังสือทะเลตายที่ค้นพบบริเวณชุมชนคุมรานประกอบไปด้วยการรวบรวมเอกสารของชาวยิวที่เขียนเป็นภาษาฮีบรู ภาษาอาราเมคและภาษากรีกและรวมถึงวิชาที่หลากหลายและวรรณกรรมหลายรูปแบบ รวมถึงต้นฉบับของส่วนที่กระจายไปของพระธรรมทุกเล่มในพระคัมภีร์ฮีบรูยกเว้นพระธรรมเอสเธอร์ ทั้งหมดนี้ถูกเขียนขึ้นเกือบๆ หนึ่งพันปีก่อนต้นฉบับพระคัมภีร์ใดๆ ก่อนหน้านี้ ม้วนหนังสือเหล่านี้ยังประกอบไปด้วยอรรถาธิบายของพระคัมภีร์ฉบับแรกสุดที่มีอยู่สำหรับพระธรรมฮาบากุกและงานเขียนอื่นๆ ท่ามกลางสิ่งเหล่านี้มีงานเขียนที่เกี่ยวข้องกับการช่วงเวลาของชาวยิว  เป็นไปได้ว่าพวกเขานำไปเก็บหรือซ่อนไว้ในถ้ำเพื่อให้รอดพ้นจากการทำลายของศัตรูในเวลานั้น และพระเจ้าทรงใช้สถานการณ์นั้นให้เป็นที่เก็บรักษาถ้อยคำของพระองค์มาถึงเราในปัจจุบันนี้อย่างอัศจรรย์ ตามพระสัญญาที่ว่า แม้ฟ้าและแผ่นดินโลกจะสูญสลายไป แต่ถ้อยคำของพระเจ้าแม้ขีดหนึ่ง หรือจุด ๆหนึ่งจะไม่สูญหายไปเลย (มัทธิว 5.18, 24.35)

               เรื่องราวของสิ่งที่อยู่ในม้วนหนังสือทะเลตายนั้นยืนยันความมีอยู่จริงของพระคัมภีร์ที่คนยิวและคริสเตียนเชื่อถือกันนั้นว่าเป็นเรื่องจริงที่ได้รับการดลจากจากพระเจ้าให้เขียนขึ้นมา เพราะหนังสือม้วนทะเลตายนั้นเป็นการคัดลอกพระธรรมต่าง ๆ ในพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมจาก 250 – 150 ปีก่อนคริสตศักราช ม้วนหนังสือจำนวนมากเป็นสำเนาของพระคัมภีร์ของคนฮีบรูในพันธสัญญาเดิม การค้นพบม้วนหนังสือทะเลตายเป็นการค้นพบที่น่าอัศจรรย์และม้วนหนังสือเหล่านี้อยู่ในสภาพที่ดีมากและถูกซ่อนไว้เป็นเวลามากกว่า 2,000 ปี เป็นการพิสูจน์วิธีที่พระเจ้ารักษาไว้ซึ่งพระคำของพระองค์มาเป็นช่วงเวลาหลายศตวรรษ ปกป้องมันจากการศูนย์หายและควบคุมไว้ไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดที่สำคัญ

(ที่มา: https://www.gotquestions.org/Thai/Thai-dead-sea-scrolls.html )

ทุกครั้งที่อ่านพระคัมภีร์ ทั้งในรูปแบบหนังสือเล่ม หรือผ่านทางสื่ออิเลกทรอนิกส์  จึงย้ำเตือนใจเสมอว่าถ้อยคำที่กำลังอ่านนั้นเป็นถ้อยคำที่มาจากพระเจ้าที่ตรัสไว้แก่คนของพระองค์หลายพันปีที่ผ่านมา และยังคงมีหลักฐานที่เชื่อถือได้ทั้งประวัติศาสตร์ โบราณคดี รวมทั้งประสบการณ์ของใครๆ ต่อใครหลายๆ คนที่พบความจริงนี้ด้วยตนเอง รวมทั้งผมเองที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงชีวิตจากถ้อยคำแห่งพระวจนะนี้ด้วยตนเอง  ตามพระคัมภีร์ที่ยืนยันว่า ...

พระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์   ซึ่งสามารถสอนท่านให้ถึงความรอดได้โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์  พระคัมภีร์   ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า  และเป็นประโยชน์ในการสอน   การตักเตือนว่ากล่าว   การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี   และการอบรมในทางธรรม เพื่อคนของพระเจ้าจะพรักพร้อมที่จะกระทำการดีทุกอย่าง (II Timothy 3:15-17)





12 พฤษภาคม 2564

Dead Sea : ทะเลที่ไม่มีวันจืด โดย บัณฑิต ดาแว่น


คิดอย่างบัณฑิต

ข้อคิดจากอิสราเอล

Dead Sea  : ทะเลที่ไม่มีวันจืด

โดย บัณฑิต  ดาแว่น

การเดินทางไปตามรอยพระคัมภีร์ที่ประเทศอิสราเอล  แผนการเดินทางส่วนหนึ่งนั้นจะขาดเรื่องราวทะเลตายไปไม่ได้ 

        Dead Sea  “ทะเลตาย” บ้างก็เรียกว่า  “ทะเลมรณะ”  หรือ “ทะเลเกลือ”  เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่มีความเข้มข้นสูง จนชนิดที่ว่าเราสามารถลงไปนอนลอยตัวและอ่านหนังสือได้ โดยไม่จมลงมิดตัว  ส่วนจะมีวิธีการและประสบการณ์ที่ลงไปด้วยตัวเองของผมอย่างไรบ้าง ติดตามกันต่อไปนะครับ

คณะของเราร้อยกว่าชีวิต ยังพักอยู่ที่โรงแรมในเมืองเบธเลเฮมที่ชื่อว่า Manger Square Hotel เป็นโรงแรมน่าจะระดับสามถึงสี่ดาว  อยู่ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวทั้งห้างสรรพสินค้า และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อย่าง โบสถ์ที่เชื่อว่าเป็นสถานที่ประสูติของพระเยซู  สถานที่คนเลี้ยงแกะได้รับการแจ้งข่าวจากทูตสวรรค์ให้ไปดูพระผู้ช่วยให้รอดมาประสูติ เป็นต้น ชื่อโรงแรม Manger คือ รางหญ้า เขาคงจะตั้งชื่อตามเหตุการณ์ที่มารีย์และโยเซฟใช้เป็นที่รองรับพระกุมารเยซูในวันที่ประสูติ ตามการบันทึกของพระคัมภีร์ว่า โยเซฟและมารีย์ต้องเดินทางจากเมืองนาซาเร็ธซึ่งอยู่ทางเหนือของอิสราเอล ต้องเดินทางลงมายังบ้านเกิดเมืองนอนตามคำสั่งของจักรพรรดิซีซาร์ ออกัสตัส แห่งโรม ที่ออกคำสั่งให้มีการจดทะเบียนสำมโนครัวทั่งทั้งแผ่นดิน เพื่อสำรวจประชากรและเก็บภาษี (ลูกา 2.1-7)  ผู้คนจำนวนมากต้องเดินทางเพราะคำสั่งนี้ ขณะที่มารีย์ท้องแก่แล้ว แต่ต้องเดินทางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ระยะทางจากนาซาเร็ธถึงเบเลเฮมประมาณ 160 กิโลเมตร อาจต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์สำหรับคนปกติที่เดินเท้าและอาศัยสัตว์เป็นพาหนะ ส่วนคนท้องแก่จะยากลำบากแค่ไหนต้องจินตนาการดูนะครับ ประกอบกับ สภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขาโขดหิน หนทางขึ้นลง คดเคี้ยวเลี้ยวลด มีทางสูงชัน และทางเปลี่ยวอันตรายรอบข้างทั้งจากสัตว์ป่าและโจรผู้ร้าย สุดท้ายมาถึงเบธเลเฮม แต่หาที่พักไม่ได้ จึงต้องอาศัยบริเวณคอกสัตว์ ซึ่งอาจเป็นโพรงถ้ำที่ปรับมาใช้ประโยชน์ของคนท้องถิ่น 

พูดถึงโรงแรมที่นี่ ต้องเล่าเรื่องอาหารการกินสักนิด  ทุกเช้าจะจัดอาหารแบบฟุบเฟ่ หลากหลายชนิด แน่นอนเป็นอาหารสไตน์ตะวันออกกลาง อิสราเอล และ อาหรับ ที่เต็มไปด้วย นม เนย ซีส เนื้อวัว เนื้อแพะ   ไก่ และปลาสารพัด ที่ขาดไม่ได้คือผัก ผลไม้จากท้องถิ่นเรียงรายกันตระการตา  ผมในฐานะนักชิม นักกิน(แบบไม่เลือกหน้า แต่ว่าหุ่นยังเฟิร์มเสมอ.. ฮะ..ฮะ..ฮ้า!!) ไม่พลาดที่ลองชิมนั่นชิมนี่ทุกมื้อกันเลย ผมชอบประเภทผัก และพวกเนย ซีส เป็นพิเศษ ส่วนนมแพะนั้นกลิ่นมันจะแรงนิดๆ แต่เขาก็บอกว่ามันมีคุณค่าทางโภชนาการเทียบเท่ากับนมของแม่เชียวนะ แต่เอาละโฆษณาไปผมก็ไม่ชินกับกลิ่นอยู่ดี ซีสบางอย่างก็มีกลิ่นและรสชาติแปลกลิ้นเหมือนกัน ส่วนที่ผมมักจะเลี่ยงคือมะกอกเทศดองเท่านั้น สรุปคืออร่อยทุกอย่างครับ

หลังจากรับประทานอาหารเรียบร้อยก็ถึงเวลาเดินทาง  ต้องทำเวลากันหน่อยผมเดินขึ้นลงบันไดของโรงแรมไปห้องพักชั้นหกทุกครั้ง ถือเป็นการออกกำลังกายไปด้วย เพราะหากรอขึ้นลิฟท์ไม่ทันแน่ เฉพาะคณะของเราก็ร้อยกว่าท่านแล้ว  วันนี้เป้าหมายใหญ่คือเดินทางไปที่ ทะเลเดดซี (Dead sea) ที่ขึ้นชื่อว่า เค็มที่สุดในโลก  ต้องเตรียมตัวและฟังข้อมูลคำแนะนำจากผู้จัดการทัวร์ ว่าไม่ควรตัดเล็บ โกนหนวด หรือกระทำการใดที่อาจจะเป็นเหตุให้เกิดรอยแผล ขีดข่วนตามร่างกาย เพราะหากลงไปในน้ำทะเลตายที่เค็มกว่าน้ำทะเลทั่วไปถึงสิบเท่าแล้ว ไม่อยากจินตนาการเลยว่าจะแสบถึงทรวงขนาดไหน  เราต้องเตรียมเสื้อผ้าไปเปลี่ยนเวลาลงเล่นน้ำด้วย  จากนั้นพวกเราก็ทยอยขึ้นรถบัสและเตรียมตัวเวียนหัวไปกับเส้นทางอันน่าตื่นเต้นแล้วละครับ

เส้นทางที่ไปยังตระการตา น่าสนใจทุกเรื่องราวในมุมมองของคนที่ไปสัมผัสครั้งแรก ทั้งไต่ไปบนเนินเขา สันเขา ลงหุบเหวลึกและขึ้นไปอย่างสูงชัน  พลขับมืออาชีพยังนำพวกเราผ่านเส้นทางทะเลทรายยูเดีย ที่ตลอดสองข้างทางเป็นภูเขาหินแห้งแล้ง สลับกับสวนมะกอกเทศ องุ่น และพืชพันธ์ท้องถิ่น แม้รถจะเคลื่อนไปแต่ยังมองเห็นแพะ แกะ ที่ปล่อยเดินตามเนินเขากินหญ้าแห้งตามสภาพ และมองเห็นคนตัวคล้ำๆ เดินตามฝูงสัตว์ของเขา ท่ามกลางแดดแผดเผา  มัคคุเทศก์อธิบายให้ฟังว่า นั่นคือสภาพชีวิตของชนเผ่าเร่ร่อนที่ยังดำรงชีพด้วยวิถีดั้งเดิม เขาเรียกว่า “ชาวเบดูอิน” ซึ่งทุกวันนี้อาจจะมีจำนวนน้อยลงไป แต่ยังมีให้เห็น  น่าจะเป็นภาพตัวอย่างที่ดีเมื่อเราอ่านพระคัมภีร์ถึงวิถีชีวิตของคนสมัยเมื่อสามพันปีก่อนได้ว่าเรื่องราวแบบนี้มีอยู่จริง

เส้นทางยังเลียบไปตามแม่น้ำจอร์แดนที่เป็นสายน้ำที่เชื่อมมาจากทะเลกาลิลีอันเป็นทะเลสาบน้ำจืดไหลลงมาทางแม่น้ำจอร์แดนและสิ้นสุดที่ทะเลตาย ซึ่งน้ำจืดกลายเป็นน้ำเค็มเข้มข้น  เราได้เพียงชำเลืองมองแม่น้ำจอร์แดนที่คดเคี้ยวไม่เพียงเส้นทางรถ บริเวณ Qasr EL Yahud ริมแม่น้ำจอร์แดนฟากตะวันตก เชื่อกันว่าพระเยซูมารับบัพติศมาจากยอห์นผู้ให้บัพติศมาที่นี่เมื่อสองพันปีก่อน  มัคคุเทศก์ปลอบใจเราว่า ไม่ต้องลงไปดูก็ได้นะครับ เพราะน้ำที่แม่น้ำจอร์แดนคงไม่แตกต่างจากน้ำที่อื่นนักหรอก แถมอากาศยังจะร้อนระอุอีกด้วย หากต้องลงไปก็เดินผ่าดงหญ้าไปอีก และไม่รู้ว่าจุดไหนเป็นจุดไหนที่เกิดเหตุการณ์ใดบ้าง เพราะสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปหมดแล้ว เป็นอันว่าฟังและชำเลืองดูก็พอ 

เมื่อมาถึงบริเวณใกล้ ๆ ทะเลตายแล้วพวกเราชาวคณะยังได้ไปเยี่ยมชม ถ้ำคุมราน (Qumran)เป็นบริเวณที่เจ้าสำนักสมัยนั้นสั่งสอนลูกศิษย์ของตน และเหตุการณ์ณ์การเขียน การคัดลอกพระคัมภีร์ก็เกิดขึ้นที่บริเวณนี้ เป็นสถานที่คนเลี้ยงแกะชาวเบดูอินพบม้วนหนังสือโบราณโดยบังเอิญและกลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันว่าพระคัมภีร์ที่เราเชื่อกันทุกวันนี้เป็นความจริงอย่างอัศจรรย์เพราะข้อความ เนื้อหา ตรงกับสำเนาโบราณที่พบ เหตุการณ์ค้นพบนี้เกิดขึ้นเมื่อ ปี ค.ศ.1947 นี่เอง  เอาไว้จะเล่ารายละเอียดของเรื่องนี้อีกทีนะครับ

เมื่อรถทัวร์จอด เราต่างเปลี่ยนชุดเป็นขาสั้นเสื้อยืด รองเท้าแตะ สะพายย่ามใส่ผ้าเช็ดตัว สบู่ ยาสระผมเพื่อเตรียมตัวลงทะเลตายแล้วครับ  มาถึงแล้ว ทะเลตาย ทะเลมรณะ ทะเลเกลือ ทะเลเค็มที่ได้ยินมานาน ความฝันเป็นจริงในวันนี้ จะลงแช่น้ำ จะชิม จะใช้โคลนทาตัว และจะลอยตัวในทะเลนี้อีกไม่กี่อึดใจแล้ว

ทะเลตาย - Dead Sea เป็นทะเลที่ต่ำที่สุดของโลก อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลทั่วไปกว่า 400 เมตร และน้ำในทะเลนี้เค็มกว่าทะเลปกติถึง 10 เท่า เพราะมีปริมาณ แร่ธาตุต่าง ๆ มากกว่า เช่น ไอโอดีน  10  เท่า  แมกนีเซียม 15 เท่า โบรมีน 20 เท่า ทำให้เกิดความหนาแน่นมากจนท่านสามารถลอยตัวได้โดยไม่จมแม้ว่าว่ายน้ำไม่เป็น จากข้อมูลพบว่า  ทะเลตายอยู่ระหว่างเทือกเขายูเดียทางด้านเหนือ และที่ราบสูงทรานส์จอร์แดนทางตะวันออก  แม่น้ำจอร์แดนไหลจากทางเหนือมายังทะเลตายแห่งนี้ ซึ่งทะเลตายมีความยาว 80 กิโลเมตร กว้าง 18 กิโลเมตร พื้นที่ 1,020 ตารางกิโลเมตร โดยมีแหลมอัลลิซาน (แปลว่าลิ้น) แบ่งทะเลสาบด้านตะวันออกเป็นสองส่วน ตอนเหนือใหญ่กว่า แอ่งตอนใต้นั้นเล็กและตื้น(ลึกประมาณ 3 เมตร) ในสมัยที่เขียนพระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 8 พื้นที่บริเวณตอนเหนือเท่านั้นที่มีผู้อาศัย และระดับน้ำต่ำกว่าในปัจจุบัน 35 เมตร

จากเรื่องราวกล่าวขานกันว่า  บริเวณทะเลตายแห่งนี้ อาจเป็นบริเวณของเมืองโสโดมและโกโมราห์ ที่พระคัมภีร์บันทึกไว้ว่า ถูกถล่มลงด้วยไฟกำมะถัน เพราะพระเจ้าเห็นความชั่วช้าของพวกเขาที่ใช้ชีวิตอย่างโสครกโสมมในทางศีลธรรมอย่างหนัก  ชายสมสู่กับชาย หญิงสมสู่กับหญิงอย่างโจ่งแจ้ง  พระเจ้าสำแดงเรื่องนี้แก่อับราฮัม ชายผู้ตั้งใจเชื่อฟังพระเจ้าและเป็นต้นตระกูลแห่งความเชื่อมาจนปัจจุบันนี้ บันทึกเรื่องราวในปฐมกาลบทที่ 18 และ19 ขณะที่อับราฮัมอาศัยอยู่ในทุ่งเลี้ยงสัตว์ของเขา พระคัมภีร์กล่าวว่า พระเจ้าต้องการให้อับราฮัมรู้เรื่องการทำลายเมืองโสโดมโกโมราห์ก่อนที่จะทำลายเสีย โดยเสด็จมากับทูตสวรรค์เพื่อยืนยันพระสัญญาต่ออับราฮัมว่าเขาจะมีทายาทสืบสกุลแน่นอน และเมื่อกำลังจะไปทางเมืองโสโดมและโกโมราห์ก็แจ้งเรื่องนี้แก่อับราฮัม (Genesis 18:16-19)

พระคัมภีร์บันเหตุการณ์ที่พระเจ้าพูดกับอับราฮัมต่อไปว่า... พระเจ้าได้ตรัสว่า   “เสียงร้องกล่าวโทษเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์ นั้นดังเหลือเกิน   และบาปของเขาก็หนักมาก1เราจะลงไปดูว่า พวกเขากระทำผิดจริงตามคำร้องทุกข์ที่มาถึงเรานั้นหรือไม่   ถ้าไม่เราก็จะรู้”   - Genesis 18:20-21

จากนั้นทูตสวรรค์ของพระเจ้าตรงไปยังเมืองโสโดมเพื่อทำลายทิ้ง  อับราฮัมได้ทูลอ้อนวอนพระเจ้าที่ยังสนทนากับเขาอยู่ และขอพระเมตตาเพื่อเมืองโสโดมว่า ถ้ามีคนชอบธรรม ห้าสิบ... สี่สิบห้า... สี่สิบ สามสิบ ยี่สิบ หรือ สิบคน... พระองค์ยังจะทำลายหรือไม่ พระเจ้าตอบว่าเพื่อเห็นแก่คนชอบธรรมเพียงแค่สิบคนก็จะไม่ทำลาย แต่สุดท้ายเมืองโสโดม โกโมราห์ หาคนดีได้ไม่ถึงสิบคน  จึงถูกทำลายสิ้นซาก กลายมาเป็นเรื่องราวของทะเลตายในปัจจุบัน  มีเพียงโลท หลายชายแท้ ๆ ของอับราฮัมและลูกสาวสองคนเท่านั้นที่หนีรอดมาจากเมืองที่ถูกถล่มด้วยไฟ ส่วนภรรยาของโลทมาได้ครึ่งทางแต่หันกลับไปมองดูว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งว่าห้ามหันหลังกลับ จึงกลายเป็นเสาเกลือ ( Genesis 19:24-28)

เมื่อพวกเราไปถึงจะรีรออะไรละ ลงทะเลซิครับ...แต่อย่าลืมคำเตือนนะ ทะเลที่นี่เค็มมากๆๆๆ อย่าให้น้ำกระเซ็นเข้าตา หรือว่าถ้ามีบาดแผลก็อย่างเสี่ยงเป็นอันขาด แต่ผมคิดว่าเมื่อมาขนาดนี้แล้วอะไรก็ฉุดรั้งไว้ไม่ได้ จะเป็นหรือตายขอลองดูสักครั้งน่า  คำแนะนำเพิ่มเติมคือ การลงไปในน้ำทะเลตายนั้น ต้องค่อยๆ เดินลงไป เพราะเป็นโคลนลึกบางพื้นที่จมไปถึงเข่าทีเดียว แต่ความรู้สึกมันลื่นเท้าและเหนียวๆ กลิ่นทะเลแบบเค็มๆ รู้สึกถึงกลิ่นกำมะถันและความทะมึนตึงของความเข้มข้นของน้ำและโคลน  เมื่อไปถึงระดับลึกถึงหน้าอก ก็ทำท่าเหมือนจะนั่งลงบนเก้าอี้ ทำท่าหงายหลังไปเล็กน้อย  เท่านี้เท้าและขาทั้งสองก็จะลอยขึ้นมา กลายเป็นผมกำลังนอนหงายลอยอยู่กลางทะเลที่เค็มที่สุดในโลกแล้ว  เสียงขอบพระคุณ สรรเสริญพระเจ้า ดังระงมทั่วทั้งบริเวณ  โดยไม่สนใจว่าใครจะเข้าใจภาษาอะไรหรือไม่ นี่แหละครับ ทะเลที่ไม่มีวัน “จืด” และไม่มีวัน “จม”  ที่ผมโหยหามานานว่าจะมาสัมผัส บัดนี้ลอยตัวอยู่ที่นี่แล้ว พอเล่นได้ที่สักพักก็หันมาที่ตื้นเพื่อนำโคลนมาพอกตัว และไม่ลืมที่จะบรรจุใส่ขวดน้ำพลาสติกเพื่อนำไปฝากคนที่บ้านเป็นที่ระลึกด้วย เพราะหากต้องซื้อจากร้านขายของที่ระลึกและทำเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากโคลนที่นี่แล้วราคาไม่น้อยกว่าพันบาทต่อกระปุกเล็ก ๆ เรื่องอะไรผมจะยอมจ่ายละ !!  เล่าให้ฟังนิดหนึ่งว่าขวดน้ำยี่ห้อเยรีโคที่ใส่โคลนนั้น มันก็ยังตั้งอยู่ที่บ้านจนทุกวันนี้และยังไม่ได้เปิดใช้เลย

มัคคุเทศก์เล่าว่า พระนางคลีโอพัตราผู้เลอโฉมแห่งอาณาจักรอียิปต์โบราณ เป็นที่หลงใหลของมาร์คแอนโทนี่และชายทั้งปวงในสมัยนั้น ก็ได้มานำโคลนจากทะเลตายแห่งนี้ชโลมตัวเพื่อให้ผิวพรรณสดสวย โดยพระนางมักจะมาพักผ่อนที่นี่เป็นประจำด้วย

ปัจจุบันพบว่าปริมาณน้ำในทะเลตายเริ่มลดน้อยลงอย่างน่าเป็นห่วง เพราะมีการระเหยไปตามธรรมชาติเนื่องจากความเค็มที่เข้มข้นขึ้น และที่หายไปมากเพราะเกิดการแย่งชิงทรัพยากรน้ำของชนชาติที่อยู่ในบริเวณนั้นคือ อิสราเอล และปาเลสไตน์ รวมทั้งจอร์แดน ที่ต่างมีความต้องการใช้น้ำอย่างมาก จึงต้องกักตุนน้ำจืดจากแม่น้ำจอร์แดนไม่ให้ไหลลงมายังทะเลตายได้เหมือนก่อน อีกทั้งปริมาณน้ำฝนที่ลดน้อยลง จึงเกิดปรากฏการณ์ทะเลตายแห้งเหือดขึ้นมา แต่ก็ยังเชื่อว่าทุกฝ่ายจะหันมาร่วมมือกันแก้ไขปัญหานี้ด้วยกัน แม้จะเป็นศัตรูทางการเมืองและเชื้อชาติมายาวนาน แต่เพื่อความอยู่รอดคงต้องช่วยกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่อย่างนั้นความเสียหายย่อมเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย  สังเกตจากแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ในแถบตะวันออกกลางพวกเขาก็มีจุดร่วมและจุดสงวนในความแตกต่างกันอยู่แล้ว เช่น เราไปเที่ยวชมพระวิหารที่อยู่ภายใต้การครอบครองของอาหรับ แต่ต้องใช้ทางขึ้นของอิสราเอล และพักโรงแรมของชาวปาเลสไตน์ เป็นต้น  ทั้งการขายสินค้า ของที่ระลึก ก็ไม่ได้กำหนดใครเชื้อชาติหรือศาสนาใด ๆ เมื่อเราเดินผ่านไปเห็นชาวอาหรับขายไม้กางเขน และสินค้าที่เกี่ยวกับเรื่องของพระเยซูเป็นปกติกันอยู่แล้ว

หลังจากลอยตัวในทะเลตายและถ่ายรูปเป็นที่ระลึกจนพอใจแล้ว คณะของเราเดินทางขึ้นเหนือไปต่อที่บริเวณภูเขาที่พระเยซูถูกมารทดลองซึ่งเป็นอีกเรื่องราวที่จะเขียนกันต่อนะครับ

เดดซี – Dead sea ทะเลที่ไม่มีวันจืด ไม่มีวันจม  ผมได้ประสบการณ์ด้วยตัวเองแล้ว มีบทเรียนชีวิตที่เป็นข้อคิดมากมาย  อย่างเช่น ขอให้ชีวิตเป็นดังเกลือที่รักษาความเค็มเสมอ เพื่อจะเป็นชีวิตที่พอพระทัยและใช้การได้อยู่เสมอ พระเยซูตรัสว่า

 “ท่านทั้งหลายเป็นเกลือแห่งโลก   ถ้าเกลือนั้นหมดรสเค็มไปแล้ว   จะทำให้กลับเค็มอีกอย่างไรได้   แต่นั้นไปก็ไม่เป็นประโยชน์อะไร   มีแต่จะทิ้งเสียสำหรับคนเหยียบย่ำ - Matthew 5:15

เนื่องจากความเค็มของทะเลตายนี่เองที่ทำให้เกิดทรัพยากรให้ล้ำค่าแก่บรรดาประชากรของพระเจ้าให้ใช้เป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ นำรายได้เข้าสู่ประเทศไม่น้อย ทั้งการต้อนรับท่องเที่ยวจำนวนมากตลอดมา 

ในอีกด้านหนึ่งก็ได้รับบทเรียนว่า ทะเลตาย ได้ชื่อว่าเป็นทะเลแห่งความตาย เพราะไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ในน้ำทะเลนี้ได้เลย ทั้งที่มันรับน้ำจืดที่ไหลมาจากทะเลกาลิลีที่ได้ชื่อว่ามีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่ง แต่เมื่อมาถึงทะเลตายกลับกลายเป็นทางตันไม่มีที่ระบายออกไปสู่ที่อื่น จึงเป็นเหตุให้แร่ธาตุที่มากับน้ำนั้นสะสมอย่างหนาแน่นกลายเป็นทะเลเกลือที่เค็มที่สุดในโลก  ในด้านที่เกี่ยวกับลูกศิษย์พระเยซูพบว่ามีหลายคนที่มาจากแถบทะเลกาลิลี ได้แก่ เปโตร ยอห์น ยากอบ อันดูร์ แต่ไม่มีใครสักคนที่มาจากแถบบทะเลตาย เพราะในสมัยนั้นไม่มีใครอาศัยอยู่ได้เลย  ชีวิตที่มีแต่รับอย่างเดียวโดยไม่มีแบ่งปันออกไปนั้น มักจะนำไปสู่ความตาย ความแห้งแล้ง และขาดแคลนบุคลากรที่สำคัญไปด้วยเช่นกัน

ถ้ามีโอกาส อยากจะกลับมาอาบน้ำเกลือ และเจือตัวด้วยโคลนที่นี่อีกหลายๆ ครั้ง และยังอธิษฐานไว้ด้วยว่าอยากให้ภรรยาได้มาด้วยกันก็จะดียิ่ง อาจารย์พงษ์ศักดิ์ เล่าประสบการณ์ให้ฟังว่าท่านเคยอธิษฐานอย่างนั้นและพระเจ้าตอบท่านแล้ว ส่วนผมยังรอคอยพระเมตตาที่จะมากับคนที่รักสักวันหนึ่ง  ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นจริงดังนั้น แล้วจะเขียนเล่าสู่กันฟังนะครับ

...คอยติดตามเรื่องอื่นๆ ต่อไปครับ...

 

22 พฤศจิกายน 2562

พลังแห่งพระวจนะ -Power of the word. โดย บัณฑิต ดาแว่น



คิดอย่างบัณฑิต
พลังแห่งพระวจนะ - Power of the word. 
โดย บัณฑิต  ดาแว่น

... และรู้ว่าตั้งแต่เด็กมาแล้ว ท่านก็ได้รู้พระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสามารถทำให้ท่านมีปัญญาที่จะมาถึงความรอด ได้โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ พระคัมภีร์ทุกตอน  ได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสั่งสอน การว่ากล่าวตักเตือน การแก้ไขข้อบกพร่อง และการฝึกฝนในความชอบธรรม เพื่อเตรียมคนของพระเจ้าให้พรักพร้อมสำหรับการดีทุกอย่าง   2ทิโมธี 3.15-17-NTCV
… and how from infancy you have known the holy Scriptures, which are able to make you wise for salvation through faith in Christ Jesus. All Scripture is God-breathed and is useful for teaching, rebuking, correcting and training in righteousness, so that the man of God may be thoroughly equipped for every good work. II Timothy 3:15-17 NIV.
พระวจนะของพระเจ้า จาก 2 ทิโมธี 3.15-17  เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและการรับใช้เสมอ สิ่งที่ได้เรียนรู้จาก "พลังแห่งพระวจนะ"  ตอนนี้ คือ...
1.  พระคัมภีร์เป็นพระวจนะอันศักดิ์สิทธิ์
                ข้อ15... และรู้ว่าตั้งแต่เด็กมาแล้ว ท่านก็ได้รู้พระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ....
พระคัมภีร์ไม่ใช่หนังสือธรรมดาแต่เป็น "หนังสือศักดิ์สิทธิ์"  หมายถึง มีความสมบูรณ์แบบ ไร้ข้อบกพร่อง  มีความบริสุทธิ์ถูกต้องชอบธรรม มีสิทธิอำนาจ มีพลัง มีคุณค่า และคุณประโยชน์ 
นี่คือพระลักษณะของพระคัมภีร์ ซึ่งเป็นพระวจนะของพระเจ้า  จึงสามารถเชื่อถือได้ ไว้วางใจในทุกถ้อยคำ ดำเนินชีวิตตาม และรับกำลัง สติปัญญาในการดำเนินชีวิตจากพระคัมภีร์ได้เสมอ
ในโลกนี้มีหนังสือที่ดีมากมาย แต่ไม่อาจเทียบกับพระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ได้  ดังนั้นจงตั้งใจศึกษาพระคัมภีร์  ด้วยการอ่าน เรียนรู้ ปฏิบัติตาม  โดยใช้เวลาอ่านให้มากขึ้น
                สดด 19.7-11   สอนถึงลักษณะและคุณค่าของพระคัมภีร์...
บทบัญญัติขององค์พระผู้เป็นเจ้า*ดีรอบคอบฟื้นฟูจิตวิญญาณ กฏเกณฑ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า*เชื่อถือได้ กระทำให้คนรู้น้อยมีปัญญา  ข้อบังคับของพระองค์นั้นถูกต้อง ยังความสุขใจยินดี พระดำรัสสั่งขององค์พระผู้เป็นเจ้า*แจ่มชัดยังความกระจ่างแจ้ง  ความยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้า*นั้น บริสุทธิ์ยั่งยืนเป็นนิตย์ พระบัญชาของพระองค์นั้นชอบธรรมและแน่นอน  ล้ำค่ากว่าทองคำ ยิ่งกว่าทองบริสุทธิ์ หวานละมุนยิ่งกว่าน้ำผึ้ง น้ำผึ้งที่หยดจากรวง  ทั้งหมดนี้เป็นที่ตักเตือนผู้รับใช้ของพระองค์ และเป็นบำเหน็จยิ่งใหญ่แก่ทุกคนที่ยึดถือปฏิบัติตาม
                สดด 119.1-176  สอนให้เห็นคุณค่าและพลังจากพระวจนะที่เกี่ยวข้องกับทุกด้านของชีวิต
2.  พระคัมภีร์เป็นมาจากพระเจ้า
                ข้อ  16 พระคัมภีร์ทุกตอน  ได้รับการดลใจจากพระเจ้า...
คำว่า "ดลใจ" หมายถึง การระบายลมหายใจของพระเจ้า "God-breathed" และ คำว่า "ลม" ยังหมายถึง "วิญญาณ" (ยน.3.7)  ดังนั้น พระคัมภีร์ที่มาจากการดลใจของพระเจ้า คือ พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าที่เข้ามาสู่โลกนี้ เพื่อให้มนุษย์รู้จักและเข้าใจพระเจ้า  โดยผ่านทางถ้อยคำ ที่เรียกว่า พระคัมภีร์
ลักษณะการดลใจของพระเจ้า ผ่านทางการสำแดงโดยตรง  ผ่านทางพระวิญญาณ ผ่านทางสติปัญญาของมนุษย์ (ลก1.1-3, 2ปต1.21)
ท่านทั้งหลายต้องเข้าใจข้อนี้ก่อน   คือผู้หนึ่งผู้ใดจะตีความหมายคำของผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์เอาเองไม่ได้ 21เพราะว่าคำของผู้เผยพระวจนะนั้น   ไม่ได้มาจากความคิดในจิตใจของมนุษย์   แต่มนุษย์ได้กล่าวคำซึ่งมาจากพระเจ้า   ตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงดลใจเขา II Peter 1:21

เมื่อ พระคัมภีร์เป็นลมหายใจจากพระเจ้า เป็น พระวิญญาณของพระองค์  มนุษย์จะดำรงชีวิตอยู่ได้ จึงต้องอาศัย เชื่อมโยงอยู่กับพระเจ้าเท่านั้น ทั้งลมหายใจของเรามาจากพระเจ้า และพระคัมภีร์มาจากพระเจ้า ทุกอย่างต้องเชื่อมโยงและประกอบเข้ากันจึงจะสามารถดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพได้
พระเยซูตรัสว่า "มนุษย์จะดำรงชีวิต ด้วยอาหารฝ่ายร่างกายอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องดำรงด้วยพระวจนะทุกคนที่ออกมาจากปากของพระเจ้า" (มธ.4.4) หมายถึง เราต้องหายใจ และกินอาหารจากพระเจ้า คือทั้งพระวจนะของพระองค์และพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า เท่านั้น จึงจะดำรงอยู่อย่างปกติสุขได้
ยน.15.4-5  พระเยซูตรัสว่า.... จงเข้าสนิทอยู่ในเรา   และเราเข้าสนิทอยู่ในท่าน   แขนงจะออกผลเองไม่ได้   นอกจากจะติดอยู่กับเถาฉันใด   ท่านทั้งหลายก็จะเกิดผลไม่ได้   นอกจากจะเข้าสนิทอยู่ในเราฉันนั้น  เราเป็นเถาองุ่น   ท่านทั้งหลายเป็นแขนง   ผู้ที่เข้าสนิทอยู่ในเราและเราเข้าสนิทอยู่ในเขา   ผู้นั้นก็จะเกิดผลมาก   เพราะถ้าแยกจากเราแล้วท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย...
3.  พระคัมภีร์มีคุณค่าและประโยชน์ในทุกทาง
                จากข้อ15-17  เห็นถึงคุณค่า และประโยชน์ของพระคัมภีร์  9 ประการ
...และรู้ว่าตั้งแต่เด็กมาแล้ว ท่านก็ได้รู้พระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสามารถทำให้ท่านมีปัญญาที่จะมาถึงความรอด ได้โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ พระคัมภีร์ทุกตอน  ได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสั่งสอน การว่ากล่าวตักเตือน การแก้ไขข้อบกพร่อง และการฝึกฝนในความชอบธรรม เพื่อเตรียมคนของพระเจ้าให้พรักพร้อมสำหรับการดีทุกอย่าง
                1.  ทำให้มีปัญญา
                2.  ทำให้มีความเชื่อที่ถูกต้อง คือเชื่อในพระเยซู
                3.  ทำให้มาถึงความรอด โดยความเชื่อในพระเยซู
                4.  เป็นประโยชน์ในการสั่งสอน
                5.  เป็นประโยชน์ในการว่ากล่าวตักเตือน
                6.  เป็นประโยชน์ในการแก้ไขข้อบกพร่อง
                7. เป็นประโยชน์ในการฝึกฝนความชอบธรรม
                8.  ช่วยเตรียมคนของพระเจ้าให้มีความพร้อมอย่างมีคุณภาพ
                9. ช่วยให้คนของพระเจ้าสามารถทำการดี
เมื่อพระคัมภีร์มีคุณค่าและคุณประโยชน์อย่างมาก จึงควรเอาใจใส่ ศึกษา เชื่อฟัง และดำเนินชีวิตตามอย่างจริงจัง...เพื่อให้พระวจนะเป็นพลังของชีวิตเสมอไป...อาเมน



(ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต)

18 พฤศจิกายน 2562

ปลายทางของชีวิต-The end of life โดย บัณฑิต ดาแว่น


คิดอย่างบัณฑิต 

ปลายทางของชีวิต  โดย บัณฑิต ดาแว่น  

เราต่างยอมรับว่ามี “ปลายทางของชีวิต”
แล้วปลายทางชีวิตของคุณจะเป็นอย่างไร ?
พระคัมภีร์สอนว่า  พระเจ้าเป็นผู้กำหนดปลายทางของชีวิต
มี​ข้อกำหนด​สำหรับ​มนุษย์​ไว้​แล้ว​ว่า​จะ​ตาย​ครั้ง​เดียว และ​หลังจาก​นั้น​ก็​จะ​มี​การ​พิพากษา​ฉัน​ใด​ (Heb 9:27) 
พระเจ้าทรงรู้ปลายทางชีวิตของแต่ละคนเป็นอย่างดี  แต่ในขณะเดียวกันทรงให้โอกาสแต่ละคนที่จะเลือกปลายทางของชีวิตได้ 
พระธรรมสดุดีบทที่ 1 ข้อ 1-6  ช่วยให้แนวคิด
1ความสุขเป็นของบุคคล  
 ผู้ไม่ดำเนินตามคำแนะนำ
ของคนอธรรม  
 หรือยืนอยู่ในทางของคนบาป  
 หรือนั่งอยู่ในที่นั่งของคนที่ชอบเยาะเย้ย  
 
2แต่ความปีติยินดีของผู้นั้นอยู่ในพระธรรมของพระเจ้า  
 เขาภาวนาพระธรรมของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน  
 
3เขาเป็นเช่นต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำ  
 ซึ่งเกิดผลตามฤดูกาล  และใบก็ไม่เหี่ยวแห้ง  
 การทุกอย่างซึ่งเขากระทำก็จำเริญขึ้น  
 
4คนอธรรมไม่เป็นเช่นนั้น  
 แต่เป็นเหมือนแกลบซึ่งลมพัด
กระจายไป  
 
5
เหตุฉะนั้นคนอธรรมจะไม่ยั่งยืนอยู่ได้   เมื่อถึงคราวพระเจ้าทรงพิพากษา  
 หรือคนบาปไม่ยืนยงในที่ชุมนุมของคนชอบธรรม  
6เพราะพระเจ้าทรงทราบทางของคนชอบธรรม  
 แต่ทางของคนอธรรมจะพินาศไป

มีปลายทางของชีวิตอยู่ 2 ประเภท  คือ ปลายทางของ “คนชอบธรรม”
                                                                                                                                และปลายทางของ “คนอธรรม”

คุณต้องการปลายทางของชีวิตแบบไหนละ ?  เชื่อว่า ทุกคนต่างต้องการปลายทางแบบคนชอบธรรม
มีคนกลาวว่า  “แม้ชีวิตเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะใช้ชีวิตได้” และผลของการเลือกใช้ชีวิตนั้น จะกลายเป็นบั้นปลายของชีวิตตามาเช่นกัน
ทางการแพทย์ ให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพไว้ว่า  “You are… what your eat”  กินอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้น  คุณเป็นอย่างนี้ ก็เพราะสิ่งที่คุณกินเข้าไปนั่นแหละ  ซึ่งหมายรวมถึง  ผลกรรม ย่อมเกิดจากการกระทำของคุณนั่นเอง คือ หว่านสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้น หว่านเนื้อหนังย่อมเก็บเกี่ยวผลแห่งเนื้อหนัง หว่านฝ่ายวิญญาณย่อมเก็บเกี่ยวฝ่ายวิญญาณ
อย่า​หลง​เลย ท่าน​จะ​หลอก​ลวง​พระ​เจ้า​ไม่ได้ เพราะ​ว่า​ผู้ใด​หว่าน​อะไร​ลง ​ก็​จะ​เกี่ยว​เ​ก็​บ​สิ่ง​นั้น​
ผู้​ที่​หว่าน​ใน​ย่าน​เนื้อ​หนัง​ของ​ตน ​ก็​จะ​เกี่ยว​เ​ก็​บ​ความ​เปื่อย​เน่า​จาก​เนื้อ​หนัง​นั้น แต่​ผู้​ที่​หว่าน​ใน​ย่าน​พระ​วิญญาณ ​ก็​จะ​เกี่ยว​เ​ก็​บ​ชีวิต​นิรันดร์​จาก​พระ​วิญญาณ​นั้น​ (Gal 6:7-8)
พระคัมภีร์สอนว่า  พระเจ้าทราบทางของคนชอบธรรม  ส่วน ทางของคนอธรรมจะพินาศไป
สดุดีบทที่ 1 ข้อ 3-6  สอนต่อไปว่า... เขาเป็นเช่นต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำ    ซึ่งเกิดผลตามฤดูกาล  และใบก็ไม่เหี่ยวแห้ง    การทุกอย่างซึ่งเขากระทำก็จำเริญขึ้น...  
คนชอบธรรมจะมีชีวิตและปลายทางอย่างไรบ้าง
1. เป็นเหมือนต้นไม้ที่อยู่ถูกที่ถูกทาง (อยู่ในที่ที่ควรจะอยู่)
2. เป็นเหมือนต้นไม้ที่เกิดผลตามฤดูกาล (เป็นไปตามคาดหวังได้)
3. เป็นเหมือนต้นไม้ที่มีความอุดมสมบูรณ์ (ใบไม่เหี่ยวแห้ง)
4. เป็นเหมือนต้นไม้ที่เจริญเกิดผลดีทุกอย่าง
5. มีชีวิตที่มั่นคง ไม่ถูกกำจัดทิ้งเหมือนแกลบ (เมล็ดที่ลีบ)                
6. คนชอบธรรมจะสามารถยืนอยู่ได้ในวันพิพากษา                         
7. คนชอบธรรมได้รับการรับรองจากพระเจ้า
                 
เพราะพระเจ้าทรงทราบทางของคนชอบธรรม  
            

ส่วนคนอธรรมนั้น มีสิ่งตรงข้ามทุกอย่าง  คือ อยู่ในที่ไม่ควรจะอยู่  ไม่สามารถเป็นไปตามคาดหวังได้  ไม่มีความสมบูรณ์พูนสุข  ไม่เจริญก้าวหน้า ไม่มั่นคงในชีวิต  ไม่อาจทนต่อการพิสูจน์หรือการพิพาษาได้ และสุดท้ายจะพินาศไป
ผลการกระทำของคนอธรรมนั้น ไม่จำเป็นต้องรอถึงปลายทางของชีวิต เพราะในปัจจุบันเขาก็ไม่มีความสุขที่แท้จริง  แม้ดูภายนอกจะมีหลายสิ่งหลายอย่างแต่ภายในนั้นว่างเปล่า

คนชอบธรรม เลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างไร ถึงมีชีวิตในปัจจุบันและปลายทางชีวิตที่ดีได้

1.  เลือกคบคน
1ความสุขเป็นของบุคคล  
 ผู้ไม่ดำเนินตามคำแนะนำ ของคนอธรรม  
 หรือยืนอยู่ในทางของคนบาป  
 หรือนั่งอยู่ในที่นั่งของคนที่ชอบเยาะเย้ย  
หากอยากมีชีวิตที่ดีต้องเลือกคบคนที่ดี  ไม่คบคนที่แนะนำแต่สิ่งชั่วร้าย  ไม่คบคนที่พาไปเดินในทางมืดมิด  ไม่คบคนที่พาไปนั่งในที่ไม่ดี ไม่คบคนที่พูดแต่สิ่งไม่ดี คำพูดไม่สร้างสรรค์ ปากพาจน ปากพาเจ็บ
พระคัมภัรรีสอน...ไม่ให้ฟังเสียงที่(คำแนะนำ)ชั่วร้าย แต่สนใจเสียงที่ดี 
ไม่ร่วมมือกับความชั่ว แต่นำตัวเองอยู่ในสิ่งที่ดี  ทั้งไม่เดินตามคำแนะนำของคนอธรรม ไม่ยืนในทางคนทำบาป ไม่นั่งในที่คนพูดไม่ดี

2. เลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องที่จะนำชีวิตไปสู่ปลายทางที่ดี
โลกทุกวันนี้มีข้อมูลจำนวนมากนับไม่ถ้วน (Big DATA) จึงต้องเลือกข้อมูลที่จะทำให้ชีวิตมีความสุขและนำปลายทางที่ดีมาสู่ชีวิต 
จะรู้ได้อย่างไรว่าข้อมูลไหน จริง หรือ เท็จ ชัวร์ หรือ มั่วนิ่ม  ต้องเข้ามา พึ่งในพระเจ้าและทำตามพระคำ
พระคำของพระเจ้านั้นเป็นแหล่งสติปัญญา และนำไปสู่ความสุขที่ยั่งยืนได้  ตามที่สอนว่า
                                 2แต่ความปีติยินดีของผู้นั้นอยู่ในพระธรรมของพระเจ้า  
                                                                 เขาภาวนาพระธรรมของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน
  
การรู้จักและคิดคำนึงถึงพระคำของพระเจ้ามีผลดีต่อชีวิต
จะทำให้ใช้ชีวิตอย่างชาญฉลาดและมีความสุข
 กฎหมายของพระเจ้ารอบคอบ    และฟื้นฟูจิตวิญญาณ  
 กฎเกณฑ์ของพระเจ้านั้นแน่นอน    กระทำให้คนรู้น้อยมีปัญญา  
 ข้อบังคับของพระเจ้านั้นถูกต้อง    กระทำให้จิตใจเปรมปรีดิ์  
 พระบัญญัติของพระเจ้านั้นบริสุทธิ์    กระทำให้ดวงตากระจ่างแจ้ง
   (Psalms 19:7-8)
จะไม่ได้รับความอับอาย
 แล้วข้าพระองค์จะไม่ได้รับความอาย   โดยจดจ่ออยู่ที่พระบัญญัติทั้งสิ้นของพระองค์  
(Psalms 119:6)
จะรักษาชีวิตที่ดีและบริสุทธิ์ไว้ได้
                 หนุ่มๆจะรักษาทางของตนให้บริสุทธิ์ได้อย่างไร    โดยระแวดระวังตามพระวจนะของพระองค์  
                (Psalms 119:9-10)
จะปกป้องไม่ให้ทำในสิ่งที่ผิดพลาด
                 ข้าพระองค์ได้สะสมพระดำรัสของ พระองค์ไว้ในใจของข้าพระองค์    เพื่อข้าพระองค์จะไม่ทำบาป
ต่อพระองค์   (Psalms 119:11)

คุณพอจะทราบปลายทางชีวิตของตนเองหรือยังว่าจะเป็นอย่างไร 
หากอยากเป็นดังคนชอบธรรม วันนี้เป็นโอกาสที่คุณจะเริ่มและเลือกทางที่ถูกต้อง
...ดูคนที่คุณคบสักนิดว่าจะพาไปทางดีหรือทางร้าย...คุณได้เดินในทางของคนชอบธรรมหรือไม่
...ดูสิ่งที่คุณทำหน่อยว่าจะช่วยให้คุณเจริญขึ้นหรือล่มจม...คุณได้แสวงหาพระเจ้าและพระคำของพระองค์หรือไม่

เชิญเข้ามาแสวงหาทางของพระเจ้าและทำตามพระคำของพระองค์ เพื่อจะมั่นใจได้ว่า ปลายทางของชีวิต จะเป็นปลายทางที่มั่นคงนิรันดร์

(ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต)