15 กันยายน 2558

ความมั่นใจที่ผู้รับใช้พระเจ้าควรมี (2) โดย ศจ.บัณฑิต ดาแว่น


คิดอย่างบัณฑิต  โดย ศจ.บัณฑิต  ดาแว่น

ความมั่นใจที่ผู้รับใช้พระเจ้าควรมี

ตอน...ความมั่นใจในพระวจนะ

ความมั่นใจที่ผู้รับใช้พระเจ้าควรมีและยึดมั่น เพื่อการรับใช้ที่ถวายเกียรติ ยืนหยัดอยู่ได้จนถึงวันสุดท้าย นอกจากจะมั่นใจในการทรงเรียกแล้ว ยังต้อง  มั่นใจในพระวจนะของพระเจ้าด้วย...
2.  ความมั่นใจในพระวจนะของพระเจ้า
            พระวจนะของพระเจ้าเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินชีวิตและการปรนนิบัติรับใช้  ผู้รับใช้พระเจ้าจำเป็นต้องใส่ใจศึกษา เรียนรู้ และยึดมั่นในพระวจนะของพระเจ้าเสมอ เพื่อจะทำหน้าที่ในการรับใช้อย่างถูกต้อง ชัดเจน มีหลัก เป็นที่เชื่อถือ ยอมรับ และสำเร็จผลตามพระประสงค์ของพระเจ้าได้
            เราต่างรู้ดีว่าพระวจนะของพระเจ้านั้น เป็นกฎหมาย เป็นข้อบังคับ เป็นแสงนำทาง เป็นคำตอบ เป็นอาหารล่อเลี้ยงชีวิต เป็นประโยชน์ เป็นแนวทางการอบรมสั่งสอน ตักเตือนว่ากล่าว และการเตรียมคนให้พร้อมในการทำการดี อีกทั้งยังเป็นฤทธิ์เดชที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตได้ (สดด 19, 2ทธ3.16,รม1.16)
            ผู้รับใช้พระเจ้าจำเป็นต้องใช้พระวจนะของพระเจ้าในการดำเนินชีวิตและทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากพระเจ้าอย่างมั่นใจ แม้สถานะของตนเองในท่ามกลางผู้คนที่กำลังรับใช้อยู่นั้นอาจดูเหมือนด้อยกว่าทาง วัยวุฒิ คุณวุฒิ หรือ แม่แต่ทางฐานะ การศึกษาก็ตาม แต่หากผู้รับใช้รู้และมั่นใจว่า สิ่งที่ตนเองดำเนินตามและกำลังถ่ายทอดให้ผู้อื่นฟังและดำเนินตามนั้น หาใช่เพียงจากคำพูด คำสอนจากปากของคนเท่านั้น แต่นั่นเป็นคำพูด คำสอนที่เป็นมาจากพระวจนะของพระเจ้าที่เต็มไปด้วยสิทธิอำนาจและฤทธิ์เดช ก็จะไม่หวั่นเกรงหรือสูญเสียโอกาสในการรับใช้  แต่ทั้งนี้ยังต้องประกอบไปด้วยท่าทีที่เหมาะสมและสุภาพตามสมควรที่พระเจ้าทรงมีบัญชา
11แต่ท่านผู้เป็นคนของพระเจ้า   จงหลีกหนีเสียจากสิ่งเหล่านี้   จงมุ่งมั่นในความชอบธรรม   ในทางของพระเจ้า   ความเชื่อ   ความรัก   ความอดทน   และความอ่อนสุภาพ 12จงต่อสู้อย่างเต็มกำลังความเชื่อ   จงยึดชีวิตนิรันดร์ไว้   ซึ่งพระเจ้าทรงเรียกให้ท่านรับ   ในเมื่อท่านได้รับเชื่ออย่างดีต่อหน้าพยานหลายคน I Timothy 6:11-12
24ฝ่ายผู้รับใช้ขององค์พระผู้เป็นเจ้าต้องไม่เป็นคนที่ชอบการทะเลาะวิวาท   แต่ต้องมีใจเมตตาต่อทุกคน   เป็นครูที่เหมาะสมและมีความอดทน 25ชี้แจงให้ฝ่ายตรงกันข้ามเข้าใจด้วยความสุภาพ   ว่าพระเจ้าอาจจะทรงโปรดให้เขากลับใจ   และมาถึงซึ่งความจริง 26และหลุดพ้นบ่วงของมารผู้ซึ่งดักจับเขาไว้ให้ทำตามความประสงค์ของมัน  II Timothy 2:24-25
12เหตุฉะนั้นในฐานะที่เป็นพวกซึ่งพระเจ้าทรงเลือกไว้   เป็นพวกที่บริสุทธิ์และเป็นพวกที่ทรงรัก   จงสวมใจเมตตา   ใจปรานี   ใจถ่อม   ใจอ่อนสุภาพ   ใจอดทนไว้นาน  Colossians 3:12
            ขอให้ผู้รับใช้ของพระเจ้าเชื่อพระวจนะ ศึกษา ใคร่ครวญพระวจนะ  ดำเนินตามพระวจนะ และใช้พระวจนะอย่างมีหลัก เพื่อจะทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าอย่างเต็มที่ต่อไป อย่าได้คล้อยตามลมปากแห่งคำสั่งสอนทุกอย่างโดยไม่ระวังอีกต่อไป แต่ให้ยึดมั่นและยืนหยัดอยู่บนพระวจนะของพระเจ้าอย่างมั่นใจ
13จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ   และในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า   จนกว่าเราจะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่   คือเต็มถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์ 14เพื่อเราจะไม่เป็นเด็กอีกต่อไป   ถูกซัดไปซัดมาและหันไปเหมาด้วยลมปากแห่งคำสั่งสอนทุกอย่าง   และด้วยเล่ห์กลของมนุษย์ตามอุบายฉลาดอันเป็นการล่อลวง 15แต่ให้เรายึดความจริงด้วยใจรัก   เพื่อจะจำเริญขึ้นทุกอย่างสู่พระองค์ผู้เป็นศีรษะ   คือพระคริสต์  Ephesians 4:13-15

...อาเมน....ติดตามตอนต่อไป...ความมั่นใจในการทรงนำ  
(-ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต-)

12 กันยายน 2558

ความมั่นใจที่ผู้รับใช้พระเจ้าควรมี (1) โดย ศจ.บัณฑิต ดาแว่น

  คิดอย่างบัณฑิต  
โดย  ศจ.บัณฑิต  ดาแว่น 

ตอน...
ความมั่นใจในการทรงเรียก

ความมั่นใจที่ผู้รับใช้พระเจ้าควรมีและยึดมั่น เพื่อการรับใช้ที่ถวายเกียรติ ยืนหยัดอยู่ได้จนถึงวันสุดท้าย...
1.  ความมั่นใจในการทรงเรียก
            การทรงเรียกของพระเจ้าต่อผู้รับใช้นั้นมีความสำคัญ ผู้รับใช้พระเจ้าควรมีความมั่นใจว่าพระเจ้าทรงเรียกให้รับใช้อย่างชัดเจนหรือไม่  เพราะการรับใช้นั้นไม่ใช่ทำตามความต้องการของมนุษย์แต่เป็นการทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า พระเจ้าทรงเรียกผู้รับใช้ให้ตอบสนองพระประสงค์ของพระองค์ทั้งงานเฉพาะเจาะจงและงานทั่วไป  สังเกตว่าผู้ที่รับการทรงเรียกนั้นจะมีประสบการณ์โดยตรงกับพระเจ้า ได้รับการสำแดงให้รู้ว่าทรงต้องการให้ทำอะไร 
            พระเจ้าทรงเรียกอับราฮัมในตอนที่เขามีชื่อว่า อับราม โดยให้เขาได้รู้อย่างชัดเจนว่า ต้องทำอะไร ไปที่ไหน และจะเกิดอะไรขึ้น
พระเจ้าตรัสแก่อับรามว่า   “เจ้าจงออกจากเมือง   จากญาติพี่น้อง   จากบ้านบิดาของเจ้า   ไปยังดินแดนที่เราจะบอกให้เจ้ารู้ 2เราจะให้เจ้าเป็นชนชาติใหญ่  เราจะอวยพรแก่เจ้า   จะให้เจ้ามีชื่อเสียงใหญ่โตเลื่องลือไป   แล้วเจ้าจะช่วยให้ผู้อื่นได้รับพร 3เราจะอำนวยพรแก่คนที่อวยพรเจ้า  เราจะสาปคนที่แช่งเจ้า   บรรดาเผ่าพันธุ์ทั่วโลกจะได้พรเพราะเจ้า”   Genesis 12:1-3
            อับราฮัมได้รับการทรงเรียกที่ชัดเจน ให้ทำอะไร... ออกจากเมือง จากญาติพี่น้อง จากบ้านบิดา  ให้ไปที่ไหน...ไปยังดินแดนที่พระเจ้าจะบอกให้รู้  จะเกิดอะไรขึ้น....พระเจ้าสัญญาจะให้อับราฮัม 7  ประการ  ได้แก่  หนึ่ง ให้เป็นชนชาติใหญ่  สอง พระเจ้าจะอวยพร  สาม จะให้มีชื่อเสียงใหญ่โตเลื่องลือไป  สี่ อับราฮัมจะช่วยให้คนอื่นได้รับพร  ห้า พระเจ้าจะอวยพรคนที่อวยพรอับราฮัม  หก พระเจ้าจะสาปแช่งคนที่สาปแช่งอับราฮัม  และ เจ็ด  บรรดาเผ่าพันธุ์ทั่วโลกจะได้พรเพราะอับราฮัม
            แม้หนทางการติดตามพระเจ้าและการรับใช้พระองค์จะยาวไกลและเนิ่นนาน ผ่านอุปสรรคนานับปการ แต่อับราฮัมก็พิสูจน์แล้วว่า ท่านยืนหยัดอยู่บนเส้นทางแห่งการทรงเรียกอย่างสัตย์ซื่อ  จนได้ชื่อว่า บิดาแห่งความเชื่อ และด้วยความเชื่อนี่เองพระเจ้าจึงทรงเรียกว่าผู้ชอบธรรม  พระคัมภีร์ยังได้บันทึกถึงพระพร ความสำเร็จ ความมั่งคั่ง และความพอพระทัยที่พระเจ้าทรงมีต่ออับราฮัมตามพระสัญญาอย่างอัศจรรย์และยิ่งใหญ่มาจนทุกวันนี้ 
            เพราะโมเสส รับการทรงเรียกอย่างชัดเจนและเจาะจงว่าให้ไปนำชนชาติอิสราเอลออกจากอียิปต์ไปยังดินแดนแห่งพระสัญญา  ท่านจึงยึดมั่นและนำประชากรของพระเจ้านับล้านคนออกไปตามพระบัญชาอย่างอัศจรรย์และยิ่งใหญ่  แม้จะพบอุปสรรคปัญหามากมายจนกระทั่งตัวท่านได้แค่มองดินแดนแห่งพระสัญญาเท่านั้น แต่ท่านยังยืนหยัดอยู่ในเส้นทางแห่งการทรงเรียกอยู่เสมอ
            เพราะเอลียาห์ รับการทรงเรียกให้เผยพระวจนะต่อกษัตริย์อาหับและพระนางเยเซเบล เพื่อชนชาติอิสราเอลจะกลับใจจากความบาปหันกลับมาหาพระเจ้า แม้ท่านต้องหนีหัวซุกหัวซุน และท้อแท้ใจจนอยากตาย แต่ยังยืนหยัดอยู่บนเส้นทางแห่งการรับใช้ตามการทรงเรียก จนกระทั่งส่งต่องานให้เอลีชาศิษย์เอกของท่านอย่างอัศจรรย์และยิ่งใหญ่
            เพราะยอห์น บัพติสมา รู้ว่าพระเจ้าทรงเรียกท่านให้เป็นผู้เตรียมทางของพระเมสสิยาห์ผู้กำลังจะเสด็จมาภายหลังท่าน ยอห์นไม่รีรอในการรับใช้ในหน้าที่ของตน ท่านเริ่มต้นเทศนา ประกาศให้กลับใจเสียใหม่และให้บัพติสมา ท่านกล้าเผชิญหน้ากับคนทุกระดับตั้งแต่สามัญชนจนถึงกษัตริย์ แม้สุดท้ายชีวิตจะถูกคุมขังและถูกประหารด้วยการตัดศีรษะ แต่ท่านยังยึดมั่นในเส้นทางแห่งการทรงเรียกจนนาทีสุดท้าย
            เพราะเปาโล ได้รับการทรงเรียกอย่างชัดเจนและเจาะจงให้ประกาศพระนามพระเยซูที่ท่านเคยข่มเหงมาก่อนหน้านั้นไปทั่วบรรดาประชาชาติ แม้จะต้องเผชิญความลำบากสารพัด จนกระทั่งถึงชีวิต ท่านยังยืนหยัดอยู่บนเส้นทางการรับใช้อย่างดีเช่นกัน ผลงานการเขียนจดหมายที่กลายมาเป็นหลักการดำเนินชีวิตคริสเตียนมาจนถึงวันนี้เป็นที่ประจักษ์แล้ว
            ยังมีผู้รับใช้อีกหลายคนที่ได้รับการทรงเรียกและมั่นใจในพระประสงค์ของพระเจ้า ที่ได้พิสูจน์ตนเองให้เห็นมาตลอดทุกยุคสมัย  ในวันนี้คุณและผมในฐานะผู้รับใช้ หากได้รับการทรงเรียกและมั่นใจในพระประสงค์ของพระองค์อย่างแท้จริง ก็จะสามารถยืนหยัดอยู่ได้เหมือนบุคคลเหล่านั้นเช่นกัน  คุณเชื่อเช่นนั้นหรือไม่


ติดตามตอนต่อไป...ความมั่นใจในพระวจนะของพระเจ้า
(ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต)

08 สิงหาคม 2558

มารีย์...ผู้หญิงที่เปลี่ยนโลก โดย ศจ.บัณฑิต ดาแว่น

คิดอย่างบัณฑิต
มารีย์  ผู้หญิงที่เปลี่ยนโลก   
โดย  ศจ.บัณฑิต  ดาแว่น
“ผู้หญิง”  มักถูกมองว่าเป็นเพศที่อ่อนแอ ตัดสินใจไม่เด็ดขาด ไม่รอบคอบ อารมณ์แปรปรวน ไม่ควรเป็นผู้นำ และอีกหลายอย่างที่กำหนดให้เธอต้องถอยออกไปจากทางแห่งความสำเร็จ   แต่พระเจ้าไม่ทรงประสงค์เช่นนั้น  เพราะตลอดประวัติศาสตร์โลก พบว่า ผู้หญิงเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงมาสู่โลกและชีวิตอย่างมหาศาล   โดยพระคุณของพระเจ้า ทรงใช้ ผู้หญิง ให้เป็นช่องทางนำความรอดมายังมวลมนุษยชาติ  ทรงมีแผนการและทำให้สำเร็จผ่านทางสตรีเพศ (ปฐก.3.15,อสย.7.14,กท.4.4) 

ในพระคัมภีร์ มีผู้หญิงหลายคนที่ให้พระเจ้าใช้ชีวิตและเกิดผลดีอย่างยิ่งใหญ่  ดังจะยกตัวอย่าง มารีย์ มารดาของพระเยซู ผู้หญิงที่เปลี่ยนโลกตลอดกาลคนนี้...
มารีย์ มารดาพระเยซู  ผู้หญิงที่ยอมให้พระเยซูมาอยู่ในครรภ์ของเธอ และเธอตัดสินใจที่จะอยู่กับพระเยซูแม้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
ในฐานะหญิงสาว ชาวบ้านธรรมดา มารีย์ได้แสดงความศรัทธาและกล้าหาญ แม้อาจจะต้องถูกหินขว้างให้ตายโทษฐานท้องก่อนแต่งได้ทุกเมื่อ  เธอเป็นผู้นำในการตัดสินใจเรื่องยิ่งใหญ่ โดยตอบสนองพระบัญชาของพระเจ้าต่อหน้าทูตสวรรค์ในเวลาไม่นานนัก (ลก.1.26-38) ซึ่งต่างจากโยเซฟที่ยังลังเล และต้องใช้เวลาในการตัดสินใจทั้งคืน (มธ.1.18-25)
ในฐานะภรรยา มารีย์ต้องรับผิดชอบและทำงานหนัก  ทำหน้าที่ทั้งในบ้านและนอกบ้านอย่างดี  นอกจากทำหน้าที่ส่งเสริมโยเซฟให้เป็นที่ยกย่องท่ามกลางสังคมตามขนบธรรมเนียมแล้ว เธอยังต้องรับผิดชอบในการดูแลลูก คือพระเยซูและน้อง  (มธ.13.55-56) แม้เธอต้องลำบาก  เพราะมีการสันนิษฐานว่าโยเซฟน่าจะตายไปก่อนที่พระเยซูและน้องๆ จะเติบโต  นั่นหมายความว่า มารีย์ต้องดูแลลูกเพียงลำพัง เพราะพระเยซู ผู้เป็นพี่ชายคนโตก็ออกจากบ้านไปเพื่อทำพันธกิจของพระบิดาบนสวรรค์  ซึ่งจากการตั้งข้อสังเกตในเหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่มารีย์และน้องๆ ของพระองค์มาคอยอยู่ข้างนอกบ้าน (มธ.12.46-50)  เป็นไปได้ไหมว่าเพราะพวกเขามีชีวิตที่ค่อนข้างลำบากและต้องการการช่วยเหลือจากพี่ชายคนโต ซึ่งโดยธรรมเนียมยิวแล้วต้องเป็นผู้รับผิดชอบครอบครัวแทนผู้เป็นพ่อ  แต่เนื่องจากพระเยซูมีพระบิดาอยู่เบื้องบน พระองค์จึงต้องทำหน้าที่ของพระบุตรองค์เดียวของพระบิดามากกว่า
ในฐานะแม่ มารีย์ต้องอดทน อดกลั้น ทุกอย่างเก็บไว้ในอก ซึ่งเสมือนดาบทิ่มแทงในใจของเธอเรื่อยมา  ดังคำที่สิเมโอนได้กล่าวไว้  “... ถึงหัวใจของท่านเองก็ยังจะถูกดาบแทงทะลุด้วย”   (ลก.2.35)  การเลี้ยงลูกของมารีย์ คงไม่เหมือนกับลูกของครอบครัวทั่วไป ที่ลูกมักจะต้องอยู่ใต้บังคับโดยไม่มีข้อแม้มากนัก  แต่สำหรับพระเยซู ไม่ได้เป็นลูกที่เธอจะเลี้ยงดู สั่งสอน ได้อย่างปกติทั่วไป เพราะเธอรู้เสมอว่า พระองค์เป็นบุตรของพระเจ้า เกิดโดยเดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์  แม้รูปร่างหน้าตาของพระเยซูจะเป็นเฉกเช่นเด็กทั่วไปแต่ภายในจิตใจมีความแตกต่าง  พระเยซูต้องไปเรียนธรรมบัญญัติ ไปอธิษฐาน ไปนมัสการในพระวิหาร เหมือนเด็กทั่วไป แต่ทรงไปในฐานพระบุตรของพระบิดาด้วย  ดังนั้น พระองค์จึงใช้เวลาเป็นพิเศษกับพระบิดาและไม่ได้เดินทางกลับพร้อมครอบครัว จนกระทั่งมารีย์และโยเซฟต้องตามหาด้วยความหวั่นวิตกเพราะลูกอายุ 12 ปี หายไปตั้ง 3 วันแล้ว  เมื่อหาพบแล้วพวกเขายิ่งไม่เข้าใจกับคำตอบของพระเยซู ที่ว่า  ...“ท่านเที่ยวหาฉันทำไม   ท่านไม่ทราบหรือว่า   ฉันต้องอยู่ในพระนิเวศแห่งพระบิดาของฉัน  ฝ่ายบิดามารดาก็ไม่เข้าใจคำซึ่งท่านกล่าวแก่เขา แล้วพระกุมารก็ลงไปกับเขา   ไปยังเมืองนาซาเร็ธ   อยู่ใต้การปกครองของเขา   มารดาก็เก็บเรื่องราวทั้งหมดนั้นไว้ในใจ   (ลก.2.42-51) 
มารีย์คงเก็บความรู้สึกจากเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นไว้ในใจเสมอ แม้พระเยซูจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ เธอคงหวังจะให้ช่วยเหลือในยามต้องการ  ดังตัวอย่างในงานสมรสที่หมู่บ้านคานา (ยน.2.1-11) มารีย์ขอให้พระเยซูช่วยแก้ปัญหาเรื่องเหล้าองุ่นหมด พระองค์ไม่ได้ทำในสิ่งที่เธอคิด แต่ทำในเวลาของพระองค์เอง  เธอคงรู้ว่าสักวันหนึ่งคงต้องเสียลูกไปแน่นอน  แต่คงไม่เข้าใจถึงขนาดว่าในที่สุดพระเยซูต้องถูกตรึงบนไม้กางเขน  ถึงกระนั้นก็ตามเมื่อถึงเวลานั้นจริง มารีย์ก็แสดงความเข็งแกร่ง อดทน กล้าเผชิญหน้ากับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่หวั่นไหว เธอเป็นผู้อยู่กับพระเยซูในเวลาที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตจนนาทีสุดท้าย(ยน.19.25-27) และยิ่งกว่านั้นเธอยังสามารถยืนหยัดอยู่ได้ หลังไม่มีพระเยซูอยู่ด้วยในฐานะลูกชายคนโตในโลกนี้อีกแล้ว     ขอบคุณพระเจ้าที่มารีย์ดำเนินอย่างมั่นคงต่อไปจนกระทั่งได้เห็นการเสด็จมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์ (กจ.1.14)และเห็นกลุ่มผู้เชื่อจำนวนมากเกิดขึ้น เห็นคริสตจักรที่พระเยซูประกาศว่าจะตั้งขึ้นบนศิลาแห่งความรอดของพระองค์ (มธ.16.18) และยิ่งกว่านั้นเห็นลูก ๆซึ่งเป็นน้องของพระเยซูมาเป็นผู้รับใช้พระเจ้าร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับบรรดาสาวกของพระเยซู
เชื่อแน่ว่าจิตใจของมารีย์นั้นจะเป็นสุขยิ่งกว่าผู้ใดในโลก  ตามที่นางเอลีซาเบธได้กล่าวกับเธอตอนที่พบกันขณะตั้งท้อง  ..นางเอลีซาเบธก็เต็มไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์  จึงร้องเสียงดังว่า   “ในบรรดาสตรีท่านได้รับพระพรมาก... (ลก.1.41-42)     และบทเพลงจากปากของเธอตามการทรงนำของพระวิญญาณที่ว่า ... เพราะพระองค์ทรงห่วงใยฐานะอันยากต่ำแห่งทาสีของพระองค์  เพราะนั่นแหละ  ตั้งแต่นี้ไปคนทุกชั่วอายุจะเรียกข้าพเจ้าว่าผาสุก   (ลก.1.48)
แต่กว่าจะมาถึงความ “ผาสุก”  เธอต้อง “ผ่านทุกข์” จากสถานการณ์อันยากลำบากมาอย่างนับไม่ถ้วน จึงสมควรแล้วที่พระเจ้าจะให้เธอเป็นที่ยอมรับและยกย่องท่ามกลางประชาชาติมาจนทุกวันนี้และตลอดกาล
หากไม่มีผู้หญิงอย่างมารีย์ในวันนั้น คงไม่อาจมีคุณและผมในวันนี้เช่นกัน  ดังนั้น ในฐานะคนของพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็น ชาย หรือ หญิง  ความเป็นจริงก็คือ พระเจ้าต้องการใช้ชีวิตของแต่ละคนตามความเหมาะสม  อย่าคิดว่าคุณเป็นเพียงผู้หญิงธรรมดา เป็นแค่ภรรยาของผู้ชายคนหนึ่ง เป็นแค่แม่ที่ต้องดูแลลูกเท่านั้น  พระเจ้ามีแผนการอันยิ่งใหญ่กว่านั้นให้คุณทำควบคู่ไปกับฐานะที่คุณเป็นอยู่ได้ด้วย  อย่าให้ค่านิยมที่ผิดๆ อุดมคติของสังคมที่แปรปรวนตามเวลา ข้อกำหนดของความคิดมนุษย์อันเต็มไปด้วยอคติ  มาปิดกั้นพระพรอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่จะกระทำในชีวิตของคุณเป็นอันขาด
(ขอบคุณภาพจาก http://www.belongtothetruth.com/Holy/anglicans02.htm)

30 กรกฎาคม 2558

“เลิกเหล้า...เลิกเมา กันดีกว่า” โดย ศจ.บัณฑิต ดาแว่น


คิดอย่างบัณฑิต  โดย  ศจ.บัณฑิต  ดาแว่น
เลิกเหล้า...เลิกเมา 
กันดีกว่า
ผมขับรถตามหลังรถกระบะคันหนึ่งที่บรรทุกของมาเกินพิกัด สูงขึ้นไปจากกระบะรถ โอนเอนไปมา พวกเราที่นั่งมาในรถก็พูดคุยกันว่า เขาไม่รู้หรืออย่างไรว่านี่เป็นอันตรายมากโดยเฉพาะเวลาถึงทางโค้ง  เราวิพากษ์วิจารณ์กันไปตามประสา   และเมื่อรถของเราขับเข้ามาใกล้  ต้องหัวเราะกับคำตอบที่ได้จากสติ๊กเกอร์ท้ายรถคันนั้นที่เขียนไว้ว่า 
กูม่ายรู้ กูเมา !!”      ??? 

            ได้แต่หวังว่า ความเมา  จะมีเฉพาะข้อเขียนในสติ๊กเกอร์เท่านั้น แต่ถ้า คนขับเมา ! ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น ?
คนไทย  ได้รับการกล่าวถึงว่า  งานไหน ๆ พี่ไทยก็เมา  ยิ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีการเปิดเสรีในการผลิตสุราพื้นบ้าน  ที่เมื่อก่อน เขาเรียกกันภาษาชาวบ้านว่า เหล้าเถื่อน  หรือ เหล้าขาว  หากมองในแง่ดี  ถือว่าเป็นการยกฐานะภูมิปัญญาท้องถิ่น  แต่ว่าด้วยนิสัยพี่ไทยงานไหนก็เมาจาก  ภูมิปัญญา”  ที่ดี ๆ นั้นกลับกลายเป็น  สมรภูมิแห่งปัญหา  ที่หาวิธีแก้ไขอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเพราะสถิติการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทยเพิ่มสูงขึ้น และขยายกลุ่มผู้ดื่มไปสู่เด็กและเยาวชนมากขึ้น  ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ตามมา  ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุจากการขับขี่ยานยนต์ขณะมึนเมา  ที่แต่ละปีช่วงเทศกาลตายเจ็บนับร้อย นับพัน  ความรุนแรงในครอบครัว  สามีทำร้ายภรรยา  ผู้ใหญ่ทำร้ายเด็ก เพราะขาดสติยั้งคิดเนื่องจากพิษของเหล้าที่ดื่มเข้าไปเกินพอดี  ปัญหาเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และอาชญากรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการไร้สติของคนที่เมามายสุราและเหล้า ที่ก่อนดื่มเขามีโฆษณาเชิญชวนว่า มันจะนำความสุข  ความภาคภูมิใจ ความรักชาติ  ความเป็นชายตัวจริง  ความเป็นหญิงที่แกร่ง  เป็นคนทันสมัย  เป็นคนประสบความสำเร็จ และอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายที่โหมใส่ต่อมความอยากมีอยากเป็นอย่างเช่นเขาโฆษณา...  มีหรือที่พี่ไทยเราจะยั้งใจเอาไว้ได้ ! เพราะแรงผลักภายในก็มากพออยู่แล้ว ยิ่งมีแรงเสริมภายนอก  อย่าบอกนะว่าชักเปรี้ยวปากขึ้นมาทันที  บางคนถึงขนาด คิดถึงถึงผลลัพธ์ของ 5 คูณ 8 ( = 40 ดีกรี) ยังต้องกลั้นอาการคลื่นเหียนอาเจียนไม่ได้  ตกเย็นเลิกงานยังต้องนำติดไม้ติดมือมาแก้เหนื่อย แก้เมื่อย แก้กลุ้ม แก้ท้อ  แล้วสุดท้ายเป็นอย่างไรละ ! 
เรื่องการพยายามรณรงค์เพื่อให้เกิดการลด ละ เลิก จากอบายมุขนั้นมีกันอยู่มากเช่นกัน  แต่น้ำน้อยยังแพ้ไฟต้มเหล้าอยู่ดี  น่าเศร้าใจที่งานกีฬาต้านยาเสพติดบางงานที่เขียนป้ายอย่างชัดเจนว่า  กีฬาต้านยาเสพติด  แต่สังเกตว่าวันแข่งกีฬานั้นกองเชียร์จะออกอาการเมามากกว่าปกติ  แทนที่กีฬาจะ  ต้าน  ก็กลายเป็น ก้าน (แพ้)  ยาเสพติด  ตามสำเนียงภาษากำเมืองไปเสียนี่  !!
การหาวิธีช่วยเหลือให้ห่างไกลสิ่งชั่วร้ายนั้นหากมองในด้านศาสนา  ส่วนใหญ่ก็สอนให้ระวังและหลีกเลี่ยงด้วยกันทั้งนั้น มิหนำซ้ำยังถือว่า เป็น บาป  ร้ายที่ทำลายชีวิตถึงโลกหน้าทีเดียว  ในฐานะนักศาสนศาสตร์ที่ศึกษาพระคริสตธรรมคัมภีร์ของคริสตศาสนา และเป็นคนที่พยายามดำเนินชีวิตให้ห่างไกลจากสิ่งชั่วร้าย  เพราะรู้ดีว่ายังต้องต่อสู้ดิ้นรนฟันฝ่าเฉกเช่นปุถุชนทั่วไป  แต่สำหรับเรื่องสุรา ยาเมานั้นสามารถยืนยันได้ว่า  ละได้แล้วซึ่งความรักลุ่มหลงในตัวมัน  ไม่ยอมให้มันเป็นนายอีกต่อไป  แต่หากจะใช้ก็เพียงเป็นยาเท่านั้น  เพราะในบางส่วนก็ยังมีประโยชน์อยู่บ้าง แต่....ขอเตือนว่าอย่าใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างที่จะตอบสนองต่อความต้องการอันใฝ่ต่ำของเนื้อหนังเป็นอันขาด  บางคนบอกว่าแค่เพื่อสังคมเท่านั้น แค่เจริญอาหารเท่านั้น แต่ขาดมันไม่ได้สักครั้ง อย่างนี้ควรพิจารณาให้ดีว่าถูกต้องหรือไม่  คำสอนของพระคริสตธรรมคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์  มีข้อห้าม มีคำเตือนเกี่ยวกับเรื่อง สุรา ยาเมา เหล้า เบียร์ และไวน์  ซึ่งจะยกมาบางประการเพื่อเป็นข้อคิดเตือนใจ  ดังนี้...

1.  สิ่งที่จะดื่มหรือกินนั้นเป็นประโยชน์หรือไม่ ?  พระคัมภีร์สอนว่า...
เรา ทำ สิ่ง สารพัด ได้ แต่ ไม่ ใช่ ทุก สิ่ง ที่ จะ ทำ ได้ นั้น เป็น ประโยชน์
เรา ทำ สิ่ง สารพัด ได้ แต่ ไม่ ใช่ ทุก สิ่ง ที่ จะ ทำ ให้ เจริญ ขึ้น  (1โครินธ์   10:23) 
2.  สิ่งที่จะดื่มหรือกินนั้นจะทำให้เสียผู้เสียคนหรือไม่  ?    พระคัมภีร์สอนว่า...
อย่า เมา เหล้าองุ่น ซึ่ง จะ ทำ ให้ เสีย คน
แต่ จง ประกอบ ด้วย พระวิญญาณ  (เอเฟซัส 5:18) 
3.  สิ่งที่จะกินหรือดื่มนั้นจะทำให้มีอนาคตที่ดีหรือไม่  ?  พระคัมภีร์สอนว่า...
...การ อิจฉา กัน การ เมา เหล้า การ เล่น เป็น พาลเกเร และ การ อื่นๆ ใน ทำนอง นี้ อีก  เหมือน ที่ ข้าพเจ้า ได้ เตือน ท่าน มา ก่อน  บัดนี้ ข้าพเจ้า ขอ เตือน ท่าน เหมือน กับ ที่ เคย เตือน มา แล้ว ว่า คน ที่ ประพฤติ เช่น นั้น จะ ไม่ มี ส่วน ใน แผ่นดิน ของ พระเจ้า (กาลาเทีย 5:21) 
4.  สิ่งที่จะกินหรือดื่มนั้นจะทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรือไม่  ?    พระคัมภีร์สอนว่า...
...แต่ จง ระวัง ตัว ให้ ดี เกลือกว่า ใจ ของ ท่าน จะ ล้น ไป ด้วย อาการ ดื่ม เหล้าองุ่น มาก
และ ด้วย การ เมา และ ด้วย คิด กังวล ถึง ชีวิต นี้ แล้ว เวลา นั้น จะ มา ถึง ท่าน ดุจ บ่วงแร้ว อย่าง กะทันหัน  (ลูกา 21:34)
...วิบัติ แก่ คน เหล่านั้น ที่ ลุกขึ้น แต่ เช้า มืด เพื่อ วิ่ง ไป ตาม เมรัย ผู้ เฉื่อยแฉะ อยู่ จน ดึก จน เหล้าองุ่น ทำ ให้ เขา เมา หยำ เป  เมา เหล้า องุ่น เลี้ยง กัน อย่าง ถึง ใจ  (อิสยาห์ 5:11 )
5.  สิ่งที่จะกินหรือดื่มนั้นจะนำความภาคภูมิใจ ความสุขมาสู่ชีวิตจริงหรือไม่ ?  พระคัมภีร์สอนว่า...
...ใคร ที่ ร้องโอย ใคร ที่ ร้องอุย ใคร ที่ มี การวิวาท ใคร ที่ มี การ ร้องคราง
ใคร ที่ มี บาดแผลปราศจาก เหตุ ใคร ที่ มี ตาแดง  คือ บรรดา ผู้ ที่ นั่ง แช่ อยู่ กับ เหล้า องุ่น บรรดา ผู้ ที่ ไป ทดลอง เหล้า ประสม
อย่า มองดู เหล้าองุ่น เมื่อ มัน มี สีแดง เมื่อ เป็น ประกาย ใน ถ้วย และ ลง ไป คล่องๆ
ณ ที่สุด มัน กัด เหมือน งู และ มัน ฉก เอา เหมือน งูทับทาง
ตา ของ เจ้า จะ เห็น สิ่ง แปลกๆ และ ใจ ของ เจ้า จะ พูด ตลบ ตะแลง
เจ้า จะ เป็น เหมือนคน ที่ นอน อยู่ กลาง ทะเล อย่าง คน ที่ นอน อยู่ บน เสา กาง ใบ  เจ้า จะ ว่า "เขา ตี ข้าแต่ ข้า ไม่ เจ็บ เขา ทุบ ข้า แต่ ข้า ไม่ รู้สึก  ข้า จะ ตื่น เมื่อไร หนอ       ข้า จะ แสวง การดื่ม อีก    (สุภาษิต 23.29-35)
6.  สิ่งที่จะกินหรือดื่มนั้นมันจะทำให้ชีวิตมีคุณค่าและเป็นที่น่านับถือหรือไม่  ? พระคัมภีร์สอนว่า...
...พึง สอน ชาย ที่ สูง อายุ ให้ รู้ จัก ประมาณ ตน ใน การ กิน ดื่ม ให้ เอาจริงเอาจัง
ให้ มี สติสัมปชัญญะ ให้ มี ความ เชื่อ ความ รัก และ ความ อดทน ตาม สมควร  
ส่วน ผู้หญิง ที่ สูง อายุ ก็ เหมือน กัน ให้ เขา มี ความ ยำเกรง พระเจ้า
ให้ เขา เป็น คน ไม่ ส่อเสียด ไม่ เป็น คน กิน เหล้า แต่ ให้ เป็น ผู้สอน สิ่ง ที่ ดี งาม  (ทิตัส 2:2-3) 
7.  สิ่งที่จะกินหรือดื่มนั้นมันจะทำให้เกิดการยกย่องถวายเกียรติแด่พระเจ้าหรือไม่ ?  พระคัมภีร์สอนว่า...
ท่านไม่รู้หรือว่า   ร่างกายของท่านเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งสถิตอยู่ในท่าน   ซึ่งท่านได้รับจากพระเจ้า   ท่านไม่ใช่เจ้าของตัวท่านเอง พระเจ้าได้ทรงซื้อท่านไว้แล้ว   ด้วยราคาสูง   เหตุฉะนั้น   ท่านจงถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าด้วยร่างกายของท่านเถิด (1โครินธ์ 6.19-20)
เหตุ ฉะนั้น เมื่อ ท่าน จะ รับประทาน จะ ดื่ม หรือ จะ ทำ อะไร ก็ ตาม   จง กระทำ เพื่อ เป็น การ ถวาย พระเกียรติ แด่ พระเจ้า  (1โครินธ์ 10:31)

            ยังมีคำสอนเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกมาก  แต่เท่าที่นำมานับว่าเพียงพอแล้วที่เราจะห่างไกลจากแหล่งอบายทั้งหลาย โดยเฉพาะ เหล้า  ไม่ว่ามันจะสีอะไร  ยี่ห้ออะไร ดีกรีเท่าไหร่ ผลิตจากมือชาวบ้าน หรือจากโรงงานทันสมัย  สุดท้ายเมื่อดื่มเข้าไปมันกลายเป็นอันตรายทั้งนั้น  ผลร้าย มากกว่าผลดี  แล้วอย่างนี้จะดื่มมันทำไม ?   ตัดสินใจเลิกได้แล้ว !!     ขอเป็นกำลังใจให้  หากเลิกเหล้าเสียตั้งแต่วันนี้  อะไรที่ดีก็จะตามมาแน่นอน
คุณต้องการ ลด ละ เลิก จากการเป็นทาสของ สุรา ยาเมา เหล้า เบียร์ และไวน์หรือไม่  ?  พระเจ้าสามารถช่วยคุณได้  เมื่อแสวงหาพระองค์ด้วยสุดจิตสุดใจ  เพราะไม่มีอะไรที่ยากสำหรับพระเจ้า  ขอจงมีใจเชื่อและศรัทธา...อาเมน


10 กรกฎาคม 2558

กินข้าวกับพระเยซู โดย ศจ.บัณฑิต ดาแว่น

คิดอย่างบัณฑิต  โดย ศจ.บัณฑิต  ดาแว่น 

กินข้าวกับพระเยซู

นี่แน่ะ   เรายืนเคาะอยู่ที่ประตู   ถ้าผู้ใดได้ยินเสียงของเราและเปิดประตู   เราจะเข้าไปหาผู้นั้นและจะรับประทานอาหารร่วมกับเขา   และเขาจะรับประทานอาหารร่วมกับเรา (วิวรณ์ 3:20)
คงเคยได้ยินสำนวนที่คุยกันสนุกๆ ว่า “เรื่องกินเรื่องใหญ่”  ผมกลับคิดว่า “เรื่องกินไม่ใช่เรื่องใหญ่  แต่เรื่องไม่ได้กินต่างหากใหญ่กว่า”  ลองสังเกตดูสิว่าจริงหรือไม่ ?  หากคนเราได้กินอิ่มแล้ว มักจะรู้สึกดี สบายใจ ไม่อยากก่อเรื่องอะไรให้วุ่นวาย  ตรงกันข้ามลองไม่ได้กินให้สมกับความหิวดูสิจะเกิดอะไรขึ้น ! ผมว่า “เกิดเรื่องใหญ่” แน่ๆ  คุณเคยได้ยิน หรือเคยมีอาการโมโหหิวไหม ?  นั่นแหละสาเหตุจากการไม่ได้กินมันส่งผลต่ออารมณ์ ความรู้สึก และปฏิกิริยาทุกส่วนในร่างกาย รวมทั้งความคิด จิตใจ ของคุณเข้าแล้ว !
ผมคิดเล่นๆ ต่อไปว่า เรื่องไม่ได้กินนับว่าใหญ่แล้ว ยังมีเรื่องที่ใหญ่มากกว่าอีกนะ นั่นคือ เรื่องที่กินแล้วไม่อิ่ม อันเนื่องมาจากอาหารไม่พอกินนั่นเอง  ลองคิดดู คุณหิวจัด กินไปได้ครึ่งท้อง แต่ทุกอย่างหมดแล้ว แหม ! ความรู้สึกมันโหดร้ายยิ่งกว่าการไม่ได้กินเสียอีกนะจะบอกให้  ตัวอย่างจากตำนานพื้นบ้านของชาวอิสานเรื่อง “กล่องข้าวน้อยฆ่าแม่” คงยืนยันได้อย่างดี เรื่องมีอยู่ว่า ชายหนุ่มออกไปไถนาแต่เช้ามืด ผู้เป็นแม่ทำกับข้าวไปส่งตอนสายๆ  แต่ด้วยความหิวแบบสุดๆ เขารู้สึกว่านอกจากแม่จะมาสายแล้ว กล่องข้าวเหนียว และกับข้าวที่ห่อมานั้นยังน้อยนิดอีกด้วย  บันดาลโทสะทำให้เขาทำร้ายแม่จนนอนแน่นิ่งไป..  ด้วยความหน้ามืด ตาลาย เขาไม่สนใจสิ่งใด  นอกจากคดข้าวเหนียวจากกล่องเล็กๆนั้นมากินๆๆ จนรู้สึกอิ่มแต่ข้าวยังไม่หมด เพราะแม่ยัดใส่จนแน่นนั่นเอง เมื่ออิ่มท้องดี สติสัมปชัญญะก็กลับคืนมา แต่อนิจจาแม่นอนสิ้นใจตายเสียแล้ว... เรื่องนี้สะท้อนได้ทั้งการไม่ได้กิน และกลัวว่ากินแล้วจะไม่อิ่มได้เป็นอย่างดีว่าเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ   นี่ขนาดแค่คิดว่ากลัวตนเองกินไม่อิ่มจากอาหารที่น้อยนิด  ยังกลายเป็นฆาตกรไปในชั่วพริบตา
เรื่องไม่ได้กิน เรื่องที่กินแล้วไม่อิ่ม หรือเรื่องกลัวตนเองกินไม่อิ่มนั้น มักจะนำไปสู่การเกิดเรื่องใหญ่หลายด้าน  ตัวอย่างเช่น  บางครอบครัวหากมื้อไหนไม่ได้กิน หรือกินไม่อิ่ม มักจะเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันในครอบครัว บางครั้งกลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นทันที   เด็กที่กินอาหารไม่ครบ 5 หมู่ จะส่งผลให้เกิดปัญหาใหญ่ต่อสุขภาพ  นอกจากเรื่องไม่ได้กินจะเกิดเรื่องใหญ่ในครอบครัวแล้ว ยังเกิดเรื่องใหญ่ในสังคมด้วย เช่น บางคนไม่ได้กิน(สินบน)  บางคนไม่ได้กิน (ผลประโยชน์)  บางคนไม่ได้กิน (ส่วนแบ่ง) บางคนไม่ได้กิน (อำนาจ) ยังส่งผลให้เกิดเรื่องบานปลายใหญ่โตอีกมากมาย
นอกจากด้านครอบครัว และสังคมแล้ว ยังส่งผลต่อด้าน จิตใจ และจิตวิญญาณ เช่น  ผู้เชื่อพระเยซูไม่ยอมกินอาหารฝ่ายวิญญาณ ไม่ยอมกินพระวจนะของพระเจ้า  หรือ กินอย่างไม่เพียงพอ หรือ ไม่มีพอที่จะกินให้อิ่มได้  มักส่งผลกระทบที่ใหญ่หลวงต่อชีวิต จิตใจ และจิตวิญญาณ  คนเหล่านี้กลายเป็นปัญหาของครอบครัว คริสตจักร และสังคมตามมาด้วย  ดังคำสอนที่บันทึกเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า...
ชีวิตจะสมบรูณ์ไม่ได้ หากกินอาหารฝ่ายร่างกายและฝ่ายวิญญาณไม่สมดุลเพียงพอ
'มนุษย์จะบำรุงชีวิตด้วยอาหารสิ่งเดียว หามิได้   แต่บำรุงด้วยพระวจนะทุกคำ   ซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า' (มัทธิว 4.4)
ชีวิตทั้งฝ่ายร่างกายและฝ่ายวิญญาณจะไม่เติบโตแข็งแรง หากกินอาหารไม่เหมาะกับวัย
พี่น้องทั้งหลาย   ข้าพเจ้าไม่อาจจะพูดกับท่าน   เหมือนพูดกับผู้ที่อยู่ฝ่ายวิญญาณแล้วได้   แต่ต้องพูดกับท่านเหมือนคนที่อยู่ฝ่ายเนื้อหนัง   เหมือนกับท่านเป็นทารกในพระคริสต์ 2ข้าพเจ้าเลี้ยงท่านด้วยน้ำนม   มิใช่ด้วยอาหารแข็ง   เพราะว่าเมื่อก่อนนั้นท่านยังไม่สามารถรับ   และถึงแม้เดี๋ยวนี้ท่านก็ยังไม่สามารถ (1โครินธิ์ 3.2)
ถึงแม้ว่าขณะนี้ท่านทั้งหลายควรจะเป็นครูได้แล้ว   แต่ท่านก็ต้องให้คนอื่นสอนท่านอีก   ในเรื่องหลักธรรมเบื้องต้นแห่งพระวจนะของพระเจ้า   ท่านทั้งหลายต้องกินน้ำนมไม่ใช่อาหารแข็ง 13เพราะว่าทุกคนที่ยังกินน้ำนมนั้น   ยังไม่เข้าใจในเรื่องความชอบธรรม   เพราะเขายังเป็นผู้เยาว์ 14อาหารแข็งเป็นอาหารสำหรับผู้ใหญ่   สำหรับผู้ที่ได้รับการฝึกหัดอบรมให้สามารถรู้จักผิดชอบชั่วดีแล้ว (ฮีบรู 5.12-14)
ชีวิตทั้งฝ่ายร่างกายและฝ่ายวิญญาณจะเกิดปัญหาความขัดแย้งกัน หากกินอาหารผิดประเภท
ส่วนคนที่ยังมีความเชื่อน้อยอยู่นั้น   จงรับเขาไว้   แต่มิใช่เพื่อให้โต้เถียงกันในเรื่องความเชื่อที่แตกต่างกันนั้น 2คนหนึ่งถือว่าจะกินอะไรก็ได้ทั้งนั้น   แต่คนที่มีความเชื่อน้อยก็กินแต่ผักเท่านั้น 3อย่าให้คนที่กินนั้นดูหมิ่นคนที่ไม่ได้กิน   และอย่าให้คนที่มิได้กินกล่าวโทษคนที่ได้กิน   เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงโปรดรับเขาไว้แล้ว (โรม 14.1-3)
ชีวิตทั้งฝ่ายร่างกายและฝ่ายวิญญาณจะขาดความสุข ขาดความพึงพอใจ หากกินอาหารผิดสถานที่
กินผักเป็นอาหารในที่ที่มีความรัก  
  ก็ดีกว่ากินเนื้อวัวอ้วนพร้อมกับความเกลียดชังอยู่ด้วย  
(สุภาษิต 15.17)
ยังมีอีกหลายประการที่ยืนยันว่า เรื่องกิน และเรื่องไม่ได้กิน รวมทั้งเรื่องที่กินไม่อิ่ม ล้วนแต่ส่งผลให้เกิดเรื่องใหญ่ด้วยกันทั้งนั้น ลองคิดดูหากมีการกินให้เพียงพอ กินให้ถูกที่ ถูกเวลา กินให้ถูกประเภท กินให้เหมาะสม เรื่องร้ายใหญ่โตหลายอย่างคงไม่เกิดขึ้นในชีวิต ครอบครัว และสังคม รวมทั้งปัญหาที่ไม่จำเป็นคงไม่เกิดขึ้น !
เหตุฉะนั้น ทางที่ดี มากินข้าวกับพระเยซูดีกว่า  พระองค์ทรงยืนเคาะอยู่ที่ประตูใจของคุณและผมแล้ว  หากใครได้ยินเสียง และเปิดประตูต้อนรับ  พระองค์สัญญาว่าจะรับประทานอาหารร่วมกับผู้นั้น และผู้นั้นก็จะร่วมรับประทานอาหารกับพระองค์ด้วย  เรื่องนี้มีนัยว่า ไม่เพียงที่พระเยซูจะเข้ามาในชีวิตของเราแล้วมากินอาหารจากเราเท่านั้น แต่พระองค์มีอาหารที่พิเศษที่ทรงเตรียมมาให้เราได้รับประทานกับพระองค์ด้วย หมายความว่า ทั้งอาหารฝ่ายร่างกาย และฝ่ายวิญญาณ จะมีอย่างบริบูรณ์ เพียงพอ สมดุล เหมาะสม ตามควรแก่กาลเทศะ ซึ่งจะส่งผลดีต่อชีวิตของเราอย่างอัศจรรย์ เมื่อเรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระเยซู
พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “เราเป็นอาหารแห่งชีวิต   ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิว   และผู้ที่วางใจในเรา   จะไม่กระหายอีกเลย (John 6:35)

คุณได้ยินเสียงเคาะประตูไหม ?  อย่ามัวรีรอ  เปิดประตูต้อนรับพระองค์ และมากินข้าวกับพระเยซูด้วยกันเถิดครับ !

31 พฤษภาคม 2558

เพื่อชีวิตที่มั่นคงและก้าวไกล โดย ศจ.บัณฑิต ดาแว่น

คิดอย่างบัณฑิต 
โดย ศจ.บัณฑิต  ดาแว่น


เพื่อชีวิตที่มั่นคง
และก้าวไกล


เหตุฉะนั้นเมื่อท่านได้รับพระเยซูคริสตเจ้าแล้วฉันใด   จงปฏิบัติพระองค์ด้วยฉันนั้น 7จงหยั่งรากและก่อร่างสร้างขึ้นในพระองค์   และมั่นคงอยู่ในความเชื่อ   ตามที่ท่านได้รับคำสั่งสอนมาแล้ว   และจงบริบูรณ์ด้วยการขอบพระคุณ (Colossians 2:6-7)
            หากคุณปรารถนาชีวิตที่มั่นคงและก้าวไกล  ทั้งชีวิตส่วนตัว และการทำงาน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการปรนนิบัติรับใช้พระเจ้า  ซึ่งเป็นงานที่ใหญ่ และยาก ที่ต้องอาศัยทั้งความอึด (อดทน) และ ความเก๋า (เก่งและกล้าด้วยประสบการณ์) และยังต้องอาศัย การอวยพระพร และ ความสำเร็จ จากองค์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งเป็นผู้ให้คำตอบสุดท้ายอย่างแท้จริง ดังพระคัมภีร์ที่กล่าวว่า  แผนงานของดวงความคิดเป็นของมนุษย์  
  แต่คำตอบของลิ้นมาจากพระเจ้า
   (
Proverbs 16:1) เราเป็นผู้ปลูกและรดน้ำ แต่การเติบโตและเกิดผลสำเร็จนั้นเป็นอำนาจของพระเจ้า (I Corinthians 3:6) 
ทำอย่างไรที่จะให้ชีวิตมั่นคงและก้าวไกล ไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน...
1.  อย่าลืม ! ว่าคุณเป็นใคร 
            การรู้จักตนเอง ว่าเป็นใคร ต้องทำอะไร เพื่ออะไร  เป็นหลักการใช้ชีวิตที่จำเป็นสำหรับทุกคน  หากใครไม่สามารถตอบคำถามพื้นฐานนี้ได้ คงไม่อาจดำรงชีวิตอย่างปกติสุขได้  การรู้จักตนเอง ใช่ว่าจะเป็นเพียงการรู้ชื่อ สกุล ที่อยู่ ตำแหน่ง ฐานะ ที่เป็นอยู่เท่านั้น  แต่ยังหมายถึงการรู้ถึงตัวตนภายใน หรือ ความหมายของชีวิต เป้าหมายของการดำรงชีวิตอยู่และความมุ่งหวังทั้งในปัจจุบันและอนาคตที่ชัดเจนด้วย  ถึงจะสามารถนำพาชีวิตมั่นคงและก้าวไกลได้อย่างยั่งยืน
            พระวจนะของพระเจ้าช่วยให้เข้าใจความจริงว่า เราเป็นใคร และจำเป็นต้องทำอะไร เพื่ออะไรกันแน่  จากบทเรียนที่ได้รับจากพระธรรมโคโลสี บทที่ 2 ข้อ 6 ถึง 7 และ ภาพรวมตอนอื่นๆ  ก็พบว่า  "...ท่านได้รับพระเยซูคริสตเจ้าแล้ว..."  หมายความว่า  ความเป็นตัวตนของคุณคือ การเป็นผู้ยอมรับพระเยซูคริสต์  โดยการเชื่อและไว้วางใจในพระนามของพระองค์  ยอมรับว่าพระองค์ทรงพระเจ้าที่เกิดเป็นมนุษย์ผู้บริสุทธิ์ ปราศจากบาป มลทิน  ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเป็นค่าไถ่ความผิดบาปของมวลมนุษย์ ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายและยังทรงพระชนม์อยู่เป็นนิตย์ อีกทั้งยังสัญญาว่าจะกลับมารับผู้เชื่อไปอยู่กับพระองค์ที่สวรรค์ด้วย  คุณเชื่อและยอมรับอย่างนั้นหรือไม่ ? หากคุณเชื่อเช่นนั้น คุณคือคนของพระเยซูคริสต์แล้วครับ และเป็นคนที่พระองค์จะปกป้องดูแลดั่งลูกแกะในคอกของพระองค์ ที่ไม่ยอมให้ขโมยหน้าไหนมากล้ำกลายได้
            คุณไม่เพียงเป็นคนธรรมดา ที่มีชื่อ สุกล ที่อยู่ ฐานะ ตำแหน่ง ที่สังคมโลกกำหนดกันขึ้นมาเท่านั้น แต่ตัวตนที่แท้จริงของคุณคือ ผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ เป็นคนของพระองค์ เป็นประชากร เป็นผู้รับใช้ของพระองค์ และอื่นๆ อีกมากมาย ที่พระเยซูรับรองคุณด้วยพระนามอันยิ่งใหญ่
            สิ่งที่ควรกระทำเพื่อตอบสนองต่อการอยู่ในฐานะคนของพระเยซู คือ การดำเนินชีวิตในพระองค์ ทำตามพระองค์ เลียนแบบพระองค์  และ...จงปฏิบัติพระองค์ด้วย หมายถึงทำทุกสิ่งเพื่อพระองค์ ทำให้สมกับเป็นคนของพระเยซู นั่นเอง เพราะคุณเป็นคนของพระเยซู ชื่อของคุณ ที่ที่คุณอยู่  งานที่คุณทำ และทุกสิ่งในชีวิตของคุณล้วนมีพระเยซูอยู่ด้วยเสมอ  ไม่ว่าคุณจะทำสิ่งดีหรือร้าย จะมีผลกระทบต่อพระนามของพระเยซูด้วยเสมอ  ดังนั้น หากคุณรู้ว่าตนเองเป็นใคร และต้องทำอะไรอย่างแท้จริงแล้ว คุณควรทำอย่างไรต่อไปดีครับ !
            การรู้ตัวตนและรู้ถึงสิ่งที่ควรทำอย่างแท้จริง มักนำพาชีวิตที่มั่นคงและก้าวไกลได้มากกว่า คุณว่ามั้ย !
2.  อย่าลืม ! พัฒนาชีวิตตนเองอยู่เสมอ
            คนที่คิดว่าตนเองมั่นคงแล้ว ดีแล้ว สำเร็จแล้ว มักพลาดพลั้งได้ (I Corinthians 10:12) เพราะความประมาท ความหลงระเริง มักนำพาสู่ความผิดพลาดล้มเหลวอย่างเจ็บปวด  ดังนั้น การที่จะดำเนินชีวิตให้มั่นคงและก้าวไกลอย่างยั่งยืน จึงจำเป็นต้องหมั่นพัฒนาตนเองอยู่เสมอ  ทั้งของประทาน พรสวรรค์ พรแสวงที่มีอยู่ในตัว ยังต้องดูแล และกระทำให้รุ่งเรืองยิ่งขึ้น ทำให้เกิดทักษะ ความชำนาญและเชี่ยวชาญ ในแต่ละด้านให้มากขึ้น (II Timothy 1:6)  ไม่เก็บไว้โดยเปล่าประโยชน์แต่ต้องหาวิธีที่จะทำให้เกิดดอกออกผลที่ดีเสมอ  จึงจะเป็นที่ใช้การได้และได้รับคำชื่นชม รวมทั้งรับบำเหน็จรางวัลตามสมควร(Matthew 25)  อาจารย์เปาโลแนะนำว่า  "...จงหยั่งรากและก่อร่างสร้างขึ้นในพระองค์   และมั่นคงอยู่ในความเชื่อ   ตามที่ท่านได้รับคำสั่งสอนมาแล้ว   และจงบริบูรณ์ด้วยการขอบพระคุณ..."
            ชีวิตจะมั่นคงก้าวหน้า ก้าวไกล ไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน ย่อมขึ้นอยู่กับการรู้จักพัฒนา ต่อยอด ประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมกับตนเอง และเหมาะแก่สถานการณ์ ด้วยหัวใจที่มุ่งมั่น แรงกล้า ท้าท้าย ซึ่งต้องลงทุน ลงแรง ลงเวลา และลงชีวิตอย่างแท้จริงด้วย  ดังตัวอย่างอาจารย์เปาโลที่กล่าวว่า... ส่วนข้าพเจ้าวิ่งแข่งโดยมีเป้าหมาย   ข้าพเจ้ามิได้ต่อสู้อย่างนักมวยที่ชกลม แต่ข้าพเจ้าก็ทุบตีร่างกายให้มันแข็งจนอยู่มือ   เพราะเกรงว่าเมื่อข้าพเจ้าได้ประกาศข่าวประเสริฐแก่คนอื่นแล้ว   ตัวข้าพเจ้าเองจะเป็นคนที่ใช้การไม่ได้(I Corinthians 9:26-27) และยังสอนอีกว่า...  อย่าให้ผู้ใดหมิ่นประมาทความหนุ่มแน่นของท่าน   แต่จงเป็นแบบอย่างแก่คนที่เชื่อทั้งปวง   ทั้งในทางวาจาและการประพฤติ   ในความรัก   ในความเชื่อ   และในความบริสุทธิ์ 13จงใฝ่ใจในการอ่านพระคัมภีร์ในที่ประชุม   ในการเทศนาและในการสั่งสอนจนกว่าเราจะมา 14อย่าละเลยความสามารถที่มีอยู่ในตัวท่าน   ซึ่งได้ทรงประทานแก่ท่านตามคำพยากรณ์   เมื่อคณะผู้ปกครองได้เอามือวางบนท่าน 15จงปฏิบัติหน้าที่เหล่านี้   โดยถือเป็นชีวิตจิตใจ   เพื่อความเจริญของท่านจะได้ปรากฏแก่คนทั้งปวง 16จงเอาใจใส่ทั้งตัวท่านและคำสอนของท่าน   จงยึดข้อที่กล่าวนี้ให้มั่น   เพราะเมื่อกระทำดังนั้น   ท่านจะช่วยทั้งตัวท่านเองและคนทั้งปวงที่ฟังท่านให้รอดได้ (I Timothy 4:12-16) 
            คุณไม่ได้ทำแต่ละอย่างด้วยกำลังสติปัญญาเพียงลำพัง แต่มีพลังจากเบื้องบน สำหรับคนของพระเยซูอีกมากมายที่จะช่วยกระตุ้น ผลักดัน ป้องกัน จัดเตรียม และประทานความสำเร็จอย่างอัศจรรย์  จึงมั่นใจได้เลยว่า ทุกย่างก้าวของชีวิต มีพระเยซูคริสต์อยู่เคียงเสมอ จึงสามารถไปไกลกว่าที่คิด มีชีวิตที่มั่นคงกว่าที่หวัง

            ชีวิตจะมั่นคง ก้าวไกล ไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน ทุกวันและคืน คุณต้องทำความเข้าใจและรู้ให้ได้ว่า คุณเป็นใคร ต้องทำสิ่งใด เพื่ออะไรกันแน่ ทั้งมุ่งมั่นพัฒนาจากสิ่งที่มีอยู่ให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น และย้ำเตือนเสมอว่า คุณไม่ใช่แค่  นาย... นาง... นางสาว... ดอกเตอร์... ศาสตราจารย์... อาจารย์...ศิษยาภิบาล...ศาสนาจารย์... ท่านประธาน..ท่านเลขาฯ... ท่านผู้อำนวยการ... หรือแม้แต่ ฯพณฯ ท่านเท่านั้น !!  ... แต่คุณคือ คนของพระเยซูคริสต์ ที่ต้องรับใช้พระองค์  ตอบสนองต่อพระคุณของพระองค์อย่างสุดชีวิต จิตใจ กำลัง ความคิดอยู่เสมอ เพราะนั่นคือ สิ่งที่จะนำพาความมั่นคง ก้าวหน้า ก้าวไกลในชีวิตอย่างแท้จริง !

          คุณเชื่อเช่นนี้หรือไม่ ?

01 พฤษภาคม 2558

NTBCA,2014 Report สคบ.เหนือ


รายงานการดำเนินการสหคริสตจักรแบ๊บติสต์ภาคเหนือ ในการประชุมประจำปี สคบ. วันที่ 6-9 เมษายน 2015  ณ ค่ายแบ๊บติสต์ หาดจอมเทียน พัทยา
The presentation of Northern Thailand Baptist Churches ,2014 to TBC conference on April 6-9,2015 at Pattaya.

02 เมษายน 2558

"พระเยซูคริสต์ ชีวิตที่มุ่งมั่น" โดย ศจ.บัณฑิต ดาแว่น

คิดอย่างบัณฑิต


พระเยซูคริสต์ ชีวิตที่มุ่งมั่น
โดย  ศจ.บัณฑิต  ดาแว่น

พระคัมภีร์ชี้ให้เห็นว่า พระเยซูคริสต์มีใจมุ่งมั่น แน่วแน่ที่จะไปยังกรุงเยรูซาเล็ม  ซึ่งหมายถึงจะนำไปสู่การถูกจับและถูกประหารชีวิตต่อไป...แล้วทำไมพระองค์ยังจะไปละ ?
...เมื่อพระองค์ตรัสคำเหล่านั้นแล้ว   พระองค์ทรงดำเนินนำหน้าเขาไป   จะขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม (Luke 19:28)    “เราทั้งหลายจะขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม   และเขาจะมอบบุตรมนุษย์ไว้กับพวกมหาปุโรหิตและพวกธรรมาจารย์   และเขาเหล่านั้นจะปรับโทษท่านถึงตาย 19และจะมอบท่านไว้กับคนต่างชาติให้เยาะเย้ยเฆี่ยนตี   และให้ตรึงไว้ที่กางเขน   และวันที่สาม   ท่านจึงจะกลับฟื้นขึ้นมาใหม่” (Matthew 20:18-19)
            
วันที่พระเยซูเสด็จเข้าสู่เยรูซาเล็มนั้น เป็นเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ ดังเช่นกษัตริย์เสด็จเข้าสู่กรุงหลังรบชนะกลับมา  มีการปูผ้า ปูใบไม้ตามทางเดิน และผู้คนร้องยกย่องสรรเสริญ   ...ฝ่ายฝูงชนซึ่งเดินไปข้างหน้า   กับผู้ที่ตามมาข้างหลัง   ก็พร้อมกันโห่ร้องว่า   “โฮซันนา แก่ราชโอรสของดาวิด   ขอให้ท่านผู้ที่เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า   ทรงพระเจริญโฮซันนา    ในที่สูงสุด  (Matthew 21:8)
            ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยกย่องสรรเสริญ  ให้เกียรติอย่างสูงสุดของผู้คนที่มาอย่างล้นหลาม สำหรับพระเยซู  การมาครั้งนี้แตกต่างจากทุกครั้ง เพราะมาเพื่อจะถูกจับ ถูกเฆี่ยน ถูกตบ ถูกเยาะเย้ย ถูกสบประมาท และถูกประหารชีวิตอย่างอยุติธรรม
            ส่วนประชาชนที่กำลังโห่ร้อง สรรเสริญกลับมีความคาดหวังต่างๆ นานา  บ้างต้องการให้พระองค์เป็นกษัตริย์  บ้างต้องการการช่วยเหลือ บ้างต้องการรักษาความเจ็บป่วย บ้างต้องการอาหารพิเศษ บ้างต้องการเห็นการอัศจรรย์ ยังรวมไปถึงคนที่คอบจับผิด คิดร้ายต่อพระองค์ที่คาดหวังจะทำอะไรบางอย่างตามแผนการของตน
            ไม่ว่าคนอื่นจะคาดหวังอย่างไร  แต่พระเยซูยังมุ่งมั่น แน่วแน่ในพระทัยเสมอ ว่าต้องไปยังกรุงเยรูซาเล็ม และทุกอย่างจะสำเร็จตามพระประสงค์ของพระบิดา  คือ พระองค์ต้องถูกจับ ถูกตรึง และตาย  ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตัดสินใจเดินไปตายอย่างนั้น  แต่พระเยซูยังเชื่อฟังพระบิดาจนถึงที่สุด  แม้ต้องต่อสู้กับใจตนเองอย่างหนัก ถ้าเป็นได้ไม่ตายได้ไหม แต่สุดท้ายได้ยอมจำนนขอให้ตนเป็นไปตามน้ำพระทัยพระบิดา
            เสียงของฝูงชนยกย่องสรรเสริญ และคาดหวังอย่างสุดใจในความยิ่งใหญ่ขงพระเยซูที่จะช่วยกู้พวกเขาให้รอดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรโรม   แต่จะมีใครที่เข้าใจเสียงภายในใจของพระเยซูบ้าง  เชื่อว่าข้างในใจของพระองค์นั้นเต็มไปด้วยภาระอันหนักอึ้ง ซึ่งเป็นความไม่รู้ ความบาปชั่ว และความผิดมหันต์ของมวลมนุษย์ที่ตกลงบนพระองค์  กางเขนที่หนักยังไม่หนักเท่าเศษเสี้ยวของความบาปที่ต้องทนรับแทนมวลมนุษย์  แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าการเดินเข้าไปยังกรุงเยรูซาเล็มนั้นหมายถึงการเดินไปหาความตาย แต่ยังมุ่งมั่นเดินหน้าต่อไปไม่หยุด ไม่เปลี่ยนใจ ไม่หันหลังกลับ แม้บางคนห้ามไว้ว่าอย่าเข้าไป แต่ไม่อาจทำให้พระทัยของพระเยซูต้องสับสนเลยแม้แต่น้อย  ช่างเป็นความเจ็บปวดที่ยากอธิบายให้ใครอื่นเข้าใจ  เพราะจุดหมายความคิดของพวกเขานั้นสวนทางกับพระองค์  ประชาชนเรียกร้องให้พระองค์เป็นกษัตริย์ครอบครองอาณาจักรในโลกนี้ แต่พระองค์ประสงค์จะครอบครองชีวิตจิตใจของผู้คนในอาณาจักรสวรรค์  คนต้องการให้พระองค์เป็นผู้ช่วยให้รอดจากการเป็นทาสของมนุษย์ แต่พระองค์ประสงค์ให้เขาพ้นจากการเป็นทาสของมารและความบาป...ความคิดของมนุษย์ไม่อาจหยั่งรู้ถึงพระประสงค์ของพระเจ้าได้เลย  ยิ่งมองในมุมผลประโยชน์ของตน ยิ่งเรียกร้องไม่มีสิ้นสุด และหลายครั้งมักขาดความเข้าใจในความเป็นจริงที่ควรจะเป็น  เมื่อไม่เป็นอย่างใจ สุดท้ายมักจะโวยวาย ให้ร้ายคนอื่นอยู่บ่อยครั้ง
            พระเยซูคริสต์ต้องเอาชนะทั้งความคิดของคนรอบข้าง และความคิดภายในของตนเอง  สุดท้ายพระองค์พิสูจน์ชัดแล้วว่า ทรงเลือกที่จะตามพระประสงค์อันสูงสุดของพระบิดา  คือ มาตายเพื่อไถ่บาป ให้มนุษย์ได้รับความรอดอันสมบูรณ์
            แม้จะรู้ว่ามีความลำบากอยู่ข้างหน้า แต่ยังกล้าที่จะเดินไป เพราะนั่นคือน้ำพระทัยพระบิดา  แล้วคุณและผมละ ! กล้าที่จะเดินต่อไปข้างหน้า แม้ว่าจะมีความทุกข์ลำบากหรือไม่ ถ้ารู้ว่านั่นคือทางที่ใช่  ทางที่จะทำให้พระเจ้าได้รับเกียรติ
            "ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำ แต่ผลนั้นคุ้มค่า  ถ้าจะเชื่อฟังและทำตาม" !
            ลองถามใจของตนเองดูว่า มีความมุ่งมั่น แน่วแน่ ในการทำสิ่งที่พระเจ้าประสงค์หรือไม่.. แค่ไหน.. ขึ้นอยู่กับใจคุณแล้วละครับ !
                
           

            

20 มีนาคม 2558

อาหารแห่งชีวิต โดย บัณฑิต ดาแว่น

คิดอย่างบัณฑิต

อาหารแห่งชีวิต

โดย  ศจ.บัณฑิต  ดาแว่น 
        


ท่ามกลางกระแสของความเร่งรีบของยุคเทคโนโลยีที่ทันสมัย  จะทำอะไรต้องสะดวก รวดเร็วทันใจ ในเวลาที่ฉับพลัน  ไม่เว้นแม้กระทั่งอาหารการกิน แถมยังอินเข้าไปถึงอาหารฝ่ายวิญญาณที่ต้องการแบบจานด่วนเช่นกัน  บ้างกินด้วยความเข้าใจ บ้างกินตามกระแส แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ กินโดยไม่เข้าใจ หรือ อาจเข้าใจผิดคิดว่า นี่คืออาหารหลัก  จึงมักจะพบปัญหาทางโภชนาการฝ่ายวิญญาณของผู้เชื่อในยุคปัจจุบันไม่น้อยทีเดียว  สังเกตได้จาก  การอ่านข้อคิด บทความ บทภาวนา บทอธิษฐาน ที่มีผู้ปรุงแต่งไว้สำเร็จรูปแล้วผ่านทางสื่อออนไลน์ Social Media มากขึ้น  หากมองในแง่ดีถือเป็นการใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์  แต่หากมองอีกด้านมีสัญญาณที่อันตรายซ่อนอยู่ หากเลือกอ่านเฉพาะบทสรุป บทวิเคราะห์ ที่ทำสำเร็จรูปเท่านั้น แต่ไม่ได้อ่านเนื้อหาพระคัมภีร์ จากบทริบท หรือ จากเรื่องราวของพระคัมภีร์อย่างแท้จริง  จึงได้รับเพียงข้อมูลจากบุคคลอื่นที่เขาได้รับข้อคิด พระพรแล้วนำมาแบ่งปันต่อ ซึ่งเปรียบเสมือนอาหารมือสองที่คนอื่นเขากินแล้วแบ่งให้บางส่วนเท่านั้น  คุณค่าและความจำเป็นต่อชีวิตเฉพาะบุคคลจึงลดน้อยลงตามลำดับ
ไม่ได้ต่อต้าน หรือ ขัดแย้งการนำเสนอบทความ  บทภาวนา ข้อคิด คำคม ที่มีอยู่มากมายแต่ประการใด เพราะผมเองก็อ่านเป็นประจำและยังเป็นผู้หนึ่งที่จัดทำข้อคิด ข้อเขียน บทเรียน บทเทศนาจำนวนไม่น้อยเช่นกัน รวมทั้งบทความที่คุณกำลังอ่านอยู่นี้ด้วย  เพียงต้องการให้หยุดคิดสักนิดว่า...คุณกำลังกินอาหารเสริม แทนอาหารหลัก อยู่หรือไม่ ?  หากเลือกอ่านเฉพาะข้อคิดจากผู้เขียน โดยไม่เปิดอ่านข้อพระคัมภีร์ ขอให้เตือนตนเองว่า กำลังมุ่งไปสู่สัญญาณอันตรายฝ่ายวิญญาณแล้ว !
            พระเยซูคริสต์ตรัสว่า  “เราเป็นอาหารแห่งชีวิต   ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิว   และผู้ที่วางใจในเรา   จะไม่กระหายอีกเลย..."  (John 6:35)

            
แทนที่จะกินแต่อาหารสำเร็จรูปอย่างเดียว  มากินอาหารแท้จากองค์พระเยซูคริสต์ ผู้เป็น "แหล่ง" อาหารแห่งชีวิต ดีกว่าไหมครับ ?