13 มกราคม 2563

ชีวิตที่ก้าวหน้า - Progression of life. โดย บัณฑิต ดาแว่น


คิดอย่างบัณฑิต

ชีวิตที่ก้าวหน้า 
Progression of life
โดย บัณฑิต  ดาแว่น
“ย้อมผมมั้ยครับ” เป็นข้อเสนอของช่างแทบทุกครั้งที่เข้าร้านตัดผม  แต่แผนการขายของช่างไม่สำเร็จ ผมยังไม่ยอมจ่ายเงินค่ายาย้อมผมมาหลายปีแล้ว  เมื่อตอนสามสิบต้นๆ เคยให้ควาหวังช่างตัดผมขาประจำว่า หลังอายุสี่สิบถึงจะคิดย้อมผม แต่มาจนบัดนี้ปีที่ห้าสิบต้นๆ แล้ว  ยังยืนยันและยึดมั่นหลักการที่ว่า...ศักดิ์ศรีของคนหนุ่ม  คือกำลังของเขา   แต่ความงามของคนแก่คือผมหงอกของเขา   (Proverbs 20:29)
การที่ใครคนหนึ่งจะได้เห็นผมหงอก  ไม่ใช่ได้มาโดยง่าย  ต้องอาศัยเวลา และการใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง ถ้าไม่อย่างนั้น คงไม่มีโอกาสมีชีวิตอยู่จนเห็นผมเปลี่ยนสีเป็นแน่ !...  ยิ่งสถานการณ์ของสังคมไทย  มีเหตุที่ทำให้คนต้องจากไปก่อนวันอันควรเยอะแยะ ไม่วาจะเป็น เทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ ลอยกระทง  ผู้คนต้องล้มตายลงอย่างน่าเศร้าใจนับร้อยนับพันคน  ปีแล้วปีเล่าเราก็ยังไม่สามารถยับยั้งได้  ข่าวสงครามใหญ่ระหว่างประเทศมหาอำนาจที่เขาสาดใส่กันด้วยอาวุธร้ายแรง แต่ความตายยังไม่ได้แซงสถิติของคนไทยในแต่ละเทศกาลเลย  นี่ยังไม่พูดถึงการยิงรันฟันแทงฆ่าแกงกันทั้งแบบตัวต่อตัว แบบยกพวกใส่กัน แบบฆ่าล้างทั้งครอบครัว และการฆาตกรรมตัวเอง ที่นับวันยิ่งมากขึ้นจนน่าเป็นห่วง

ดังนั้น  หากวันนี้คุณยังมีชีวิตอยู่  ยังมีโอกาสเห็นความก้าวหน้าของชีวิตและสังคมรอบข้างอยู่ได้  นอกจากการรู้จักดูแล รักษาชีวิตตามที่ควรจะเป็นแล้ว  ยังถือว่าเป็นพระคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระเจ้า ผู้ทรงรักห่วงใยในชีวิตและทรัพย์สินของคนที่รักและเชื่อฟังพระองค์  เพราะหากไม่ได้รับการปกปักรักษาจากพระเจ้าแล้ว ชีวิตนี้ก็ยากที่จะอยู่ได้ เพราะแม้เราระวังระวังเต็มที่ รอบคอบอย่างสุดกำลัง แต่ยังมีความผิดพลาดของคนอื่นและสิ่งรอบข้างที่อาจทำให้ชีวิตของเราเสียหายได้เช่นกัน  บางคนอาจจะบอกว่าเป็นโชคช่วย หรือดวงดี แต่ผู้ที่มีความศรัทธาในพระเจ้า เราเชื่อว่า  พระเจ้าทรงเมตตาและทรงนำพาจนถึงเวลาอันสมควรต่างหาก  ! 
กษัติรย์ซาโลมอนผู้เขียนสุภาษิตและบทเพลงชาวยิวโบราณสอนว่า...
ถ้าพระเจ้ามิได้ทรงสร้างบ้าน   บรรดาผู้ที่สร้างก็เหนื่อยเปล่า   
ถ้าพระเจ้ามิได้ทรงเฝ้าอยู่เหนือนคร   คนยามตื่นอยู่ก็เหนื่อยเปล่า 
เป็นการเหนื่อยเปล่า  ที่ท่านลุกขึ้นแต่เช้ามืด   นอนดึก   และกระหืดกระหอบกินอาหาร 
 เพราะพระองค์ประทานแก่ผู้ที่รักของพระองค์   ให้หลับสบาย  (Psalms 127:1-2)
เราเชื่อว่าพระเจ้าทรงควบคุมทุกเรื่องราวในชีวิต แต่ขณะเดียวกันทรงให้มีอิสระที่จะเลือกตัดสินใจ  ว่าจะเดินในทางพระองค์หรือตามใจตนเอง สุดท้ายผลแห่งปลายทางจะเป็นดังเหตุที่เลือกนั้น 
สำหรับผู้เชื่อและรักพระเจ้า ทรงให้ความหวังเสมอว่า
...เรา​ทราบ​แล้ว​ว่า​เหตุการณ์​ทุก​อย่าง​ที่​เกิด​ขึ้น พระเจ้า​ทรง​บันดาล​ให้​เป็น​ผล​ดี​แก่​ผู้​ที่​รัก​พระองค์ คือ​ผู้​ที่​พระองค์​ทรง​เรียก​ตาม​พระ​ประสงค์​ของ​พระองค์ (Romans 8:28 TSV)

ขอบคุณพระเจ้าที่ยังมีชีวิตอยู่และได้เห็นความก้าวหน้าหลายอย่างในชีวิต  แม้อาจไม่เป็นดังใจคิด แต่ชีวิตยังมีอยู่และยังมีโอกาสที่จะพัฒนา ไขว่คว้า ด้วยความเชื่อ ความหวัง และความรักที่ยังมีอยู่ในพระเจ้า ซึ่งเป็นผู้เริ่มต้นการดีไว้ในชีวิตตั้งแต่ก่อนเริ่มสร้างโลก และจะทรงรักษาซึ่งทรงสัญญาไว้จนถึงวันสุดท้ายได้อย่างแน่นอน (1คร.13.13,ฟป.1.6,อฟ.1.4-5,2ทธ.1.12)
จากเด็กจนโต จากหนุ่มจนแก่ จากผมสีดำ จนย้ำว่าขาวทั้งศีรษะแล้วนะ แม้อาจจะไม่สมดังใจปองไปเสียทั้งหมด แต่ยังเห็นอนาคต ยังไม่หมดความหวัง และยังคงตั้งใจเสมอว่า  ชีวิตนี้ที่ได้รู้จักพระเจ้าเราก็เป็นสุขใจในทุกเวลา แม้ว่าสภาพภายนอกหลายอย่างเปลี่ยนไป แต่ภายในจิตใจยังสดใสและใหม่อยู่เสมอด้วยความรักมั่นคงที่ดำรงเป็นนิตย์ (2คร.4.16, พคค.3.22-23)...
คุณเคยคิดอย่างผม(บัณฑิต)มั้ยครับ !!

(ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต)

07 มกราคม 2563

ตราบที่ยังหายใจ จงใช้ชีวิตเพื่อการสรรเสริญ ​​​​​​​​Let everything that has breath praise the Lord! โดย บัณฑิต ดาแว่น


คิดอย่างบัณฑิต
ตราบที่ยังหายใจ  จงใช้ชีวิตเพื่อการสรรเสริญ
​​​​​​​​Let everything that has breath praise the Lord!
โดย บัณฑิต  ดาแว่น

ปี 2020  ย่างเข้าสู่สัปดาห์ที่สองแล้ว  ขอบคุณพระเจ้าที่ยังมีชีวิตอยู่ !
การมีชีวิตอยู่ ถือเป็นพรอันล้ำค่า  หากยังสามารถหายใจเข้าออกได้ เป็นความรักเมตตาจากพระเจ้าผู้ทรงให้ฝนตกและแดดออกทั้งคนชั่วและคนดีโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง (มัทธิว 5.45)
ดังนั้น ตราบที่ยังมีลมหายใจ  จงใช้ชีวิตในการสรรเสริญ นมัสการ และขอบพระคุณพระเจ้าอยู่เสมอ
พระธรรมสดุดีบทที่ 150 เริ่มต้นด้วยคำว่า “จงสรรเสริญพระเจ้า”  และ สุดท้ายด้วยคำว่า “จงสรรเสริญพระเจ้า”   ในภาษาฮีบรู คือคำว่า “ฮาเลลูยาห์”
“ฮาเลลูยาห์” (Hallelujah) เป็นคำที่ใช้ยกย่องสรรเสริญพระเจ้า ผู้ทรงพระนามว่า พระยาเวห์ คือ พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ ที่สำแดงและตรัสกับโมเสสว่า “เราเป็น ผู้ซึ่ง เราเป็น”  I AM who I AM. 
พระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสว่า   “เราเป็นผู้ซึ่งเราเป็น”   แล้วพระองค์ตรัสว่า  “ไปบอกชนชาติอิสราเอลว่า   'พระองค์ผู้ทรงพระนามว่าเราเป็น[ หรือ  “เราอยู่  (ด้วย)”   ดูข้อ  12 ]    ทรงใช้ข้าพเจ้ามาหาท่านทั้งหลาย' พระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสอีกว่า   “เจ้าจงกล่าวแก่ประชากรอิสราเอลว่า ดังนี้'พระเยโฮวาห์[ ในที่นี้เข้าใจกันว่า   แปลว่า  “พระองค์ทรงเป็น”   หรือ  “พระองค์ทรงอยู่” ]    พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของท่าน   คือพระเจ้าของอับราฮัม   พระเจ้าของอิสอัค   และพระเจ้าของยาโคบ   ทรงใช้ให้ข้าพเจ้ามาหาท่าน'   นี่แหละเป็นนามของเราตลอดไปเป็นนิตย์   นี่แหละเป็นอนุสรณ์ของเราตลอดทุกชั่วชาติพันธุ์  Exodus 3:14-15
 “พระยาเวห์ ทรงเป็นพระเจ้า ของอับราฮัม อิศอัค และยาโคบ”  หมายถึงทรงเป็นพระเจ้าของคนเป็น และมีตัวตนอยู่จริง ๆ  
ผมมีโอกาสไปเยี่ยมวิหารที่เมืองเฮโบรน( Hebron)  ประเทศอิสราเอล เป็นวิหารใหญ่ตระหง่านตา อยู่ทางตอนใต้ของเยรูซาเล็มประมาณสามสิบสองกิโลเมตร  สร้างขึ้นเพื่อครอบหลุมฝังศพของบรรพบุรุษบุคคลสำคัญของชาวยิว คือ ฮับราฮัมและซาราห์  อิสอัคและ เรเบคาห์ ยาโคบและเรอาห์  เป็นถ้ำและที่นามัค-เปลาห์ ที่อับราฮัมซื้อจากคนฮิตไทต์เพื่อฝังศพนางซาราห์ และต่อมาก็ตัวท่านเอง และลูกหลาน  (ปฐก.23, 25.7-11, 49.29-32)  และสถานที่นี่เองที่ดาวิด มาแสดงตัวเป็นกษัตริย์และใช้เป็นเมืองหลวงในการปกครองช่วงแรกอยู่ที่นี่ถึงเจ็ดปีครึ่ง (2ซมอ.5.1-5)
ณ เมืองเฮโบรน Hebron ที่ฝังศพ(กระดูก)คนของพระเจ้าน่าคิดว่า He - Bron พ้องเสียงกับคำว่า Bone:กระดูก หากใช้เสียงและเล่นคำ  “เฮ..โบรน”!!  ( He…Bone !! )คือกระดูกโห่ร้อง เฮ !  คือยังมีชีวิตอยู่... ทำให้คิดถึงพระธรรมเอเสเคียลบทที่ 37 บันทึกเหตการณ์ที่พระเจ้าชุบกระดูกแห้งให้เป็นชีวิตขึ้นมาได้
ผู้ที่เชื่อในพระเจ้า  แม้ว่าพวกเขาตายไปแล้ว แต่จะยังมีชีวิตอยู่  เพราะทรงเป็นพระเจ้าแห่งชีวิต เป็นผู้ทรงพระชนม์อยู่เสมอ  พระคัมภีร์ทั้งพันธสัญญาเดิมและใหม่ยืนยันเสมอ “ทรงเป็นพระเจ้าของอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ” หมายถึงทั้งพระเจ้าและคนของพระองค์นั้นยังมีชีวิตอยู่เสมอ (อพย.2.ยน.กจ.3,7)
พระเยซูคริสต์ยืนยันว่าพระเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่... เราเป็นพระเจ้าของอับราฮัม   พระเจ้าของอิสอัค   และพระเจ้าของยาโคบ'   พระองค์มิได้เป็นพระเจ้าของคนตาย   แต่ทรงเป็นพระเจ้าของคนเป็น” (Matthew 22:32)  และยังตรัสอีกในเหตุการณ์ช่วยให้ลาซารัสฟื้นขึ้นจากตายว่า... เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต ผู้ที่วางใจในเรานั้น ถึงแม้ว่าเขาตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก (ยน.11.25)
ดังนั้น เรากำลังสรรเสริญ นมัสการ ขอบพระคุณพระเจ้าที่มีอยู่จริง...ฮาเลลูยาห์...อาเมน !!
เรามีชีวิตและหายใจด้วยลมปราณแห่งพระวิญญาณของพระเจ้า ที่ประทานให้ตั้งแต่การสร้างมนุษย์คนแรก พระคัมภีร์บันทึกไว้ว่า...พระเจ้าทรงปั้นมนุษย์ด้วยผงคลีดิน  ระบายลมปราณเข้าทางจมูก   มนุษย์จึงเป็นผู้มีชีวิต   (Genesis 2:7)  และด้วยลมปราณแห่งพระวิญญาณของพระเจ้านี่เอง ทำให้คนเราติดต่อสื่อสารกับพระเจ้าได้  ตามแนวทางที่ทรงให้ไว้ว่า ผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้อง ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะพระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ และทรงแสวงหาคนเช่นนั้นที่นมัสการพระองค์(ยอห์น 4.23-24)
แล้วคุณกำลังหายใจเข้าออกอยู่เพื่ออะไร ?
พระธรรมสดุดี ช่วยให้เห็นถึงพระประสงค์ของพระเจ้า  “จงให้ทุกสิ่งที่หายใจ สรรเสริญพระเจ้า”
สดุดี บทที่ 1  เริ่มต้นให้เห็นภาพสองทาง คือ ทางแห่งคนชอบธรรม ที่ปลายทางของเขาจะได้อยู่กับพระเจ้า และ ทางของคนอธรรม ที่ปลายของเขาจะพินาศไป
สดุดี บทที่ 150 บทสุดท้ายสรุปให้เห็นว่า คนที่มีชีวิตอยู่จะทำหน้าที่ นมัสการ สรรเสริญ และขอบพระคุณพระเจ้า
คงไม่มีอะไรที่ดีและสำคัญไปกว่านี้อีกแล้ว คือ การมีชีวิตอยู่เพื่อ นมัสการ สรรเสริญ และขอบพระคุณพระเจ้า  โดยมีเหตุผลสำคัญคือ เพราะพระเจ้าทรงเป็นอยู่และทรงสามารถช่วยให้เรา มีชีวิตอยู่ได้
ด้วยเหตุนั้น “จงให้ทุกสิ่งที่หายใจ สรรเสริญพระเจ้า”
การนมัสการ สรรเสริญ และขอบพระคุณ สามารถแสดงออกมาผ่านทางชีวิตของเราในทุกที่และทุกรูปแบบ ตามที่พระธรรมสดุดีบทที่ 150 ได้กล่าวไว้  คือ ทั้งในสถานนมัสการพระเจ้า  ในทั่วฟื้นฟ้าอันกว้างใหญ่และทรงพลังของพระเจ้า  กล่าวถึงเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าทรงกระทำให้เกิดขึ้นอย่างมากมายได้  จะแสดงออกมาผ่านทางอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องดนตรี ดีด สี ตี เป่า และท่าทางประกอบแบบเต้นรำ ร้องเพลง บรรเลงสดุดีได้อย่างเต็มที่
นอกจากนี้ยังมีความหมายอีกว่า  ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ สามารถใช้ชีวิตเพื่อการสรรเสริญผ่านทางวิธีการ รูปแบบ บทบาท ฐานะ หน้าที่ต่าง ๆ   กล่าวคือ หากคุณมีชีวิตอยู่และกำลังทำงานในอาชีพอะไรก็ตาม  ให้ใช้สิ่งนั้นเป็นเหตุให้มีการสรรเสริญพระเจ้าได้เสมอ  เหมือนที่พระเยซูสอนว่า...เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ   เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่าน   ผู้ทรงอยู่ในสวรรค์ (Matthew 5:16)

ไม่ว่าปีนี้ หรือปีไหน ที่นี่หรือที่ไหน ขอให้ใช้ชีวิตและลมหายใจที่มีอยู่เพื่อสรรเสริญพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ และช่วยให้ผู้คนหันมาสรรเสริญพระเจ้าร่วมกันสืบไป...ดีมั้ยครับ !
“ฮาเลลูยาห์”
จงสรรเสริญพระเจ้าเถิด  
  จงสรรเสริญพระเจ้า   ในสถานนมัสการของพระองค์  
 จงสรรเสริญพระองค์ในพื้นฟ้า   อันอานุภาพของพระองค์  
 2จงสรรเสริญพระองค์  เพราะกิจการ   อันอานุภาพของพระองค์  
 จงสรรเสริญพระองค์  ตามความยิ่งใหญ่อย่างมากของพระองค์  
 
3จงสรรเสริญพระองค์ด้วยเสียงแตร  
 จงสรรเสริญพระองค์ด้วยพิณเขาคู่   และพิณใหญ่  
 
4จงสรรเสริญพระองค์ด้วยรำมะนา   และการเต้นรำ  
 จงสรรเสริญพระองค์ด้วยเครื่องสาย   และปี่  
 
5จงสรรเสริญพระองค์ด้วยเสียงฉิ่ง  
 จงสรรเสริญพระองค์ด้วยเสียงฉาบ  
 
6จงให้ทุกสิ่งที่หายใจ  สรรเสริญพระเจ้า  
 
จงสรรเสริญพระเจ้าเถิด
(สดุดี 150)
(ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต)


29 ธันวาคม 2562

การประเมินผล - Evaluation โดย บัณฑิต ดาแว่น


คิดอย่างบัณฑิต
การประเมินผล - Evaluation
โดย  บัณฑิต  ดาแว่น  

การประเมินผล  เป็นกระบวนการหนึ่งในการบริหาร  หากขาดการประเมินผล ย่อมสุ่มเสี่ยงที่จะผิดพลาด ทั้งการผิดพลาดเรื่องใหม่ และผิดพลาดซ้ำรอยเดิม (อย่างไม่จำเป็น)  การประเมินผลยังมีความจำเป็น เพราะจะช่วยให้การดำเนินงานบรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
จะประเมินผลอย่างไรจึงจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่องานและคนทำงาน ?  ในทางวิชาการมีเครื่องมือหลายอย่างที่ช่วยให้การประเมินผลเป็นไปอย่างมีทิศทาง ซึ่งขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละองค์กร แต่ละสถานการณ์ ที่จะนำเครื่องมือการประเมินผลมาใช้
การทำพันธกิจของพระเจ้า จำเป็นต้องมีเครื่องมือที่เหมาะสมมาใช้ประเมินผลเช่นกัน เพื่อจะช่วยให้บรรลุตามนิมิต วัตถุประสงค์อย่างสูงสุด  โดยไม่ส่งผลร้ายกระทบต่อทั้งคนและงานโดยไม่จำเป็น  อันเนื่องมาจากการประเมินผลที่ไม่เหมาะสม  เช่น หลายครั้งมุ่งประเมินเฉพาะผลของการดำเนินงานด้านปริมาณ โดยนับจำนวนผู้เชื่อเป็นหลัก จึงไปกดดันคนทำงาน(ผู้รับใช้) และด่วนสรุปว่าผู้รับใช้ทำงานไม่เกิดผล ทำให้เกิดความท้อใจ ทำให้หลายคนหยุด เลิก ลาออก หรือหมดไฟไปเลย  หรือไม่ก็ประเมินแบบสุดโต่งโดยโยนทุกอย่างไปที่การขัดขวางของมาร โดยไม่สนใจรายละเอียดอย่างแท้จริง เป็นต้น
ขอเสนอแนวคิดเพื่อประเมินผลการรับใช้ในพันธกิจของพระเจ้า  โดยเฉพาะอย่างยิ่งพันธกิจคริสตจักร องค์กร หน่วยงาน หรือโครงการพันธกิจต่างๆ   
ควรมีหลักการประเมินผลห้าด้าน ได้แก่  หนึ่ง ด้านวัตถุประสงค์ของพันธกิจ   สอง ด้านวิธีการดำเนินงาน  สาม ด้านพื้นที่  สี่ ด้านผู้ปฏิบัติงาน  และ ห้า ด้านสงครามฝ่ายวิญญาณ
1.  ด้านวัตถุประสงค์ของพันธกิจ  
การประเมินผลโดยคำนึงถึงวัตถุประสงค์นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง  เพราะวัตถุประสงค์เป็นตัวชี้วัดถึงสิ่งที่ต้องการตั้งแต่เริ่มต้น  สำหรับพันธกิจของพระเจ้าอาจเปรียบเหมือนนิมิต เป้าหมาย นั่นเอง  ทั้งนี้จะต้องมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน  เจาะจง สามารถวัดได้ ปฏิบัติได้ และให้เวลาที่เหมาะสมตั้งแต่เริ่มต้นเสียก่อนจึงจะนำมาเป็นประเด็นในการประเมินผลพันธกิจ  เปรียบเสมือนการยิงธนูที่มีเป้าหมายอยู่ก่อนแล้ว ไม่ใช่ยิงออกไปแล้วค่อยวาดเป้าหมายทีหลัง  เช่น  มีวัตถุประสงค์ประกาศข่าวประเสริฐโดยการแจกใบปลิวในเขตอำเภอเมืองทุกสัปดาห์ภายในปี 2019  ก็จะสามารถประเมินผลออกมาได้ว่า ผู้รับผิดชอบได้ทำตามวัตถุประสงค์หรือไม่และมีผลลัพธ์อย่างไร
จำเป็นต้องดูเบื้องต้นก่อนว่าได้ประเมินผลงานตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่ และอาจดูต่อไปได้ว่า มีวัตถุประสงค์ มีนิมิตที่ชัดเจนหรือไม่ เพราะหากไม่มีทิศทางคงไม่อาจคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดผลกระทบอะไรบ้าง  มักจะนำไปสู่ความล้มเหลวมากกว่า ดังพระคัมภีร์ที่สอนว่า.. ที่ไหนที่ไม่มีการนำประชาชนก็ล้มลง   แต่ในที่ซึ่งมีที่ปรึกษามากย่อมมีความปลอดภัย (สุภาษิต 11.14,29.18)
ส่วนข้าพเจ้าวิ่งแข่งโดยมีเป้าหมาย   ข้าพเจ้ามิได้ต่อสู้อย่างนักมวยที่ชกลม (1โครินธ์ 9.26)
2. ด้านวิธีการดำเนินงาน 
หากวัตถุประสงค์ดี แต่วิธีการดำเนินงานไม่เหมาะก็ส่งผลให้งานนั้นล้มเหลวได้เช่นกัน  ดังนั้น นอกจากดูวัตถุประสงค์ ดูนิมิต เป้าหมายของหน่วยงานต้นสังกัดและผู้ปฏิบัติงานว่าสอดคล้องกันแล้ว  ยังต้องประเมินผลด้านวิธีการทำงานว่าเหมาะสมกับเป้าหมาย ลักษณะงาน พื้นที่หรือลักษณะกลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งยังต้องวิเคราะห์ว่าวิธีการดังกล่าวเหมาะกับผู้ปฏิบัติงาน หรือแนวทางฝ่ายวิญาณหรือไม่เพียงใด  เช่น  หากต้องการแจกใบปลิวในพื้นที่ชนบทจำเป็นต้องสำรวจให้แน่ใจว่าจำนวนคนที่อ่านหนังสือออกมีเท่าไหร่ หรือหากจะแจกสื่อภาพและเสียง ก็ต้องทราบว่ามีเครื่องที่จะเปิดรับสื่อนั้นได้หรือไม่ หรือแม้แต่จะกระจายเสียงวิทยุ แพร่ภาพทางโทรทัศน์ ช่วงเวลาใด กับกลุ่มคนประเภทไหน ด้วยข้อมูล และวิธีการรูปแบบใด ยังต้องคำนึงถึงในทุกด้าน มิฉะนั้นข่าวสารที่นำเสนอออกไปจะเป็นเพียงการสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์
การกำหนดวิธีการที่เหมาะสม เปรียบเสมือนการเกาให้ถูกที่คัน แก้ไขปัญหาอย่างถูกจุด  ไม่ใช่เหมือนคนที่หาลูกกุญแจในที่สว่าง ทั้งที่มันหล่นอีกที่หนึ่งซึ่งมืดกว่า อย่างนี้หาเท่าไหร่คงไม่เจอ พระคัมภีร์สอนไว้ว่า...หากขวานทื่อแล้ว จะต้องใช้แรงมาก ซึ่งหมายถึงใช้วิธีการที่ไม่เหมาะสม ทำให้เสียแรงและนำไปสู่ความล้มเหลว  แต่หากคิดให้ดี ลับให้ขวานคมก็จะเบาแรงและนำไปสู่ความสำเร็จได้
            ถ้าขวานทื่อแล้ว  และเขาไม่ลับให้คม    เขาก็ต้องออกแรงมาก  
                แต่สติปัญญาจะช่วยให้บรรลุความสำเร็จ
  
(ปัญญาจารย์ 10.10)
อาจารย์เปาโลเป็นต้นแบบที่ดีในการรู้จักปรับตัวให้เหมาะสมกับคนแต่ละประเภท เพื่อจะช่วยเขาให้รู้จักพระเจ้า (1โครินธ์ 9.19-23) ท่านได้แนะนำว่า  จงปฏิบัติกับคนภายนอกด้วยใช้สติปัญญา   โดยฉวยโอกาส จงให้วาจาของท่านประกอบด้วยเมตตาคุณเสมอ   ปรุงด้วยเกลือให้มีรส   เพื่อท่านจะได้รู้จักตอบให้จุใจแก่ทุกคน (โคโลสี 4.5-6)
ดังนั้น ประเมินดูว่าวิธีการที่ใช้อยู่นั้นเหมาะสมหรือไม่ เพื่อจะมีการปรับเปลี่ยนอย่างเหมาะสมต่อไป
3.  ด้านพื้นที่
 พื้นที่การดำเนินงาน เป็นอีกด้านที่มีความสำคัญต่อการทำงานและการประเมินผล เพราะลักษณะของพื้นที่ที่ต่างกัน แม้จะใช้วัตถุประสงค์ วิธีการ หรือ คนทำงาน ใช้เวลา ทรัพยากรเหมือนกัน แต่อาจได้ผลลัพธ์ที่ต่างกัน   จึงไม่อาจเหมารวมว่าการทำงานนั้นไม่เกิดผล หากยังไม่ได้ประเมินด้านพื้นที่ ทำเลการดำเนินงานด้วย  พื้นที่ในเมืองใหญ่ย่อมแตกต่างจากชนบท  ทั้งด้านขนาดพื้นที่ สภาพแวดล้อม ภูมิประเทศ ลักษณะประชากร ทั้ง เพศ วัย การศึกษา ความเชื่อ อาชีพ รายได้ เป็นต้น           
คำอุปมาเรื่องการหว่านพืชที่ตกลงบนดินสี่ประเภท(มัทธิว 13.1-9,18-23) เป็นตัวอย่างที่ดีที่อธิบายลักษณะของพื้นที่ในชีวิตของมนุษย์ได้อย่างครบด้าน  ทั้งในส่วนที่เป็นดังพื้นถนน เมื่อเมล็ดพระวจนะตกลงไปแล้วไม่เกิดผลเพราะมีนกมาจิกกินไปหมดเสียก่อน  ดินที่มีหินก็เช่นกันแม้จะมีบางส่วนที่งอกโดยเร็วแต่ก็ตายเร็วเช่นกัน  ดินที่มีหนามปกคลุมก็เป็นอุปสรรคที่มารบกวนทำให้การทำงานนั้นไม่ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย แต่ดินดีสามารถทำให้เกิดผล สามสิบเท่า หกสิบเท่า ร้อยเท่า
ทุกคนที่ทำงานล้วนต้องการประสบความสำเร็จและอยากให้เกิดผลดีทั้งนั้น  แต่การประเมินผลโดยไม่คำนึงถึงลักษณะของพื้นที่ ดังที่กล่าวมาอาจส่งผลเสียต่อทั้งงานและคนทำงาน  จึงควรพิจารณาให้ครบด้านว่า ได้ทำตามนิมิต ด้วยวิธีการที่เหมาะสม และอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสมหรือไม่  หากทำอย่างดีแล้ว แต่พื้นที่ไม่เหมาะ อาจจะต้องพิจารณาเปลี่ยนพื้นที่การทำงานเพื่อให้เกิดผลดีกว่าก็ต้องทำ ไม่ใช่เปลี่ยนคนงานเท่านั้น  การประเมินพื้นที่อย่างเหมาะสมยังจะช่วยเลือกใช้คนและวิธีการที่เหมาะสมได้อีกด้วย
4. ด้านผู้ปฏิบัติงาน 
องค์ประกอบสำคัญที่จะให้งานประสบผลสำเร็จ คือ “คน” หรือ ผู้ปฏิบัติงาน หรือ ผู้รับใช้ นั่นเอง จะต้องคัดคนที่เหมาะสมกับงาน เหมาะกับวิธีการ เหมาะกับพื้นที่ตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อจะไม่ผิดหวังตั้งแต่ก่อนจะเริ่มงาน ยังต้องเข้าใจด้วยว่า หลักการบริหารทั้งส่วนของ งาน เงิน วัสดุ และ คน นั้น การบริหารคน ถือเป็นเรื่องสำคัญและยากที่สุด  การจะบังคับ ขู่เข็น ให้เป็นไปตามที่ผู้บริหารกำหนดทั้งหมดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะบุคลิก ลักษณะ นิสัย องค์ประกอบอื่น ๆ ทั้งภายในและภายนอก เบื้องหน้า เบื้องหลัง ของแต่ละคนนั้นจะเปรียบเทียบหรือสรุปแบบเดียวกันไม่ได้
 การประเมินผล จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงบุคคลผู้ปฏิบัติงานไปได้ ว่าเป็นคนที่เหมาะกับงานหรือไม่ มีนิมิตสอดคล้องกับเป้าหมาย บุคลิก นิสัยสอดคล้องกับพื้นที่หรือไม่ มีความสามารถใช้วิธีการตามที่กำหนดไว้ได้มากน้อยแค่ไหน  ความสามารถ ของประทานเป็นอย่างไร ทั้งนี้ เพื่อจะไม่ใช้คนที่ไม่เหมาะกับงานแล้วทำให้เกิดผลเสียต่อทั้งงานและคนนั้น ไปอย่างน่าเสียดาย
ผู้สื่อสารไม่ดีก็เอาคนจุ่มลงไปในความลำบาก  
แต่ทูตที่ซื่อสัตย์นำการรักษามาให้
  
(สุภาษิต 13.17)
การใช้คนและประเมินคนอย่างเหมาะสมย่อมเป็นผลดีกว่า
5.  ด้านสงครามฝ่ายวิญญาณ
ในฐานะคนและงานของพระเจ้า หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะคำนึงถึงเรื่องฝ่ายวิญญาณ พระคัมภีร์เอเฟซัส 6.10-18 สอนว่า  เพราะเราไม่ได้ต่อสู้กับสิ่งที่มองเห็น แต่กำลังต่อสู้กับเหล่าวิญญาณในสถานฟ้าอากาศ  ดังนั้น จำเป็นจะต้องรู้คู่ต่อสู้ที่แท้จริงและใช้อาวุธที่เหมาะสม จึงจะสามารถต่อกรกับศัตรูได้ มารซาตานมันคือ ผู้ขัดขวางตัวฉกาจ เป็นม่านบังตาทำให้ผู้คนไม่เห็นความจริง ทำให้จิตใจคนหันเหจากทางของพระเจ้า มันใช้วิธี รูปแบบต่าง ๆ นำคนออกนอกทางของพระเจ้า  จึงกล่าวได้ว่าการงานที่ล้มเหลว การไม่ประสบความสำเร็จ การไม่เกิดผล ความบาปชั่วทั้งปวงนั้น มีมารคอยบงการอยู่เบื้องหลัง...  แต่...อย่าด่วนสรุปอย่างนี้ด้านเดียว หากยังไม่ได้ประเมินด้านวัตถุประสงค์ วิธีการ พื้นที่ และคนทำงานควบคู่กันไปด้วย เพราะจะทำให้เกิดความงมงายและมักง่ายเกินไปที่จะโยนความผิดทั้งปวงให้มารโดยไม่รับผิดชอบใด ๆ ที่ควรกระทำ !  แต่หากประเมินมาแล้วและผลสรุปว่าเป็นเพราะปัญหาฝ่ายวิญญาณจริง ก็ให้สู้ด้วยสงครามฝ่ายวิญญาณอย่างหนักแน่นต่อไป แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่อาจละเลยในการใช้องค์ประกอบต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้วได้  เพราะปัญหา อุปสรรค มักมีองค์ประกอบหลายด้านที่มีส่วนทำให้เกิดผลออกมาเช่นนั้น  ดังที่พระเยซูสอนสาวกกรณีคำถามเกี่ยวกับชายตาบอดว่ามีสาเหตุมาจากอะไร
            ...เมื่อพระองค์เสด็จดำเนินไปนั้น   ทรงเห็นชายคนหนึ่งตาบอดแต่กำเนิด และพวกสาวกของพระองค์ทูลถามพระองค์ว่า   “พระอาจารย์เจ้าข้า   ใครได้ทำผิดบาป   ชายคนนี้หรือบิดามารดาของเขา   เขาจึงเกิดมาตาบอด” พระเยซูตรัสตอบว่า   “มิใช่ว่าชายคนนี้หรือบิดามารดาของเขาได้ทำบาป   แต่เขาเกิดมาตาบอด   เพื่อให้พระราชกิจของพระเจ้าปรากฏในตัวเขา (ยอห์น 9.1-3)
ทั้งนี้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ทุกสิ่งยังอยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้าเสมอ
 การประเมินผล มีความสำคัญและมีผลต่อทุกฝ่ายเสมอ ยังต้องมีการประเมินเพื่อจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยน การพัฒนา การต่อยอดอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพียงแต่ควรมีหลักการที่เหมาะสมในการตัดสิน เพื่อจะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบที่เป็นปัญหาต่อคนของพระเจ้าและงานของพระองค์โดยไม่จำเป็น  และอย่าลืมว่าเราต่างเป็นเพียงคนงานของพระเจ้า ผู้กำลังปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมาย สุดท้ายผู้ประเมินผลและตัดสินที่แท้จริงคือ “พระเจ้า”
เพราะว่าจำเป็นที่เราทุกคนจะต้องปรากฏตัวที่หน้าบัลลังก์ของพระคริสต์   เพื่อทุกคนจะได้รับสมกับการที่ได้ประพฤติในร่างกายนี้   แล้วแต่จะดีหรือชั่ว (2 เธสะโลนิกา 5.10)
ผู้รับใช้มีหน้าที่ทำงานอย่างสัตย์ซื่อ รับผิดชอบอย่างเต็มที่ ส่วนการเกิดผลเป็นของพระเจ้า (1โครินธ์ 3.5-15)

(ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต)

22 ธันวาคม 2562

เรื่องสำคัญแห่งคริสตมาส : Christmas story โดย บัณฑิต ดาแว่น


คิดอย่างบัณฑิต

เรื่องสำคัญแห่งคริสตมาส : Christmas story
โดย บัณฑิต ดาแว่น  (มือใหม่หัดเขียนกลอน)

กล่าวถึงเรื่อง สำคัญ แห่งคริสตมาส      
ในโอกาส เฉลิมฉลอง วันประสูติ
พระเป็นเจ้า เรียกใช้ ให้เป็นทูต             
เพื่อพิสูจน์ รักแท้ จากเบื้องบน   
ครั้งเก่าก่อน มนุษย์ พลาดผิดพลั้ง         
ไม่เชื่อฟัง ดื้อรั้น พลันมืดมน
แต่ด้วยรัก พระเป็นเจ้า เฝ้าอดทน         
ทรงโปรดชน ด้วยสัญญา จะมาไถ่
พงษ์พันธ์หญิง ความจริง ตามแผนการ 
โปรดประทาน ด้วยฤทธิ์ ของเทิดไท้
เสด็จมา ในโลก  ช่วยพ้นภัย                 
ทรงยิ่งใหญ่ และทำลาย หัวของมาร  

วันเวลา ผ่านพ้น  หลายพันปี
ยังทรงมี แผนวิถี  ที่เล่าขาน
เหล่าผู้เผย วจนะ ยังทำการ                    
ประกาศผ่าน พยากรณ์ ตามบัญชา
หญิงคนหนึ่ง ตั้งครรภ์ ด้วยฤทธิ์เดช     
เอลีซาเบธ หญิงหมัน และชรา
ยังก่อเกิด ลูกชื่อ ยอห์นบัพติสมา          
เศคาริยาห์ พูดได้ เสียงยืนยัน
ด้วยฤทธา สูงสุด เป็นไปได้                  
ไม่สงสัย ใจมั่น ตามประสงค์
ทูตสวรรค์ ประกาศ ด้วยมั่นคง             
ข่าวขององค์ เยซู ผู้ทรงชัย

สาวมารีย์ พรหมจรรย์  ถูกหมั้นแล้ว    
ชายใจแก้ว มีธรรม จะหาไหน
ชื่อโยเซฟ ยืนยัน  ด้วยหัวใจ                 
ยอมรับใช้ ผู้ไถ่ ด้วยวิญญา
พระเยซู ประเสริฐ คือองค์ไท้               
พระทรงได้ สละเนา ที่เมืองฟ้า
เสด็จมา เป็นบุตร สุดพรรณนา             
นอนรางหญ้า สามัญ เหมันต์ฤดู
ทูตสวรรค์ รับใช้ องค์เที่ยงแท้
บอกข่าวแก่คนเลี้ยงแกะผู้อดสู
พวกเขาจึง เร่งรี่ ปรี่ไปดู
องค์เยซู บรรทม ผ้าพันกาย

โหราจารย์ ศึกษา ศาสตร์ดวงดาว         
ส่องสกาว วาววับ ขับแสงฉาย              
ก้าวเดินตาม แสงดาว แม้สุดไกล          
พบผู้ไถ่ จึงถวาย ของล้ำค่า
เป็นทองคำ กำยาน และมดยอบ           
พวกเขามอบ นมัสการ สุดสรรหา
หลังจากนั้น เดินทาง ไม่กลับมา           
เหตุสั่งฆ่า ของเฮโรด โกรธโกรธา

เพราะพระเจ้า ทรงรัก คนในโลก         
รู้ทุกข์โศก จึงส่ง พระบุตรมา
เพื่อจะช่วย ผู้เชื่อ และศรัทธา                
ให้กลับมา สู่ทรวง สรวงสวรรค์
กลับคืนดี พระเจ้า พระบิดา                  
เอ่ยวาจา พระองค์ ทรงนิรันดร์
สิทธิ์เป็นบุตร สุดรัก เชื่อมสัมพันธ์       
รับนิรันดร์ ชีวิต สนิทพระองค์

นามเยซู คือผู้  ช่วยให้รอด                    
ยอมม้วยมอด ถูกฝัง ในอุโมงค์
เพียงสามวัน เป็นขึ้น ยั่งยืนยง               
แล้วพระทรง สู่สวรรค์ นิรันดร
ทรงสัญญา เสด็จกลับ รับผู้เชื่อ             
เหตุผลเพื่อ นำสู่ ฟ้านคร
อยู่กับองค์ สูงสุด เมืองอมร                   
รับพระพร คืนวัน สว่างไสว
พระวิญญาณ บริสุทธิ์ คอยพิทักษ์        
ยังปกปักษ์ รักษา มัดจำไว้
ทรงประทาน สันติสุข เกินเข้าใจ          
เปลี่ยนแปลงให้ ชีวิต กิจรุ่งเรือง

อย่ารอช้า กลับมา หาพระเจ้า                
มาคอยเฝ้า นมัสการ ด้วยสุดเสียง
ร้อยบทเพลง ขับขาน จ้อยจำเรียง         
ด้วยพร้อมเพรียง คริสตมาส ประกาศนาม

...อาเมน


แหล่งอ้างอิงของเรื่องราวที่สำคัญ  จากพระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ (The Holy bible)
(ปฐก.3.15); (อสย 7.14,9.6);  (ลก.1);  (ลก.2, มธ.1.18-25) ; (มธ.2);  (ยน.3.16,รม.10.9-11,ยน.1.12); (1คร.15.1-4);  (อฟ.1.111-14,ฟป.4.7-8,ยน.14.27)

(ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต)