แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทเรียนพระคัมภีร์ คิดอย่างบัณฑิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทเรียนพระคัมภีร์ คิดอย่างบัณฑิต แสดงบทความทั้งหมด

07 มกราคม 2563

ตราบที่ยังหายใจ จงใช้ชีวิตเพื่อการสรรเสริญ ​​​​​​​​Let everything that has breath praise the Lord! โดย บัณฑิต ดาแว่น


คิดอย่างบัณฑิต
ตราบที่ยังหายใจ  จงใช้ชีวิตเพื่อการสรรเสริญ
​​​​​​​​Let everything that has breath praise the Lord!
โดย บัณฑิต  ดาแว่น

ปี 2020  ย่างเข้าสู่สัปดาห์ที่สองแล้ว  ขอบคุณพระเจ้าที่ยังมีชีวิตอยู่ !
การมีชีวิตอยู่ ถือเป็นพรอันล้ำค่า  หากยังสามารถหายใจเข้าออกได้ เป็นความรักเมตตาจากพระเจ้าผู้ทรงให้ฝนตกและแดดออกทั้งคนชั่วและคนดีโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง (มัทธิว 5.45)
ดังนั้น ตราบที่ยังมีลมหายใจ  จงใช้ชีวิตในการสรรเสริญ นมัสการ และขอบพระคุณพระเจ้าอยู่เสมอ
พระธรรมสดุดีบทที่ 150 เริ่มต้นด้วยคำว่า “จงสรรเสริญพระเจ้า”  และ สุดท้ายด้วยคำว่า “จงสรรเสริญพระเจ้า”   ในภาษาฮีบรู คือคำว่า “ฮาเลลูยาห์”
“ฮาเลลูยาห์” (Hallelujah) เป็นคำที่ใช้ยกย่องสรรเสริญพระเจ้า ผู้ทรงพระนามว่า พระยาเวห์ คือ พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ ที่สำแดงและตรัสกับโมเสสว่า “เราเป็น ผู้ซึ่ง เราเป็น”  I AM who I AM. 
พระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสว่า   “เราเป็นผู้ซึ่งเราเป็น”   แล้วพระองค์ตรัสว่า  “ไปบอกชนชาติอิสราเอลว่า   'พระองค์ผู้ทรงพระนามว่าเราเป็น[ หรือ  “เราอยู่  (ด้วย)”   ดูข้อ  12 ]    ทรงใช้ข้าพเจ้ามาหาท่านทั้งหลาย' ” พระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสอีกว่า   “เจ้าจงกล่าวแก่ประชากรอิสราเอลว่า ดังนี้'พระเยโฮวาห์[ ในที่นี้เข้าใจกันว่า   แปลว่า  “พระองค์ทรงเป็น”   หรือ  “พระองค์ทรงอยู่” ]    พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของท่าน   คือพระเจ้าของอับราฮัม   พระเจ้าของอิสอัค   และพระเจ้าของยาโคบ   ทรงใช้ให้ข้าพเจ้ามาหาท่าน'   นี่แหละเป็นนามของเราตลอดไปเป็นนิตย์   นี่แหละเป็นอนุสรณ์ของเราตลอดทุกชั่วชาติพันธุ์  Exodus 3:14-15
 “พระยาเวห์ ทรงเป็นพระเจ้า ของอับราฮัม อิศอัค และยาโคบ”  หมายถึงทรงเป็นพระเจ้าของคนเป็น และมีตัวตนอยู่จริง ๆ  
ผมมีโอกาสไปเยี่ยมวิหารที่เมืองเฮโบรน( Hebron)  ประเทศอิสราเอล เป็นวิหารใหญ่ตระหง่านตา อยู่ทางตอนใต้ของเยรูซาเล็มประมาณสามสิบสองกิโลเมตร  สร้างขึ้นเพื่อครอบหลุมฝังศพของบรรพบุรุษบุคคลสำคัญของชาวยิว คือ ฮับราฮัมและซาราห์  อิสอัคและ เรเบคาห์ ยาโคบและเรอาห์  เป็นถ้ำและที่นามัค-เปลาห์ ที่อับราฮัมซื้อจากคนฮิตไทต์เพื่อฝังศพนางซาราห์ และต่อมาก็ตัวท่านเอง และลูกหลาน  (ปฐก.23, 25.7-11, 49.29-32)  และสถานที่นี่เองที่ดาวิด มาแสดงตัวเป็นกษัตริย์และใช้เป็นเมืองหลวงในการปกครองช่วงแรกอยู่ที่นี่ถึงเจ็ดปีครึ่ง (2ซมอ.5.1-5)
ณ เมืองเฮโบรน Hebron ที่ฝังศพ(กระดูก)คนของพระเจ้า…น่าคิดว่า He - Bron พ้องเสียงกับคำว่า Bone:กระดูก หากใช้เสียงและเล่นคำ  “เฮ..โบรน”!!  ( He…Bone !! )คือกระดูกโห่ร้อง เฮ !  คือยังมีชีวิตอยู่... ทำให้คิดถึงพระธรรมเอเสเคียลบทที่ 37 บันทึกเหตการณ์ที่พระเจ้าชุบกระดูกแห้งให้เป็นชีวิตขึ้นมาได้
ผู้ที่เชื่อในพระเจ้า  แม้ว่าพวกเขาตายไปแล้ว แต่จะยังมีชีวิตอยู่  เพราะทรงเป็นพระเจ้าแห่งชีวิต เป็นผู้ทรงพระชนม์อยู่เสมอ  พระคัมภีร์ทั้งพันธสัญญาเดิมและใหม่ยืนยันเสมอ “ทรงเป็นพระเจ้าของอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ” หมายถึงทั้งพระเจ้าและคนของพระองค์นั้นยังมีชีวิตอยู่เสมอ (อพย.2.5 ยน.8 กจ.3,7)
พระเยซูคริสต์ยืนยันว่าพระเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่... เราเป็นพระเจ้าของอับราฮัม   พระเจ้าของอิสอัค   และพระเจ้าของยาโคบ'   พระองค์มิได้เป็นพระเจ้าของคนตาย   แต่ทรงเป็นพระเจ้าของคนเป็น” (Matthew 22:32)  และยังตรัสอีกในเหตุการณ์ช่วยให้ลาซารัสฟื้นขึ้นจากตายว่า... “เรา​เป็น​เหตุ​ให้​คน​ทั้ง​ปวง​เป็น​ขึ้น​และ​มี​ชีวิต ผู้​ที่​วางใจ​ใน​เรา​นั้น ถึงแม้ว่า​เขา​ตาย​แล้ว​ก็​ยัง​จะ​มี​ชีวิต​อีก (ยน.11.25)
ดังนั้น เรากำลังสรรเสริญ นมัสการ ขอบพระคุณพระเจ้าที่มีอยู่จริง...ฮาเลลูยาห์...อาเมน !!
เรามีชีวิตและหายใจด้วยลมปราณแห่งพระวิญญาณของพระเจ้า ที่ประทานให้ตั้งแต่การสร้างมนุษย์คนแรก พระคัมภีร์บันทึกไว้ว่า...พระเจ้าทรงปั้นมนุษย์ด้วยผงคลีดิน  ระบายลมปราณเข้าทางจมูก   มนุษย์จึงเป็นผู้มีชีวิต   (Genesis 2:7)  และด้วยลมปราณแห่งพระวิญญาณของพระเจ้านี่เอง ทำให้คนเราติดต่อสื่อสารกับพระเจ้าได้  ตามแนวทางที่ทรงให้ไว้ว่า ผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้อง ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะพระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ และทรงแสวงหาคนเช่นนั้นที่นมัสการพระองค์(ยอห์น 4.23-24)
แล้วคุณกำลังหายใจเข้าออกอยู่เพื่ออะไร ?
พระธรรมสดุดี ช่วยให้เห็นถึงพระประสงค์ของพระเจ้า  “จงให้ทุกสิ่งที่หายใจ สรรเสริญพระเจ้า”
สดุดี บทที่ 1  เริ่มต้นให้เห็นภาพสองทาง คือ ทางแห่งคนชอบธรรม ที่ปลายทางของเขาจะได้อยู่กับพระเจ้า และ ทางของคนอธรรม ที่ปลายของเขาจะพินาศไป
สดุดี บทที่ 150 บทสุดท้ายสรุปให้เห็นว่า คนที่มีชีวิตอยู่จะทำหน้าที่ นมัสการ สรรเสริญ และขอบพระคุณพระเจ้า
คงไม่มีอะไรที่ดีและสำคัญไปกว่านี้อีกแล้ว คือ การมีชีวิตอยู่เพื่อ นมัสการ สรรเสริญ และขอบพระคุณพระเจ้า  โดยมีเหตุผลสำคัญคือ เพราะพระเจ้าทรงเป็นอยู่และทรงสามารถช่วยให้เรา มีชีวิตอยู่ได้
ด้วยเหตุนั้น “จงให้ทุกสิ่งที่หายใจ สรรเสริญพระเจ้า”
การนมัสการ สรรเสริญ และขอบพระคุณ สามารถแสดงออกมาผ่านทางชีวิตของเราในทุกที่และทุกรูปแบบ ตามที่พระธรรมสดุดีบทที่ 150 ได้กล่าวไว้  คือ ทั้งในสถานนมัสการพระเจ้า  ในทั่วฟื้นฟ้าอันกว้างใหญ่และทรงพลังของพระเจ้า  กล่าวถึงเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าทรงกระทำให้เกิดขึ้นอย่างมากมายได้  จะแสดงออกมาผ่านทางอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องดนตรี ดีด สี ตี เป่า และท่าทางประกอบแบบเต้นรำ ร้องเพลง บรรเลงสดุดีได้อย่างเต็มที่
นอกจากนี้ยังมีความหมายอีกว่า  ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ สามารถใช้ชีวิตเพื่อการสรรเสริญผ่านทางวิธีการ รูปแบบ บทบาท ฐานะ หน้าที่ต่าง ๆ   กล่าวคือ หากคุณมีชีวิตอยู่และกำลังทำงานในอาชีพอะไรก็ตาม  ให้ใช้สิ่งนั้นเป็นเหตุให้มีการสรรเสริญพระเจ้าได้เสมอ  เหมือนที่พระเยซูสอนว่า...เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ   เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่าน   ผู้ทรงอยู่ในสวรรค์ (Matthew 5:16)

ไม่ว่าปีนี้ หรือปีไหน ที่นี่หรือที่ไหน ขอให้ใช้ชีวิตและลมหายใจที่มีอยู่เพื่อสรรเสริญพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ และช่วยให้ผู้คนหันมาสรรเสริญพระเจ้าร่วมกันสืบไป...ดีมั้ยครับ !
“ฮาเลลูยาห์”
จงสรรเสริญพระเจ้าเถิด  
  จงสรรเสริญพระเจ้า   ในสถานนมัสการของพระองค์  
 จงสรรเสริญพระองค์ในพื้นฟ้า   อันอานุภาพของพระองค์  
 2จงสรรเสริญพระองค์  เพราะกิจการ   อันอานุภาพของพระองค์  
 จงสรรเสริญพระองค์  ตามความยิ่งใหญ่อย่างมากของพระองค์  
 
3จงสรรเสริญพระองค์ด้วยเสียงแตร  
 จงสรรเสริญพระองค์ด้วยพิณเขาคู่   และพิณใหญ่  
 
4จงสรรเสริญพระองค์ด้วยรำมะนา   และการเต้นรำ  
 จงสรรเสริญพระองค์ด้วยเครื่องสาย   และปี่  
 
5จงสรรเสริญพระองค์ด้วยเสียงฉิ่ง  
 จงสรรเสริญพระองค์ด้วยเสียงฉาบ  
 
6จงให้ทุกสิ่งที่หายใจ  สรรเสริญพระเจ้า  
 
จงสรรเสริญพระเจ้าเถิด
(สดุดี 150)
(ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต)


13 พฤษภาคม 2562

ประทับใจในอิสราเอล... Dear Israel. โดย บัณฑิต ดาแว่น




คิดอย่างบัณฑิต...ข้อคิดจากอิสราเอล

ประทับใจในอิสราเอล... Dear Israel.
โดย บัณฑิต ดาแว่น

อิสราเอล เป็นประเทศที่ใฝ่ฝันอยากไปเยือนในฐานะแผ่นดินแห่งพันธสัญญา มีความรู้สึกรักและผูกพันในความเชื่อมาโดยตลอด ยิ่งเมื่อได้ไปพบและได้ประสบการณ์จริง ยิ่งหลงรักประเทศอิสราเอลมากขึ้น 
เริ่มตั้งแต่การเดินทางจากไทยไปสู่ตรวจคนเข้าเมือง แม้จะต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวด แต่ยังรู้สึกว่าการกระทำแบบนั้นเพราะจำเป็นต้องรักษาความปลอดภัยทั้งคนภายในและภายนอก ทำให้ผู้ไปเยือนรู้สึกมั่นใจในสวัสดิภาพมากขึ้น
เมื่อถึงเมืองเทอาวีฟ ความรู้สึกกระหายใคร่รู้จักยิ่งเพิ่มทวี เหมือนมีมนต์ขลังจากพลังแห่งความจริงที่พระเจ้าทรงเลือกสรรและสถาปนาประเทศนี้สำหรับแผนการณ์อันยิ่งใหญ่ของพระองค์  การเยี่ยมชมและเรียนรู้ในแต่ละแห่ง ทั้งสถานพระคริสต์ประสูติ เติบโต ทำภารกิจ  ตาย ถูกฝัง และเป็นขึ้น ล้วนแต่ช่วยรื้อฟืนความทรงจำจากการอ่านจากพระคัมภีร์ได้ดียิ่งขึ้น เมื่ออธิษฐาน นมัสการยิ่งชวนให้ประทับใจและสัมผัสได้ถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์ทำงานท่ามกลางชีวิตอย่างอบอุ่น
ประทับใจในความรักและความสัตย์ซื่อของชนชาติอิสราเอลที่ยังช่วยการดูและรักษา และพยายามค้นหาข้อมูล หลักฐาน เรื่องราวแห่งพระสัญญาของพระเจ้าอย่างดีเยี่ยม แม้เวลาผ่านไปหลายพันปี มีทรัพยากรที่จำกัด สถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่ง่ายนัก แต่พวกเขายังรับผิดชอบหน้าที่พลเมืองของพระเจ้าด้วยสุดหัวใจ
ยังมีอีกมากมายที่ประทับใจ และตั้งใจว่าจะมาเยือนอิสราเอลอีกเป็นหลายครั้งแน่นอน หากพระเจ้าเมตตา

ด้วยรักและผูกพัน...อิสราเอล...ดินแดนแห่งพระสัญญาและคนของพระเจ้า


บัณฑิต ดาแว่น
4-10 พ.ค.19

12 กันยายน 2559

ข้อคิดเพื่อชีวิตออนไลน์ โดย ศจ.บัณฑิต ดาแว่น

คิดอย่างบัณฑิต                                       โดย  ศจ.บัณฑิต  ดาแว่น

ข้อคิดเพื่อชีวิตออนไลน์ 

สุภาษิตโบราณกล่าวว่า...ผู้สื่อสารไม่ดีก็เอาคนจุ่มลงไปในความลำบาก   แต่ทูตที่ซื่อสัตย์นำการรักษามาให้   (Proverbs 13:17) 
ยุคดิจิตอล การสื่อสารแบบออนไลน์มีอิทิธิพลต่อชีวิตอย่างมาก  โดยเฉพาะคนไทยเป็นคนที่ใช้สื่อออนไลน์ติดอันดับต้นๆของโลก  ข้อมูลพบว่า จากจำนวนประชากรทั้งหมด 68 ล้านคน  มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตกว่า 38 ล้านคน คิดเป็น 56% ของประชากร  มีจำนวนเบอร์มือถือหรือซิมการ์ดที่ลงทะเบียนมากกว่า 82.78 ล้านเบอร์ มากกว่าจำนวนประชากรทั้งหมด  มีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียผ่านมือถือ 34 ล้านคน  นั่นหมายความว่าทุกวินาทีมีการสื่อสารผ่านทางสังคมออนไลน์ (Social Media) ที่เรียกกันว่า "สังคมก้มหน้า" นั่นเอง 
            เทคโนโลย์การสื่อสารนั้นมีทั้งประโยชน์อนันต์ และโทษมหันต์  ดังนั้นจึงต้องตระหนักอยู่เสมอว่า  จะสื่อสารอย่างไรไม่ให้เกิดปัญหาทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น  จึงขอฝากข้อคิดเพื่อชีวิตออนไลน์ (On line)   ดังนี้...
1.  ข้อมูลที่จะสื่อสารนั้นเป็นความจริงหรือไม่
            ก่อนจะโพสต์ หรือแชร์ ข้อมูลออกไปโปรดหยุดคิดสักนิดว่า ข้อมูลนั้นเป็นความจริงหรือไม่ แหล่งที่มาเชื่อถือได้หรือไม่ สามารถตรวจสอบได้ไหม  หากไม่แน่ใจก็ควรยับยั้งการเผยแพร่ข้อมูลนั้นจะปลอดภัยกว่า เพราะหากข้อมูลที่เป็นความเท็จถูกเผยแพร่ไปโดยทำให้เกิดความเข้าใจว่าผิดคิดว่ามันเป็นความจริง ยิ่งเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวง  บางคนคิดว่าตนเองสามารถเผยแพร่ข้อมูลเร็วที่สุด จึงไม่ทันยั้งคิด ก็มักนำชีวิตสู่ปัญหาโดยไม่จำเป็นมีให้เห็นมากมากแล้ว เพราะในโลกออนไลน์นั้นข้อมูลที่นำเสนอไปแล้ว ๆม่อาจจะเรียกกลับคืนได้ แม้คุณอาจจะลบออกไป แต่ไม่มีทางลบออกจากระบบออนไลน์ได้เลย
2.  ข้อมูลที่จะสื่อสารนั้นจะส่งผลกระทบที่เสียหายหรือไม่
            ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากโลกออนไลน์นั้นมากเกินกว่าจะประเมินค่าออกมาได้  ดังนั้น คิดหน้าคิดหลังก่อนว่า คำพูดนั้น ภาพนั้น ข้อความนั้น ที่คุณแสดงความรู้สึกออกมาและโพสต์ลงในสื่อออนไลน์ หรือ ได้รับมาจากคนอื่น ซึ่งหลายครั้งไม่ค่อยรู้ที่มา ไม่รู้ช่วงเวลาว่าเป็นเรื่องที่เก่าหรือใหม่ เรื่องจริงหรือเท็จ หากคุณโพสต์ไป แชร์ไป อาจส่งผลเสียหายย้อนกลับมาที่ตัวเอง หรือ เสียหายต่อบุคคลอื่นได้
3.  ข้อมูลที่จะสื่อสารนั้นถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
            เมื่อก่อนการสื่อสารมักจะอยู่ในมือของคนกลุ่มน้อย แต่ปัจจุบันทุกคนสามารถสื่อสารออกไปได้โดยง่ายผ่านสื่อออนไลน์  กฎหมายที่มีอยู่อาจไม่สามารถครอบคลุม หรือทันสมัยต่อการสื่อสารในยุตดิจิตอลได้  แต่ยังต้องคำนึงเสมอว่า ข้อมูลที่คุณจะสื่อสารออกไปนั้นอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายหรือไม่ เพื่อจะไม่ทำสิ่งผิดโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งการ "ไม่รู้" ไม่สามารถใช้เป็นข้อแก้ตัวให้พ้นผิดได้  จึงควรศึกษาข้อกฎหมายเบื้องต้นทั้งทางอาญาและแพ่ง  แม้แต่กฎหมายเกี่ยวสิทธิประโยชน์ก็ยิ่งต้องคำนึงถึงว่า สิ่งที่จะทำลงไปนั้นละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นหรือไม่ ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่ เช่น การโพสต์ภาพผู้เสียชีวิต ผู้ป่วย เด็ก หรือบุคคลอื่นโดยไม่เหมาะสม ภาพที่อุจาดตา เป็นต้น
4.  ข้อมูลที่จะสื่อสารนั้นถูกต้องตามหลักจริยธรรมหรือไม่
            ไม่มีกฎหมายใดสามารถครอบคลุมและเท่าทันได้ทุกเรื่อง แต่หลักจริยธรรม ยังเป็นตัวยับยั้งอีกขั้นตอนหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ได้ เพื่อป้องกันเหตุอันไม่ควรเกิดไม่ให้เกิดขึ้นกับตนเองและผู้อื่น  บางจริยธรรมมีลายลักษณ์อักษร แต่บางครั้งอาจไม่มี แต่ในจิตใจของแต่ละคนย่อมมีมโนธรรมที่เป็นเครื่องมือช่วยกรองอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ามันจะอยู่ลึกเกินกว่าจะนำมาพิจารณาหรือไม่เท่านั้นเอง  เพราะบางเรื่องแม้ไม่ผิดกฎหมาย แต่อาจไม่เหมาะสมตามหลักจริยธรรม และไม่ควรกระทำตามหลักมโนธรรมที่ดีงาม  จึงควรคิดให้ดีก่อนสื่อสารออกไป
5.  ข้อมูลที่จะสื่อสารนั้นเป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าหรือไม่
            ในฐานะเป็นผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้า เรามีหลักพิจารณาลึกไปกว่ากฎหมายและจริยธรรม นั่นคือ จิตสำนึกผิดชอบตามหลักพระคัมภีร์ที่จะเป็นตัวกำหนดว่า สิ่งนั้น เป็นเหตุให้เกิดการถวายเกียรติแด่พระเจ้าหรือไม่  เป็นเหตุให้พระนามพระเจ้าเสื่อมเสียหรือไม่ พระวิญญาณของพระเจ้าจะเสียพระทัยหรือไม่ ทำให้เป็นสิ่งสะดุดต่อผู้อื่นหรือไม่  เป็นต้น


            จึงฝากข้อคิดเพื่อชีวิตออนไลน์ทั้ง 5 ข้อนี้ไว้ให้พิจารณาก่อนโพสต์ ก่อนแชร์ ก่อนไลค์ หรือ ก่อนแสดงความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งออกไป เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ขึ้น...ผมเองก็คิดมานานพอควรที่จะเขียนและเสนอบทความนี้เช่นกัน...

          หากชอบก็กดไลค์ ใช่ก็กดแชร์ แต่...คิดให้ดีเสียก่อนนะครับ !

(ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต)

29 ตุลาคม 2558

สิ่งที่ผู้นำควรมี..(2) โดย ศจ.บัณฑิต ดาแว่น

สิ่งที่ผู้นำควรมี... (2)
โดย ศจ.บัณฑิต  ดาแว่น

ตอนที่  2.  
ผู้นำควรมีความเข้าใจ

            "ความเข้าใจ"  เป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ผู้นำสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล  เพราะหากขาดความเข้าใจที่ถูกต้องแล้วอาจนำไปสู่ความเสียหายได้
16ผู้ใดที่หันเหไปจากทางแห่งความเข้าใจ  
  จะพักอยู่ในที่ประชุมของคนตาย
   Proverbs 21:16
ผู้นำสามารถได้รับความเข้าใจได้โดย ความยำเกรงพระเจ้าและทำตามพระดำรัสของพระองค์
10ความยำเกรงพระเจ้าเป็นที่เริ่มต้นของ สติปัญญา  
 บรรดาผู้ที่ปฏิบัติตามก็ได้ความเข้าใจดี  
 การสรรเสริญพระเจ้า  ดำรงอยู่เป็นนิตย์
Psalms 111:10
นอกจาการศึกษาค้นคว้า เพื่อจะได้ความรู้ ความเข้าใจแล้ว  พระเจ้ายังเปิดทางให้รับสติปัญญาจากพระองค์โดยตรง  ...ถ้าผู้ใดในพวกท่านขาดสติปัญญา   ก็ให้ผู้นั้นทูลขอจากพระเจ้า   ผู้ทรงโปรดประทานให้แก่คนทั้งปวงด้วยพระกรุณาและมิได้ทรงตำหนิ   แล้วผู้นั้นก็จะได้รับสิ่งที่ทูลขอ James 1:5
            ผู้นำควรมีความเข้าใจในเรื่องอะไรบ้าง  สิ่งที่สำคัญที่ผู้นำควรมีความเข้าใจเพื่อจะนำไปสู่การนำคริสตจักรและการรับใช้ในพันธกิจ  ได้แก่  ความเข้าใจตน  เข้าใจคน และ เข้าใจงาน
            "เข้าใจตน"  ผู้นำควรมีความเข้าใจตนเอง ว่า ตนเองเป็นใคร  มีนิมิต  ของประทาน ความสามารถ และภาระใจอย่างไรบ้าง  เพื่อจะวางตนเองในบทบาท ในหน้าที่ที่เหมาะสม  เพราะแต่ละคนนั้นมีความแตกต่าง  ไม่ใช่ว่าเพราะใครดีกว่าใคร แต่เป็นใครเหมาะสมกว่าใครต่างหาก  พระเจ้าสร้างแต่ละคนให้มีเอกลักษณ์เฉพาะ  ดังนั้น ผู้นำจึงจำเป็นต้องค้นพบตนเองให้เจอ ทำความเข้าใจให้ได้  เพราะ...ในบ้านใหญ่หลังหนึ่งๆ  มิได้มีแต่ภาชนะทองและเงินเท่านั้น   แต่มีภาชนะไม้และภาชนะดินด้วย   บ้างก็เพื่อศิลปะ   และบ้างก็สามัญ 21ถ้าผู้ใดชำระตัวให้พ้นจากสิ่งที่ไม่มีค่า   เขาก็จะเป็นภาชนะที่มีค่า   ซึ่งชำระให้บริสุทธิ์แล้ว   เหมาะที่เจ้าของเรือนจะใช้ให้เป็นประโยชน์   พร้อมกับการดีทุกอย่าง (II Timothy 2:20)
ของประทานของพระองค์   ก็คือให้บางคนเป็นอัครทูต   บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ   บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ   บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์ 12เพื่อเตรียมธรรมิกชนให้เป็นคนที่จะรับใช้   เพื่อเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ให้จำเริญขึ้น Ephesians 4:11-12
            "เข้าใจคน"  ผู้นำควรมีความเข้าใจคน  เพราะจำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับผู้คนจำนวนมาก ที่มีความแตกต่างหลากหลาย  ผู้นำจึงจำเป็นต้องศึกษาลักษณะชีวิตของคนให้เข้าใจ เพื่อจะสร้างความสัมพันธ์ อันจะนำไปสู่การช่วยเหลือ การเสริมสร้าง การนำคนเหล่านั้นให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า  โดยเฉพาะในคริสตจักรนั้นย่อมจะมีคนหลายประเภท แตกต่างกันทั้ง เพศ วัย การศึกษา ฐานะ อาชีพ ภาษา เผ่าพันธุ์ และอื่นๆ นั้นหมายความว่า ผู้นำต้องพร้อมที่จะเผชิญกับคนทุกประเภทอย่างชาญฉลาด จึงจะสามารถนำคริสตจักรและพันธกิจไปสู่เป้าหมายได้  ตัวอย่างอาจารย์เปาโลท่านได้เรียนรู้ในการเข้าถึงผู้คนแต่ละประเภท  โดยไม่สูญเสียความเป็นตัวตนที่แท้จริง และไม่สูญเสียหลักการที่ถูกต้องไป เพื่อช่วยคนเหล่านั้นให้รู้จักพระเจ้า 
19เพราะถึงแม้ว่าข้าพเจ้ามิได้อยู่ในบังคับของผู้ใด   ข้าพเจ้าก็ยังยอมตัวเป็นทาสรับใช้คนทั้งปวง   เพื่อจะได้ชนะใจคนมากยิ่งขึ้น 20ต่อพวกยิวข้าพเจ้าก็เป็นยิว   เพื่อจะได้พวกยิว   ต่อพวกที่อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ   ข้าพเจ้าก็เป็นเหมือนคนอยู่ใต้ธรรมบัญญัติ   (แต่ตัวข้าพเจ้ามิได้อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ)   เพื่อจะได้คนที่อยู่ใต้ธรรมบัญญัตินั้น 21ต่อคนที่อยู่นอกธรรมบัญญัติข้าพเจ้าก็เป็นคนนอกธรรมบัญญัติ   เพื่อจะได้คนที่อยู่นอกธรรมบัญญัตินั้น   แต่ข้าพเจ้ามิได้อยู่นอกพระบัญญัติของพระเจ้า   แต่อยู่ใต้พระบัญญัติแห่งพระคริสต์ 22ต่อคนอ่อนแอข้าพเจ้าก็เป็นคนอ่อนแอเพื่อจะได้คนอ่อนแอ   ข้าพเจ้ายอมเป็นคนทุกชนิดต่อคนทั้งปวง   เพื่อจะช่วยเขาให้รอดได้บ้างโดยทุกวิถีทาง 23ข้าพเจ้าทำอย่างนี้   เพราะเห็นแก่ข่าวประเสริฐเพื่อข้าพเจ้าจะได้มีส่วนในข่าวประเสริฐนั้น   I Corinthians 9:20-23
            ผู้นำที่เข้าใจคนที่อยู่รอบข้างและคนอื่นที่เกี่ยวข้อง จะเป็นโอกาสที่จะช่วยคนเหล่านั้นให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของคริสตจักรและพันธกิจมากขึ้น  ซึ่งอาจต้องลงทุน ลงเวลา ลงความใส่ใจในผู้คนเหล่านั้น เพื่อจะช่วยเขาหรือเรียนรู้จากพวกเขาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ  ดังพระเยซูเมื่อทรงเสด็จไปตามเขตเมืองและชนบท พระองค์ทรงเข้าใจผู้คนเหล่านั้น เข้าใจสถานการณ์ และยังเข้าใจสาวกของพระองค์ที่ต้องเผชิญสถานการณ์นั้นด้วย  จึงเป็นเหตุให้พระองค์แนะนำทางออกที่เหมาะสมว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป  ดังที่บันทึกไว้ว่า.. 35พระเยซูจึงเสด็จดำเนินไปตามนครและหมู่บ้านโดยรอบ   ทรงสั่งสอนในธรรมศาลาของเขา   ประกาศข่าวประเสริฐ   แห่งแผ่นดินของพระเจ้า   ทรงรักษาโรคและความป่วยไข้ทุกอย่างของพลเมืองให้หาย 36และเมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นประชาชนก็ทรงสงสารเขา   ด้วยเขาถูกรังควานและไร้ที่พึ่งดุจฝูงแกะไม่มีผู้เลี้ยง 37แล้วพระองค์ตรัสกับพวกสาวกของพระองค์ว่า   “ข้าวที่ต้องเกี่ยวนั้นมีมากนักหนา   แต่คนงานยังน้อยอยู่ 38เหตุนั้นพวกท่านจงอ้อนวอนพระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าของนา   ให้ส่งคนงานมาเก็บเกี่ยวพืชผลของพระองค์”  Matthew 9:35-38
            การที่จะเข้าใจคนอื่นนั้น พระเยซูทรงออกไปหาพวกเขาในทุกที่ที่เขาอาศัยอยู่ ทั้งในเขตเมืองใหญ่ และหมู่บ้านในชนบทเล็กๆ   พระเยซูคริสต์ทรงเข้าไปศึกษาชีวิตผู้คนหลากหลายประเภทและเข้าใจพวกเขาอย่างลึกซึ้ง  หากผู้นำนั่งคิด วางแผนอยู่แต่ในห้องทำงานคงไม่อาจทำความเข้าใจผู้คนได้  จึงจำเป็นที่จะต้องออกไปพบปะผู้คนเพื่อจะรู้จัก เข้าใจอย่างแท้จริง  ดังพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานให้เป็นพระราโชบายในการแก้ไขปัญหาว่า "เข้าถึง เข้าใจ พัฒนา"
            พระเยซูออกไปพบผู้คนอย่างมีเป้าหมาย  ทรงให้ความรู้   ความเข้าใจ ให้การรักษา ช่วยเหลือผู้คนเหล่านั้นตามความเหมาะสมแต่ละสภาพของชีวิต  ด้วยพระทัยที่เปี่ยมด้วยพระเมตตาสงสาร เพราะพระองค์เข้าใจความยากลำบาก อุปสรรค์ปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้คน  ทรงอยู่เคียงข้างเขา ฟังความต้องการของเขา และตอบสนองต่อความจำเป็นอย่างเร่งด่วน และช่วยให้เขามองการณ์ไกลต่อไปได้ด้วย
            เมื่อออกไปพบผู้คน พระเยซูทรงรู้สถานการณ์ รู้ปริมาณความต้องการของคน ซึ่งพบว่า มีคนจำนวนมาก มีคนที่เจ็บป่วย มีคนที่ไร้ที่พึ่ง ถูกรังควาน และขาดคนผู้ดูแล  พระองค์ทรงเข้าใจสถานการณ์ของชุมชน ในขณะเดียวกันทรงเข้าใจสถานการณ์ของสาวก หรือคนงานของพระองค์ที่มีจำนวนน้อยกว่าปริมาณความต้องการของคนในชุมชน
            พระเยซูทรงแนะนำทางออกของการแก้ไขปัญหาทั้งของผู้คนในชุมชนและคนงานของพระองค์  โดยให้อธิษฐานวิงวอนพระเจ้า ผู้เป็นเจ้าของสรรพสิ่งทั้งปวง เพื่อส่งคนงานมาเพิ่ม  เพราะทรงเข้าใจดีว่าสถานการณ์เช่นนี้เกินกำลังของมนุษย์  หากผู้นำเข้าใจเช่นนี้ก็จะมีความหวังและทางออกที่ดีในการทำงานได้เช่นกัน
            "เข้าใจงาน"  ผู้นำควรมีความเข้าใจในงานที่ตนเองรับผิดชอบ  เพื่อจะสามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจตามมาได้มากขึ้น  แม้ว่าความสำเร็จหรือการเกิดผลเป็นของพระเจ้าที่มนุษย์ไม่อาจกำหนดได้ แต่หากผู้นำเข้าใจลักษณะงาน วิธีการทำงาน ขั้นตอน กระบวนการ ของการดำเนินงานอย่างเหมาะสมก็จะสามารถนำพาคริสตจักรและพันธกิจไปสู่เป้าหมายได้  หากย้อนกลับไปทบทวนตัวตนว่าเป็นใคร มีนิมิต และของประทานอะไร เหมาะสมกับงานประเภทไหน และยิ่งมีความเข้าใจผู้คน หรือกลุ่มเป้าหมายอย่างถ่องแท้ก็เป็นองค์ประกอบที่ทำให้ผู้นำสามารถทำงานได้อย่างดีและมีความสุขยิ่งขึ้น  ดังที่พระเยซู เข้าใจงานของตนว่ามาเป็นพระผู้ไถ่(มก10.45)  ยอห์นบัพติสมาเข้าใจว่างานของตนคือการเตรียมทางให้พระคริสต์ (ยน.1.22-23) เปาโลเข้าใจงานในการประกาศกับคนต่างชาติ(รม11.13; 15.16) เป็นต้น


            คริสตจักรและพันธกิจของพระเจ้าในประเทศไทย ต้องการผู้นำที่มีหัวใจ และมีความเข้าใจเป็นจำนวนมาก  ที่จะเข้ามาช่วยกันทำงานในทุ่งนาอันกว้างใหญ่นี้  จึงต้องหาวิธีในการสร้างผู้นำ เตรียมชีวิตผู้นำ ส่งเสริมและสนับสนุนผู้นำที่มีหัวใจและความเข้าใจเช่นนี้อย่างเป็นระบบให้มากขึ้น เพื่อแผ่นดินของพระเจ้าจะตั้งอยู่ในชีวิตของคนไทย และพวกเขาจะหันมารับใช้พระองค์ร่วมกันต่อไป

(ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต)

20 เมษายน 2556

หัวใจของพระเยซู โดย ศจ.บัณฑิต ดาแว่น


คิดอย่างบัณฑิต โดย บัณฑิต  ดาแว่น
หัวใจของพระเยซู
พระเยซูจึงเสด็จเข้ามาใกล้แล้วตรัสกับเขาว่า   “ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี   ในแผ่นดินโลกก็ดีทรงมอบไว้แก่เราแล้ว 19เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ   ให้เป็นสาวกของเรา   ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา   พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ 20สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้   นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป   จนกว่าจะสิ้นยุค”  Matthew 28:18-20

                "หัวใจของพระเยซู" คือ ต้องการทุกคนได้ยินข่าวประเสริฐ ได้รู้จักกับพระเจ้า เข้ามาเป็นสาวก และดำเนินชีวิตตามพระมหาบัญชาของพระองค์ต่อไป คือ ออกไปสั่งสอนชนทุกชาติให้เป็นสาวก จากคนสู่คน จากรุ่นสู่รุ่น จนถึงเวลาแห่งพระสัญญา การเสด็จกลับมาของพระเยซู
                นี่คือ  จุดประสงค์ของพระเยซูที่ยอมเสด็จมาประสูติเป็นมนุษย์ ต้องตกในสภาพที่ยากลำบาก  ทรงทำภารกิจอย่างทุ่มเท ประกาศ เทศนา สั่งสอน เรื่องแผ่นดินของพระเจ้า จนกระทั่งถูกจับอย่างอยุติธรรม ถูกตรึงบนกางเขนอย่างทุกข์ทรมาน จนสิ้นพระชนม์ ถูกนำไปฝังไว้ในอุโมงค์ หลังจากนั้นสามวันทรงเป็นขึ้นมาจากตาย เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ และสัญญาว่าจะกลับมาอีกครั้ง...ทุกสิ่งที่ทรงทุ่มเท ด้วยแรงกาย แรงใจ ด้วยเนื้อ ด้วยเลือด หมดทั้งชีวิต จิตใจและจิตวิญญาณ เพียงเพื่อต้องการให้มนุษย์ที่ทรงรักมากมายนั้นได้รับชีวิตนิรันดร์ รอดพ้นจากผิดบาป กลับคืนดีกับพระเจ้า เข้ามามีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระเจ้าดังเดิมอีกครั้ง และที่สำคัญทรงมอบพันธกิจแห่งการคืนดีนี้ให้คริสตจักรหรือผู้เชื่อทุกคนเป็นผู้รับผิดชอบในการประกาศออกไปในฐานะตัวแทนของพระองค์ในโลกนี้ (2 คร.5.17-20)
                เพราะอะไรพระเยซูคริสต์จึงมอบเรื่องที่สำคัญที่สุดให้สาวกและพวกเราผู้เชื่อเป็นผู้รับผิดชอบต่อไป ?  พระเยซูทรงทำทุกสิ่งด้วยชีวิต แต่ทรงมอบให้เราทำ แสดงว่า "ทรงไว้ใจ" สาวกและผู้เชื่ออย่างสนิทใจ  คำถามคือ บรรดาสาวก และพวกเราผู้เชื่อเป็นที่น่าไว้วางใจมากน้อยเพียงใด ?  พระเยซูต้องอยู่ในความเสี่ยงที่มอบเรื่องสำคัญนี้ให้กับเรามากน้อยเพียงใด ?  หากย้อนไปดูชีวิตสาวก 12 คนที่พระเยซูเลือกมา ทรงสั่งสอนพวกเขาอย่างเข้มข้นตลอด 3 ปีเศษ แต่ยังมีบางคนไม่เข้าใจเป้าหมายของพระเยซู บางคนอยากเป็นใหญ่กว่าคนอื่น บางคนขาดความเชื่อบ่อยๆ  บางคนทะเลาะกัน บางคนทรยศหักหลังพระองค์ บางคนปฏิเสธพระองค์ทั้งที่เคยพูดว่าจะตายแทนได้  บางคนสงสัยว่าพระเยซูเป็นขึ้นมาจริงหรือเปล่า บางคนอยากกลับไปประกอบอาชีพเดิม บางคนเดินทางอย่างทุกข์ใจ...นี่คือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่นานนักก่อนที่พระเยซูจะตรัสสั่ง พระมหาบัญชา อันเป็นหัวใจสำคัญของการเสด็จมาในโลกนี้
                ทุกวันนี้พระเยซูทรงอยู่ในความเสี่ยงต่อชีวิตของเราด้วยหรือไม่ ? เพราะพระมหาบัญชาเดียวกับที่สั่งสาวกก็มาถึงบรรดาผู้เชื่อเช่นกัน  ชีวิตของเราคล้ายกับบรรดาสาวกหรือไม่ แม้จะมาเชื่อแล้วแต่ยังไม่เข้าใจ ขาดความเชื่อ ทำสิ่งผิด สารภาพเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก เคยสัญญาแต่ไม่ทำตาม อยากกลับไปใช้ชีวิตแบบเก่า ดำเนินชีวิตอย่างท้อแท้ใจ แล้วอย่างนี้พระเยซูจะไว้ใจและมอบหมายเรื่องสำคัญให้ทำได้หรือไม่ ?
                ขอบคุณพระเจ้า แม้บรรดาสาวกจะไม่มีใครสมบูรณ์แบบ แต่พวกเขายังรักษาความรับผิดชอบที่พระเยซูมอบหมายด้วยชีวิต หลังจากที่พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาตามพระสัญญา ชีวิตสาวกรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การประกาศข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า เรื่องการตาย การเป็นขึ้น และการเสด็จกลับมาของพระเยซูถูกประกาศออกไปอย่างต่อเนื่อง จากเยรูซาเล็ม สู่ยูเดีย สะมาเรีย จนสุดปลายแผ่นดินโลก จากอดีตถึงปัจจุบัน จนวันนี้มีคุณและผมได้อยู่ร่วมในพันธกิจแห่งพระมหาบัญชานี้แล้ว อันเป็นผลจากความรับผิดชอบของบรรดาสาวก  บรรดาผู้เชื่อในเวลาต่อมา และบรรดามิชชั่นนารีที่มอบชีวิตจิตใจเพื่อพันธกิจนี้เรื่อยมา  หลายคนยอมจนกระทั่งถูกห้าม ถูกจับ ถูกทรมาน ถูกจองจำ ถูกเนรเทศ ถูกฆ่า ถูกกลั่นแกล้งสารพัด  แต่พวกเขาไม่เคยลดละในการประกาศข่าวประเสริฐ
                พระเยซูมอบหัวใจของพระองค์ให้คุณและผมแล้ว !  ทรงไว้ใจเราอย่างยิ่ง อย่าทำให้พระองค์ต้องผิดหวังและอยู่ในความเสี่ยงอีกต่อไปเลย  มาร่วมกันทำหน้าที่ที่ทรงมอบหมายให้ คือ การประกาศข่าวประเสริฐและสร้างสาวกต่อไป อย่างสัตย์ซื่อ ทุ่มเท ด้วยชีวิตจิตใจ สมกับที่ทรงไว้วางใจให้สิ่งสำคัญกับเราจนถึงวันแห่งพระสัญญา...อาเมนนะครับ