แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้นำ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้นำ แสดงบทความทั้งหมด

06 ธันวาคม 2562

ผู้นำกับการตัดสินใจ – Leader and decision โดย บัณฑิต ดาแว่น


คิดอย่างบัณฑิต
ผู้นำกับการตัดสินใจ – Leader and decision
โดย บัณฑิต ดาแว่น 
“การตัดสินใจ”  เป็นส่วนหนึ่งของการนำ การบริหาร ทั้งในองค์กรทั่วไปและในคริสตจักรของพระเจ้า  ทิศทางของคริสตจักรจะไปในทางใด ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้มีบทบาทการนำจะเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุดเพื่อนำไปสู่การลงมือทำ จากนั้นยอมรับผลที่ตามมาจากการตัดสินใจ
จะตัดสินใจอย่างไร ถึงจะนำคริสตจักรและงานไปสู่ทิศทางที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า?
1.  ตัดสินใจตามพระประสงค์ของพระเจ้า
การตัดสินใจตามพระประสงค์ของพระเจ้า เป็นเรื่องสำคัญ เพราะงานที่กำลังทำนั้นเป็นงานของพระเจ้า  ที่เป็นเจ้าของชีวิต เจ้าของคริสตจักร  ดังนั้น จำเป็นต้องแสวงหาความต้องการของพระเจ้าว่าเป็นอย่างไร  การอธิษฐาน เป็นหัวใจสำคัญควบคู่ไปกับการศึกษาพระวจนะอย่างจริงจัง เพื่อจะนำไปสู่การตัดสินใจตามพระประสงค์ของพระเจ้า  เราเชื่อในการทรงนำของพระเจ้าผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทำกิจผ่านทางพระคัมภีร์ ที่เป็นศูนย์รวมของพระประสงค์ของพระเจ้า  ผู้นำ ต้องยึดหลักพระวจนะในการตัดสินใจ และฟังเสียงของพระเจ้าผ่านทางพระคัมภีร์อยู่เสมอ
...มนุษย์เอ๋ย  พระองค์ทรงสำแดงแก่เจ้าแล้วว่าอะไรดี    และพระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรจากเจ้า   นอกจากให้กระทำความยุติธรรมและรักสัจกรุณา    และดำเนินชีวิตด้วยความถ่อมใจไปกับพระเจ้าของเจ้า   (Micah 6:8)
...อย่าประพฤติตามอย่างคนในยุคนี้   แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ   แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่   เพื่อท่านจะได้ทราบน้ำพระทัยของพระเจ้า   จะได้รู้ว่าอะไรดี   อะไรเป็นที่ชอบพระทัยและอะไรดียอดเยี่ยม   (Romans 12:2)

2. ตัดสินใจให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม
อาจารย์เปาโลให้หลักการทำงานร่วมกันว่า ...อย่าให้ต่างคนต่างเห็นแก่ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว   แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่นๆด้วย (Philippians 2:4)  ...เราทุกคนจงกระทำให้เพื่อนบ้านพอใจ   เพื่อนำประโยชน์และการพัฒนามาให้เขา (Romans 15:2)
การตัดสินใจของผู้นำจะส่งผลกระทบต่อผู้คนที่กำลังติดตาม และอาจส่งผลไปวงกว้างมากกว่านั้นได้  ผู้นำมักมีโอกาสรู้ เห็น เข้าใจ สิ่งที่จะเกิดขึ้นมากกว่าผู้ตาม  จึงจำเป็นต้องมีคุณธรรม จริยธรรมในการตัดสินใจตระหนักเสมอว่าจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อคนอื่น ๆ  ไม่ใช่ตัดสินใจในทางที่จะนำประโยชน์หรือผลดีต่อตัวเองเท่านั้น แต่ตรงกันข้ามหากต้องเลือก ผู้นำที่ดีควรเลือกให้การตัดสินใจนั้นเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมให้มากที่สุด  ดังตัวอย่างของพระเยซูคริสต์ที่ตัดสินใจสละสภาพของพระเจ้าลงมาเกิดเป็นมนุษย์และรับสภาพทาส ยอมตายเพื่อเป็นค่าไถ่บาปให้กับมวลมนุษย์(ฟป.2.5-13) การตัดสินพระทัยแบบนี้จึงทำให้พระนามของพระเยซูเป็นที่ยอมรับไปตลอดนิรันดร์ และนำคนบาปอย่างคุณและผมให้รับชีวิตใหม่ มีสิทธิ์ได้อยู่สวรรค์โดยพระคุณเพราะความเชื่อ
3. ตัดสินใจให้เกิดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
เป้าหมายของการตัดสินใจที่สำคัญ คือ ผลการตัดสินใจนั้นสามารถนำไปสู่ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน  การนำคริสตจักรของพระเจ้าไม่ใช่ทำตามใจของใครคนใดคนหนึ่ง หรือเพื่อเอาชนะกันและกัน แต่เพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวให้เกิดขึ้น  ต้องอาศัยความมุ่งมั่นและพากเพียรพยายาม เพราะเราต่างเป็นส่วนหนึ่งในพระกายของพระคริสต์ มีชีวิตในความเชื่อ ความหวัง และทุกสิ่งภายใต้พระนามพระองค์
...จงเพียรพยายามให้คงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน   ซึ่งพระวิญญาณทรงประทานนั้นด้วยสันติภาพเป็นพันธนะ มีกายเดียวและมีพระวิญญาณองค์เดียว   เหมือนมีความหวังใจอันเดียวที่เนื่องในการที่ทรงเรียกท่าน มีองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว   ความเชื่อเดียว   บัพติศมาเดียว พระเจ้าองค์เดียวผู้เป็นพระบิดาของคนทั้งปวง   ผู้ทรงอยู่เหนือคนทั้งปวง   และทั่วคนทั้งปวง   และในคนทั้งปวง (Ephesians 4:3-6)
สุดท้ายสิ่งที่ผู้นำตัดสินใจนั้นต้องนำรายงานต่อพระเจ้าแน่นอน
ท่านทั้งหลายจงเชื่อฟังและยอมอยู่ในโอวาทของหัวหน้าของท่าน   จงให้เขาทำงานนี้ด้วยความชื่นใจ   ไม่ใช่ด้วยความเศร้าใจ   ซึ่งจะไม่เป็นประโยชน์อะไรแก่ท่านทั้งหลายเลย   เพราะว่าท่านเหล่านั้นดูแลรักษาจิตวิญญาณของท่านอยู่   เสมือนหนึ่งผู้ที่จะต้องเสนอรายงาน   (Hebrews 13:17)
4. ตัดสินใจให้นำไปสู่ความยุติธรรม
ผู้นำ ต้องมีความยุติธรรมในการตัดสินใจ ไม่ใช่ลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องอำนวยความยุติธรรมให้เกิดขึ้น ไม่ว่าคนนั้นจะยากดีมีจน เขาควรได้รับความยุติธรรมอย่างเสมอภาคกัน  ถูกก็ว่าถูก ผิดก็ว่าผิด จริงก็ว่าจริง ไม่ก็ว่าไม่  คือการยึดหลักแห่งความจริงที่จะนำความยุติธรรมเกิดขึ้นด้วยความยำเกรงพระเจ้า ผู้เป็นเจ้านายเหนือทุกอย่าง
ฝ่ายนายก็จงทำแก่เหล่าทาสของตนตามความยุติธรรมและสม่ำเสมอกัน   เพราะท่านรู้ว่าท่านก็มีนายองค์หนึ่งในสวรรค์ด้วย   (Colossians 4:1)
ผู้นำต้องมีความคิด ความตั้งใจที่จะทำทุกวิถีทางที่จะเกิดความเป็นธรรมและสันติภาพให้เกิดขึ้น
...ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย   ในที่สุดนี้ขอจงใคร่ครวญถึงสิ่งที่จริง   สิ่งที่น่านับถือ   สิ่งที่ยุติธรรม   สิ่งที่บริสุทธิ์   สิ่งที่น่ารัก   สิ่งที่ทรงคุณ   คือถ้ามีสิ่งใดที่ล้ำเลิศ   สิ่งใดที่ควรแก่การสรรเสริญ   ก็ขอจงใคร่ครวญดู จงกระทำทุกสิ่งที่ท่านได้เรียนรู้และได้รับไว้   ได้ยิน   และได้เห็นในข้าพเจ้าแล้ว   และพระเจ้าแห่งสันติสุขจะทรงสถิตกับท่าน (Philippians 4:8-9)
5. ตัดสินใจให้นำไปสู่การถวายเกียรติแด่พระเจ้า
ผู้นำที่ดีย่อมรู้ว่า เป้าหมายสูงสุดในการทำงานนั้น ไม่ใช่เพื่อเกียรติ ศักดิ์ศรีของตนเอง แต่เพื่อเกียรติและพระสิริจะเป็นขององค์พระผู้เป็นเจ้าผู้สูงสุด ที่ทรงเลือกและเรียกให้คุณเข้าสู่การเป็นผู้รับผิดชอบต่อพันธกิจของพระองค์ 
...ให้ทุกคนถือว่าเราเป็นคนรับใช้ของพระคริสต์   และเป็นผู้อารักขาสิ่งล้ำลึกของพระเจ้า ฝ่ายผู้อารักขาเหล่านั้นต้องเป็นคนที่ไว้วางใจได้ทุกคน (I Corinthians 4:1-2)
จึงไม่สมควรที่จะสร้างบารมี สร้างอิทธิพลของตนเอง เพื่อนำประโยชน์ เกียรติเป็นของตนเป็นสำคัญ แต่ให้ตระหนักอยู่เสมอว่า คุณกำลังรับผิดชอบงานของพระเจ้าในฐานะ “ผู้รับใช้” ที่ไม่สามารถอ้างบุญคุณใด ๆต่อพระเจ้าผู้เป็นนายใหญ่สูงสุด  พระเยซูสอนว่า...ฉันใดก็ดี   เมื่อท่านทั้งหลายได้กระทำสิ่งสารพัด   ซึ่งเราบัญชาไว้แก่ท่านนั้น   ก็จงพูดด้วยว่า   'ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นบ่าวที่ไม่มีบุญคุณต่อนาย   ข้าพเจ้าได้กระทำตามหน้าที่ซึ่งข้าพเจ้าควรกระทำเท่านั้น' (Luke 17:10)
หน้าที่สำคัญของผู้นำคือ ทำทุกอย่างด้วยการถวายชีวิตและถวายเกียรติแด่พระองค์ จงมั่นใจว่าโดยทางนี้ พระเจ้าจะไม่ลืม ไม่ทอดทิ้งผู้รับใช้ของพระองค์ จะทรงประทานเกียรติและศักดิ์ศรีที่สมควรให้คุณในฐานะทาสที่ดีและสัตย์ซื่ออย่างแน่นอน  คำอุปมาที่พระเยซูสอนไว้เกี่ยวกับนายที่กลับมาคิดบัญชีและกล่าวกับทาสที่ดีและสัตย์ซื่อว่า... 'ดีแล้ว   เจ้าเป็นทาสดีและสัตย์ซื่อ   เจ้าสัตย์ซื่อในของเล็กน้อย   เราจะตั้งเจ้าให้ดูแลของมาก   เจ้าจงปรีดีร่วมสุขกับนายของเจ้าเถิด'  (Matthew 25:21)  และทรงสัญญาว่าพระเจ้าจะประทานเกียรติแก่ผู้รับใช้ของพระองค์...ถ้าผู้ใดจะรับใช้เรา   ผู้นั้นก็ต้องตามเรามา   และเราอยู่ที่ไหนผู้รับใช้ของเราจะอยู่ที่นั่นด้วย   ถ้าผู้ใดรับใช้เรา   พระบิดาก็จะทรงประทานเกียรติแก่ผู้นั้น (John 12:26) และอาจารย์เปาโลหนุนใจผู้เชื่อว่า...  เหตุฉะนั้นพี่น้องที่รักของข้าพเจ้า   ท่านจงตั้งมั่นอยู่   อย่าหวั่นไหว   จงปฏิบัติงานขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้บริบูรณ์ทุกเวลา   ท่านทั้งหลายพึงรู้ว่า   โดยองค์พระผู้เป็นเจ้า   การของท่านจะไร้ประโยชน์ก็หามิได้  (I Corinthians 15:58)
ทั้งนี้ผู้นำต้องเริ่มด้วยการมีท่าทีที่ถูกต้อง  ตัดสินใจและเลือกลงมือทำสิ่งที่จะนำการถวายเกียรติมาสู่พระนามของพระเจ้าเท่านั้น
ขอให้การตัดสินของคุณในฐานะผู้นำเป็นไปตามที่ควรจะเป็น คือ เป็นตามพระประสงค์ของพระเจ้า เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เกิดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน  นำไปสู่ความยุติธรรม และนำไปสู่การถวายเกียรติแด่พระเจ้า
อาเมน !!

(ขอบคุณภาพจากอินเตอรืเน็ต)

13 พฤษภาคม 2559

สิ่งที่ผู้นำควรรู้ โดย ศจ.บัณฑิต ดาแว่น

คิดอย่างบัณฑิต โดย  ศจ.บัณฑิต  ดาแว่น 

สิ่งที่ผู้นำควรรู้

            ผู้นำ เป็นปัจจัยหลักและสำคัญในการขับเคลื่อนคริสตจักรและพันธกิจของพระเจ้าให้เติบโต เข้มแข็ง และขยายออกไปอย่างมั่นคงยั่งยืน  ผู้นำควรรับการเตรียมและเตรียมตัวเองอย่างไร  จึงจะทำให้เกิดผลสำเร็จตามเป้าหมายได้  มีข้อเสนอ 3  ด้าน  คือ  ความรู้ในพระวจนะ ความรู้รอบตัวทั่วไป และ ความรู้ในวิชาชีพ
1.  ผู้นำควรมีความรู้ด้านพระวจนะ
            หัวใจหลักของผู้นำที่เป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าจำเป็นต้องรู้ต้องมีเป็นประการแรก คือ ความรู้ ความเข้าใจใน พระวจนะของพระเจ้า  เพราะนี้เป็นแหล่งข้อมูลที่จำเป็นที่สุดในการใช้เป็นบรรทัดฐานการดำเนินชีวิต การเทศนา สั่งสอน และการดำเนินพันธกิจของพระเจ้าทุกด้าน  ผู้นำจึงจำเป็นต้องรับการอบรม ฝึกฝน ให้มีความรู้ ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในความจริงแห่งพระวจนะ  จนสามารถที่จะถ่ายถอด แบ่งปัน เผยแพร่ออกไปอย่างมีประสิทธิภาพ  สามารถให้พระวจนะเป็นอาหารหล่อเลี้ยงชีวิตของตนเอง และผู้คนที่ตนดูแลอยู่อย่างเป็นพระพรและจุใจ (คส.4.5-6)
จงให้พระวาทะของพระคริสต์ดำรงอยู่ในตัวท่านอย่างบริบูรณ์   จงสั่งสอนและเตือนสติกันด้วยปัญญาทั้งสิ้น   จงร้องเพลงสดุดีเพลงนมัสการ   และเพลงสรรเสริญด้วยใจโมทนาขอบพระคุณพระเจ้า  และเมื่อท่านจะกระทำสิ่งใดด้วยวาจาหรือด้วยกายก็ตาม   จงกระทำทุกสิ่งในพระนามของพระเยซูเจ้า   และขอบพระคุณพระบิดาเจ้า   โดยพระองค์นั้น  (คส. 3:16-17)
            ผู้นำที่เป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า ควรมีความรู้ ความเข้าใจในพระวจนะอย่างเพียงพอที่จะสามารถเทศนา สั่งสอน และถ่ายทอดออกไปอย่างมืออาชีพ  เพราะหากไม่รู้จริง ไม่เข้าใจจริง จะทำให้ประชากรของพระเจ้าหลงทาง และขาดโอกาสแห่งพระพรได้
            อย่าให้ผู้ใดหมิ่นประมาทความหนุ่มแน่นของท่าน   แต่จงเป็นแบบอย่างแก่คนที่เชื่อทั้งปวง   ทั้งในทางวาจาและการประพฤติ   ในความรัก   ในความเชื่อ   และในความบริสุทธิ์  จงใฝ่ใจในการอ่านพระคัมภีร์ในที่ประชุม   ในการเทศนาและในการสั่งสอนจนกว่าเราจะมา  อย่าละเลยความสามารถที่มีอยู่ในตัวท่าน   ซึ่งได้ทรงประทานแก่ท่านตามคำพยากรณ์   เมื่อคณะผู้ปกครองได้เอามือวางบนท่าน  จงปฏิบัติหน้าที่เหล่านี้   โดยถือเป็นชีวิตจิตใจ   เพื่อความเจริญของท่านจะได้ปรากฏแก่คนทั้งปวง  จงเอาใจใส่ทั้งตัวท่านและคำสอนของท่าน   จงยึดข้อที่กล่าวนี้ให้มั่น   เพราะเมื่อกระทำดังนั้น   ท่านจะช่วยทั้งตัวท่านเองและคนทั้งปวงที่ฟังท่านให้รอดได้  (1ทธ. 4:12-16)
            แม้ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีความสามารถและโอกาสทางการศึกษา  แต่ทุกคนสามารถเรียนรู้พระวจนะแห่งความจริงได้โดยการสอนจากพระวิญญาณได้ (ยน.16.13) เพียงแต่ต้องตั้งใจ เอาใจใส่ และทุ่มเทศึกษาอย่างสม่ำเสมอต่อไป  ดังสาวกของพระเยซูที่เมื่อได้ศึกษาเรียนรู้อยู่กับพระองค์แล้ว พวกเขากลายเป็นคนที่ผู้นำระดับสูงของสังคมในด้านศาสนาและด้านการเมืองต่างยอมรับว่า ที่เขากล่าวด้วยสติปัญญาและกล้าหาญอย่างนั้นได้เพราะเคยอยู่กับพระเยซู (กจ.4.13)
            หน้าที่และบทบาทของผู้นำคือ การเป็นผู้มีความรู้ ความเข้าใจในพระวจนะของพระเจ้า ดังนั้น ต้องหมั่นพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถดำเนินตามพระวจนะ และใช้พระวจนะอย่างสมพระเกียรติของพระเจ้าให้มากขึ้น

2.  ผู้นำควรมีความรู้รอบตัว
            นอกจากความรู้ในพระวจนะแล้ว ผู้นำยังจำเป็นต้องมีความรู้รอบตัวทั่วไปด้วย  เพื่อเป็นเครื่องมือในการศึกษาพระคัมภีร์ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น  เช่น หากรู้หลักภาษา หรือรอบรู้ภาษาต่างๆ ก็จะสามารถนำมาประกอบการศึกษาพระคัมภีร์ได้มากขึ้น เข้าใจอย่างเป็นระบบมากขึ้น  เพราะความรู้สติปัญญาทั้งสิ้นมาจากพระเจ้า และช่วยให้สามารถแยกแยะปัญญาทั้งแบบโลก และปัญญาแบบเบื้องบนได้(ยก.3.15-18)
            การมีความรู้รอบตัวนั้นยังส่งเสริมการทำงานและร่วมมือกับคนอื่นได้มากขึ้น ทำให้เข้าใจตนเองเข้าใจคนอื่น และเข้าใจงานได้ดีขึ้น  ผู้นำจึงจำเป็นต้องใช้ความรู้และสติปัญญาในการทำงานอย่างเต็มที่ 
            จงปฏิบัติกับคนภายนอกด้วยใช้สติปัญญา   โดยฉวยโอกาส (คส. 4:5) 

            สถาบันพระคริสตธรรมอาจช่วยเตรียมชีวิตของผู้รับใช้ให้พร้อมด้านความรู้พระคัมภีร์และความรู้ทั่วไปได้  ถึงเวลาที่จะต้องยกระดับการศึกษา จัดหลักสูตร จัดหาหนังสือ และสื่อที่เหมาะสมสำหรับการศึกษาค้นคว้าให้เพียงพอและได้มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับของคริสตจักรและสังคมให้มากขึ้น  ในขณะเดียวกันผู้รับใช้แต่ละคนต้องหมั่นหาโอกาส และฉวยโอกาสในการพัฒนาความรู้ของตนอยู่เสมอ เพราะการเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดชีวิต และหากสามารถได้ความรู้ และได้การรับรองอย่างทางการด้วยแล้ว ยิ่งจะเป็นประโยชน์ในการรับใช้แน่นอน
            พระเจ้าสามารถใช้คนธรรมดาสามัญอย่างเปโตรและยอห์นได้ และในขณะเดียวกันก็สามารถใช้คนที่มีความรู้สูงอย่างเปาโลได้เช่นกัน


3.  ผู้นำควรมีความรู้ด้านวิชาชีพ
            ภาวะ  "ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด" อาจเกิดขึ้นได้หากไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้และก่อให้เกิดผลผลิตที่กลับมาหล่อเลี้ยงชีวิตทั้งฝ่ายร่างกายและฝ่ายจิตวิญญาณได้อย่างเหมาะสม  ความน่าจะเป็นสำหรับบรรดาผู้รับใช้พระเจ้า คือ เขาควรจะได้รับการเลี้ยงดูจากสิ่งที่ได้ทำ  ดังพระวจนะที่สอนว่า ... เพราะพระคัมภีร์กล่าวว่า   อย่าเอาตะกร้อครอบปากวัว  เมื่อมันกำลังนวดข้าวอยู่   และคนงานสมควรจะได้รับค่าจ้างของตน (1ทธ. 5:18)  ผู้ที่รับคำสั่งสอนควรตอบสนองต่อผู้ดูแลฝ่ายวิญญาณอย่างเหมาะสมเช่นกัน (รม16.23)  ...ทำนองเดียวกัน   องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงบัญชาไว้ว่า   คนที่ประกาศข่าวประเสริฐควรได้รับการเลี้ยงชีพด้วยข่าวประเสริฐนั้น   (1คร. 9:13)  แต่ในความเป็นจริงของคริสตจักรไทยยังไม่สามารถปฏิบัติเช่นนั้น อันเนื่องมาจากการขาดกำลังและขาดความเข้าใจของคริสตจักร  และในอีกด้านมีผู้รับใช้จำนวนหนึ่งที่ยินดีประกอบวิชาชีพเพื่อเลี้ยงดูตนเอง  ดังตัวอย่างในพระคัมภีร์ด้วยเช่นกัน
            ประเด็นสำคัญคือ คริสตจักรเล็กที่มีสมาชิกไม่มากแม้จะมีความเข้าใจและตั้งใจที่เลี้ยงดูผู้รับใช้แต่ไม่สามารถทำได้  จากข้อมูลพบว่า  โดยเฉลี่ยแล้วคริสตจักรจะต้องมีสมาชิกจำนวน 70 คนขึ้นไป จึงจะสามารถรับผิดชอบศิษยาภิบาลได้  แต่หากสถานการณ์และสภาพความหนาแน่นของประชากรไม่สามารถทำอย่างนั้นได้  ทางรอดและทางออกของผู้รับใช้ คือ ต้องสามารถประกอบวิชาชีพด้วยตนเอง เพื่อยังสามารถรับใช้พระเจ้าอย่างเต็มที่ต่อไปได้  การรับใช้ไม่ใช่แค่การเทศนา การสอน แต่ยังหมายถึงการทำทุกอาชีพ ทุกสถานะ ก็เป็นการรับใช้เช่นเดียวกัน !   หากต้องการทำหน้าที่ในการ อธิษฐาน การเทศนา การสั่งสอนพระวจนะโดยตรงในคริสตจักรอย่างเต็มที่ เต็มกำลัง  จำเป็นที่จะต้องมีวิชาชีพติดตัวด้วยดีที่สุด
            ผู้นำ ที่มีความรู้ด้านวิชาชีพด้วยนั้น นอกจากจะช่วยดูแลตนเองและครอบครัวได้แล้ว ยังส่งผลให้สามารถช่วยเหลือผู้อื่น  เข้าใจสมาชิกคริสตจักร และคนอื่นได้มากขึ้น ทั้งสามารถเทศนา สอน หนุนใจ ให้คำแนะนำผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสม
           
นี่คือทางออก ! และทางรอดหนึ่ง ของผู้นำที่เป็นผู้รับใช้ที่ไม่มีใครให้การสนับสนุนอย่างเพียงพอ จึงขอฝากผู้นำที่จะพัฒนาตนให้พร้อมในทุกด้าน ทั้งฝากข้อคิดถึงสถาบันที่กำลังเตรียมผู้รับใช้ โปรดพิจารณาจัดหลักสูตรที่เหมาะสมกับสถานการณ์  คือ   หนึ่ง ด้านพระวจนะ  ต้องให้ความรู้ในพระคัมภีร์และศาสนศาสตร์ สามารถเทศนา สั่งสอน ประกาศ และทำการอย่างมืออาชีพ  สอง ด้านความรู้สามัญหรือความรู้รอบตัว เพื่อสร้างความเข้าใจตน เข้าใจคนอื่น และเข้าใจงานมากขึ้น และ สาม ด้านวิชาชีพ ให้สามารถมีช่องทางทำกินเพื่อเสริมรายได้หรือเป็นช่องทางสร้างสัมพันธ์

ทั้งนี้เพื่อคริสตจักรและพันธกิจของพระเจ้า  เพื่อผู้รับใช้และประชากรของพระองค์ จะมีชีวิตที่จำเริญขึ้น มีความเข้มแข็ง เติบโต และขยายออกไปอย่างมั่นคงยั่งยืน

(ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต)

18 พฤศจิกายน 2558

"เปลี่ยนเรื่องยุ่ง ให้รุ่งเรือง" โดย ศจ.บัณฑิต ดาแว่น

            คิดอย่างบัณฑิต  โดย ศจ.บัณฑิต  ดาแว่น

สิ่งที่ผู้นำควรเป็น :  
เปลี่ยนเรื่องยุ่ง ให้รุ่งเรือง

            โอย! ทำไมมีเรื่องยุ่งๆ วุ่นวาย หลายอย่างต้องทำ ต้องเสร็จ ต้องเป็น ต้องมี แต่เวลา สถานการณ์ไม่เอื้อเลยนะ ทุกอย่าง ทุกงาน ดูฉุกละหุก วุ่นวายไปหมด... คุณเคยรู้สึก เคยเป็นอย่างนี้ หรือ เคยเห็นใครเป็นอย่างนี้หรือไม่ ?  ทำอย่างไรดี มีสาเหตุจากอะไร ติดตามดูนะครับ...
            ปัญหาเช่นที่ยกมาล้วนยังเป็นปัญหา หรือ เคยเป็นปัญหาของผู้รับใช้หลายต่อหลายคน รวมทั้งคุณและผมด้วยหากไม่ทำความเข้าใจให้ดี  เพื่อจะก้าวสู่อิสระในการทำงานอย่างมีความสุข และก่อให้เกิดประโยชน์ ประสิทธิภาพ และประสิทธิผลอย่างสูงสุด เท่าที่จะทำได้  ขอเสนอแนวทางในการ เปลี่ยนเรื่องยุ่ง ให้รุ่งเรือง  โดยมีสิ่งที่ผู้นำควรเป็น ดังนี้...
1.  ต้องเป็นผู้บริหารที่ดี
            ปัญหาของผู้นำ ผู้รับใช้หลายคน คือ ไม่มีการบริหารจัดการที่ดี นั่นเอง !   การบริหารจัดการในที่นี่ หมายถึง  การรู้จักจัดแบ่งงาน แบ่งเวลา แบ่งหน้าที่ แบ่งทรัพยากรอย่างเหมาะสม  โดยเฉพาะผู้รับใช้มือใหม่ หรือ แม้แต่มือเก่าที่ไม่พัฒนาก็อาจเจอปัญหาเช่นกัน  ยิ่งงานพันธกิจการรับใช้ที่ไม่มีเจ้านายที่เป็นมนุษย์คอยออกคำสั่งได้อย่างแท้จริง  เพราะเจ้านายที่อยู่เบื้องบนผู้ทรงอำนาจที่แท้จริงนั้น เราไม่อาจมองด้วยตา และไม่อาจได้ยินด้วยเสียงปกติ จึงเป็นเรื่องไม่ง่ายที่คนงานของพระองค์จะรู้ว่าควรทำสิ่งใด ก่อนหลัง หรือ จัดแบ่ง แยกแยะอย่างไรดี  ด้วยเหตุนั้น ผู้รับใช้หลายท่านจึงไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี หรือ มีอะไรต้องทำบ้าง  ยิ่งปล่อยให้วันเวลาผ่านไป อันตรายที่ไม่คาดคิดก็มาเยือน เพราะงานนั้นควรทำ ควรเสร็จแล้ว แต่กลับยังไม่เริ่ม หรือ งานที่ควรเกิดกลับไม่เกิด งานที่สำคัญไม่ทำ แต่กลับไปทำสิ่งที่ไม่จำเป็น เป็นต้น  บางคนมองจากภายนอก ดูเหมือนทำตัวยุ่ง วิ่งไปวิ่งมา ลุกลี้ลุกลน หากดูผิวเผินอาจคิดได้ว่ากำลังยุ่งงานอยู่ แต่ความจริงคือ บริหารงานไม่เป็น จึงจับต้นชนปลายไม่ถูก สิ่งนั้นก็ดูเหมือนรีบ สิ่งนี้ก็เร่ง จึงเคร่งเครียด และกังวล สาระวนจนสับสนไปหมด  ซึ่งความจริงแล้ว หากรู้จักวางแผน จัดระบบ จัดคน แบ่งงาน จัดการประสาน อำนวยการให้เหมาะสม เรื่องที่กำลังทำให้ยุ่งโดยไม่จำเป็นนั้น ก็กลายเป็นเรื่องปกติได้  ดังนั้น หากคุณรู้สึกว่าทำไมมันยุ่งอย่างนี้ ? ลองคิดดูว่ามีการบริหารจัดการที่ดีหรือยัง ? ในทางตรงกันข้าม หากคุณว่างจนไม่รู้จะทำอะไรดี มีอะไรให้ทำก็ไม่รู้  จงถามเช่นเดียวกันว่า คุณมีการบริหารจัดการที่ดีหรือไม่ ? เพราะหากมีการบริหารจัดการที่ดี จะไม่ทำให้ยุ่งจนวุ่นวาย และไม่ว่างจนวุ่นวนแน่นอน 
            ขอแนะนำว่า นอกจากศึกษาพระคัมภีร์ ที่คอยชี้แนะการบริหารอยู่มากมาย ทั้งให้คุณแก่ฝ่ายจิตวิญญาณอย่างชำนาญแล้ว ขอให้ลองอ่านหนังสือหลักการบริหารที่มีอยู่ทั่วไปด้วยก็จะช่วยได้มากขึ้นนะครับ เพราะสติปัญญาทุกอย่างล้วนมาจากพระเจ้า แต่จงเลือกปัญญาที่มาจากเบื้องบนที่ก่อให้เกิดความสงบสุขและประโยชน์ยิ่งต่อชีวิตตนและคนอื่น ดังที่ท่านยากอบบันทึกไว้... 17แต่ปัญญาจากเบื้องบนนั้นบริสุทธิ์เป็นประการแรก   แล้วจึงเป็นความสงบสุข   สุภาพและว่าง่าย   เปี่ยมด้วยความเมตตาและผลที่ดี   ไม่ลำเอียง   ไม่หน้าซื่อใจคด 18ผู้สร้างสันติสุข   หว่านอย่างสันติ   จึงได้เกี่ยวความชอบธรรม (ยากอบ 3.17-18)
2.  ต้องเป็นผู้ประสานงานที่ดี
            ปัญหาอีกอย่างสำหรับผู้รับใช้มือใหม่ คือ การขาดแคลนผู้ร่วมงาน ซึ่งความจริงแล้ว ไม่เพียงแต่ผู้รับใช้มือใหม่ แต่ผู้รับใช้ส่วนใหญ่อาจเห็นด้วยกันว่า ขาดคนงาน และหลายคนมักยอมจำนนอยู่เพียงเท่านี้ เพราะเข้าใจว่านี่เป็นสิ่งที่พระเยซูกล่าวไว้ว่า ...“ข้าวที่ต้องเกี่ยวนั้นมีมากนักหนา แต่คนงานยังน้อยอยู่ (มัทธิว 9.37) เพราะฉะนั้นอย่าบังอาจทำอย่างอื่นเลย เพราะยังไงๆ คนงานไม่พอ  แต่หากอ่านพระคัมภีร์ให้ดีต่อไปจะพบว่า มัทธิวบทที่ 9 ข้อ 38 พระเยซูตรัสต่อไปว่า ...เพราะฉะนั้นท่านจงอ้อนวอนพระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าของนา ให้ทรงส่งคนงานมาเก็บเกี่ยวพืชผลของพระองค์”  คือให้เราทำหน้าที่แก้ปัญหาการขาดคนงานนี้โดย  หนึ่ง.. แจ้งให้เจ้าของนา (งาน) ทราบ  ซึ่งนั่นก็หมายถึง องค์พระเจ้าผู้เป็นเจ้าของสรรพสิ่ง และงานทั้งมวลที่คุณและผมกำลังรับผิดชอบ  ไม่ใช่เราเป็นเจ้าของ เราเป็นเพียงผู้รับใช้ที่รับผิดชอบงานของพระเจ้า  จึงจำเป็นต้องรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้พระองค์ทราบ ด้วยการอธิษฐานอ้อนวอน ไม่ใช่ต่อว่า บ่น หรือ ประชดประชันว่า ให้งานมาเยอะแยะแต่ไม่ให้ค่าตอบแทน หรือ คนงานที่เพียงพอ อะไรอย่างนี้เป็นต้น  สอง.. ขอพระเจ้าส่งคนงานของพระองค์มาช่วย ขอย้ำอีกครั้งว่า "คนงานของพระเจ้า" ไม่ใช่คนงานของเรา หรือลูกน้องของเรา แต่ เป็นคนงานของพระเจ้า เช่นเดียวกับเรานั่นแหละ  ดังนั้น การที่คุณเคยคิดว่า "คนงานน้อย" อยู่นั้น ไม่ได้หมายความว่า "ไม่มีคนงาน" แค่ "มีน้อย" ไม่ใช่ "ไม่มี"  เมื่อเข้าใจอย่างนี้จะทำให้คิดต่อไปได้ว่าจะทำอย่างไร  หากคนงานในบริเวณที่คุณอยู่มีน้อย นั่นอาจจะมีแหล่งอื่นที่มีคนงานที่สามารถมาช่วยคุณก็ได้  เพียงแต่หน้าที่ของคุณคือ เงยหน้าขึ้น หันมองรอบตัวและมองไปรอบทิศ  เพื่อคิดถึง คนงานของพระเจ้า ที่กำลังต้องการร่วมงานของพระองค์กับคุณ  โดยการติดต่อสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ และประสานงานไปยังคนเหล่านั้น เพื่อให้เขารับรู้และเข้าใจ รวมทั้งมีภาระใจที่จะมีส่วนในการรับใช้ในทุ่งนาของพระเจ้า  ซึ่งหากทำความเข้าใจให้ดีแล้ว จะพบว่า มีคน มีหน่วยงาน มีองค์กร มีคริสตจักรอีจำนวนมากที่อยากหาโอกาสในการรับใช้ อยากส่งคน ส่งทีมไปทำงานตามที่ต่างๆ อยู่แล้ว  บางแห่งนอกจากให้คนแล้วยังยินดีให้สิ่งของ อุปกรณ์ เงิน และอื่นๆ อีก  เพียงแต่คุณรู้หรือไม่ว่าคนงานเหล่านั้นอยู่ที่ไหน และจะติดต่ออย่างไรเท่านั้นเอง !  หากไม่รู้จะเริ่มตรงไหน แนะนำให้เปิดหนังสือไดเรคเตอรี่คริสเตียนไทย หรือแม้แต่สมุดหน้าเหลืองก็ยังช่วยได้  สามารถค้นผ่านทางอินเตอร์เน็ตได้  แต่หากอยากให้เกิดการประสานที่ใกล้ชิด ติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง ไว้ใจได้ เข้าใจงาน เข้าใจคนตามที่คุณต้องการอย่างแท้จริง ต้องเริ่มจากการสร้างสัมพันธ์ ประสานเครือข่าย และขยายความจริงของพระเจ้าออกไปด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ก็จะพบว่าไม่ขาดคนงานของพระเจ้าเลย แม้จะมีน้อย แต่ยืนยันว่า ยังมีอยู่ นอกจากอ้อนวอนพระเจ้าแล้ว  คุณได้ประสานงานถึงเขาหรือยัง ? ทำให้ครบถ้วนนะครับ

            งานของพระเจ้าจะทำให้ยุ่ง หรือ ทำแล้วรุ่งนั้น ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับคุณและผมแล้วว่าได้เป็นในสิ่งที่ควรเป็น คือ  เป็นผู้บริหารและผู้ประสานที่ดีแล้วหรือยัง  ลองคิดดูนะครับ !

            มาช่วยกันเปลี่ยนเรื่องที่คิดว่า "ยุ่ง" ให้เป็นเรื่อง "รุ่ง" กันดีกว่านะครับ

(ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต)

29 ตุลาคม 2558

สิ่งที่ผู้นำควรมี..(2) โดย ศจ.บัณฑิต ดาแว่น

สิ่งที่ผู้นำควรมี... (2)
โดย ศจ.บัณฑิต  ดาแว่น

ตอนที่  2.  
ผู้นำควรมีความเข้าใจ

            "ความเข้าใจ"  เป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ผู้นำสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล  เพราะหากขาดความเข้าใจที่ถูกต้องแล้วอาจนำไปสู่ความเสียหายได้
16ผู้ใดที่หันเหไปจากทางแห่งความเข้าใจ  
  จะพักอยู่ในที่ประชุมของคนตาย
   Proverbs 21:16
ผู้นำสามารถได้รับความเข้าใจได้โดย ความยำเกรงพระเจ้าและทำตามพระดำรัสของพระองค์
10ความยำเกรงพระเจ้าเป็นที่เริ่มต้นของ สติปัญญา  
 บรรดาผู้ที่ปฏิบัติตามก็ได้ความเข้าใจดี  
 การสรรเสริญพระเจ้า  ดำรงอยู่เป็นนิตย์
Psalms 111:10
นอกจาการศึกษาค้นคว้า เพื่อจะได้ความรู้ ความเข้าใจแล้ว  พระเจ้ายังเปิดทางให้รับสติปัญญาจากพระองค์โดยตรง  ...ถ้าผู้ใดในพวกท่านขาดสติปัญญา   ก็ให้ผู้นั้นทูลขอจากพระเจ้า   ผู้ทรงโปรดประทานให้แก่คนทั้งปวงด้วยพระกรุณาและมิได้ทรงตำหนิ   แล้วผู้นั้นก็จะได้รับสิ่งที่ทูลขอ James 1:5
            ผู้นำควรมีความเข้าใจในเรื่องอะไรบ้าง  สิ่งที่สำคัญที่ผู้นำควรมีความเข้าใจเพื่อจะนำไปสู่การนำคริสตจักรและการรับใช้ในพันธกิจ  ได้แก่  ความเข้าใจตน  เข้าใจคน และ เข้าใจงาน
            "เข้าใจตน"  ผู้นำควรมีความเข้าใจตนเอง ว่า ตนเองเป็นใคร  มีนิมิต  ของประทาน ความสามารถ และภาระใจอย่างไรบ้าง  เพื่อจะวางตนเองในบทบาท ในหน้าที่ที่เหมาะสม  เพราะแต่ละคนนั้นมีความแตกต่าง  ไม่ใช่ว่าเพราะใครดีกว่าใคร แต่เป็นใครเหมาะสมกว่าใครต่างหาก  พระเจ้าสร้างแต่ละคนให้มีเอกลักษณ์เฉพาะ  ดังนั้น ผู้นำจึงจำเป็นต้องค้นพบตนเองให้เจอ ทำความเข้าใจให้ได้  เพราะ...ในบ้านใหญ่หลังหนึ่งๆ  มิได้มีแต่ภาชนะทองและเงินเท่านั้น   แต่มีภาชนะไม้และภาชนะดินด้วย   บ้างก็เพื่อศิลปะ   และบ้างก็สามัญ 21ถ้าผู้ใดชำระตัวให้พ้นจากสิ่งที่ไม่มีค่า   เขาก็จะเป็นภาชนะที่มีค่า   ซึ่งชำระให้บริสุทธิ์แล้ว   เหมาะที่เจ้าของเรือนจะใช้ให้เป็นประโยชน์   พร้อมกับการดีทุกอย่าง (II Timothy 2:20)
ของประทานของพระองค์   ก็คือให้บางคนเป็นอัครทูต   บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ   บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ   บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์ 12เพื่อเตรียมธรรมิกชนให้เป็นคนที่จะรับใช้   เพื่อเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ให้จำเริญขึ้น Ephesians 4:11-12
            "เข้าใจคน"  ผู้นำควรมีความเข้าใจคน  เพราะจำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับผู้คนจำนวนมาก ที่มีความแตกต่างหลากหลาย  ผู้นำจึงจำเป็นต้องศึกษาลักษณะชีวิตของคนให้เข้าใจ เพื่อจะสร้างความสัมพันธ์ อันจะนำไปสู่การช่วยเหลือ การเสริมสร้าง การนำคนเหล่านั้นให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า  โดยเฉพาะในคริสตจักรนั้นย่อมจะมีคนหลายประเภท แตกต่างกันทั้ง เพศ วัย การศึกษา ฐานะ อาชีพ ภาษา เผ่าพันธุ์ และอื่นๆ นั้นหมายความว่า ผู้นำต้องพร้อมที่จะเผชิญกับคนทุกประเภทอย่างชาญฉลาด จึงจะสามารถนำคริสตจักรและพันธกิจไปสู่เป้าหมายได้  ตัวอย่างอาจารย์เปาโลท่านได้เรียนรู้ในการเข้าถึงผู้คนแต่ละประเภท  โดยไม่สูญเสียความเป็นตัวตนที่แท้จริง และไม่สูญเสียหลักการที่ถูกต้องไป เพื่อช่วยคนเหล่านั้นให้รู้จักพระเจ้า 
19เพราะถึงแม้ว่าข้าพเจ้ามิได้อยู่ในบังคับของผู้ใด   ข้าพเจ้าก็ยังยอมตัวเป็นทาสรับใช้คนทั้งปวง   เพื่อจะได้ชนะใจคนมากยิ่งขึ้น 20ต่อพวกยิวข้าพเจ้าก็เป็นยิว   เพื่อจะได้พวกยิว   ต่อพวกที่อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ   ข้าพเจ้าก็เป็นเหมือนคนอยู่ใต้ธรรมบัญญัติ   (แต่ตัวข้าพเจ้ามิได้อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ)   เพื่อจะได้คนที่อยู่ใต้ธรรมบัญญัตินั้น 21ต่อคนที่อยู่นอกธรรมบัญญัติข้าพเจ้าก็เป็นคนนอกธรรมบัญญัติ   เพื่อจะได้คนที่อยู่นอกธรรมบัญญัตินั้น   แต่ข้าพเจ้ามิได้อยู่นอกพระบัญญัติของพระเจ้า   แต่อยู่ใต้พระบัญญัติแห่งพระคริสต์ 22ต่อคนอ่อนแอข้าพเจ้าก็เป็นคนอ่อนแอเพื่อจะได้คนอ่อนแอ   ข้าพเจ้ายอมเป็นคนทุกชนิดต่อคนทั้งปวง   เพื่อจะช่วยเขาให้รอดได้บ้างโดยทุกวิถีทาง 23ข้าพเจ้าทำอย่างนี้   เพราะเห็นแก่ข่าวประเสริฐเพื่อข้าพเจ้าจะได้มีส่วนในข่าวประเสริฐนั้น   I Corinthians 9:20-23
            ผู้นำที่เข้าใจคนที่อยู่รอบข้างและคนอื่นที่เกี่ยวข้อง จะเป็นโอกาสที่จะช่วยคนเหล่านั้นให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของคริสตจักรและพันธกิจมากขึ้น  ซึ่งอาจต้องลงทุน ลงเวลา ลงความใส่ใจในผู้คนเหล่านั้น เพื่อจะช่วยเขาหรือเรียนรู้จากพวกเขาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ  ดังพระเยซูเมื่อทรงเสด็จไปตามเขตเมืองและชนบท พระองค์ทรงเข้าใจผู้คนเหล่านั้น เข้าใจสถานการณ์ และยังเข้าใจสาวกของพระองค์ที่ต้องเผชิญสถานการณ์นั้นด้วย  จึงเป็นเหตุให้พระองค์แนะนำทางออกที่เหมาะสมว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป  ดังที่บันทึกไว้ว่า.. 35พระเยซูจึงเสด็จดำเนินไปตามนครและหมู่บ้านโดยรอบ   ทรงสั่งสอนในธรรมศาลาของเขา   ประกาศข่าวประเสริฐ   แห่งแผ่นดินของพระเจ้า   ทรงรักษาโรคและความป่วยไข้ทุกอย่างของพลเมืองให้หาย 36และเมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นประชาชนก็ทรงสงสารเขา   ด้วยเขาถูกรังควานและไร้ที่พึ่งดุจฝูงแกะไม่มีผู้เลี้ยง 37แล้วพระองค์ตรัสกับพวกสาวกของพระองค์ว่า   “ข้าวที่ต้องเกี่ยวนั้นมีมากนักหนา   แต่คนงานยังน้อยอยู่ 38เหตุนั้นพวกท่านจงอ้อนวอนพระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าของนา   ให้ส่งคนงานมาเก็บเกี่ยวพืชผลของพระองค์”  Matthew 9:35-38
            การที่จะเข้าใจคนอื่นนั้น พระเยซูทรงออกไปหาพวกเขาในทุกที่ที่เขาอาศัยอยู่ ทั้งในเขตเมืองใหญ่ และหมู่บ้านในชนบทเล็กๆ   พระเยซูคริสต์ทรงเข้าไปศึกษาชีวิตผู้คนหลากหลายประเภทและเข้าใจพวกเขาอย่างลึกซึ้ง  หากผู้นำนั่งคิด วางแผนอยู่แต่ในห้องทำงานคงไม่อาจทำความเข้าใจผู้คนได้  จึงจำเป็นที่จะต้องออกไปพบปะผู้คนเพื่อจะรู้จัก เข้าใจอย่างแท้จริง  ดังพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานให้เป็นพระราโชบายในการแก้ไขปัญหาว่า "เข้าถึง เข้าใจ พัฒนา"
            พระเยซูออกไปพบผู้คนอย่างมีเป้าหมาย  ทรงให้ความรู้   ความเข้าใจ ให้การรักษา ช่วยเหลือผู้คนเหล่านั้นตามความเหมาะสมแต่ละสภาพของชีวิต  ด้วยพระทัยที่เปี่ยมด้วยพระเมตตาสงสาร เพราะพระองค์เข้าใจความยากลำบาก อุปสรรค์ปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้คน  ทรงอยู่เคียงข้างเขา ฟังความต้องการของเขา และตอบสนองต่อความจำเป็นอย่างเร่งด่วน และช่วยให้เขามองการณ์ไกลต่อไปได้ด้วย
            เมื่อออกไปพบผู้คน พระเยซูทรงรู้สถานการณ์ รู้ปริมาณความต้องการของคน ซึ่งพบว่า มีคนจำนวนมาก มีคนที่เจ็บป่วย มีคนที่ไร้ที่พึ่ง ถูกรังควาน และขาดคนผู้ดูแล  พระองค์ทรงเข้าใจสถานการณ์ของชุมชน ในขณะเดียวกันทรงเข้าใจสถานการณ์ของสาวก หรือคนงานของพระองค์ที่มีจำนวนน้อยกว่าปริมาณความต้องการของคนในชุมชน
            พระเยซูทรงแนะนำทางออกของการแก้ไขปัญหาทั้งของผู้คนในชุมชนและคนงานของพระองค์  โดยให้อธิษฐานวิงวอนพระเจ้า ผู้เป็นเจ้าของสรรพสิ่งทั้งปวง เพื่อส่งคนงานมาเพิ่ม  เพราะทรงเข้าใจดีว่าสถานการณ์เช่นนี้เกินกำลังของมนุษย์  หากผู้นำเข้าใจเช่นนี้ก็จะมีความหวังและทางออกที่ดีในการทำงานได้เช่นกัน
            "เข้าใจงาน"  ผู้นำควรมีความเข้าใจในงานที่ตนเองรับผิดชอบ  เพื่อจะสามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจตามมาได้มากขึ้น  แม้ว่าความสำเร็จหรือการเกิดผลเป็นของพระเจ้าที่มนุษย์ไม่อาจกำหนดได้ แต่หากผู้นำเข้าใจลักษณะงาน วิธีการทำงาน ขั้นตอน กระบวนการ ของการดำเนินงานอย่างเหมาะสมก็จะสามารถนำพาคริสตจักรและพันธกิจไปสู่เป้าหมายได้  หากย้อนกลับไปทบทวนตัวตนว่าเป็นใคร มีนิมิต และของประทานอะไร เหมาะสมกับงานประเภทไหน และยิ่งมีความเข้าใจผู้คน หรือกลุ่มเป้าหมายอย่างถ่องแท้ก็เป็นองค์ประกอบที่ทำให้ผู้นำสามารถทำงานได้อย่างดีและมีความสุขยิ่งขึ้น  ดังที่พระเยซู เข้าใจงานของตนว่ามาเป็นพระผู้ไถ่(มก10.45)  ยอห์นบัพติสมาเข้าใจว่างานของตนคือการเตรียมทางให้พระคริสต์ (ยน.1.22-23) เปาโลเข้าใจงานในการประกาศกับคนต่างชาติ(รม11.13; 15.16) เป็นต้น


            คริสตจักรและพันธกิจของพระเจ้าในประเทศไทย ต้องการผู้นำที่มีหัวใจ และมีความเข้าใจเป็นจำนวนมาก  ที่จะเข้ามาช่วยกันทำงานในทุ่งนาอันกว้างใหญ่นี้  จึงต้องหาวิธีในการสร้างผู้นำ เตรียมชีวิตผู้นำ ส่งเสริมและสนับสนุนผู้นำที่มีหัวใจและความเข้าใจเช่นนี้อย่างเป็นระบบให้มากขึ้น เพื่อแผ่นดินของพระเจ้าจะตั้งอยู่ในชีวิตของคนไทย และพวกเขาจะหันมารับใช้พระองค์ร่วมกันต่อไป

(ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต)

22 ตุลาคม 2558

สิ่งที่ผู้นำควรมี... (1) โดย ศจ.บัณฑิต ดาแว่น

คิดอย่างบัณฑิต โดย  ศจ.บัณฑิต  ดาแว่น  

สิ่งที่ผู้นำควรมี... (1)
ผู้นำ เป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนคริสตจักรและพันธกิจของพระเจ้าให้ก้าวต่อไปอย่างเข้มแข็ง มั่นคง และกว้างไกล  ผู้นำควรมีอะไรจึงจะทำให้คริสตจักรเข้มแข็งอย่างยั่งยืน...
ตอนที่ 1...ผู้นำควรมีหัวใจ
            ผู้นำที่มี "หัวใจ"  หมายถึง การมีชีวิตที่พระเจ้าพอพระทัย  โดยการมอบชีวิตจิตใจให้แก่พระองค์  ดังพระวจนะที่สอนว่า... 1พี่น้องทั้งหลาย   ด้วยเหตุนี้โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณาของพระเจ้า   ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่านทั้งหลายให้ถวายตัวของท่านแด่พระองค์   เพื่อเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอันบริสุทธิ์และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า   ซึ่งเป็นการนมัสการโดยวิญญาณจิตของท่านทั้งหลาย  Romans 12:1
            หัวใจของผู้นำควรอยู่ที่พระเจ้า และมีลักษณะชีวิตที่เป็นดังพระทัยของพระองค์  อันประกอบไปด้วย   ความรัก   ความปลาบปลื้มใจ   สันติสุข   ความอดกลั้นใจ   ความปรานี   ความดี   ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนน้อม   การรู้จักบังคับตน   และเรื่องอื่นๆ ที่ดีตามหลักการของพระวจนะ (กท.5.22-23)  เช่น การมีหัวใจที่เชื่อฟัง หัวใจที่กล้าหาญ  เป็นต้น
            คุณลักษณะชีวิตที่ผู้นำควรมีนั้น ส่วนใหญ่ไม่อาจเกิดขึ้นเองโดยอัติโนมัติ แต่ต้องอาศัยการอบรมฝึกฝน พัฒนา ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไข อย่างต่อเนื่อง  ทั้งส่วนที่อยู่ภายใน คือ อุปนิสัย และส่วนที่มองเห็นภายนอก คือ บุคลิกลักษณะที่พึงประสงค์  พระเยซูคริสต์ ทรงเป็นต้นแบบในการเตรียมชีวิตของสาวกที่กลายมาเป็นผู้นำคนสำคัญในคริสตจักรและพันธกิจของพระเจ้า  พระองค์ทรงทุ่มเท ทั้งกายและใจ ให้เวลา ให้โอกาส ให้แบบอย่าง ให้แนวทาง การดำเนินชีวิต จากพวกเขาที่เป็นชนชั้นสามัญ จนกลายเป็นคนที่ใช้การได้อย่างไม่มีขอบเขตจำกัด ดังที่ปรากฏในการบันทึกที่ว่าผู้นำทางศาสนาและทางการเมืองในเวลานั้นยอมรับว่าสาวกของพระเยซูเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง...  เมื่อเขาเห็นความกล้าหาญของเปโตรกับยอห์น   และรู้ว่าท่านทั้งสองขาดการศึกษาและเป็นคนสามัญ   ก็ประหลาดใจ   แล้วสำนึกว่าคนทั้งสองเคยอยู่กับพระเยซู (กจ.4.13)
            พระวจนะของพระเจ้ายืนยันว่าพระเยซูคริสต์สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนที่ยอมมอบหัวใจให้พระองค์ครอบครองให้เป็นคนที่ใช้การได้ โดยพระองค์จะทรงขจัดของเก่าที่ไม่ดีออก และประทานสิ่งใหม่ที่ดีกว่าให้ แต่ทั้งนี้ต้องพึ่งอำนาจของพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ที่สามารถสร้างและเปลี่ยนชีวิตได้  โดยให้ผู้นั้นยอมรับการเปลี่ยนแปลง และยอมกลับคืนดีกับพระเจ้าทางพระเยซู คือ หันจากความบาปชั่ว มามอบตัวและหัวใจยินดีอยู่ฝ่ายพระเจ้า ด้วยใจที่สำนึกผิดในพระคุณของพระองค์
เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์   ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว   สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป   นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น 18ทั้งสิ้นนี้เกิดมาจากพระเจ้า   ผู้ทรงให้เราคืนดีกันกับพระองค์ทางพระเยซูคริสต์   และทรงโปรดประทานให้เรามีพันธกิจเรื่องการคืนดีกัน  II Corinthians 5:17-18
            คริสตจักรต้องการผู้นำที่มีหัวใจเช่นนี้ เพื่อจะนำคริสตจักรและพันธกิจของพระองค์ก้าวหน้า ก้าวไกล มั่นคงยั่งยืนอย่างแท้จริง

            ติดตามตอนต่อไป...
                                                                                                                            (ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต)