12 พฤษภาคม 2564

Dead Sea : ทะเลที่ไม่มีวันจืด โดย บัณฑิต ดาแว่น


คิดอย่างบัณฑิต

ข้อคิดจากอิสราเอล

Dead Sea  : ทะเลที่ไม่มีวันจืด

โดย บัณฑิต  ดาแว่น

การเดินทางไปตามรอยพระคัมภีร์ที่ประเทศอิสราเอล  แผนการเดินทางส่วนหนึ่งนั้นจะขาดเรื่องราวทะเลตายไปไม่ได้ 

        Dead Sea  “ทะเลตาย” บ้างก็เรียกว่า  “ทะเลมรณะ”  หรือ “ทะเลเกลือ”  เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่มีความเข้มข้นสูง จนชนิดที่ว่าเราสามารถลงไปนอนลอยตัวและอ่านหนังสือได้ โดยไม่จมลงมิดตัว  ส่วนจะมีวิธีการและประสบการณ์ที่ลงไปด้วยตัวเองของผมอย่างไรบ้าง ติดตามกันต่อไปนะครับ

คณะของเราร้อยกว่าชีวิต ยังพักอยู่ที่โรงแรมในเมืองเบธเลเฮมที่ชื่อว่า Manger Square Hotel เป็นโรงแรมน่าจะระดับสามถึงสี่ดาว  อยู่ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวทั้งห้างสรรพสินค้า และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อย่าง โบสถ์ที่เชื่อว่าเป็นสถานที่ประสูติของพระเยซู  สถานที่คนเลี้ยงแกะได้รับการแจ้งข่าวจากทูตสวรรค์ให้ไปดูพระผู้ช่วยให้รอดมาประสูติ เป็นต้น ชื่อโรงแรม Manger คือ รางหญ้า เขาคงจะตั้งชื่อตามเหตุการณ์ที่มารีย์และโยเซฟใช้เป็นที่รองรับพระกุมารเยซูในวันที่ประสูติ ตามการบันทึกของพระคัมภีร์ว่า โยเซฟและมารีย์ต้องเดินทางจากเมืองนาซาเร็ธซึ่งอยู่ทางเหนือของอิสราเอล ต้องเดินทางลงมายังบ้านเกิดเมืองนอนตามคำสั่งของจักรพรรดิซีซาร์ ออกัสตัส แห่งโรม ที่ออกคำสั่งให้มีการจดทะเบียนสำมโนครัวทั่งทั้งแผ่นดิน เพื่อสำรวจประชากรและเก็บภาษี (ลูกา 2.1-7)  ผู้คนจำนวนมากต้องเดินทางเพราะคำสั่งนี้ ขณะที่มารีย์ท้องแก่แล้ว แต่ต้องเดินทางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ระยะทางจากนาซาเร็ธถึงเบเลเฮมประมาณ 160 กิโลเมตร อาจต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์สำหรับคนปกติที่เดินเท้าและอาศัยสัตว์เป็นพาหนะ ส่วนคนท้องแก่จะยากลำบากแค่ไหนต้องจินตนาการดูนะครับ ประกอบกับ สภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขาโขดหิน หนทางขึ้นลง คดเคี้ยวเลี้ยวลด มีทางสูงชัน และทางเปลี่ยวอันตรายรอบข้างทั้งจากสัตว์ป่าและโจรผู้ร้าย สุดท้ายมาถึงเบธเลเฮม แต่หาที่พักไม่ได้ จึงต้องอาศัยบริเวณคอกสัตว์ ซึ่งอาจเป็นโพรงถ้ำที่ปรับมาใช้ประโยชน์ของคนท้องถิ่น 

พูดถึงโรงแรมที่นี่ ต้องเล่าเรื่องอาหารการกินสักนิด  ทุกเช้าจะจัดอาหารแบบฟุบเฟ่ หลากหลายชนิด แน่นอนเป็นอาหารสไตน์ตะวันออกกลาง อิสราเอล และ อาหรับ ที่เต็มไปด้วย นม เนย ซีส เนื้อวัว เนื้อแพะ   ไก่ และปลาสารพัด ที่ขาดไม่ได้คือผัก ผลไม้จากท้องถิ่นเรียงรายกันตระการตา  ผมในฐานะนักชิม นักกิน(แบบไม่เลือกหน้า แต่ว่าหุ่นยังเฟิร์มเสมอ.. ฮะ..ฮะ..ฮ้า!!) ไม่พลาดที่ลองชิมนั่นชิมนี่ทุกมื้อกันเลย ผมชอบประเภทผัก และพวกเนย ซีส เป็นพิเศษ ส่วนนมแพะนั้นกลิ่นมันจะแรงนิดๆ แต่เขาก็บอกว่ามันมีคุณค่าทางโภชนาการเทียบเท่ากับนมของแม่เชียวนะ แต่เอาละโฆษณาไปผมก็ไม่ชินกับกลิ่นอยู่ดี ซีสบางอย่างก็มีกลิ่นและรสชาติแปลกลิ้นเหมือนกัน ส่วนที่ผมมักจะเลี่ยงคือมะกอกเทศดองเท่านั้น สรุปคืออร่อยทุกอย่างครับ

หลังจากรับประทานอาหารเรียบร้อยก็ถึงเวลาเดินทาง  ต้องทำเวลากันหน่อยผมเดินขึ้นลงบันไดของโรงแรมไปห้องพักชั้นหกทุกครั้ง ถือเป็นการออกกำลังกายไปด้วย เพราะหากรอขึ้นลิฟท์ไม่ทันแน่ เฉพาะคณะของเราก็ร้อยกว่าท่านแล้ว  วันนี้เป้าหมายใหญ่คือเดินทางไปที่ ทะเลเดดซี (Dead sea) ที่ขึ้นชื่อว่า เค็มที่สุดในโลก  ต้องเตรียมตัวและฟังข้อมูลคำแนะนำจากผู้จัดการทัวร์ ว่าไม่ควรตัดเล็บ โกนหนวด หรือกระทำการใดที่อาจจะเป็นเหตุให้เกิดรอยแผล ขีดข่วนตามร่างกาย เพราะหากลงไปในน้ำทะเลตายที่เค็มกว่าน้ำทะเลทั่วไปถึงสิบเท่าแล้ว ไม่อยากจินตนาการเลยว่าจะแสบถึงทรวงขนาดไหน  เราต้องเตรียมเสื้อผ้าไปเปลี่ยนเวลาลงเล่นน้ำด้วย  จากนั้นพวกเราก็ทยอยขึ้นรถบัสและเตรียมตัวเวียนหัวไปกับเส้นทางอันน่าตื่นเต้นแล้วละครับ

เส้นทางที่ไปยังตระการตา น่าสนใจทุกเรื่องราวในมุมมองของคนที่ไปสัมผัสครั้งแรก ทั้งไต่ไปบนเนินเขา สันเขา ลงหุบเหวลึกและขึ้นไปอย่างสูงชัน  พลขับมืออาชีพยังนำพวกเราผ่านเส้นทางทะเลทรายยูเดีย ที่ตลอดสองข้างทางเป็นภูเขาหินแห้งแล้ง สลับกับสวนมะกอกเทศ องุ่น และพืชพันธ์ท้องถิ่น แม้รถจะเคลื่อนไปแต่ยังมองเห็นแพะ แกะ ที่ปล่อยเดินตามเนินเขากินหญ้าแห้งตามสภาพ และมองเห็นคนตัวคล้ำๆ เดินตามฝูงสัตว์ของเขา ท่ามกลางแดดแผดเผา  มัคคุเทศก์อธิบายให้ฟังว่า นั่นคือสภาพชีวิตของชนเผ่าเร่ร่อนที่ยังดำรงชีพด้วยวิถีดั้งเดิม เขาเรียกว่า “ชาวเบดูอิน” ซึ่งทุกวันนี้อาจจะมีจำนวนน้อยลงไป แต่ยังมีให้เห็น  น่าจะเป็นภาพตัวอย่างที่ดีเมื่อเราอ่านพระคัมภีร์ถึงวิถีชีวิตของคนสมัยเมื่อสามพันปีก่อนได้ว่าเรื่องราวแบบนี้มีอยู่จริง

เส้นทางยังเลียบไปตามแม่น้ำจอร์แดนที่เป็นสายน้ำที่เชื่อมมาจากทะเลกาลิลีอันเป็นทะเลสาบน้ำจืดไหลลงมาทางแม่น้ำจอร์แดนและสิ้นสุดที่ทะเลตาย ซึ่งน้ำจืดกลายเป็นน้ำเค็มเข้มข้น  เราได้เพียงชำเลืองมองแม่น้ำจอร์แดนที่คดเคี้ยวไม่เพียงเส้นทางรถ บริเวณ Qasr EL Yahud ริมแม่น้ำจอร์แดนฟากตะวันตก เชื่อกันว่าพระเยซูมารับบัพติศมาจากยอห์นผู้ให้บัพติศมาที่นี่เมื่อสองพันปีก่อน  มัคคุเทศก์ปลอบใจเราว่า ไม่ต้องลงไปดูก็ได้นะครับ เพราะน้ำที่แม่น้ำจอร์แดนคงไม่แตกต่างจากน้ำที่อื่นนักหรอก แถมอากาศยังจะร้อนระอุอีกด้วย หากต้องลงไปก็เดินผ่าดงหญ้าไปอีก และไม่รู้ว่าจุดไหนเป็นจุดไหนที่เกิดเหตุการณ์ใดบ้าง เพราะสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปหมดแล้ว เป็นอันว่าฟังและชำเลืองดูก็พอ 

เมื่อมาถึงบริเวณใกล้ ๆ ทะเลตายแล้วพวกเราชาวคณะยังได้ไปเยี่ยมชม ถ้ำคุมราน (Qumran)เป็นบริเวณที่เจ้าสำนักสมัยนั้นสั่งสอนลูกศิษย์ของตน และเหตุการณ์ณ์การเขียน การคัดลอกพระคัมภีร์ก็เกิดขึ้นที่บริเวณนี้ เป็นสถานที่คนเลี้ยงแกะชาวเบดูอินพบม้วนหนังสือโบราณโดยบังเอิญและกลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันว่าพระคัมภีร์ที่เราเชื่อกันทุกวันนี้เป็นความจริงอย่างอัศจรรย์เพราะข้อความ เนื้อหา ตรงกับสำเนาโบราณที่พบ เหตุการณ์ค้นพบนี้เกิดขึ้นเมื่อ ปี ค.ศ.1947 นี่เอง  เอาไว้จะเล่ารายละเอียดของเรื่องนี้อีกทีนะครับ

เมื่อรถทัวร์จอด เราต่างเปลี่ยนชุดเป็นขาสั้นเสื้อยืด รองเท้าแตะ สะพายย่ามใส่ผ้าเช็ดตัว สบู่ ยาสระผมเพื่อเตรียมตัวลงทะเลตายแล้วครับ  มาถึงแล้ว ทะเลตาย ทะเลมรณะ ทะเลเกลือ ทะเลเค็มที่ได้ยินมานาน ความฝันเป็นจริงในวันนี้ จะลงแช่น้ำ จะชิม จะใช้โคลนทาตัว และจะลอยตัวในทะเลนี้อีกไม่กี่อึดใจแล้ว

ทะเลตาย - Dead Sea เป็นทะเลที่ต่ำที่สุดของโลก อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลทั่วไปกว่า 400 เมตร และน้ำในทะเลนี้เค็มกว่าทะเลปกติถึง 10 เท่า เพราะมีปริมาณ แร่ธาตุต่าง ๆ มากกว่า เช่น ไอโอดีน  10  เท่า  แมกนีเซียม 15 เท่า โบรมีน 20 เท่า ทำให้เกิดความหนาแน่นมากจนท่านสามารถลอยตัวได้โดยไม่จมแม้ว่าว่ายน้ำไม่เป็น จากข้อมูลพบว่า  ทะเลตายอยู่ระหว่างเทือกเขายูเดียทางด้านเหนือ และที่ราบสูงทรานส์จอร์แดนทางตะวันออก  แม่น้ำจอร์แดนไหลจากทางเหนือมายังทะเลตายแห่งนี้ ซึ่งทะเลตายมีความยาว 80 กิโลเมตร กว้าง 18 กิโลเมตร พื้นที่ 1,020 ตารางกิโลเมตร โดยมีแหลมอัลลิซาน (แปลว่าลิ้น) แบ่งทะเลสาบด้านตะวันออกเป็นสองส่วน ตอนเหนือใหญ่กว่า แอ่งตอนใต้นั้นเล็กและตื้น(ลึกประมาณ 3 เมตร) ในสมัยที่เขียนพระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 8 พื้นที่บริเวณตอนเหนือเท่านั้นที่มีผู้อาศัย และระดับน้ำต่ำกว่าในปัจจุบัน 35 เมตร

จากเรื่องราวกล่าวขานกันว่า  บริเวณทะเลตายแห่งนี้ อาจเป็นบริเวณของเมืองโสโดมและโกโมราห์ ที่พระคัมภีร์บันทึกไว้ว่า ถูกถล่มลงด้วยไฟกำมะถัน เพราะพระเจ้าเห็นความชั่วช้าของพวกเขาที่ใช้ชีวิตอย่างโสครกโสมมในทางศีลธรรมอย่างหนัก  ชายสมสู่กับชาย หญิงสมสู่กับหญิงอย่างโจ่งแจ้ง  พระเจ้าสำแดงเรื่องนี้แก่อับราฮัม ชายผู้ตั้งใจเชื่อฟังพระเจ้าและเป็นต้นตระกูลแห่งความเชื่อมาจนปัจจุบันนี้ บันทึกเรื่องราวในปฐมกาลบทที่ 18 และ19 ขณะที่อับราฮัมอาศัยอยู่ในทุ่งเลี้ยงสัตว์ของเขา พระคัมภีร์กล่าวว่า พระเจ้าต้องการให้อับราฮัมรู้เรื่องการทำลายเมืองโสโดมโกโมราห์ก่อนที่จะทำลายเสีย โดยเสด็จมากับทูตสวรรค์เพื่อยืนยันพระสัญญาต่ออับราฮัมว่าเขาจะมีทายาทสืบสกุลแน่นอน และเมื่อกำลังจะไปทางเมืองโสโดมและโกโมราห์ก็แจ้งเรื่องนี้แก่อับราฮัม (Genesis 18:16-19)

พระคัมภีร์บันเหตุการณ์ที่พระเจ้าพูดกับอับราฮัมต่อไปว่า... พระเจ้าได้ตรัสว่า   “เสียงร้องกล่าวโทษเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์ นั้นดังเหลือเกิน   และบาปของเขาก็หนักมาก1เราจะลงไปดูว่า พวกเขากระทำผิดจริงตามคำร้องทุกข์ที่มาถึงเรานั้นหรือไม่   ถ้าไม่เราก็จะรู้”   - Genesis 18:20-21

จากนั้นทูตสวรรค์ของพระเจ้าตรงไปยังเมืองโสโดมเพื่อทำลายทิ้ง  อับราฮัมได้ทูลอ้อนวอนพระเจ้าที่ยังสนทนากับเขาอยู่ และขอพระเมตตาเพื่อเมืองโสโดมว่า ถ้ามีคนชอบธรรม ห้าสิบ... สี่สิบห้า... สี่สิบ สามสิบ ยี่สิบ หรือ สิบคน... พระองค์ยังจะทำลายหรือไม่ พระเจ้าตอบว่าเพื่อเห็นแก่คนชอบธรรมเพียงแค่สิบคนก็จะไม่ทำลาย แต่สุดท้ายเมืองโสโดม โกโมราห์ หาคนดีได้ไม่ถึงสิบคน  จึงถูกทำลายสิ้นซาก กลายมาเป็นเรื่องราวของทะเลตายในปัจจุบัน  มีเพียงโลท หลายชายแท้ ๆ ของอับราฮัมและลูกสาวสองคนเท่านั้นที่หนีรอดมาจากเมืองที่ถูกถล่มด้วยไฟ ส่วนภรรยาของโลทมาได้ครึ่งทางแต่หันกลับไปมองดูว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งว่าห้ามหันหลังกลับ จึงกลายเป็นเสาเกลือ ( Genesis 19:24-28)

เมื่อพวกเราไปถึงจะรีรออะไรละ ลงทะเลซิครับ...แต่อย่าลืมคำเตือนนะ ทะเลที่นี่เค็มมากๆๆๆ อย่าให้น้ำกระเซ็นเข้าตา หรือว่าถ้ามีบาดแผลก็อย่างเสี่ยงเป็นอันขาด แต่ผมคิดว่าเมื่อมาขนาดนี้แล้วอะไรก็ฉุดรั้งไว้ไม่ได้ จะเป็นหรือตายขอลองดูสักครั้งน่า  คำแนะนำเพิ่มเติมคือ การลงไปในน้ำทะเลตายนั้น ต้องค่อยๆ เดินลงไป เพราะเป็นโคลนลึกบางพื้นที่จมไปถึงเข่าทีเดียว แต่ความรู้สึกมันลื่นเท้าและเหนียวๆ กลิ่นทะเลแบบเค็มๆ รู้สึกถึงกลิ่นกำมะถันและความทะมึนตึงของความเข้มข้นของน้ำและโคลน  เมื่อไปถึงระดับลึกถึงหน้าอก ก็ทำท่าเหมือนจะนั่งลงบนเก้าอี้ ทำท่าหงายหลังไปเล็กน้อย  เท่านี้เท้าและขาทั้งสองก็จะลอยขึ้นมา กลายเป็นผมกำลังนอนหงายลอยอยู่กลางทะเลที่เค็มที่สุดในโลกแล้ว  เสียงขอบพระคุณ สรรเสริญพระเจ้า ดังระงมทั่วทั้งบริเวณ  โดยไม่สนใจว่าใครจะเข้าใจภาษาอะไรหรือไม่ นี่แหละครับ ทะเลที่ไม่มีวัน “จืด” และไม่มีวัน “จม”  ที่ผมโหยหามานานว่าจะมาสัมผัส บัดนี้ลอยตัวอยู่ที่นี่แล้ว พอเล่นได้ที่สักพักก็หันมาที่ตื้นเพื่อนำโคลนมาพอกตัว และไม่ลืมที่จะบรรจุใส่ขวดน้ำพลาสติกเพื่อนำไปฝากคนที่บ้านเป็นที่ระลึกด้วย เพราะหากต้องซื้อจากร้านขายของที่ระลึกและทำเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากโคลนที่นี่แล้วราคาไม่น้อยกว่าพันบาทต่อกระปุกเล็ก ๆ เรื่องอะไรผมจะยอมจ่ายละ !!  เล่าให้ฟังนิดหนึ่งว่าขวดน้ำยี่ห้อเยรีโคที่ใส่โคลนนั้น มันก็ยังตั้งอยู่ที่บ้านจนทุกวันนี้และยังไม่ได้เปิดใช้เลย

มัคคุเทศก์เล่าว่า พระนางคลีโอพัตราผู้เลอโฉมแห่งอาณาจักรอียิปต์โบราณ เป็นที่หลงใหลของมาร์คแอนโทนี่และชายทั้งปวงในสมัยนั้น ก็ได้มานำโคลนจากทะเลตายแห่งนี้ชโลมตัวเพื่อให้ผิวพรรณสดสวย โดยพระนางมักจะมาพักผ่อนที่นี่เป็นประจำด้วย

ปัจจุบันพบว่าปริมาณน้ำในทะเลตายเริ่มลดน้อยลงอย่างน่าเป็นห่วง เพราะมีการระเหยไปตามธรรมชาติเนื่องจากความเค็มที่เข้มข้นขึ้น และที่หายไปมากเพราะเกิดการแย่งชิงทรัพยากรน้ำของชนชาติที่อยู่ในบริเวณนั้นคือ อิสราเอล และปาเลสไตน์ รวมทั้งจอร์แดน ที่ต่างมีความต้องการใช้น้ำอย่างมาก จึงต้องกักตุนน้ำจืดจากแม่น้ำจอร์แดนไม่ให้ไหลลงมายังทะเลตายได้เหมือนก่อน อีกทั้งปริมาณน้ำฝนที่ลดน้อยลง จึงเกิดปรากฏการณ์ทะเลตายแห้งเหือดขึ้นมา แต่ก็ยังเชื่อว่าทุกฝ่ายจะหันมาร่วมมือกันแก้ไขปัญหานี้ด้วยกัน แม้จะเป็นศัตรูทางการเมืองและเชื้อชาติมายาวนาน แต่เพื่อความอยู่รอดคงต้องช่วยกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่อย่างนั้นความเสียหายย่อมเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย  สังเกตจากแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ในแถบตะวันออกกลางพวกเขาก็มีจุดร่วมและจุดสงวนในความแตกต่างกันอยู่แล้ว เช่น เราไปเที่ยวชมพระวิหารที่อยู่ภายใต้การครอบครองของอาหรับ แต่ต้องใช้ทางขึ้นของอิสราเอล และพักโรงแรมของชาวปาเลสไตน์ เป็นต้น  ทั้งการขายสินค้า ของที่ระลึก ก็ไม่ได้กำหนดใครเชื้อชาติหรือศาสนาใด ๆ เมื่อเราเดินผ่านไปเห็นชาวอาหรับขายไม้กางเขน และสินค้าที่เกี่ยวกับเรื่องของพระเยซูเป็นปกติกันอยู่แล้ว

หลังจากลอยตัวในทะเลตายและถ่ายรูปเป็นที่ระลึกจนพอใจแล้ว คณะของเราเดินทางขึ้นเหนือไปต่อที่บริเวณภูเขาที่พระเยซูถูกมารทดลองซึ่งเป็นอีกเรื่องราวที่จะเขียนกันต่อนะครับ

เดดซี – Dead sea ทะเลที่ไม่มีวันจืด ไม่มีวันจม  ผมได้ประสบการณ์ด้วยตัวเองแล้ว มีบทเรียนชีวิตที่เป็นข้อคิดมากมาย  อย่างเช่น ขอให้ชีวิตเป็นดังเกลือที่รักษาความเค็มเสมอ เพื่อจะเป็นชีวิตที่พอพระทัยและใช้การได้อยู่เสมอ พระเยซูตรัสว่า

 “ท่านทั้งหลายเป็นเกลือแห่งโลก   ถ้าเกลือนั้นหมดรสเค็มไปแล้ว   จะทำให้กลับเค็มอีกอย่างไรได้   แต่นั้นไปก็ไม่เป็นประโยชน์อะไร   มีแต่จะทิ้งเสียสำหรับคนเหยียบย่ำ - Matthew 5:15

เนื่องจากความเค็มของทะเลตายนี่เองที่ทำให้เกิดทรัพยากรให้ล้ำค่าแก่บรรดาประชากรของพระเจ้าให้ใช้เป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ นำรายได้เข้าสู่ประเทศไม่น้อย ทั้งการต้อนรับท่องเที่ยวจำนวนมากตลอดมา 

ในอีกด้านหนึ่งก็ได้รับบทเรียนว่า ทะเลตาย ได้ชื่อว่าเป็นทะเลแห่งความตาย เพราะไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ในน้ำทะเลนี้ได้เลย ทั้งที่มันรับน้ำจืดที่ไหลมาจากทะเลกาลิลีที่ได้ชื่อว่ามีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่ง แต่เมื่อมาถึงทะเลตายกลับกลายเป็นทางตันไม่มีที่ระบายออกไปสู่ที่อื่น จึงเป็นเหตุให้แร่ธาตุที่มากับน้ำนั้นสะสมอย่างหนาแน่นกลายเป็นทะเลเกลือที่เค็มที่สุดในโลก  ในด้านที่เกี่ยวกับลูกศิษย์พระเยซูพบว่ามีหลายคนที่มาจากแถบทะเลกาลิลี ได้แก่ เปโตร ยอห์น ยากอบ อันดูร์ แต่ไม่มีใครสักคนที่มาจากแถบบทะเลตาย เพราะในสมัยนั้นไม่มีใครอาศัยอยู่ได้เลย  ชีวิตที่มีแต่รับอย่างเดียวโดยไม่มีแบ่งปันออกไปนั้น มักจะนำไปสู่ความตาย ความแห้งแล้ง และขาดแคลนบุคลากรที่สำคัญไปด้วยเช่นกัน

ถ้ามีโอกาส อยากจะกลับมาอาบน้ำเกลือ และเจือตัวด้วยโคลนที่นี่อีกหลายๆ ครั้ง และยังอธิษฐานไว้ด้วยว่าอยากให้ภรรยาได้มาด้วยกันก็จะดียิ่ง อาจารย์พงษ์ศักดิ์ เล่าประสบการณ์ให้ฟังว่าท่านเคยอธิษฐานอย่างนั้นและพระเจ้าตอบท่านแล้ว ส่วนผมยังรอคอยพระเมตตาที่จะมากับคนที่รักสักวันหนึ่ง  ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นจริงดังนั้น แล้วจะเขียนเล่าสู่กันฟังนะครับ

...คอยติดตามเรื่องอื่นๆ ต่อไปครับ...

 

31 สิงหาคม 2563

ให้พระเยซูเป็นใหญ่ –Let JESUS become GREATER โดย บัณฑิต ดาแว่น

 

คิดอย่างบัณฑิต 


ให้พระเยซูเป็นใหญ่

Let JESUS become GREATER

โดย บัณฑิต ดาแว่น


พระองค์ต้องทรงยิ่งใหญ่ขึ้น   แต่ข้าพเจ้าต้องด้อยลง John 3:30

He must become greater; I must become less. (NIV-r)

 

 “...พระองค์(พระเยซู)ต้องทรงยิ่งใหญ่ขึ้น   แต่ข้าพเจ้าต้องด้อยลง…”

ยอห์น ผู้ให้บัพติศมา มีท่าทีที่ถูกต้องต่อ พระเยซูคริสต์เจ้า คือ รู้ว่า ใครใหญ่กว่าใคร  แม้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ตนเองกำลังเป็นที่นิยมก็ตาม 

พระคัมภีร์บันทึกว่า

หลังจากนั้น   พระเยซูก็เสด็จเข้าไปในแคว้นยูเดียกับสาวกของพระองค์   และทรงประทับที่นั่นกับเขา   และทรงให้บัพติศมา ยอห์นก็ให้บัพติศมาอยู่ที่อายโนนใกล้หมู่บ้านสาลิม   เพราะที่นั่นมีน้ำมาก   และผู้คนก็พากันมารับบัพติศมา เพราะยอห์นยังไม่ติดคุก   -John 3:22-23

 

ในขณะที่พระเยซูกำลังเริ่มต้นทำพันธกิจ แต่ชีวิตและงานของยอห์นผู้ให้บัพติศมานั้นเป็นที่รู้จักและผู้คนจำนวนมากกำลังหลั่งไหลมาหาเขาอยู่ก่อนแล้ว

ฉบับอมตธรรมอธิบายว่า... ประชาชนมารับบัพติศมาจากท่านไม่ขาดสาย

ในขณะเดียวกันดูเหมือนว่าเขาจะมีคู่แข่งที่น่ากลัวเสียแล้ว  ผู้นั้นคือ พระเยซูคริสต์ ที่กำลังให้บัพติศมาแก่สาวกของพระองค์  และมีผู้คนกำลังหันไปสนใจมากขึ้นด้วย  !

ลูกศิษย์ยอห์นจึงรีบมาแจ้งข่าวนี้ให้อาจารย์รู้...

สาวกของยอห์นจึงไปหายอห์นและพูดว่า   “อาจารย์เจ้าข้า   ท่านที่อยู่กับอาจารย์ที่ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างตะวันออก   ผู้ที่อาจารย์เป็นพยานถึงนั้น   นี่แน่ะ   ท่านผู้นั้นให้บัพติศมา   และผู้คนต่างก็พากันไปหาท่าน”

 - John 3:26

 

ในทางธุรกิจ อาจต้องหาทางคิดกำจัดคู่แข่ง ที่กำลังจะมาแย่งส่วนแบ่งการตลาด ในการการเมืองอาจต้องเลื่อยขาเก้าอี้ หรือ สกัดดาวรุ่ง เพื่อไม่ให้พุ่งแซงหน้าไป  และไม่ว่าจะเป็นวงสังคม วงการบันเทิง หรือวงการอื่น ๆ ก็มักจะเห็นการแย่งชิงโอกาส แย่งชิงมงกุฎ แย่งชิงรางวัล อาจต้องถึงขั้นห้ำหั่นกันแบบเอาเป็นเอาตาย เพื่อไม่ให้ใครมาใหญ่กว่าตน

แต่สำหรับยอห์น ผู้ให้บัพติศมา กลับไม่เป็นเช่นนั้น  เพราะ...

 

1.  รู้ดีว่าตนเองเป็นใคร  - คือ เป็นผู้รับใช้ ไม่ใช่พระคริสต์ (พระเมสสิยาห์)

 

ยอห์นตอบว่า   “ไม่มีมนุษย์ผู้ใดได้รับสิ่งใดเลย   นอกจากที่พระเจ้าทรงประทานจากสวรรค์ให้เขา ท่านทั้งหลายเองก็ได้เป็นพยานของข้าพเจ้าว่า   ข้าพเจ้าได้พูดว่า   ข้าพเจ้ามิใช่พระคริสต์   แต่ข้าพเจ้าได้รับพระบัญชาให้นำเสด็จพระองค์ - John 3:27-28

 

ยอห์น ผู้ให้บัพติศมา รู้ดีว่าตนเองเป็นใคร คือ ได้รับพระบัญชาให้นำเสด็จแก่พระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นหน้าที่อันยิ่งใหญ่สำหรับชีวิต ที่พระเจ้าประทานให้จากสวรรค์

ด้วยเหตุนั้น แม้เราจะได้รับมอบหมายหน้าที่จากเบื้องบนสูงสุด แต่สุดท้ายต้องเข้าใจว่า ยังมีผู้เป็นจอมเจ้านายอยู่เหนือชีวิตเสมอ

 

ย้อนกลับไปตอนที่ทูตสวรรค์มาแจ้งข่าวนี้แก่พ่อแม่ของยอห์นและทำนายถึงชีวิตและหน้าที่ของท่านเมื่อประมาณสามสิบปีก่อน ทุกอย่างยังเป็นไปตามนั้น (ลูกา 1-5-25,57-80) รวมทั้งเป็นไปตามคำพยากรณ์หลายร้อยปีก่อนยอห์นจะมาเกิดด้วย (อสย.40.3, มลค.3.1) ต้องขอบคุณพระเจ้าสำหรับเศคาริยาห์และเอลิซาเบธที่ได้อดทนสั่งสอนเลี้ยงดูลูกชายให้เดินทางแห่งพระปะสงค์ของพระเจ้า และขอบคุณพระเจ้าสำหรับยอห์นที่เชื่อฟังและดำเนินตามพระวจนะของพระเจ้า  ทำให้รู้ตัวเสมอว่าตนเองเป็นใคร และสมควรจะทำอะไรจึงจะดีที่สุด

 

2.  รู้ดีถึงสถานะของตน – ในฐานะเพื่อนเจ้าบ่าวที่ต้องดูแลงานสมรสให้สำเร็จไปด้วยดี

 

ยอห์น รู้ตัวว่า ตนเองเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว แม้จะดูโดดเด่นไม่น้อย แต่สุดท้ายก็ยังด้อยกว่าเจ้าบ่าวอยู่ดี สุดท้ายเจ้าสาวต้องเป็นของเจ้าบ่าว ผู้เป็นพระเอกตัวจริง

ท่านที่มีเจ้าสาวนั่นแหละคือเจ้าบ่าว   สหายของเจ้าบ่าวที่ยืนฟังเจ้าบ่าวก็ชื่นชมยินดีอย่างยิ่ง   เมื่อได้ยินเสียงของเจ้าบ่าว   ฉะนั้นความปีติยินดีของข้าพเจ้าจึงเต็มเปี่ยมแล้ว - John 3:27-29

 

 ท่านรู้ดีว่าได้รับมอบหมายหน้าที่ให้เตรียมทางแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า  ด้วยเหตุนั้น แม้เพียงแค่ได้ยินเสียงเจ้าบ่าว  ผู้จัดเตรียมงานและเพื่อนเจ้าบ่าวสมควรที่จะชื่นชมยินดี และต้อนรับอย่างสมเกียรติ

 

พระเยซูคริสต์คือ เจ้าบ่าว ที่เป็นพระเอกตัวจริง  เรามีหน้าที่เป็นผู้เตรียมงานสมรสให้ท่าน  เมื่องานสมรสเกิดขึ้นผู้ที่โดดเด่นและสำคัญที่สุดคือเจ้าบ่าว  แม้คนเตรียมงานจะเหน็ดเหนื่อยสักเพียงใด แต่ไม่อาจเปลี่ยนหัวใจสำคัญของงานไปได้ คือ เราทำทุกสิ่งเพื่อให้สมพระเกียรติแด่พระเจ้าผู้เป็นเจ้าของงาน

และแน่นอนพระเจ้าไม่ทรงละเลยผู้รับใช้เช่นกัน  การที่ได้รับคำชมว่า “ดีแล้ว  เจ้าเป็นทาสที่ดีและสัตย์ซื่อ” ก็มากเพียงพอสำหรับคนรับใช้แล้ว และยิ่งกว่านั้น พระองค์ยังตรัสอีกว่า “เราจะตั้งเจ้าให้ดูแลของมาก เจ้าจงปรีดีร่วมสุขกับนายของเจ้าเถิด”  (มัทธิว 25.23) นั่นถือว่าเป็นพระกรุณาธิคุณอันหาที่เปรียบมิได้แล้ว

ดังนั้น ควรรู้สถานะของตนและทำหน้าที่อย่างดีที่สุด

 

3. รู้ดีถึงที่มาที่ไปของตนเอง - ว่ามาจากโลก แต่พระองค์ลงมาจากสวรรค์ ย่อมต่างชั้นกันลิบลับ

 

ยอห์น รู้ดีถึงที่มาที่ไปของตนเองและพระเยซู คือ ตนเองมากจากโลก  แต่องค์พระเยซูมาจากสวรรค์

พระองค์ผู้เสด็จมาจากเบื้องบนทรงเป็นใหญ่เหนือทุกสิ่ง   ผู้ที่มาจากโลกก็เป็นฝ่ายโลก   และพูดตามอย่างโลก   พระองค์ผู้เสด็จมาจากสวรรค์ทรงเป็นใหญ่เหนือทุกสิ่ง -John 3:31

ความจริงเรื่องที่มาและฐานะของพระเยซูนั้น เป็นที่ประจักษ์และยอมรับของยอห์นผู้ให้บัพติศมาอยู่เสมอ  คือ พระเยซูมาจากสวรรค์  ทรงยอมเสด็จมาในโลกนี้ในสถาพของมนุษย์ แต่เนื้อแท้ของพระองค์ ทรงเป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด

ดังที่มัทธิวสาวกของพระเยซูบันทึกไว้ว่ายอห์นไม่อาจเอื้อมที่จะให้บัพติศมาแก่พระเยซูเพราะรู้ดีว่าพระองค์เป็นใครและมาจากไหน

แล้วพระเยซูเสด็จจากแคว้นกาลิลี   มาหายอห์นที่แม่น้ำจอร์แดนเพื่อจะรับบัพติศมาจากท่าน แต่ยอห์นทูลห้ามพระองค์ว่า   “ข้าพระองค์ต้องการจะรับบัพติศมาจากพระองค์   ควรหรือที่พระองค์จะเสด็จมาหาข้าพระองค์” -Matthew 3:13-14

ซึ่งสอดคล้องกับอาจารย์เปาโลพูดถึงการยอมสละสภาพของพระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ของพระเยซู

ท่านจงมีน้ำใจต่อกันเหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงสภาพของพระเจ้า   แต่มิได้ทรงถือว่าการเท่าเทียมกับพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่จะต้องยึดถือ แต่ได้กลับทรงสละ   และทรงรับสภาพทาส   ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ และเมื่อทรงปรากฏพระองค์ในสภาพมนุษย์แล้ว   พระองค์ก็ทรงถ่อมพระองค์ลงยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา   กระทั่งความมรณาที่กางเขน เหตุฉะนั้นพระเจ้าจึงได้ทรงยกพระองค์ขึ้นอย่างสูง   และได้ประทานพระนามเหนือนามทั้งปวงให้แก่พระองค์ เพื่อเพราะพระนามนั้นทุกเข่า  ในสวรรค์   ที่แผ่นดินโลก  ใต้พื้นแผ่นดินโลก   จะคุกลงกราบ  พระเยซู และเพื่อทุกลิ้นจะยอมรับ     ว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า   อันเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระบิดาเจ้า

- Philippians 2:5 -11

ยอห์นจึงรู้ตัวดีและวางตัวอย่างเหมาะสมต่อพระเยซู  แม้ขณะนั้นจะยังเป็นที่นิยมชมชอบของผู้คนจำนวนมาก ท่านไม่ได้ฉวยโอกาสใช้มวลชนเป็นเครื่องมือแสดงความยิ่งยิ่งใหญ่ของตน แต่ยอมถ่อมลงและยกให้พระเยซูเป็นใหญ่ด้วยใจยินดี

พระเยซูคริสต์ทรงทราบเรื่องนี้ดี จึงมีคำตรัสถึงยอห์นผู้ให้บัพติศมาว่า...เป็นผู้ประเสริฐยิ่งกว่าผู้เผยพระวจนะ และเป็นมนุษย์ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาผู้ที่เกิดมา (มัทธิว 11.7-11)

พระเยซูตรัสกับคนหมู่นั้นถึงยอห์นว่า   “ท่านทั้งหลายได้ออกไปในถิ่นทุรกันดาร   เพื่อดูอะไร   มิใช่ดูต้นอ้อไหวโดยถูกลมพัดนะ ถ้าอย่างนั้นท่านทั้งหลายไปดูอะไร   ดูคนนุ่งห่มผ้าเนื้ออ่อนนิ่มหรือ   ดูเถิด   คนนุ่งห่มผ้าเนื้อนิ่มก็อยู่ในราชวัง แต่ท่านทั้งหลายออกไปดูอะไร   ดูผู้เผยพระวจนะหรือ   แน่ทีเดียว   และเราบอกท่านว่า   ท่านนั้นเป็นผู้ประเสริฐยิ่งกว่าผู้เผยพระวจนะเสียอีก คือยอห์นนี้แหละ   ที่พระคัมภีร์กล่าวถึงว่า     'เราใช้ทูตของเราไปข้างหน้าท่าน[ คือ   พระเมสสิยาห์ ]      ผู้นั้นจะเตรียมมรรคาของท่านไว้ข้างหน้าท่าน'  
 
เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   ในบรรดาคนซึ่งเกิดจากผู้หญิงมานั้น   ไม่มีผู้ใดใหญ่กว่ายอห์นผู้ให้รับบัพติศมา   แต่ว่าผู้ที่ต่ำต้อยที่สุดในแผ่นดินสวรรค์ก็ยังใหญ่กว่ายอห์นเสียอีก - Matthew 11:7-11

 

พระคัมภีร์ยืนยันว่า พระเจ้าไม่เคยลืมผู้รับใช้ของพระองค์  แม้มนุษย์ด้วยกันอาจจะลืมกันได้ มองข้ามกันไปเมื่อยามได้ดี

พระเยซูตรัสว่า...

ถ้าผู้ใดจะรับใช้เรา   ผู้นั้นก็ต้องตามเรามา   และเราอยู่ที่ไหนผู้รับใช้ของเราจะอยู่ที่นั่นด้วย   ถ้าผู้ใดรับใช้เรา   พระบิดาก็จะทรงประทานเกียรติแก่ผู้นั้น -John 12:26

อาจารย์เปาโลกล่าวอ้างถึงธรรมบัญญัติของโมเสสว่า...

เพราะว่าในธรรมบัญญัติของโมเสสเขียนไว้ว่า   อย่าเอาตะกร้าครอบปากวัวเมื่อมันกำลังนวดข้าวอยู่   พระเจ้าทรงเป็นห่วงวัวหรือ พระองค์ไม่ได้ตรัสเพื่อประโยชน์ของพวกเราโดยเฉพาะดอกหรือ   ข้อความนั้นเขียนไว้เพื่อประโยชน์ของเราทั้งหลาย   แสดงว่าคนที่ไถนาควรไถด้วยความหวังใจ   และคนที่นวดข้าวควรนวดด้วยความหวังใจว่า   จะได้ประโยชน์ - I Corinthians 9:9-10

และย้ำอีกครั้งในการหนุนใจให้ผู้คนได้รับใช้ว่า...

จงถือว่าผู้ปกครองที่ปกครองดีนั้นสมควรได้รับเกียรติสองเท่า   โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ปกครองที่เทศนาและสั่งสอน เพราะพระคัมภีร์กล่าวว่า   อย่าเอาตะกร้อครอบปากวัว  เมื่อมันกำลังนวดข้าวอยู่   และคนงานสมควรจะได้รับค่าจ้างของตน - I Timothy 5:17-18

 

ดังนั้น จงทำหน้าที่ของตนในฐานะผู้รับใช้  โดยตระหนักรู้เสมอว่า  ตนเป็นใคร มีฐานะเช่นไร และมีที่มาที่ไปอย่างไร แล้วจะทำให้เส้นทางการรับใช้เต็มไปด้วยความชื่นชมยินดี และมีเกียรติตามสมควรที่พระเจ้าผู้เป็นเจ้านายสูงสุดจะทรงโปรดตามพระทัย

เพราะว่าในพระองค์สรรพสิ่งได้ถูกสร้างขึ้น   ทั้งในท้องฟ้าและที่แผ่นดินโลก   สิ่งซึ่งประจักษ์แก่ตาและซึ่งไม่ประจักษ์แก่ตา   ไม่ว่าจะเป็นเทวบัลลังก์   หรือเป็นเทพอาณาจักร   หรือเป็นเทพผู้ครองหรือศักดิเทพ   สรรพสิ่งทั้งสิ้นถูกสร้างขึ้น   โดยพระองค์และเพื่อพระองค์ พระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนสรรพสิ่งทั้งปวง   และสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นระเบียบอยู่โดยพระองค์ พระองค์ทรงเป็นศีรษะของกาย   คือคริสตจักร   พระองค์ทรงเป็นปฐม   เป็นผู้แรกที่ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย   เพื่อพระองค์จะได้ทรงเป็นเอกในสรรพสิ่งทั้งปวง - Colossians 1:16-18

อาเมน


(ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต)

19 พฤษภาคม 2563

จงมั่นคงในความเชื่อ - Stand firm in the faith. โดย บัณฑิต ดาแว่น


คิดอย่างบัณฑิต
จงมั่นคงในความเชื่อ - Stand firm in the faith.
โดย บัณฑิต ดาแว่น 

ท่านทั้งหลายจงระมัดระวัง   จงมั่นคงในความเชื่อของท่าน   จงเป็นลูกผู้ชายแท้   จงเข้มแข็ง
ทุกสิ่งซึ่งท่านกระทำนั้น   จงกระทำด้วยความรัก
Be watchful, stand firm in the faith, act like men, be strong.
Let all that you do be done in love.  - I Corinthians 16:13-14

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังหาความแน่นอนไม่ได้  จึงต้องตั้งใจดูแลชีวิตให้ดี
นอกจากระมัดระวังอยู่เสมอแล้ว ยังมีคำแนะนำจากพระวจนะต่อไปอีกคือ...

จงมั่นคงในความเชื่อ - Stand firm in the faith.

“ความมั่นคง”Stand firm  พระคัมภีร์ตอนนี้ให้เห็นภาพว่า  เป็นการยืนหยัดอย่างมั่นคง  พร้อมจะขับเคลื่อนต่อไปได้  พยายามรักษาการยืนอยู่  เป็นการตั้งค่าของอุปกรณ์ที่จะใช้งานให้พร้อม  เป็นเตรียมพร้อมที่จะให้การต่อหน้าผู้พิพากษา  พร้อมที่จะอยู่หรือจะไปอย่างมั่นคง  ยังสามารถรักษาความมั่นคง หรือพลังอำนาจไว้  มีความมั่นคงไม่ลังเลและมีความปลอดภัย  ถ้าเป็นอาคารก็มีความมั่นคงปลอดภัย ถ้าเป็นการทำธุรกิจก็พร้อมจะซื้อจะขายอย่างมั่นใจ ถ้าเป็นการเดินทางก็พร้อมจะขับเคลื่อนอย่างมั่นคงปลอดภัยและมีทิศทาง เป็นนักมวยพร้อมสู้ นักกีฬาพร้อมแข่งขัน


จะมั่นคงในอะไร พระคัมภีร์สอนว่า... ต้องมั่นคงในความเชื่อ

 “ความเชื่อ” ในที่นี่หมายถึง  ความเชื่อมั่นในความจริงของพระเจ้าที่ทรงเป็น ทรงอยู่ และมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับพระองค์ เชื่อในความบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า  เป็นความเชื่อที่มั่นคง ไว้ใจได้ ยังคงสัตย์ซื่อในพระเจ้าเสมอ

+ เชื่อในพระเจ้า ในฐานะที่ทรงเป็นพระผู้สร้างและทรงมีอำนาจครอบครองเหนือทุกสรรพสิ่ง และทรงมีแผนการณ์แห่งการช่วยให้รอดผ่านทางพระเยซูคริสต์

+ เชื่อในพระเยซูคริสต์ ในฐานะทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด (พระเมสสิยาห์)และเชื่อในชีวิตนิรันดร์ที่ทรงประทานให้และเชื่อมั่นว่าจะได้อยู่ในแผ่นดินสวรรค์กับพระองค์

ความมั่นคงในความเชื่อ โดยภาพรวมแล้ว จึงเป็นการยืนหยัดและยืนยันถึงความจงรักภักดีต่อพระเจ้า ต่อพระเยซูคริสต์  ด้วยความมั่นคงศรัทธา พร้อมที่จะประพฤติ ปฏิบัติตามคำสั่งของพระเจ้าด้วยความตั้งใจแน่วแน่ แม้จะอยู่ในสถานการณ์เช่นใด ยังมั่นใจในความเป็นพระเจ้าของพระองค์ไม่แปรเปลี่ยน


จะมั่นคงในความเชื่อได้อย่างไร – How to stand firm in faith ?

1. ยืนหยัดอยู่ในข่าวประเสริฐStand firm in the gospel.
ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย   ข้าพเจ้าขอให้ท่านคำนึงถึงข่าวประเสริฐ   ที่ข้าพเจ้าเคยประกาศแก่ท่านทั้งหลาย   ซึ่งท่านได้ยอมรับไว้   อันเป็นฐานซึ่งท่านทั้งหลายตั้งมั่นอยู่ - I Corinthians 15:1

2. แต่งตัวให้พร้อมด้วยยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า – Stand firm in whole armor of God.
จงสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า   เพื่อจะต่อต้านยุทธอุบายของพญามารได้
เหตุฉะนั้นจงรับยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าไว้   เพื่อท่านจะได้ต่อต้านในวันอันชั่วร้ายนั้น   และเมื่อเสร็จแล้วจะอยู่อย่างมั่นคงได้ - Ephesians 6:11-13

3. มีความศรัทธาอย่างเต็มขนาดและเชื่อฟังเต็มที่ – Stand firm in faith and obey.
เอปาฟรัส ขอ​ฝาก​ความ​ระลึก​ถึง​มา เขา​เป็น​อีก​คน​หนึ่ง​ใน​คณะ​ของ​ท่าน​และ​เป็น​ผู้​รับใช้​พระเยซู​คริสต์​และ​อธิษฐาน​เพื่อ​ท่าน​เสมอ ทั้ง​ทูล​ขอ​พระเจ้า​ให้​โปรด​ช่วย​ท่าน​ให้​มั่นคง เป็น​คริสตชน​ที่มี​ความ​ศรัทธา​เต็ม​ขนาด และ​เชื่อฟัง​พระประสงค์​ของ​พระองค์​เต็มที่ - Colossians 4:12 (TCL)

4. ยืนหยัดในฐานะเสรีชนคนที่รับการไถ่บาปโดยพระเยซูคริสต์Stand firm in freedom of Christ.
ไม่กลับไปอยู่ใต้ธรรมบัญญัติเพื่อจะทำให้ตนเองรอด แต่พึ่งอาศัยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ที่ช่วยชีวิตให้หลุดพ้นจากบาปแล้วโดยพระคุณ
พระเยซู​ทรงให้​เรา​เป็น​ไท​แล้ว เรา​จึง​เป็น​อิสร​ชน! ฉะนั้น จง​ยืนหยัด​ดัง​ผู้​ที่​เป็น​เสรี​ชน   อย่า​ยอม​ตัว​ตก​ไป​เป็น​ทาส​อีก  - Galatians 5:1 (TCL)

5. มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน – Stand firm in unity.
ขอแต่เพียงให้ท่านดำเนินชีวิตให้สมกับข่าวประเสริฐของพระคริสต์   เพื่อว่าแม้ข้าพเจ้าจะมาหาท่านหรือไม่ก็ตาม   ข้าพเจ้าก็จะได้รู้ข่าวของท่านว่า   ท่านเชื่อมั่นคง   เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน   ต่อสู้เหมือนอย่างเป็นคนเดียวเพื่อความเชื่ออันเกิดจากข่าวประเสริฐนั้น - Philippians 1:27

6. ยึดมั่นในองค์พระผู้เป็นเจ้า – Stand firm in the Lord.
เหตุฉะนั้นพี่น้องทั้งหลายของข้าพเจ้า   ผู้เป็นที่รัก   เป็นที่ปรารถนา   เป็นที่ยินดี   และเป็นมงกุฎของข้าพเจ้า   พวกที่รักของข้าพเจ้า   จงยึดมั่นในองค์พระผู้เป็นเจ้าเถิด   - Philippians 4:1

7. ยึดถือในพระวจนะของพระเจ้า – Stand firm in the word of God
เหตุฉะนั้นพี่น้องทั้งหลายจงมั่นคงไว้   และยึดถือโอวาทที่ท่านได้เรียนจากเรา   ไม่ว่าจะด้วยคำพูดหรือด้วยจดหมาย   - II Thessalonians 2:15

8. มั่นคงในการทำงานของพระเจ้า – Stand firm in work of God
เหตุฉะนั้นพี่น้องที่รักของข้าพเจ้า   ท่านจงตั้งมั่นอยู่   อย่าหวั่นไหว   จงปฏิบัติงานขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้บริบูรณ์ทุกเวลา   ท่านทั้งหลายพึงรู้ว่า   โดยองค์พระผู้เป็นเจ้า   การของท่านจะไร้ประโยชน์ก็หามิได้ - I Corinthians 15:58

ขอพระเจ้าให้ท่านมีความเชื่อที่มั่นคง และดำรงชีวิตด้วยความมั่นใจในทุกสถานการณ์ นะครับ


15 พฤษภาคม 2563

จงใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง – Be Watchful. โดย บัณฑิต ดาแว่น



คิดอย่างบัณฑิต
จงใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง Be Watchful.
โดย บัณฑิต ดาแว่น

ในช่วงเวลานี้ที่มีความเสี่ยงมากมาย จึงจำเป็นต้องมีความระมัดระวัง  เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซ้อนและไม่ตกเป็นเหยื่อ
อาจารย์เปาโลใช้ถ้อยคำเหล่านี้ เพื่อให้ผู้เชื่อใช้เป็นหลักปฏิบัติ

ท่านทั้งหลายจงระมัดระวัง   จงมั่นคงในความเชื่อของท่าน   จงเป็นลูกผู้ชายแท้   จงเข้มแข็ง
ทุกสิ่งซึ่งท่านกระทำนั้น   จงกระทำด้วยความรัก
Be watchful, stand firm in the faith, act like men, be strong.
Let all that you do be done in love.  - I Corinthians 16:13-14

จะทำอย่างไรจึงจะใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ...ขอเสนอตามหลักพระวจนะตอนนี้ว่า...จงใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง

จงระมัดระวัง – Be Watchful.

ฝ่ายร่างกายเพื่อให้สุขภาพดี มีความปลอดภัย  ยังต้องรักษาความสะอาด ล้างมือบ่อย ๆ ใส่หน้ากากอานามัย  อยู่ในที่ปลอดภัย ไม่เข้าไปในกลุ่มเสี่ยง หากเลี่ยงไม่ได้ ต้องเว้นระยะห่าง 

ฝ่ายจิตวิญญาณ ยิ่งต้องระมัดระวัง !

พระคัมภีร์ให้ความหมาย  “ระมัดระวัง” Be watchful  คือ การจดจ่อ จดจ้อง แบบใส่ใจอย่างแน่วแน่  รอบคอบ มีความกระตือรือร้น  เป็นการตื่นขึ้นจากหลับ หรือแสดงการมีชีวิตอยู่ (ฟื้นจากความตาย) ลุกขึ้นจากที่นอน หรือ เตรียมพร้อม เหมือนนักมวยที่ยืนในท่าที่มั่นคงและเต้นฟุตเวิร์กตั้งการ์ดพร้อมต่อสู้  หากเป็นการก่อสร้างก็มีการเตรียมฐานและสามารถต่อเติมขึ้นไปได้อย่างมั่นคง

เหตุผลที่ต้องมีการระมัดระวัง – The reason why to be watchful.

1. เพราะไม่รู้วันเวลาการเสด็จมาครั้งที่สองของพระเยซู –  For you know neither the day nor the hour.
เหตุฉะนั้น   จงเฝ้าระวังอยู่   เพราะท่านทั้งหลายไม่รู้กำหนดวันหรือโมงนั้น -Matthew 25:13

2. เพื่อจะมีความพร้อมทั้งกายและจิตวิญญาณ – For ready in your physical and spiritual.
ท่านทั้งหลายจงเฝ้าระวังและอธิษฐาน   เพื่อท่านจะไม่ต้องถูกทดลอง   จิตวิญญาณพร้อมแล้วก็จริง   แต่กายยังอ่อนกำลัง” - Matthew 26:41

3. เพื่อจะทำหน้าที่ด้วยใจขอบพระคุณ – For being watchful in it with thanksgiving.
จงขะมักเขม้นอธิษฐาน   จงเฝ้าระวังอยู่ในการนั้นด้วยขอบพระคุณ - Colossians 4:2

4. เพื่อจะป้องกันไม่ให้ศัตรูโจมตีได้For protection from devil.
ท่านทั้งหลายจงสงบใจจงระวังระไวให้ดี   ด้วยว่าศัตรูของท่านคือมารวนเวียนอยู่รอบๆ   ดุจสิงห์คำรามเที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้ - I Peter 5:8
5. เพื่อจะไม่ถูกหลอกจากผู้สอนผิด - For protection from  false teacher.
พี่น้องทั้งหลาย   ข้าพเจ้าขอวิงวอนท่าน   ให้สังเกตดูคนเหล่านั้นที่ก่อเหตุวิวาทและทำให้คนอื่นหลง   ซึ่งเป็นการผิดคำสอนที่ท่านทั้งหลายได้เรียนมา   จงเมินหน้าจากคนเหล่านั้น -  Romans 16:17

6. เพื่อจะช่วยทั้งตนเองและคนอื่นได้ – For save both yourself and other.
จงเอาใจใส่ทั้งตัวท่านและคำสอนของท่าน   จงยึดข้อที่กล่าวนี้ให้มั่น   เพราะเมื่อกระทำดังนั้น   ท่านจะช่วยทั้งตัวท่านเองและคนทั้งปวงที่ฟังท่านให้รอดได้ - I Timothy 4:16

7. เพื่อจะได้รับบำเหน็จอย่างเต็มที่ – For may win a full reward.
ท่านทั้งหลายจงระวังตัวให้ดี   เพื่อท่านจะได้ไม่สูญเสียสิ่งที่ท่านได้กระทำมาแล้ว   แต่อาจจะได้รับบำเหน็จเต็มที่ - II John 1:8

เมื่อรู้เหตุผลอย่างนี้แล้ว ยิ่งต้องใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังให้มากขึ้น
อาเมนมั้ยครับ !
(ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต)

09 พฤษภาคม 2563

ล่องทะเลกาลิลี มีพระเยซูอยู่ด้วย Take Galilee’s boat with Jesus. โดย บัณฑิต ดาแว่น


คิดอย่างบัณฑิตข้อคิดจากอิสราเอล
ล่องทะเลกาลิลี  มีพระเยซูอยู่ด้วย
Take Galilee’s boat with Jesus.
โดย บัณฑิต  ดาแว่น

หลังจากอธิษฐาน อ่านพระคัมภีร์ ใช้เวลาส่วนตัวกับพระเจ้า และกินอาหารเช้าคือขนมปังทาด้วยปลาทูน่าใส่ต้นหอมผักชี มีแอปเปิลอีกหนึ่งลูก  เปิดคอมพิวเตอร์ตรวจงานที่คงค้างและงานที่ต้องทำ เปิดเฟสบุค ไลน์ และอุปกรณ์สื่อสาร ติดตามข่าวสารทั่วไป
เฟสบุค ผู้รู้ใจยิ่งกว่าคนข้างๆ และรู้ดียิ่งกว่าตัวเราเอง แสดงความทรงจำขึ้นมาหน้าแรกว่า “วันนี้เมื่อปีที่แล้ว” (9 พฤษภาคม 2019)  ภาพผมอยู่บนเรือโบราณที่กำลังพาล่องไปในทะเลกาลิลี ประเทศอิสราเอล  เป็นประสบการณ์อันน่าตื่นเต้น กับทะเลแห่งตำนานที่ยังมีชีวิต  โดยพระเยซูคริสต์ ผู้เป็นพระเจ้าใช้เวลาสั่งสอน และดำเนินชีวิต พันธกิจ ในบริเวณทะเลกาลิลี และรอบ ๆ ชายฝั่งนี้ เมื่อสองพันปีก่อน  และตอนนี้ผมได้ร้องเพลงนมัสการ สรรเสริญพระเจ้า ร่วมกับบรรดาผู้ศรัทธาจากทั่วไทยร้อยกว่าคน  วันนั้นเราแยกกันลงเรือสองลำแต่ใช้เชือกผูกติดกันไว้ เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมกันในช่วงเวลาพิเศษ
ผู้นำบนเรือ ที่เป็นทั้งเจ้าของและกัปตัน ทักทายต้อนรับด้วยภาษาฮีบรู อังกฤษ และภาษาไทยบางคำ จากนั้นเราร้องเพลงชาติไทย พร้อมเชิญธงขึ้นสู่ยอดเสา และเข้าสู่การร้องเพลงนมัสการ สรรเสริญพระเจ้า นับเป็นบรรยากาศที่ตราตรึงอยู่ในใจไม่รู้ลืม  ยิ่งตอนร้องเพลง พระคุณพระเจ้า  - Amazing grace ด้วยเสียงประสานทั้งไทย อังกฤษ และ ฮีบรู ยิ่งทำให้ขนลุก สำนึกถึงพระคุณพระเจ้าที่ช่วยให้ขึ้นมาอยู่บนเรือที่ลอยบนทะเลกาลิลีแห่งนี้  สัมผัสในหัวใจว่าพระเยซูทรงสถิตอยู่บนเรือด้วย
เจ้าของเรือ เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านั้นเขายังไม่เชื่อพระเยซู เขาเป็นยิวที่ยึดมั่นในความเชื่อตามบรรพบุรุษเรื่อยมา แต่ชีวิตก็ล้มลุกคลุกคลาน เนื่องจากยากจนและการศึกษาน้อยจึงต้องมาทำงานบนเรือคอยต้อนรับนักท่องเที่ยว หลายครั้งที่เขามักได้เห็น ได้ยินเสียงผู้คนที่มาสรรเสริญพระเจ้าและมีชีวิตที่ดูแล้วมีความสุข  ในที่สุดเขาจึงได้มาเชื่อในพระเยซูและพบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของชีวิต  จากการเป็นลูกเรือที่คอยทำงานรับจ้าง กลายมาเป็นเจ้าของเรือที่คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก  แต่เบื้องหลังกว่าจะได้เรือมาเป็นของตนเองนั้น เกิดจากพระคุณพระเจ้าที่เมตตาเขานั่นเอง  เนื่องจากเขาได้มาเชื่อพระเยซูเพราะการทำงานบนเรือ  เขาจึงอยากมีเรือเพื่อใช้เป็นที่นมัสการพระเจ้า และเรือที่เขาต้องการคือ เรือที่มีลักษณ์คล้ายกับสมัยพระเยซู  แต่ว่าไม่มีเงินมากพอ สุดท้ายพระเจ้าดลใจให้เศรษฐีเจ้าของเรือโบราณขายให้ในราคาพิเศษ เพราะเห็นความตั้งใจที่เขาไปอ้อนวอนหลายต่อหลายครั้ง  ในเดือนพฤษภาคม ปี 2019 ที่คณะของเราไป  เขามีเรือสองลำแล้ว ตั้งชื่อเรือตามพระคัมภีร์  หนึ่งโครินธ์ บทที่ 13.ข้อ13 ที่ว่า...จงตั้งอยู่สามสิ่งคือ ความเชื่อ ความหวัง และความรัก...  ตอนนี้เราอยู่บนเรือทั้งสอง คือ เรือ ความเชื่อ ( Faith) และ เรือ ความหวัง (Hope) และเขาตั้งใจว่าจะมีเรือลำที่สามต่อไปถ้าพระเจ้าเมตตา แน่นอนจะใช้ชื่อว่า ความรัก (Love) เขาชอบร้องเพลงเป็นชีวิตจิตใจ เมื่อก่อนร้องเพลงทั่วไปด้วยความเมามาย แต่ตอนนี้เขาร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าและประกาศพระนามพระเยซูบนเรือโบราณที่ระลึกถึงพระเยซูต่อหน้านักท่องเที่ยวจำนวนมากในแต่ละปี

ทะเลกาลิลี  เป็นสถานที่เปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนมากมาย  เมื่อเขาได้พบกับพระเยซู  มีคนเด่นๆ ที่เป็นที่รู้จักมาจนทุกวันนี้  คือ สองพี่น้อง เปโตรและอันดรูว์  และอีกสองพี่น้องคือ ยากอบและยอห์น บุตรเศเบดี(มธ.4.18-22)  ทั้งสี่คนเป็นชาวประมง จับปลาเลี้ยงชีพอยู่ในทะเลกาลิลี เมื่อพระยซูทรงเรียก พวกเขาก็ทิ้งเรือ ทิ้งแหและอวน แล้วตามพระองค์ไป พวกเขาจึงกลายเป็น ผู้จับคน แทนการจับปลา ทำให้ผู้คนทั่วโลก รวมทั้งผมและอีกหลายคนได้เป็นลูกศิษย์พระเยซูด้วย
ทะเลกาลิลี เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่สวยงาม  มีปลาชุกชุม โดยเฉพาะปลาที่เราคุ้นเคยดีคือ ปลานิล (เรากินมื้อเที่ยงที่นั่น จะเล่าให้ฟังต่อไปครับ) ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 213 เมตร ยาว 22.5 กิโลเมตร กว้าง 9.5 กิโลเมตร  รับน้ำจากแม่น้ำจอร์แดนตอนบน  ทะเลนี้มีหลายชื่อ บ้างก็เรียกว่า เยเนซาเรท (ลก.5.1) ทิเบเรียส (ยน.6.1,21.1) ในพระคัมภีร์เดิมเรียก คินเนเรท (กดว.34.11) เพราะมีรูปร่างคล้ายพิณ (ยชว.11.2)
ท้องทะเลกาลิลีและบริเวณรอบ ๆ มีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำพันธกิจและการอัศจรรย์ของพระเยซูอย่างมากมาย พระเยซูใช้เวลาอยู่บริเวณนี้เพื่อสั่งสอนทั้งบนเรือในกลางทะเล หรือนั่งบนเรือแล้วสอนคนที่อยู่ชายฝั่ง  มีการอัศจรรย์หลายครั้ง เช่น ทรงช่วยให้เปโตรและเพื่อนจับปลาตอนกลางวันได้จนเต็มลำ ทั้ง ๆ ที่พวกเขาหามาทั้งคืนแต่ไม่ได้สักตัว(ลก.5.1-11) ห้ามลมพายุให้สงบในฉับพลัน(มธ.8.23-27) ทรงเดินบนน้ำไปหาสาวกที่เผชิญพายุกลางทะเลและช่วยเปโตรให้เดินมาหาพระองค์เมื่อเขากำลังจมก็ช่วยขึ้นมาอย่างปลอดภัย(มธ.14.22.36)  ทรงเลี้ยงคนนับหมื่นด้วยอาหารเพียงเล็กน้อย(ยน.6) รักษาคนถูกผีสิงให้หายเป็นปกติ (มก.5.1-13)และยังมีเหตุการณ์หลังจากเป็นขึ้นมาจากความตาย ก็ทรงปรากฏให้สาวกได้เห็นและจัดเตรียมปลาให้พวกเขากินด้วย(ยน.21)
ณ ทะเลกาลิลี ที่มีพระเยซูอยู่ด้วย ทรงช่วยให้เกิดสิ่งพิเศษและมหัศจรรย์  จนทำให้ผมและอีกหลายคนได้มาตามรอยพระบาทและรับประสบการณ์แสนพิเศษในครั้งนี้ ด้วยหัวใจที่ตื้นตัน สำนึกในพระคุณ การช่วยกู้ การจัดเตรียม การทรงนำ และการอวยพรแก่ชีวิตอย่างหาที่สุดมิได้

สิ่งที่ผมทำได้คือ ตราบใดที่มีชีวิตอยู่ ก็จะป่าวประกาศพระนามพระเยซู ผู้ทรงพระคุณนี้ออกไป ให้ทุกคนได้รู้จักและดื่มด่ำในพระคุณพระองค์เช่นเดียวกับที่ผมได้รับมาตลอดเช่นกัน


08 พฤษภาคม 2563

สิ่งที่ควรมีในชีวิต – The important things in life. โดย บัณฑิต ดาแว่น


คิดอย่างบัณฑิต
สิ่งที่ควรมีในชีวิต 
 The important things in life.  
โดย บัณฑิต  ดาแว่น 

ท่ามกลางสถานการณ์ที่คับขัน แต่การรับมือมีความจำกัด
จะทำอย่างไรดี เพื่อจะที่จะยืนหยัดอยู่ได้อย่างมั่นคง ! 
...เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงประทานจิตที่ขลาดกลัวให้เรา   แต่ได้ทรงประทานจิตที่กอปรด้วยฤทธิ์   ความรัก   และการบังคับตนเองให้แก่เรา
…for God gave us a spirit not of fear but of power and love and self-control. -II Timothy 1:7
อาจารย์เปาโลส่งข้อความนี้ถึงทิโมธีศิษย์รักของท่าน เพื่อให้เขาเรียนรู้ในการทำงานท่ามกลางความยุ่งยาก ทั้งด้านวัยวุฒิ คุณวุฒิ เพราะเขายังเป็นคนหนุ่มที่ประสบการณ์น้อย แถมสุขภาพยังมีปัญหา แต่ต้องเผชิญหน้ากับผู้คนและสถานการณ์ที่ท้าทายของชีวิต  ท่านจึงให้คำแนะนำว่าสิ่งที่ควรมีที่จะนำให้ชีวิตดำเนินไปอย่างมีคุณภาพ...
1.  มีความกล้า – Courage,  No fear.
เรามีความกล้าได้  เพราะพระเจ้าไม่ได้ประทานจิตที่ขลาดกลัวให้เรา แต่ประทานจิตใจที่ประกอบด้วยฤทธิ์  ในฐานะลูกของพระเจ้าที่เชื่อพระเยซูคริสต์  จึงจำเป็นต้องยืนยันความจริงว่า พระเยซูคริสต์เป็นใคร  พระองค์เป็นพระเจ้าที่สถิตอยู่กับเราเสมอ  พระองค์ผู้ทรงมีฤทธิ์อำนาจทั้งสวรรค์และแผ่นดินโลก (มธ.28.18-20)  พระองค์ผู้เป็นทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลาย (วว.1.17-18) ซึ่งหมายความว่าทรงอยู่ตลอดเวลา ทรงควบคุมทุกสิ่งได้ ทรงรู้สถานการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบทั้งหมดแล้ว  ทรงรู้อนาคตที่สุดท้ายจะกลับกลายเป็นผลดีต่อชีวิตของคนที่พระองค์รักได้(รม.8.28)  ยิ่งกว่านั้นยังทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้อยู่เคียงข้างเป็นที่ปรึกษาชี้แจงความจริงและปลอบประโลม ทรงประทานความเข้มแข็งให้แก่เราได้(อฟ.1.19,3.16,6.10) อีกทั้งยังมีพระคำอันประเสริฐที่คอยเป็นกำลังให้เสมอ(1ยน.2.14) 
แล้วอย่างนี้จะให้ความกลัวมากดดันตัวเองทำไม  จงลุกขึ้นและยืนหยัดด้วยความกล้าเพื่อพิชิตทุกสถานการณ์ให้ได้

2.  มีความรัก – Love.
ความรัก เป็นพื้นฐานชีวิตที่พระเจ้าประทานให้ เพราะทรงเป็นความรัก และรักอย่างไม่มีเงื่อนไข (1ยน.4.7-9) ประสงค์ให้รักกันและกัน  ดังที่ทรงรักอย่างมากมายจนประทานพระบุตรองค์เดียวมาเกิดในโลกนี้เพื่อช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นบาป  ให้เราสามารถมีชีวิตอยู่ได้  หากเรารักซึ่งกันและกันก็จะเป็นสิ่งที่ยืนยันถึงความรักที่เรามีต่อพระองค์ด้วย เพราะแท้จริงแล้ว ที่เรามีความรักและมีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะพระเจ้าทรงรักเราก่อน  นั่นหมายความว่าในขณะที่เรายังไม่น่ารักเลย  ลองคิดดูชีวิตของเราก่อนจะรู้จักพระเจ้าว่าเป็นอย่างไรบ้าง  เชื่อว่าแต่ละท่านสามารถยืนยันได้ว่า ชีวิตที่ผ่านมานั้นไม่สมควรได้รับความรักจากใครเลย แต่ขอบคุณพระเจ้าทรงยังทรงรักและให้โอกาสแก่ชีวิตเสมอ จึงทำให้มีวันนี้ได้  ดังนั้น การที่เราใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้ ย่อมมีคนอีกมากมายที่ไม่น่ารัก แถมยังน่าชังอีกต่างหาก  แต่พระเจ้าสอนให้เรารักอย่างที่พระองค์รักเรา  เพราะความรักจะทำให้เราใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพได้ดีกว่าการเต็มไปด้วยความเกลียดชังแน่นอน
จงให้ความรักนำทางในชีวิตเสมอ

3. มีการควบคุมตนเอง - Self-control.
การควบคุมตนเอง หรือ การบังคับตน  เป็นของผลของพระวิญญาณประการหนึ่งที่ประทานให้กับผู้เชื่อในพระเยซู(กท.5.22-23)  เพื่อจะอยู่ในโลกที่วุ่นวายสับสนได้อย่างมั่นคง  ไม่ตื่นตระหนกจนเกินเหตุ(Panic) ไม่รนรานจนเป็นเหตุให้เกิดปัญหาซ้ำซ้อนโดยไม่จำเป็น  แต่สามารถเข้าใจสถานการณ์และควบคุมอารมณ์ ความคิด จิตใจ อย่างมีสติสัมปชัญญะ และตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม  อีกทั้งมีการเตรียมตัวไว้ล่วงหน้าอย่างคนที่มีระเบียบวินัย (Discipline)  เพราะคนที่ขาดระเบียบวินัยและการควบคุมตนเองนั้นย่อมเป็นอันตราย จากเรื่องเล็กอาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ (สภษ. 5.23) แต่คนที่ยึดระเบียบวินัยนั้นย่อมมีผลดีต่อชีวิต (สภษ.4.23,6.23)
จงใช้ชีวิตด้วยการควบคุมตนเองในทางที่ควรเสมอ

นี่คือสามสิ่งสำคัญที่ควรมี เพื่อที่จะอยู่อย่างมีคุณภาพ
เห็นด้วยมั้ยครับ !