22 พฤศจิกายน 2562

พลังแห่งพระวจนะ -Power of the word. โดย บัณฑิต ดาแว่น



คิดอย่างบัณฑิต
พลังแห่งพระวจนะ - Power of the word. 
โดย บัณฑิต  ดาแว่น

... และรู้ว่าตั้งแต่เด็กมาแล้ว ท่านก็ได้รู้พระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสามารถทำให้ท่านมีปัญญาที่จะมาถึงความรอด ได้โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ พระคัมภีร์ทุกตอน  ได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสั่งสอน การว่ากล่าวตักเตือน การแก้ไขข้อบกพร่อง และการฝึกฝนในความชอบธรรม เพื่อเตรียมคนของพระเจ้าให้พรักพร้อมสำหรับการดีทุกอย่าง   2ทิโมธี 3.15-17-NTCV
… and how from infancy you have known the holy Scriptures, which are able to make you wise for salvation through faith in Christ Jesus. All Scripture is God-breathed and is useful for teaching, rebuking, correcting and training in righteousness, so that the man of God may be thoroughly equipped for every good work. II Timothy 3:15-17 NIV.
พระวจนะของพระเจ้า จาก 2 ทิโมธี 3.15-17  เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและการรับใช้เสมอ สิ่งที่ได้เรียนรู้จาก "พลังแห่งพระวจนะ"  ตอนนี้ คือ...
1.  พระคัมภีร์เป็นพระวจนะอันศักดิ์สิทธิ์
                ข้อ15... และรู้ว่าตั้งแต่เด็กมาแล้ว ท่านก็ได้รู้พระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ....
พระคัมภีร์ไม่ใช่หนังสือธรรมดาแต่เป็น "หนังสือศักดิ์สิทธิ์"  หมายถึง มีความสมบูรณ์แบบ ไร้ข้อบกพร่อง  มีความบริสุทธิ์ถูกต้องชอบธรรม มีสิทธิอำนาจ มีพลัง มีคุณค่า และคุณประโยชน์ 
นี่คือพระลักษณะของพระคัมภีร์ ซึ่งเป็นพระวจนะของพระเจ้า  จึงสามารถเชื่อถือได้ ไว้วางใจในทุกถ้อยคำ ดำเนินชีวิตตาม และรับกำลัง สติปัญญาในการดำเนินชีวิตจากพระคัมภีร์ได้เสมอ
ในโลกนี้มีหนังสือที่ดีมากมาย แต่ไม่อาจเทียบกับพระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ได้  ดังนั้นจงตั้งใจศึกษาพระคัมภีร์  ด้วยการอ่าน เรียนรู้ ปฏิบัติตาม  โดยใช้เวลาอ่านให้มากขึ้น
                สดด 19.7-11   สอนถึงลักษณะและคุณค่าของพระคัมภีร์...
บทบัญญัติขององค์พระผู้เป็นเจ้า*ดีรอบคอบฟื้นฟูจิตวิญญาณ กฏเกณฑ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า*เชื่อถือได้ กระทำให้คนรู้น้อยมีปัญญา  ข้อบังคับของพระองค์นั้นถูกต้อง ยังความสุขใจยินดี พระดำรัสสั่งขององค์พระผู้เป็นเจ้า*แจ่มชัดยังความกระจ่างแจ้ง  ความยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้า*นั้น บริสุทธิ์ยั่งยืนเป็นนิตย์ พระบัญชาของพระองค์นั้นชอบธรรมและแน่นอน  ล้ำค่ากว่าทองคำ ยิ่งกว่าทองบริสุทธิ์ หวานละมุนยิ่งกว่าน้ำผึ้ง น้ำผึ้งที่หยดจากรวง  ทั้งหมดนี้เป็นที่ตักเตือนผู้รับใช้ของพระองค์ และเป็นบำเหน็จยิ่งใหญ่แก่ทุกคนที่ยึดถือปฏิบัติตาม
                สดด 119.1-176  สอนให้เห็นคุณค่าและพลังจากพระวจนะที่เกี่ยวข้องกับทุกด้านของชีวิต
2.  พระคัมภีร์เป็นมาจากพระเจ้า
                ข้อ  16 พระคัมภีร์ทุกตอน  ได้รับการดลใจจากพระเจ้า...
คำว่า "ดลใจ" หมายถึง การระบายลมหายใจของพระเจ้า "God-breathed" และ คำว่า "ลม" ยังหมายถึง "วิญญาณ" (ยน.3.7)  ดังนั้น พระคัมภีร์ที่มาจากการดลใจของพระเจ้า คือ พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าที่เข้ามาสู่โลกนี้ เพื่อให้มนุษย์รู้จักและเข้าใจพระเจ้า  โดยผ่านทางถ้อยคำ ที่เรียกว่า พระคัมภีร์
ลักษณะการดลใจของพระเจ้า ผ่านทางการสำแดงโดยตรง  ผ่านทางพระวิญญาณ ผ่านทางสติปัญญาของมนุษย์ (ลก1.1-3, 2ปต1.21)
ท่านทั้งหลายต้องเข้าใจข้อนี้ก่อน   คือผู้หนึ่งผู้ใดจะตีความหมายคำของผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์เอาเองไม่ได้ 21เพราะว่าคำของผู้เผยพระวจนะนั้น   ไม่ได้มาจากความคิดในจิตใจของมนุษย์   แต่มนุษย์ได้กล่าวคำซึ่งมาจากพระเจ้า   ตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงดลใจเขา II Peter 1:21

เมื่อ พระคัมภีร์เป็นลมหายใจจากพระเจ้า เป็น พระวิญญาณของพระองค์  มนุษย์จะดำรงชีวิตอยู่ได้ จึงต้องอาศัย เชื่อมโยงอยู่กับพระเจ้าเท่านั้น ทั้งลมหายใจของเรามาจากพระเจ้า และพระคัมภีร์มาจากพระเจ้า ทุกอย่างต้องเชื่อมโยงและประกอบเข้ากันจึงจะสามารถดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพได้
พระเยซูตรัสว่า "มนุษย์จะดำรงชีวิต ด้วยอาหารฝ่ายร่างกายอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องดำรงด้วยพระวจนะทุกคนที่ออกมาจากปากของพระเจ้า" (มธ.4.4) หมายถึง เราต้องหายใจ และกินอาหารจากพระเจ้า คือทั้งพระวจนะของพระองค์และพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า เท่านั้น จึงจะดำรงอยู่อย่างปกติสุขได้
ยน.15.4-5  พระเยซูตรัสว่า.... จงเข้าสนิทอยู่ในเรา   และเราเข้าสนิทอยู่ในท่าน   แขนงจะออกผลเองไม่ได้   นอกจากจะติดอยู่กับเถาฉันใด   ท่านทั้งหลายก็จะเกิดผลไม่ได้   นอกจากจะเข้าสนิทอยู่ในเราฉันนั้น  เราเป็นเถาองุ่น   ท่านทั้งหลายเป็นแขนง   ผู้ที่เข้าสนิทอยู่ในเราและเราเข้าสนิทอยู่ในเขา   ผู้นั้นก็จะเกิดผลมาก   เพราะถ้าแยกจากเราแล้วท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย...
3.  พระคัมภีร์มีคุณค่าและประโยชน์ในทุกทาง
                จากข้อ15-17  เห็นถึงคุณค่า และประโยชน์ของพระคัมภีร์  9 ประการ
...และรู้ว่าตั้งแต่เด็กมาแล้ว ท่านก็ได้รู้พระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสามารถทำให้ท่านมีปัญญาที่จะมาถึงความรอด ได้โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ พระคัมภีร์ทุกตอน  ได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสั่งสอน การว่ากล่าวตักเตือน การแก้ไขข้อบกพร่อง และการฝึกฝนในความชอบธรรม เพื่อเตรียมคนของพระเจ้าให้พรักพร้อมสำหรับการดีทุกอย่าง
                1.  ทำให้มีปัญญา
                2.  ทำให้มีความเชื่อที่ถูกต้อง คือเชื่อในพระเยซู
                3.  ทำให้มาถึงความรอด โดยความเชื่อในพระเยซู
                4.  เป็นประโยชน์ในการสั่งสอน
                5.  เป็นประโยชน์ในการว่ากล่าวตักเตือน
                6.  เป็นประโยชน์ในการแก้ไขข้อบกพร่อง
                7. เป็นประโยชน์ในการฝึกฝนความชอบธรรม
                8.  ช่วยเตรียมคนของพระเจ้าให้มีความพร้อมอย่างมีคุณภาพ
                9. ช่วยให้คนของพระเจ้าสามารถทำการดี
เมื่อพระคัมภีร์มีคุณค่าและคุณประโยชน์อย่างมาก จึงควรเอาใจใส่ ศึกษา เชื่อฟัง และดำเนินชีวิตตามอย่างจริงจัง...เพื่อให้พระวจนะเป็นพลังของชีวิตเสมอไป...อาเมน



(ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต)

18 พฤศจิกายน 2562

ปลายทางของชีวิต-The end of life โดย บัณฑิต ดาแว่น


คิดอย่างบัณฑิต 

ปลายทางของชีวิต  โดย บัณฑิต ดาแว่น  

เราต่างยอมรับว่ามี “ปลายทางของชีวิต”
แล้วปลายทางชีวิตของคุณจะเป็นอย่างไร ?
พระคัมภีร์สอนว่า  พระเจ้าเป็นผู้กำหนดปลายทางของชีวิต
มี​ข้อกำหนด​สำหรับ​มนุษย์​ไว้​แล้ว​ว่า​จะ​ตาย​ครั้ง​เดียว และ​หลังจาก​นั้น​ก็​จะ​มี​การ​พิพากษา​ฉัน​ใด​ (Heb 9:27) 
พระเจ้าทรงรู้ปลายทางชีวิตของแต่ละคนเป็นอย่างดี  แต่ในขณะเดียวกันทรงให้โอกาสแต่ละคนที่จะเลือกปลายทางของชีวิตได้ 
พระธรรมสดุดีบทที่ 1 ข้อ 1-6  ช่วยให้แนวคิด
1ความสุขเป็นของบุคคล  
 ผู้ไม่ดำเนินตามคำแนะนำ
ของคนอธรรม  
 หรือยืนอยู่ในทางของคนบาป  
 หรือนั่งอยู่ในที่นั่งของคนที่ชอบเยาะเย้ย  
 
2แต่ความปีติยินดีของผู้นั้นอยู่ในพระธรรมของพระเจ้า  
 เขาภาวนาพระธรรมของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน  
 
3เขาเป็นเช่นต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำ  
 ซึ่งเกิดผลตามฤดูกาล  และใบก็ไม่เหี่ยวแห้ง  
 การทุกอย่างซึ่งเขากระทำก็จำเริญขึ้น  
 
4คนอธรรมไม่เป็นเช่นนั้น  
 แต่เป็นเหมือนแกลบซึ่งลมพัด
กระจายไป  
 
5
เหตุฉะนั้นคนอธรรมจะไม่ยั่งยืนอยู่ได้   เมื่อถึงคราวพระเจ้าทรงพิพากษา  
 หรือคนบาปไม่ยืนยงในที่ชุมนุมของคนชอบธรรม  
6เพราะพระเจ้าทรงทราบทางของคนชอบธรรม  
 แต่ทางของคนอธรรมจะพินาศไป

มีปลายทางของชีวิตอยู่ 2 ประเภท  คือ ปลายทางของ “คนชอบธรรม”
                                                                                                                                และปลายทางของ “คนอธรรม”

คุณต้องการปลายทางของชีวิตแบบไหนละ ?  เชื่อว่า ทุกคนต่างต้องการปลายทางแบบคนชอบธรรม
มีคนกลาวว่า  “แม้ชีวิตเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะใช้ชีวิตได้” และผลของการเลือกใช้ชีวิตนั้น จะกลายเป็นบั้นปลายของชีวิตตามาเช่นกัน
ทางการแพทย์ ให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพไว้ว่า  “You are… what your eat”  กินอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้น  คุณเป็นอย่างนี้ ก็เพราะสิ่งที่คุณกินเข้าไปนั่นแหละ  ซึ่งหมายรวมถึง  ผลกรรม ย่อมเกิดจากการกระทำของคุณนั่นเอง คือ หว่านสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้น หว่านเนื้อหนังย่อมเก็บเกี่ยวผลแห่งเนื้อหนัง หว่านฝ่ายวิญญาณย่อมเก็บเกี่ยวฝ่ายวิญญาณ
อย่า​หลง​เลย ท่าน​จะ​หลอก​ลวง​พระ​เจ้า​ไม่ได้ เพราะ​ว่า​ผู้ใด​หว่าน​อะไร​ลง ​ก็​จะ​เกี่ยว​เ​ก็​บ​สิ่ง​นั้น​
ผู้​ที่​หว่าน​ใน​ย่าน​เนื้อ​หนัง​ของ​ตน ​ก็​จะ​เกี่ยว​เ​ก็​บ​ความ​เปื่อย​เน่า​จาก​เนื้อ​หนัง​นั้น แต่​ผู้​ที่​หว่าน​ใน​ย่าน​พระ​วิญญาณ ​ก็​จะ​เกี่ยว​เ​ก็​บ​ชีวิต​นิรันดร์​จาก​พระ​วิญญาณ​นั้น​ (Gal 6:7-8)
พระคัมภีร์สอนว่า  พระเจ้าทราบทางของคนชอบธรรม  ส่วน ทางของคนอธรรมจะพินาศไป
สดุดีบทที่ 1 ข้อ 3-6  สอนต่อไปว่า... เขาเป็นเช่นต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำ    ซึ่งเกิดผลตามฤดูกาล  และใบก็ไม่เหี่ยวแห้ง    การทุกอย่างซึ่งเขากระทำก็จำเริญขึ้น...  
คนชอบธรรมจะมีชีวิตและปลายทางอย่างไรบ้าง
1. เป็นเหมือนต้นไม้ที่อยู่ถูกที่ถูกทาง (อยู่ในที่ที่ควรจะอยู่)
2. เป็นเหมือนต้นไม้ที่เกิดผลตามฤดูกาล (เป็นไปตามคาดหวังได้)
3. เป็นเหมือนต้นไม้ที่มีความอุดมสมบูรณ์ (ใบไม่เหี่ยวแห้ง)
4. เป็นเหมือนต้นไม้ที่เจริญเกิดผลดีทุกอย่าง
5. มีชีวิตที่มั่นคง ไม่ถูกกำจัดทิ้งเหมือนแกลบ (เมล็ดที่ลีบ)                
6. คนชอบธรรมจะสามารถยืนอยู่ได้ในวันพิพากษา                         
7. คนชอบธรรมได้รับการรับรองจากพระเจ้า
                 
เพราะพระเจ้าทรงทราบทางของคนชอบธรรม  
            

ส่วนคนอธรรมนั้น มีสิ่งตรงข้ามทุกอย่าง  คือ อยู่ในที่ไม่ควรจะอยู่  ไม่สามารถเป็นไปตามคาดหวังได้  ไม่มีความสมบูรณ์พูนสุข  ไม่เจริญก้าวหน้า ไม่มั่นคงในชีวิต  ไม่อาจทนต่อการพิสูจน์หรือการพิพาษาได้ และสุดท้ายจะพินาศไป
ผลการกระทำของคนอธรรมนั้น ไม่จำเป็นต้องรอถึงปลายทางของชีวิต เพราะในปัจจุบันเขาก็ไม่มีความสุขที่แท้จริง  แม้ดูภายนอกจะมีหลายสิ่งหลายอย่างแต่ภายในนั้นว่างเปล่า

คนชอบธรรม เลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างไร ถึงมีชีวิตในปัจจุบันและปลายทางชีวิตที่ดีได้

1.  เลือกคบคน
1ความสุขเป็นของบุคคล  
 ผู้ไม่ดำเนินตามคำแนะนำ ของคนอธรรม  
 หรือยืนอยู่ในทางของคนบาป  
 หรือนั่งอยู่ในที่นั่งของคนที่ชอบเยาะเย้ย  
หากอยากมีชีวิตที่ดีต้องเลือกคบคนที่ดี  ไม่คบคนที่แนะนำแต่สิ่งชั่วร้าย  ไม่คบคนที่พาไปเดินในทางมืดมิด  ไม่คบคนที่พาไปนั่งในที่ไม่ดี ไม่คบคนที่พูดแต่สิ่งไม่ดี คำพูดไม่สร้างสรรค์ ปากพาจน ปากพาเจ็บ
พระคัมภัรรีสอน...ไม่ให้ฟังเสียงที่(คำแนะนำ)ชั่วร้าย แต่สนใจเสียงที่ดี 
ไม่ร่วมมือกับความชั่ว แต่นำตัวเองอยู่ในสิ่งที่ดี  ทั้งไม่เดินตามคำแนะนำของคนอธรรม ไม่ยืนในทางคนทำบาป ไม่นั่งในที่คนพูดไม่ดี

2. เลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องที่จะนำชีวิตไปสู่ปลายทางที่ดี
โลกทุกวันนี้มีข้อมูลจำนวนมากนับไม่ถ้วน (Big DATA) จึงต้องเลือกข้อมูลที่จะทำให้ชีวิตมีความสุขและนำปลายทางที่ดีมาสู่ชีวิต 
จะรู้ได้อย่างไรว่าข้อมูลไหน จริง หรือ เท็จ ชัวร์ หรือ มั่วนิ่ม  ต้องเข้ามา พึ่งในพระเจ้าและทำตามพระคำ
พระคำของพระเจ้านั้นเป็นแหล่งสติปัญญา และนำไปสู่ความสุขที่ยั่งยืนได้  ตามที่สอนว่า
                                 2แต่ความปีติยินดีของผู้นั้นอยู่ในพระธรรมของพระเจ้า  
                                                                 เขาภาวนาพระธรรมของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน
  
การรู้จักและคิดคำนึงถึงพระคำของพระเจ้ามีผลดีต่อชีวิต
จะทำให้ใช้ชีวิตอย่างชาญฉลาดและมีความสุข
 กฎหมายของพระเจ้ารอบคอบ    และฟื้นฟูจิตวิญญาณ  
 กฎเกณฑ์ของพระเจ้านั้นแน่นอน    กระทำให้คนรู้น้อยมีปัญญา  
 ข้อบังคับของพระเจ้านั้นถูกต้อง    กระทำให้จิตใจเปรมปรีดิ์  
 พระบัญญัติของพระเจ้านั้นบริสุทธิ์    กระทำให้ดวงตากระจ่างแจ้ง
   (Psalms 19:7-8)
จะไม่ได้รับความอับอาย
 แล้วข้าพระองค์จะไม่ได้รับความอาย   โดยจดจ่ออยู่ที่พระบัญญัติทั้งสิ้นของพระองค์  
(Psalms 119:6)
จะรักษาชีวิตที่ดีและบริสุทธิ์ไว้ได้
                 หนุ่มๆจะรักษาทางของตนให้บริสุทธิ์ได้อย่างไร    โดยระแวดระวังตามพระวจนะของพระองค์  
                (Psalms 119:9-10)
จะปกป้องไม่ให้ทำในสิ่งที่ผิดพลาด
                 ข้าพระองค์ได้สะสมพระดำรัสของ พระองค์ไว้ในใจของข้าพระองค์    เพื่อข้าพระองค์จะไม่ทำบาป
ต่อพระองค์   (Psalms 119:11)

คุณพอจะทราบปลายทางชีวิตของตนเองหรือยังว่าจะเป็นอย่างไร 
หากอยากเป็นดังคนชอบธรรม วันนี้เป็นโอกาสที่คุณจะเริ่มและเลือกทางที่ถูกต้อง
...ดูคนที่คุณคบสักนิดว่าจะพาไปทางดีหรือทางร้าย...คุณได้เดินในทางของคนชอบธรรมหรือไม่
...ดูสิ่งที่คุณทำหน่อยว่าจะช่วยให้คุณเจริญขึ้นหรือล่มจม...คุณได้แสวงหาพระเจ้าและพระคำของพระองค์หรือไม่

เชิญเข้ามาแสวงหาทางของพระเจ้าและทำตามพระคำของพระองค์ เพื่อจะมั่นใจได้ว่า ปลายทางของชีวิต จะเป็นปลายทางที่มั่นคงนิรันดร์

(ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต)

26 ตุลาคม 2562

“ผู้รับใช้ของพระเจ้า” (มือใหม่) The servant of God โดย บัณฑิต ดาแว่น


คิดอย่างบัณฑิต

“ผู้รับใช้ของพระเจ้า” (มือใหม่)   
โดย ศาสนาจารย์ บัณฑิต ดาแว่น 

วันนี้ มีโอกาสแบ่งปันพระวจนะของพระเจ้าสำหรับนักศึกษาพระคริสตธรรมในวันรับวุฒิบัตร จากนี้จะต้องออกไปสนามรับใช้จริง จะถูกเรียกขานว่า “ผู้รับใช้ของพระเจ้า”   จะมีทั้งคนให้เกียรติ คาดหวัง ในขณะเดียวกันจะมีคนคอยสังเกตและพิสูจน์ฝีมือการทำงานของผู้รับใช้มือใหม่ไปด้วย
จะเตรียมตัว และรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างไร มีเรื่องที่จะขอให้ทำสองเรื่อง
โดยประยุกต์จากพระคัมภีร์ 2 ทิโมธี บทที่ 1 ข้อ 1 - 14
1.  ขอให้มั่นใจว่ามีผู้คอยเป็นกำลังใจอยู่เบื้องหลังเสมอ (ข้อ 1-4)
จาก   เปาโล   อัครทูตของพระเยซูคริสต์ตามน้ำพระทัยของพระเจ้า   ผู้ได้รับมอบการประกาศพระสัญญา   ที่จะทรงประทานชีวิตซึ่งมีในพระเยซูคริสต์  
 2ถึง   ทิโมธี   บุตรที่รักของเรา  
 ขอพระคุณและพระเมตตา   และสันติสุขจากพระบิดาเจ้า   และพระเยซูคริสตเจ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา   จงดำรงอยู่กับท่านเถิด 3เมื่อข้าพเจ้าระลึกถึงท่านในการอธิษฐานอยู่เสมอนั้น   ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระเจ้าซึ่งข้าพเจ้าได้รับใช้ด้วยจิตสำนึกอันบริสุทธิ์เช่นบรรพบุรุษของข้าพเจ้า 4ขณะเมื่อระลึกถึงน้ำตาของท่าน   ข้าพเจ้าก็ปรารถนาทั้งวันทั้งคืนที่จะได้พบท่าน   ซึ่งจะทำให้ข้าพเจ้ายินดีอย่างยิ่ง
ผู้ที่จะคอยเป็นกำลังใจคือ คณาจารย์
อาจารย์ยังคิดถึงลูกศิษย์เสมอ  ดังที่อาจารย์เปาโลระลึกถึงและอธิษฐานเผื่อทิโมธีเสมอ  ขอให้รู้และมั่นใจว่ามีบรรดาอาจารย์และผู้หลักผู้ใหญ่คอยเป็นกำลังใจให้เสมอ  ดังนั้น จบออกไปแล้ว อย่ากระดี๊กระด๊าจนเกินไป อย่าหลงเพลินไปกับความมีอิสระเสรี ที่ผ่านมานั้นถูกกรอบของกฎระเบียบที่สถาบันให้ฝึกฝนมานาน  ในหัวอกของอาจารย์เหมือนพ่อแม่ที่คอยมองลูกๆ เสมอ แม้เขาจะเก่งขนาดไหน อายุมากขึ้นเท่าไหร่ แต่พ่อแม่ยังคิดถึงลูกน้อยของตนอยู่เรื่อยไป  และด้วยพลังแห่งความคิดถึงนี่แหละที่จะออกมาเป็นคำอธิษฐานเพื่อพวกท่าน  ดังนั้น บุตรชาย บุตรหญิงของเราเอ๋ย อย่าลืมคำสั่งสอนของพ่อแม่เจ้านะ อย่างที่สุภาษิตสอนว่า
 8บุตรชายของเราเอ๋ย  จงฟังคำเตือนของพ่อเจ้า   และอย่าทิ้งคำสั่งสอนของแม่เจ้า  
 9เพราะทั้งสองนั้นเป็นมงคลงามสวมศีรษะของเจ้า   เป็นจี้ห้อยคอของเจ้า
   Proverbs 1:8-9
ผู้ที่จะสถิตอยู่กับท่านเสมอ คือ องค์พระผู้เป็นเจ้า
พระเจ้ายังคงสถิตอยู่กับท่านเสมอ ดังที่อาจารย์เปาโลอวยพรไว้ว่า...ขอพระคุณและพระเมตตา   และสันติสุขจากพระบิดาเจ้า   และพระเยซูคริสตเจ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา   จงดำรงอยู่กับท่านเถิด
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ให้คิดถึงและมั่นใจใน พระคุณ พระเมตตา และ สันติสุขจากพระบิดาเจ้า และพระเยซู ผู้สถิตอยู่ด้วย และผู้ทรงดำรงอยู่ คือ มีชีวิตอยู่ มีอำนาจอยู่ ตามพระสัญญาของพระองค์ ที่เมื่อใช้เราออกไปก็จะทรงให้สิทธิอำนาจ และสถิตอยู่ชูช่วยเสมอไปเช่นกัน 
18พระเยซูจึงเสด็จเข้ามาใกล้แล้วตรัสกับเขาว่า   “ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี   ในแผ่นดินโลกก็ดีทรงมอบไว้แก่เราแล้ว 19เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ   ให้เป็นสาวกของเรา   ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา   พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ 20สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้   นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป   จนกว่าจะสิ้นยุค” Matthew 28:18-20

2. ขอให้เตรียมชีวิตเพื่อพิชิตทุกสถานการณ์ให้ได้ (ข้อ 5-14)
1. จงมีความเชื่ออย่างจริงใจ (5)
5ข้าพเจ้าระลึกถึงความเชื่ออย่างจริงใจของท่าน   อันเป็นความเชื่อซึ่งเมื่อก่อนได้มีอยู่ในโลอิสยายของท่าน   และในยูนีสมารดาของท่าน   และบัดนี้ข้าพเจ้าเชื่อว่ามีอยู่ในท่าน
ให้มีความเชื่อที่จริงใจ  คือ เชื่อออกมาจากใจของตนเอง ไม่ใช่แค่ฟังหรือรับรู้มาจากคนอื่นเท่านั้น แต่ต้องมีประสบการณ์แห่งความเชื่อในพระเจ้าด้วยตนเองอย่างแท้จริง
2. จงใช้และพัฒนาของประทานอย่างเต็มที่ (6-7)
6อันของประทานของพระเจ้าซึ่งมีอยู่ในท่าน   โดยที่ข้าพเจ้าได้เอามือวางบนท่านนั้น   ขอเตือนว่าท่านจงกระทำให้รุ่งเรืองขึ้น 7เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงประทานจิตที่ขลาดกลัวให้เรา   แต่ได้ทรงประทานจิตที่กอปรด้วยฤทธิ์   ความรัก   และการบังคับตนเองให้แก่เรา  
ไม่มีใครเก่งมาแต่เกิด  แม้พระเจ้าจะให้ของประทานและความสามารถแล้ว แต่หากไม่ฝึกฝน ไม่พัฒนา ก็จะใช้การไม่ได้เมื่อถึงเวลา
ท่านปัญญาจารย์สอนไว้ว่า  10ถ้าขวานทื่อแล้ว  และเขาไม่ลับให้คม   เขาก็ต้องออกแรงมาก   แต่สติปัญญาจะช่วยให้บรรลุความสำเร็จ   Ecclesiastes 10:10
                3. จงมีใจกล้าและอดทน (8-12)
8อย่าละอายที่จะเป็นพยานฝ่ายองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา   หรือฝ่ายตัวข้าพเจ้าที่ถูกจำจองอยู่เพราะเห็นแก่พระองค์   แต่จงมีส่วนในการยากลำบาก   เพื่อเห็นแก่ข่าวประเสริฐ   โดยอาศัยฤทธิ์เดชแห่งพระเจ้า 9ผู้ทรงช่วยเราให้รอด   และทรงให้เรามาเป็นผู้รับใช้ของพระองค์   ไม่ใช่เพราะเห็นแก่การดีที่เราได้กระทำ   แต่เพราะเห็นแก่พระประสงค์ของพระองค์เอง   และพระคุณซึ่งทรงประทานแก่เรา   ในพระเยซูคริสต์ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มานั้น
10และบัดนี้ได้ทรงสำแดงให้ประจักษ์   โดยการที่พระเยซูคริสต์พระผู้ช่วยให้รอดของเราเสด็จมา   ผู้ได้ทรงกำจัดความตายให้สูญสิ้น   และได้ทรงกระทำให้ชีวิตและสภาพอมตะกระจ่างแจ้งโดยข่าวประเสริฐ 11สำหรับข่าวประเสริฐนั้น   ข้าพเจ้าได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ประกาศ   เป็นอัครทูตและเป็นครู 12เพราะเหตุนั้นเองข้าพเจ้าจึงได้ทนทุกข์ลำบากเช่นนี้   ถึงกระนั้นข้าพเจ้าก็ไม่ละอาย   เพราะว่าข้าพเจ้ารู้จักพระองค์ที่ข้าพเจ้าได้เชื่อ   และข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า   พระองค์ทรงสามารถรักษาซึ่งข้าพเจ้าได้มอบไว้กับพระองค์[ หรือ   ซึ่งพระองค์ได้ทรงมอบให้แก่ข้าพเจ้า ]    จนถึงวันพิพากษาได้

งานรับใช้ถือว่าเป็นงานที่ยากที่สุดในโลก และเป็นงานที่ง่ายที่สุดในโลกเช่นเดียวกัน ที่ “ยาก” เพราะเป็นการเปลี่ยนชีวิตของคน ซึ่งเราเองทำไม่ได้  ในขณะเดียวกันที่ “ง่าย” เพราะ พระเจ้าเป็นผู้กระทำกิจภายในชีวิตของเราและคนที่เชื่อด้วยฤทธิ์อำนาของพระองค์  ด้งนั้น ต้องมีใจกล้าด้วยความเชื่อ และอดทน เพราะนี่เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่เลือกใช้ชีวิตของท่าน
                4. จงดำเนินชีวิตให้สมกับเป็นคนรับใช้ของพระเจ้า (13-14)
13จงประพฤติตามแบบแห่งคำสอนอันมีหลักที่ท่านได้ยินจากข้าพเจ้า   ด้วยความเชื่อและความรักซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์ 14จงรักษาความจริงซึ่งได้ทรงมอบไว้แก่ท่านโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์   ซึ่งทรงสถิตอยู่ภายในเรา  
เกราะป้องกันในการรับใช้ที่ดีที่สุดคือ การดำเนินชีวิตในทางที่ถูกต้องในสายพระเนตรของพระเจ้าเสมอ ผู้อาวุโสให้คำแนะนำไว้ว่าให้ใช้หลักการ ท-ท-ท-ท = “ทำอย่างที่เทศน์ และ เทศน์อย่างที่ทำ” อย่าเปิดช่องโหว่ให้มารหรือใครมาโจมตีเราได้  แม้วันนี้ยังไม่เก่ง ไม่เข้าใจ ไม่ได้มีประสบการณ์มากนัก แต่หากชีวิตดี มีชัยไปแล้วกว่าครึ่ง สิ่งเหล่านี้ต้องมีการฝึกฝน พัฒนา อุตส่าห์พยายามอยู่เสมอ อย่าอวด ดี อวดเก่ง แต่จงใช้ชีวิตให้สมกับเป็นคนรับใช้ของพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด

ขอให้ผู้รับใช้ของพระเจ้า (มือใหม่) จดจำเรื่องที่ขอในวันนี้... 
ขอให้มั่นใจว่ามีผู้คอยเป็นกำลังใจอยู่เบื้องหลังเสมอ ทั้งบรรดาอาจารย์ และที่สำคัญพระเจ้าอยู่กับท่าน
ขอให้เตรียมชีวิตเพื่อพิชิตทุกสถานการณ์ให้ได้  โดย..
จงมีความเชื่ออย่างจริงใจ  จงใช้และพัฒนาของประทานอย่างเต็มที่
จงมีใจกล้าและอดทน  จงดำเนินชีวิตให้สมกับเป็นคนรับใช้ของพระเจ้า
อาเมน !


18 ตุลาคม 2562

คำถามที่ยากของชีวิต พระเยซูคริสต์มีทางออก โดย บัณฑิต ดาแว่น


คิดอย่างบัณฑิต

คำถามที่ยากของชีวิต 
พระเยซูคริสต์มีทางออก  
โดย ศจ.บัณฑิต ดาแว่น
ช่วงเวลาผมที่ต้องรับผิดชอบงานอย่างหนัก แต่พระเจ้ายังเพิ่มโอกาสรับใช้ผู้คนที่กำลังทุกข์โศกเศร้า เพื่อนำการปลอบประโลม ให้ความหวัง กำลังใจตามหลักการแห่งพระวจนะ อีกทั้งประกาศความจริงออกไป  แม้จะรู้สึกเหนื่อยกาย(ตามวัยที่เริ่มโรยรา)แต่ใจกลับมีพลัง และยังพร้อมทำงานเพื่อเชิดชูพระนามต่อไป  จึงได้นำบางส่วนมาแบ่งปันไว้ตรงนี้...
ในความเป็นมนุษย์ที่มีความจำกัด มีหลายเรื่องที่ไม่รู้ ไม่เข้าใจ แม้อยากจะรู้และอยากจะเข้าใจ ก็ยังยากที่จะสรุปแบบชัดๆ ว่าเป็นเพราะอะไร  โดยเฉพาะเวลาที่มีความทุกข์โศกเศร้า  คนที่รักต้องจากไป ภัยพิบัติถาโถมเข้ามา หลายเรื่องหลากปัญหากระหน่ำมาแบบไม่ยั้ง  อาจมีคำถามมากมายเกิดขึ้น  ไม่มีใคร แม้กระทั่งผู้รับใช้ (ผม) ก็ไม่อาจมีคำตอบที่จุใจได้
เรายังสามารถเชื่อและไว้วางใจในพระเจ้าได้อยู่มั้ย ??  คำตอบคือ ยังเชื่อในพระเจ้าได้ เพราะการที่เราไม่รู้คำตอบบางเรื่อง ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าไม่มีจริง หรือ พระเจ้าช่วยไม่ได้  เพราะยังมีหลายเรื่องที่เรารู้ได้และพระคัมภีร์สอนว่าเท่าที่รู้ก็เพียงพอแล้วที่จะเชื่อได้ว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า และมีชีวิตที่นิรันดร์มั่นคงได้ โดยพระนามพระเยซู  ดัง ที่ ยอห์นลูกศิษย์คนสนิทของพระเยซูบันทึกว่า
พระเยซูได้ทรงกระทำหมายสำคัญอื่น ๆ   อีกหลายประการต่อหน้าสาวกเหล่านั้น   ซึ่งไม่ได้บันทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้ แต่การที่ได้บันทึกเหตุการณ์เหล่านี้ไว้   ก็เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เชื่อว่า   พระเยซูทรงเป็นพระคริสต์   พระบุตรของพระเจ้า   และเมื่อมีความเชื่อแล้ว   ท่านก็จะมีชีวิตโดยพระนามของพระองค์  (John 20:30-31)
ตัวอย่างจากพระคัมภีร์ยอห์นบทที่ 9 บันทึกเรื่องราวชายคนหนึ่ง เขาเกิดมาตาบอด และได้รับการรักษาจากพระเยซูอย่างอัศจรรย์  ช่วงแรกครอบครัวของเขาและคนอื่น ๆ คงมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าทำไมเด็กที่เกิดมาจึงตาบอด หรือ มีปัญหาในชีวิตทั้ง ๆ ที่เขาเพิ่งเกิดมา และปัญหานั้นยังคงอยู่ในชีวิตหลายปี จนกระทั่งสาวกของพระเยซูนำคำถามนี้ไปถามพระเยซู  เรื่องราวบันทึกว่า

เมื่อพระองค์เสด็จดำเนินไปนั้น   ทรงเห็นชายคนหนึ่งตาบอดแต่กำเนิด  และพวกสาวกของพระองค์ทูลถามพระองค์ว่า   “พระอาจารย์เจ้าข้า   ใครได้ทำผิดบาป   ชายคนนี้หรือบิดามารดาของเขา   เขาจึงเกิดมาตาบอด” พระเยซูตรัสตอบว่า   “มิใช่ว่าชายคนนี้หรือบิดามารดาของเขาได้ทำบาป   แต่เขาเกิดมาตาบอด   เพื่อให้พระราชกิจของพระเจ้าปรากฏในตัวเขา (John 9:1-3)

คำถามเหล่านี้มักเกิดขึ้นเสมอเมื่อเผชิญกับความลำบากในชีวิต  ทั้งจากคนรอบข้างและในครอบครัว  ทำไมปัญหาจึงเกิดขึ้น  ทำไมจึงเกิดภัยพิบัติกับบางคน ทำไมจึงเกิดอุบัติเหตุทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ความผิดของคนนั้น  หลายคนมักจะหาที่กล่าวโทษ หาคนผิดมารับผิดชอบให้ได้  ซึ่งบางครั้งก็ไม่ง่ายอย่างนั้น  โดยธรรมชาติของคน มักมองว่าใครเป็นคนทำผิด และ ส่วนใหญ่มักมองว่า “คนอื่น” เป็นฝ่ายผิด !!  แต่เดี๋ยวนี้อ้างอย่างนั้นยากขึ้น เพราะมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเก็บข้อมูล ถ่ายรูป บันทึกเสียง ถ่ายวีดีโอ ซึ่งบางครั้งเจ้าตัวไม่รู้ จึงยืนกรานว่าตัวเองไม่ได้ทำผิด แต่เมื่อเขานำหลักฐานมาแสดงก็แก้ตัวไม่ขึ้น ต้องยอมรับโดยดี หลายคนคงเคยรับใบสั่งพร้อมค่าปรับโทษฐานขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยมีทั้งรูปถ่ายรถและป้ายทะเบียน ความเร็วของรถ ขณะที่ขับผ่านช่วงเวลานั้น  หลักฐานชัดเจนยากจะปฏิเสธ
สาวกของพระเยซู เป็นเสมือนตัวแทนของคนทั่วไป ที่อาจได้ยินเสียงซุบซิบจากคนรอบข้างของครอบครัวที่ลูกเกิดมาตาบอดนี้ว่า “ใครได้ทำผิดบาป ชายคนนี้ หรือพ่อแม่ หรือปู่ย่าตายายของเขา”  คำถามก็คือ เมื่อถามอย่างนี้ คิดว่า จะมีคำตอบที่ชัดเจนหรือไม่  เมื่อถามแล้ว จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหา หรือจะนำความพึงพอใจให้แก่คนในครอบครัวนี้ได้หรือไม่
ฉันใด ก็ฉันนั้น ! เวลามีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นในครอบครัว หากเรามัวแต่จ้องจับผิดกันและกัน ผลสุดท้ายอะไรเกิดขึ้น ?  ส่วนใหญ่ น้ำตา เสียงดังโวยวาย และสุดท้ายก็พังพินาศไปทุกฝ่ายจริงหรือไม่ ?
 พระเยซูมีหลักคิดและแก้สถานการณ์แบบนี้อย่างไร ?  แม้พระเยซูจะรู้ และหากจะตอบว่าใครเป็นคนทำผิดทำบาป ก็สามารถตอบได้ว่า “ทุกคน” มีความผิดความบาปแน่นอน เพราะพระคัมภีร์บันทึกชัดว่า  เพราะว่าทุกคนทำบาป   และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า (Romans 3:23)
พระเยซูมีวิธีที่จะช่วยให้รับคำตอบและมีทางออกที่ดีสำหรับชีวิต !
โดยทั่วไปปัญหาอาจเกิดมาจากหลายสาเหตุหรือสาเหตุใดสาเหตหนึ่งก็ได้ เช่น ปัญหาที่เกิดจากตัวเราเอง ปัญหาที่เกิดมาจากคนอื่นกระทำ  ปัญหาที่เกิดมาจากสภาพแวดล้อม ปัญหาที่เกิดมาจากผีมารซาตานวิญญาณชั่ว และ ปัญหาที่เกิดมาจากการทดสอบของพระเจ้า  ไม่ว่าจะเกิดจากกรณีใด  พระเจ้ายังรักและห่วงใยชีวิตของเราอยู่เสมอ 
กรณีครอบครัวที่มีลูกเกิดมาตาบอด พระเยซูอธิบายว่า... “มิใช่ว่าชายคนนี้หรือบิดามารดาของเขาได้ทำบาป   แต่เขาเกิดมาตาบอด   เพื่อให้พระราชกิจของพระเจ้าปรากฏในตัวเขา”
คำตอบจากพระเยซู ช่วยให้พบความจริงว่า  พระเจ้ายังสามารถควบคุมทุก ๆ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเราเสมอ  บางครั้งพระเจ้าอนุญาตให้บางเหตุการณ์เกิดขึ้นเพื่อช่วยเราให้รู้จักพระเจ้า และรับการช่วยเหลือจากพระองค์อย่างถูกทาง  สุดท้ายให้เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า  เชื่อมั่นได้เสมอว่า มารมาเพื่อลัก ฆ่า และทำลาย  แต่พระเจ้ามาเพื่อให้ชีวิตที่ดีกว่า พระเยซูตรัสว่า  ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อจะลักและฆ่าและทำลายเสีย   เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิต   และจะได้อย่างครบบริบูรณ์ (John 10:10)
บางเรื่องที่เกิดขึ้นก็ยากที่จะเข้าใจ แม้จะมีคำอธิบายต่าง ๆนานา แต่ยังไม่เพียงพอ  ถึงกระนั้นขอจงมั่นใจว่า พระเจ้าสามารถให้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อให้พระราชกิจของพระเจ้าปรากฏในชีวิตได้  แม้บางครั้งพระเจ้าไม่ได้ช่วยตามที่เราคาดหวัง แต่สิ่งที่สำคัญคือ ถ้าเรายังเชื่อและรู้จักกับพระเจ้า นั่นคือหนทางที่ดีที่สุดสำหรับชีวิต ที่พระเจ้าจะกระทำพระราชกิจของพระองค์ท่ามกลางชีวิตได้
ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นท่ามกลางชีวิตของเรา หากมัวจ้องจับผิดกันและกัน ไม่มีทางแก้ไขได้ แต่หากจดจ้องไปที่พระเจ้า แสวงหาคำตอบ และการช่วยเหลือจากพระองค์  จะเป็นคำตอบและทางออกที่ดีทุกสุดในชีวิตได้
ท่านอยากจะได้รับคำตอบและทางออกของปัญหาชีวิตจากพระเจ้าหรือไม่ ?
พระเจ้าพร้อมช่วยท่าน  ขอให้อธิษฐาน ทูลวิงวอนต่อพระองค์ได้ด้วยตัวท่านเอง
หรือติดต่อผู้เชื่อพระเยซูที่อยู่ใกล้ๆท่านเพื่อรู้ช่องทางต่อไปได้

(ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต)