06 ธันวาคม 2562

ผู้นำกับการตัดสินใจ – Leader and decision โดย บัณฑิต ดาแว่น


คิดอย่างบัณฑิต
ผู้นำกับการตัดสินใจ – Leader and decision
โดย บัณฑิต ดาแว่น 
“การตัดสินใจ”  เป็นส่วนหนึ่งของการนำ การบริหาร ทั้งในองค์กรทั่วไปและในคริสตจักรของพระเจ้า  ทิศทางของคริสตจักรจะไปในทางใด ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้มีบทบาทการนำจะเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุดเพื่อนำไปสู่การลงมือทำ จากนั้นยอมรับผลที่ตามมาจากการตัดสินใจ
จะตัดสินใจอย่างไร ถึงจะนำคริสตจักรและงานไปสู่ทิศทางที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า?
1.  ตัดสินใจตามพระประสงค์ของพระเจ้า
การตัดสินใจตามพระประสงค์ของพระเจ้า เป็นเรื่องสำคัญ เพราะงานที่กำลังทำนั้นเป็นงานของพระเจ้า  ที่เป็นเจ้าของชีวิต เจ้าของคริสตจักร  ดังนั้น จำเป็นต้องแสวงหาความต้องการของพระเจ้าว่าเป็นอย่างไร  การอธิษฐาน เป็นหัวใจสำคัญควบคู่ไปกับการศึกษาพระวจนะอย่างจริงจัง เพื่อจะนำไปสู่การตัดสินใจตามพระประสงค์ของพระเจ้า  เราเชื่อในการทรงนำของพระเจ้าผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทำกิจผ่านทางพระคัมภีร์ ที่เป็นศูนย์รวมของพระประสงค์ของพระเจ้า  ผู้นำ ต้องยึดหลักพระวจนะในการตัดสินใจ และฟังเสียงของพระเจ้าผ่านทางพระคัมภีร์อยู่เสมอ
...มนุษย์เอ๋ย  พระองค์ทรงสำแดงแก่เจ้าแล้วว่าอะไรดี    และพระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรจากเจ้า   นอกจากให้กระทำความยุติธรรมและรักสัจกรุณา    และดำเนินชีวิตด้วยความถ่อมใจไปกับพระเจ้าของเจ้า   (Micah 6:8)
...อย่าประพฤติตามอย่างคนในยุคนี้   แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ   แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่   เพื่อท่านจะได้ทราบน้ำพระทัยของพระเจ้า   จะได้รู้ว่าอะไรดี   อะไรเป็นที่ชอบพระทัยและอะไรดียอดเยี่ยม   (Romans 12:2)

2. ตัดสินใจให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม
อาจารย์เปาโลให้หลักการทำงานร่วมกันว่า ...อย่าให้ต่างคนต่างเห็นแก่ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว   แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่นๆด้วย (Philippians 2:4)  ...เราทุกคนจงกระทำให้เพื่อนบ้านพอใจ   เพื่อนำประโยชน์และการพัฒนามาให้เขา (Romans 15:2)
การตัดสินใจของผู้นำจะส่งผลกระทบต่อผู้คนที่กำลังติดตาม และอาจส่งผลไปวงกว้างมากกว่านั้นได้  ผู้นำมักมีโอกาสรู้ เห็น เข้าใจ สิ่งที่จะเกิดขึ้นมากกว่าผู้ตาม  จึงจำเป็นต้องมีคุณธรรม จริยธรรมในการตัดสินใจตระหนักเสมอว่าจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อคนอื่น ๆ  ไม่ใช่ตัดสินใจในทางที่จะนำประโยชน์หรือผลดีต่อตัวเองเท่านั้น แต่ตรงกันข้ามหากต้องเลือก ผู้นำที่ดีควรเลือกให้การตัดสินใจนั้นเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมให้มากที่สุด  ดังตัวอย่างของพระเยซูคริสต์ที่ตัดสินใจสละสภาพของพระเจ้าลงมาเกิดเป็นมนุษย์และรับสภาพทาส ยอมตายเพื่อเป็นค่าไถ่บาปให้กับมวลมนุษย์(ฟป.2.5-13) การตัดสินพระทัยแบบนี้จึงทำให้พระนามของพระเยซูเป็นที่ยอมรับไปตลอดนิรันดร์ และนำคนบาปอย่างคุณและผมให้รับชีวิตใหม่ มีสิทธิ์ได้อยู่สวรรค์โดยพระคุณเพราะความเชื่อ
3. ตัดสินใจให้เกิดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
เป้าหมายของการตัดสินใจที่สำคัญ คือ ผลการตัดสินใจนั้นสามารถนำไปสู่ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน  การนำคริสตจักรของพระเจ้าไม่ใช่ทำตามใจของใครคนใดคนหนึ่ง หรือเพื่อเอาชนะกันและกัน แต่เพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวให้เกิดขึ้น  ต้องอาศัยความมุ่งมั่นและพากเพียรพยายาม เพราะเราต่างเป็นส่วนหนึ่งในพระกายของพระคริสต์ มีชีวิตในความเชื่อ ความหวัง และทุกสิ่งภายใต้พระนามพระองค์
...จงเพียรพยายามให้คงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน   ซึ่งพระวิญญาณทรงประทานนั้นด้วยสันติภาพเป็นพันธนะ มีกายเดียวและมีพระวิญญาณองค์เดียว   เหมือนมีความหวังใจอันเดียวที่เนื่องในการที่ทรงเรียกท่าน มีองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว   ความเชื่อเดียว   บัพติศมาเดียว พระเจ้าองค์เดียวผู้เป็นพระบิดาของคนทั้งปวง   ผู้ทรงอยู่เหนือคนทั้งปวง   และทั่วคนทั้งปวง   และในคนทั้งปวง (Ephesians 4:3-6)
สุดท้ายสิ่งที่ผู้นำตัดสินใจนั้นต้องนำรายงานต่อพระเจ้าแน่นอน
ท่านทั้งหลายจงเชื่อฟังและยอมอยู่ในโอวาทของหัวหน้าของท่าน   จงให้เขาทำงานนี้ด้วยความชื่นใจ   ไม่ใช่ด้วยความเศร้าใจ   ซึ่งจะไม่เป็นประโยชน์อะไรแก่ท่านทั้งหลายเลย   เพราะว่าท่านเหล่านั้นดูแลรักษาจิตวิญญาณของท่านอยู่   เสมือนหนึ่งผู้ที่จะต้องเสนอรายงาน   (Hebrews 13:17)
4. ตัดสินใจให้นำไปสู่ความยุติธรรม
ผู้นำ ต้องมีความยุติธรรมในการตัดสินใจ ไม่ใช่ลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องอำนวยความยุติธรรมให้เกิดขึ้น ไม่ว่าคนนั้นจะยากดีมีจน เขาควรได้รับความยุติธรรมอย่างเสมอภาคกัน  ถูกก็ว่าถูก ผิดก็ว่าผิด จริงก็ว่าจริง ไม่ก็ว่าไม่  คือการยึดหลักแห่งความจริงที่จะนำความยุติธรรมเกิดขึ้นด้วยความยำเกรงพระเจ้า ผู้เป็นเจ้านายเหนือทุกอย่าง
ฝ่ายนายก็จงทำแก่เหล่าทาสของตนตามความยุติธรรมและสม่ำเสมอกัน   เพราะท่านรู้ว่าท่านก็มีนายองค์หนึ่งในสวรรค์ด้วย   (Colossians 4:1)
ผู้นำต้องมีความคิด ความตั้งใจที่จะทำทุกวิถีทางที่จะเกิดความเป็นธรรมและสันติภาพให้เกิดขึ้น
...ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย   ในที่สุดนี้ขอจงใคร่ครวญถึงสิ่งที่จริง   สิ่งที่น่านับถือ   สิ่งที่ยุติธรรม   สิ่งที่บริสุทธิ์   สิ่งที่น่ารัก   สิ่งที่ทรงคุณ   คือถ้ามีสิ่งใดที่ล้ำเลิศ   สิ่งใดที่ควรแก่การสรรเสริญ   ก็ขอจงใคร่ครวญดู จงกระทำทุกสิ่งที่ท่านได้เรียนรู้และได้รับไว้   ได้ยิน   และได้เห็นในข้าพเจ้าแล้ว   และพระเจ้าแห่งสันติสุขจะทรงสถิตกับท่าน (Philippians 4:8-9)
5. ตัดสินใจให้นำไปสู่การถวายเกียรติแด่พระเจ้า
ผู้นำที่ดีย่อมรู้ว่า เป้าหมายสูงสุดในการทำงานนั้น ไม่ใช่เพื่อเกียรติ ศักดิ์ศรีของตนเอง แต่เพื่อเกียรติและพระสิริจะเป็นขององค์พระผู้เป็นเจ้าผู้สูงสุด ที่ทรงเลือกและเรียกให้คุณเข้าสู่การเป็นผู้รับผิดชอบต่อพันธกิจของพระองค์ 
...ให้ทุกคนถือว่าเราเป็นคนรับใช้ของพระคริสต์   และเป็นผู้อารักขาสิ่งล้ำลึกของพระเจ้า ฝ่ายผู้อารักขาเหล่านั้นต้องเป็นคนที่ไว้วางใจได้ทุกคน (I Corinthians 4:1-2)
จึงไม่สมควรที่จะสร้างบารมี สร้างอิทธิพลของตนเอง เพื่อนำประโยชน์ เกียรติเป็นของตนเป็นสำคัญ แต่ให้ตระหนักอยู่เสมอว่า คุณกำลังรับผิดชอบงานของพระเจ้าในฐานะ “ผู้รับใช้” ที่ไม่สามารถอ้างบุญคุณใด ๆต่อพระเจ้าผู้เป็นนายใหญ่สูงสุด  พระเยซูสอนว่า...ฉันใดก็ดี   เมื่อท่านทั้งหลายได้กระทำสิ่งสารพัด   ซึ่งเราบัญชาไว้แก่ท่านนั้น   ก็จงพูดด้วยว่า   'ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นบ่าวที่ไม่มีบุญคุณต่อนาย   ข้าพเจ้าได้กระทำตามหน้าที่ซึ่งข้าพเจ้าควรกระทำเท่านั้น' (Luke 17:10)
หน้าที่สำคัญของผู้นำคือ ทำทุกอย่างด้วยการถวายชีวิตและถวายเกียรติแด่พระองค์ จงมั่นใจว่าโดยทางนี้ พระเจ้าจะไม่ลืม ไม่ทอดทิ้งผู้รับใช้ของพระองค์ จะทรงประทานเกียรติและศักดิ์ศรีที่สมควรให้คุณในฐานะทาสที่ดีและสัตย์ซื่ออย่างแน่นอน  คำอุปมาที่พระเยซูสอนไว้เกี่ยวกับนายที่กลับมาคิดบัญชีและกล่าวกับทาสที่ดีและสัตย์ซื่อว่า... 'ดีแล้ว   เจ้าเป็นทาสดีและสัตย์ซื่อ   เจ้าสัตย์ซื่อในของเล็กน้อย   เราจะตั้งเจ้าให้ดูแลของมาก   เจ้าจงปรีดีร่วมสุขกับนายของเจ้าเถิด'  (Matthew 25:21)  และทรงสัญญาว่าพระเจ้าจะประทานเกียรติแก่ผู้รับใช้ของพระองค์...ถ้าผู้ใดจะรับใช้เรา   ผู้นั้นก็ต้องตามเรามา   และเราอยู่ที่ไหนผู้รับใช้ของเราจะอยู่ที่นั่นด้วย   ถ้าผู้ใดรับใช้เรา   พระบิดาก็จะทรงประทานเกียรติแก่ผู้นั้น (John 12:26) และอาจารย์เปาโลหนุนใจผู้เชื่อว่า...  เหตุฉะนั้นพี่น้องที่รักของข้าพเจ้า   ท่านจงตั้งมั่นอยู่   อย่าหวั่นไหว   จงปฏิบัติงานขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้บริบูรณ์ทุกเวลา   ท่านทั้งหลายพึงรู้ว่า   โดยองค์พระผู้เป็นเจ้า   การของท่านจะไร้ประโยชน์ก็หามิได้  (I Corinthians 15:58)
ทั้งนี้ผู้นำต้องเริ่มด้วยการมีท่าทีที่ถูกต้อง  ตัดสินใจและเลือกลงมือทำสิ่งที่จะนำการถวายเกียรติมาสู่พระนามของพระเจ้าเท่านั้น
ขอให้การตัดสินของคุณในฐานะผู้นำเป็นไปตามที่ควรจะเป็น คือ เป็นตามพระประสงค์ของพระเจ้า เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เกิดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน  นำไปสู่ความยุติธรรม และนำไปสู่การถวายเกียรติแด่พระเจ้า
อาเมน !!

(ขอบคุณภาพจากอินเตอรืเน็ต)

02 ธันวาคม 2562

โลกเปลี่ยน แต่พระเจ้ายังคงมั่น – The world changed but God stable. โดย บัณฑิต ดาแว่น



คิดอย่างบัณฑิต
โลกเปลี่ยน แต่พระเจ้ายังคงมั่น –
The world changed but God stable.   
โดย บัณฑิต ดาแว่น
สิ่งที่พระเจ้าเริ่มต้นและวางต้นแบบไว้นั้น ยังเป็นสิ่งที่มั่นใจได้ว่าจะดำรงอยู่  พระเจตณารมณ์ของพระองค์ดำริเช่นไร ยังเป็นเช่นนั้นเสมอไป  ดังที่พระเยซูตรัส
ฟ้าและดินจะล่วงไป   แต่ถ้อยคำของเราจะสูญหายไปหามิได้เลย Matthew 24:35
และผู้เขียนฮีบรูอ้างอิงถึงผู้เผยพระวจนะว่า
...องค์พระผู้เป็นเจ้าเจ้าข้า  ในเบื้องต้นพระองค์ทรงสร้างแผ่นดินโลก   และฟ้าสวรรค์เป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์    
สิ่งเหล่านี้จะพินาศ  แต่พระองค์ทรงดำรงอยู่     สิ่งเหล่านี้จะเก่าไปเหมือนเครื่องนุ่งห่ม  
 
พระองค์ทรงม้วนสิ่งเหล่านี้ไว้ดุจผ้าคลุม     และสิ่งเหล่านั้นก็จะเปลี่ยนแปลงไป แต่พระองค์ยังทรงเป็นอย่างเดิม  และปีเดือนของพระองค์ไม่สิ้นสุด   Hebrews 1:10-12
หลายอย่างในโลกนี้เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ตามกระแส ตามความรู้ ความเข้าใจ ตามเทคโนโลยี  แต่พระเจ้ายังคงเป็นเช่นเดิมไม่แปรผัน  พระองค์ทรงฤทธานุภาพอย่างไร ทรงเต็มไปด้วยฤทธิ์อำนาจอย่างนั้น ทรงตรัสไว้เช่นไร จะยังเป็นไปตามนั้น  ไม่เปลี่ยนไปตามวันเวลา สถานการณ์ หรือกระแส ความคิด ความเข้าใจ ดังที่มนุษย์กำลังเป็นอยู่ และมีแนวโน้มไปในทางเสื่อมลงหลายอย่าง  เช่น
เมื่อ...พระเจ้าตรัสว่า   “จงเกิดความสว่าง”   ความสว่างก็เกิดขึ้น พระเจ้าทรงเห็นว่าความสว่างนั้นดี   และทรงแยกความสว่างออกจากความมืด พระเจ้าทรงเรียกความสว่างนั้นว่า   วัน  และความมืดนั้นว่า   คืน   มีเวลาเย็นและเวลาเช้าเป็นวันแรก   Genesis 1:3
แม้วันเวลาผ่านไปแต่ยังมีความสว่าง มีเวลาเช้าและเย็นตามพระดำรัสของพระเจ้าเสมอ  จะเป็นเช่นนี้ไปจนกว่าจะสิ้นยุคตามแผนการของพระองค์  ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์ฝ่าฝืน ไม่ยอมอยู่ในความสว่าง หรือใช้ความสว่างไปในทางที่ผิดเพี้ยน ไม่ถูกที่ถูกเวลา หลายคนมีเวลากลางวันให้ทำงาน เวลากลางคืนในนอนหลับ  เมื่อทำกลับกัน จึงส่งผลต่อสุขภาพ ผลการศึกษาพบว่า การเจริญเติบโตของร่างกาย การรักษาเยียวยาส่วนที่สึกหรอนั้น มักเกิดขึ้นในเวลาที่นอนหลับสนิทในห้องที่มืดและเงียบเพียงพอ เมื่อบางคนใช้ชีวิตไม่เป็นตามที่ควรจะเป็นจึงเกิดปัญหาทั้งด้านสุขภาพกายและจิตใจ

เมื่อพระเจ้าสร้างมนุษย์ให้เป็นชายและหญิง พระประสงค์ของพระองค์ยังคงเป็นอย่างนั้นตลอดไป
แล้วพระเจ้าตรัสว่า   “ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาตามอย่างของเรา   ให้ครอบครองฝูงปลาในทะเล  ฝูงนกในอากาศและฝูงสัตว์   ให้ปกครองแผ่นดินทั่วไป  และสัตว์ต่าง ๆที่เลื้อยคลานบนแผ่นดิน” พระเจ้าจึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์   ตามพระฉายาของพระเจ้านั้น   พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้น   และได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง  
อะไรเกิดขึ้น ! เมื่อมีการใช้ชีวิตและทำให้มีการผิดเพศ ผิดคนไป  แม้จะมีการอ้างต่าง ๆ นานาว่า เป็นเพราะเกิดมาแบบนี้ เป็นเพราะการเลี้ยงดู เป็นเพราะสภาพแวดล้อม และที่ร้ายไปกว่านั้นคืออ้างว่า เป็นเพราะชอบ เพราะใจสั่งมา จึงทำให้เป็นคนที่ผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับที่พระเจ้าสร้าง  ผลที่ตามมาเห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า เกิดปัญหา ทั้งในชีวิตส่วนตัว ครอบครัว และสังคม ส่วนบุคคลมักเกิดความขัดแย้งในใจ ความรู้สึกผิด สับสน  ในครอบครัววุ่นวายไม่รู้จะจัดลำดับความสัมพันธ์พ่อ แม่ ลูก สามี ภรรยาอย่างไรดี เพราะมีเพศสภาพที่เปลี่ยนไป ในสังคมเกิดความขัดแย้งว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างไร สิทธิ โอกาส การทำงาน การยอมรับ ระเบียบกฎหมายจะไปทิศทางใด แม้แต่ไปเข้าห้องน้ำยังเจอปัญหา  จากข่าวคราวพบว่ามีบางคนที่คิดว่าแต่งงานกับคนที่เป็นหญิง แต่กว่าจะรู้ความจริงก็โดนหลอกเอาทรัพย์สินเงินทองไปแล้ว 
ดังนั้น ต่อไปนี้ นอกจากจะแนะนำการเลือกคู่ครอง ว่าต้องเป็นคนดี มีความซื่อสัตย์ และรับผิดชอบแล้ว ยังต้องระบุให้ชัดว่า เขาเป็นคนหรือไม่ และต้องแน่ใจว่าเขาเป็นชายหรือหญิงกันแน่ นี่คือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้ว  ซ้ำร้ายทุกวันนี้ บางคนนอกจากไม่เลือกคนเป็นคู่แล้ว ยังวิปริตไปเลือกสัตว์ สิ่งของ ต้นไม้ และอุปกรณ์บางอย่างเป็นคู่ครอง ยิ่งอันตรายไปใหญ่ !
ค่านิยมของโลกทุกวันนี้ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน  แฟชั่น ขนบธรรมเนียม ประเพณีที่(เคย)ดีงาม ก็เสื่อมทรามไปตามใจชอบตนเองมากขึ้นๆ 
มีคนรู้จักเล่าให้ฟังว่าเธอสั่งซื้อกระโปรงผ่านทางอินเตอร์เน็ตจากเว็ปไซต์ชื่อดัง แต่สิ่งที่ได้มากลับไม่เหมือนตามที่โฆษณา  เธอสั่งกระโปรงยาว ที่เรียกว่า เดรสยาว ตามรูปภาพแสดงให้เห็นกระโปรงยาวสุดปลายขาลงมาถึงตาตุ่ม จึงทุ่มเงินซื้อมา แต่เมื่อของส่งถึงบ้านถึงกลับกุมศีรษะ เพราะกระโปรงมันสั้นกว่าที่เป็น และลวดลายที่เห็นก็หาเป็นตามที่ตกลงไว้ไม่  ต้องการคืนของ แต่มีเงื่อนไขเยอะแยะ  ผมจึงพูดแบบขำๆกับเธอว่า คนขายไม่ผิดกระมัง เพราะเขาขายสินค้าตามโฆษณา คือกระโปรงยาว  แต่คำว่า ยาว ของเขา กับความเข้าใจของเราอาจไม่เหมือนกัน ดูตามสังคมทั่วไปสิ เขาใส่กระโปรง กางเกง สั้นเสมอหู เปิดให้เห็นแก้มก้นกันเลยทีเดียว แถมยังเดินเที่ยวโชว์อย่างสบายใจว่าไม่ได้นุ่งสั้นสักหน่อย....เฮ้อ ! ...  ดังนั้นเมื่อเราสั่งซื้อกระโปรงยาว และเขาส่งกระโปรงที่ยาวมาถึงหัวเข่าก็นับว่ายาวมากแล้ว... สรุปคือ เราผิดเองมั้ย ที่เข้าใจว่ากระโปรงยาว ต้องเลยหัวเขาถึงตาตุ่ม...ฮ่า ๆ ๆ...  คิดแล้วกลุ้มกับสังคมทุกวันนี้นะ !!

แม้ค่านิยมของสังคมและโลกนี้จะเปลี่ยนแปลงไป  แต่พระทัยของพระเจ้า พระวจนะของพระองค์ยังมั่นคงและเชื่อถือได้อยู่เสมอ
พระคัมภีร์ยืนยันว่า...  พระเยซูคริสต์ยังทรงเหมือนเดิมในเวลาวานนี้   และเวลาวันนี้   และต่อ ๆไปเป็นนิจกาล  Hebrews 13:8
ความรักมั่นคงของพระเจ้ายังดำรงเป็นนิยต์  แม้มนุษย์คิดนอกใจ ออกนอกทางของพระองค์ (สดด.136)
พระเจ้ายังคงสัตย์ซื่อ แม้มนุษย์คิดไม่ซื่อ เล่นไม่ซื่อกับพระองค์ (รม.3.3,2ธก.3.3)
พระเมตตาคุณ ยังอบอุ่นและหนุนนำชีวิตของเราได้เสมอ แม้เราจะเจออุปสรรค และห่างหายไปจากพระพักตร์พระเจ้า
ในขณะเดียวกัน ความบริสุทธิ์ยุติธรรม ความจริง ความเข้มงวด ความหวงแหน และฤทธานุภาพของพระเจ้ายังเต็มไปด้วยพลังและสามารถกระทำตามชอบพระทัยของพระองค์ได้อย่างสมบูรณ์เสมอ
แม้หลายสิ่งเปลี่ยนแปลงไป แต่เรายังสามารถไว้วางใจในพระเจ้าได้เสมอ  เพราะพระวจนะและความรักมั่นคงของพระองค์ยังดำรงอยู่เป็นนิตย์

(ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต)

22 พฤศจิกายน 2562

พลังแห่งพระวจนะ -Power of the word. โดย บัณฑิต ดาแว่น



คิดอย่างบัณฑิต
พลังแห่งพระวจนะ - Power of the word. 
โดย บัณฑิต  ดาแว่น

... และรู้ว่าตั้งแต่เด็กมาแล้ว ท่านก็ได้รู้พระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสามารถทำให้ท่านมีปัญญาที่จะมาถึงความรอด ได้โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ พระคัมภีร์ทุกตอน  ได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสั่งสอน การว่ากล่าวตักเตือน การแก้ไขข้อบกพร่อง และการฝึกฝนในความชอบธรรม เพื่อเตรียมคนของพระเจ้าให้พรักพร้อมสำหรับการดีทุกอย่าง   2ทิโมธี 3.15-17-NTCV
… and how from infancy you have known the holy Scriptures, which are able to make you wise for salvation through faith in Christ Jesus. All Scripture is God-breathed and is useful for teaching, rebuking, correcting and training in righteousness, so that the man of God may be thoroughly equipped for every good work. II Timothy 3:15-17 NIV.
พระวจนะของพระเจ้า จาก 2 ทิโมธี 3.15-17  เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและการรับใช้เสมอ สิ่งที่ได้เรียนรู้จาก "พลังแห่งพระวจนะ"  ตอนนี้ คือ...
1.  พระคัมภีร์เป็นพระวจนะอันศักดิ์สิทธิ์
                ข้อ15... และรู้ว่าตั้งแต่เด็กมาแล้ว ท่านก็ได้รู้พระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ....
พระคัมภีร์ไม่ใช่หนังสือธรรมดาแต่เป็น "หนังสือศักดิ์สิทธิ์"  หมายถึง มีความสมบูรณ์แบบ ไร้ข้อบกพร่อง  มีความบริสุทธิ์ถูกต้องชอบธรรม มีสิทธิอำนาจ มีพลัง มีคุณค่า และคุณประโยชน์ 
นี่คือพระลักษณะของพระคัมภีร์ ซึ่งเป็นพระวจนะของพระเจ้า  จึงสามารถเชื่อถือได้ ไว้วางใจในทุกถ้อยคำ ดำเนินชีวิตตาม และรับกำลัง สติปัญญาในการดำเนินชีวิตจากพระคัมภีร์ได้เสมอ
ในโลกนี้มีหนังสือที่ดีมากมาย แต่ไม่อาจเทียบกับพระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ได้  ดังนั้นจงตั้งใจศึกษาพระคัมภีร์  ด้วยการอ่าน เรียนรู้ ปฏิบัติตาม  โดยใช้เวลาอ่านให้มากขึ้น
                สดด 19.7-11   สอนถึงลักษณะและคุณค่าของพระคัมภีร์...
บทบัญญัติขององค์พระผู้เป็นเจ้า*ดีรอบคอบฟื้นฟูจิตวิญญาณ กฏเกณฑ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า*เชื่อถือได้ กระทำให้คนรู้น้อยมีปัญญา  ข้อบังคับของพระองค์นั้นถูกต้อง ยังความสุขใจยินดี พระดำรัสสั่งขององค์พระผู้เป็นเจ้า*แจ่มชัดยังความกระจ่างแจ้ง  ความยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้า*นั้น บริสุทธิ์ยั่งยืนเป็นนิตย์ พระบัญชาของพระองค์นั้นชอบธรรมและแน่นอน  ล้ำค่ากว่าทองคำ ยิ่งกว่าทองบริสุทธิ์ หวานละมุนยิ่งกว่าน้ำผึ้ง น้ำผึ้งที่หยดจากรวง  ทั้งหมดนี้เป็นที่ตักเตือนผู้รับใช้ของพระองค์ และเป็นบำเหน็จยิ่งใหญ่แก่ทุกคนที่ยึดถือปฏิบัติตาม
                สดด 119.1-176  สอนให้เห็นคุณค่าและพลังจากพระวจนะที่เกี่ยวข้องกับทุกด้านของชีวิต
2.  พระคัมภีร์เป็นมาจากพระเจ้า
                ข้อ  16 พระคัมภีร์ทุกตอน  ได้รับการดลใจจากพระเจ้า...
คำว่า "ดลใจ" หมายถึง การระบายลมหายใจของพระเจ้า "God-breathed" และ คำว่า "ลม" ยังหมายถึง "วิญญาณ" (ยน.3.7)  ดังนั้น พระคัมภีร์ที่มาจากการดลใจของพระเจ้า คือ พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าที่เข้ามาสู่โลกนี้ เพื่อให้มนุษย์รู้จักและเข้าใจพระเจ้า  โดยผ่านทางถ้อยคำ ที่เรียกว่า พระคัมภีร์
ลักษณะการดลใจของพระเจ้า ผ่านทางการสำแดงโดยตรง  ผ่านทางพระวิญญาณ ผ่านทางสติปัญญาของมนุษย์ (ลก1.1-3, 2ปต1.21)
ท่านทั้งหลายต้องเข้าใจข้อนี้ก่อน   คือผู้หนึ่งผู้ใดจะตีความหมายคำของผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์เอาเองไม่ได้ 21เพราะว่าคำของผู้เผยพระวจนะนั้น   ไม่ได้มาจากความคิดในจิตใจของมนุษย์   แต่มนุษย์ได้กล่าวคำซึ่งมาจากพระเจ้า   ตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงดลใจเขา II Peter 1:21

เมื่อ พระคัมภีร์เป็นลมหายใจจากพระเจ้า เป็น พระวิญญาณของพระองค์  มนุษย์จะดำรงชีวิตอยู่ได้ จึงต้องอาศัย เชื่อมโยงอยู่กับพระเจ้าเท่านั้น ทั้งลมหายใจของเรามาจากพระเจ้า และพระคัมภีร์มาจากพระเจ้า ทุกอย่างต้องเชื่อมโยงและประกอบเข้ากันจึงจะสามารถดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพได้
พระเยซูตรัสว่า "มนุษย์จะดำรงชีวิต ด้วยอาหารฝ่ายร่างกายอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องดำรงด้วยพระวจนะทุกคนที่ออกมาจากปากของพระเจ้า" (มธ.4.4) หมายถึง เราต้องหายใจ และกินอาหารจากพระเจ้า คือทั้งพระวจนะของพระองค์และพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า เท่านั้น จึงจะดำรงอยู่อย่างปกติสุขได้
ยน.15.4-5  พระเยซูตรัสว่า.... จงเข้าสนิทอยู่ในเรา   และเราเข้าสนิทอยู่ในท่าน   แขนงจะออกผลเองไม่ได้   นอกจากจะติดอยู่กับเถาฉันใด   ท่านทั้งหลายก็จะเกิดผลไม่ได้   นอกจากจะเข้าสนิทอยู่ในเราฉันนั้น  เราเป็นเถาองุ่น   ท่านทั้งหลายเป็นแขนง   ผู้ที่เข้าสนิทอยู่ในเราและเราเข้าสนิทอยู่ในเขา   ผู้นั้นก็จะเกิดผลมาก   เพราะถ้าแยกจากเราแล้วท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย...
3.  พระคัมภีร์มีคุณค่าและประโยชน์ในทุกทาง
                จากข้อ15-17  เห็นถึงคุณค่า และประโยชน์ของพระคัมภีร์  9 ประการ
...และรู้ว่าตั้งแต่เด็กมาแล้ว ท่านก็ได้รู้พระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสามารถทำให้ท่านมีปัญญาที่จะมาถึงความรอด ได้โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ พระคัมภีร์ทุกตอน  ได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสั่งสอน การว่ากล่าวตักเตือน การแก้ไขข้อบกพร่อง และการฝึกฝนในความชอบธรรม เพื่อเตรียมคนของพระเจ้าให้พรักพร้อมสำหรับการดีทุกอย่าง
                1.  ทำให้มีปัญญา
                2.  ทำให้มีความเชื่อที่ถูกต้อง คือเชื่อในพระเยซู
                3.  ทำให้มาถึงความรอด โดยความเชื่อในพระเยซู
                4.  เป็นประโยชน์ในการสั่งสอน
                5.  เป็นประโยชน์ในการว่ากล่าวตักเตือน
                6.  เป็นประโยชน์ในการแก้ไขข้อบกพร่อง
                7. เป็นประโยชน์ในการฝึกฝนความชอบธรรม
                8.  ช่วยเตรียมคนของพระเจ้าให้มีความพร้อมอย่างมีคุณภาพ
                9. ช่วยให้คนของพระเจ้าสามารถทำการดี
เมื่อพระคัมภีร์มีคุณค่าและคุณประโยชน์อย่างมาก จึงควรเอาใจใส่ ศึกษา เชื่อฟัง และดำเนินชีวิตตามอย่างจริงจัง...เพื่อให้พระวจนะเป็นพลังของชีวิตเสมอไป...อาเมน



(ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต)

18 พฤศจิกายน 2562

ปลายทางของชีวิต-The end of life โดย บัณฑิต ดาแว่น


คิดอย่างบัณฑิต 

ปลายทางของชีวิต  โดย บัณฑิต ดาแว่น  

เราต่างยอมรับว่ามี “ปลายทางของชีวิต”
แล้วปลายทางชีวิตของคุณจะเป็นอย่างไร ?
พระคัมภีร์สอนว่า  พระเจ้าเป็นผู้กำหนดปลายทางของชีวิต
มีข้อกำหนดสำหรับมนุษย์ไว้แล้วว่าจะตายครั้งเดียว และหลังจากนั้นก็จะมีการพิพากษาฉันใด (Heb 9:27) 
พระเจ้าทรงรู้ปลายทางชีวิตของแต่ละคนเป็นอย่างดี  แต่ในขณะเดียวกันทรงให้โอกาสแต่ละคนที่จะเลือกปลายทางของชีวิตได้ 
พระธรรมสดุดีบทที่ 1 ข้อ 1-6  ช่วยให้แนวคิด
1ความสุขเป็นของบุคคล  
 ผู้ไม่ดำเนินตามคำแนะนำ
ของคนอธรรม  
 หรือยืนอยู่ในทางของคนบาป  
 หรือนั่งอยู่ในที่นั่งของคนที่ชอบเยาะเย้ย  
 
2แต่ความปีติยินดีของผู้นั้นอยู่ในพระธรรมของพระเจ้า  
 เขาภาวนาพระธรรมของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน  
 
3เขาเป็นเช่นต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำ  
 ซึ่งเกิดผลตามฤดูกาล  และใบก็ไม่เหี่ยวแห้ง  
 การทุกอย่างซึ่งเขากระทำก็จำเริญขึ้น  
 
4คนอธรรมไม่เป็นเช่นนั้น  
 แต่เป็นเหมือนแกลบซึ่งลมพัด
กระจายไป  
 
5
เหตุฉะนั้นคนอธรรมจะไม่ยั่งยืนอยู่ได้   เมื่อถึงคราวพระเจ้าทรงพิพากษา  
 หรือคนบาปไม่ยืนยงในที่ชุมนุมของคนชอบธรรม  
6เพราะพระเจ้าทรงทราบทางของคนชอบธรรม  
 แต่ทางของคนอธรรมจะพินาศไป

มีปลายทางของชีวิตอยู่ 2 ประเภท  คือ ปลายทางของ “คนชอบธรรม”
                                                                                                                                และปลายทางของ “คนอธรรม”

คุณต้องการปลายทางของชีวิตแบบไหนละ ?  เชื่อว่า ทุกคนต่างต้องการปลายทางแบบคนชอบธรรม
มีคนกลาวว่า  “แม้ชีวิตเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะใช้ชีวิตได้” และผลของการเลือกใช้ชีวิตนั้น จะกลายเป็นบั้นปลายของชีวิตตามาเช่นกัน
ทางการแพทย์ ให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพไว้ว่า  You are… what your eat  กินอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้น  คุณเป็นอย่างนี้ ก็เพราะสิ่งที่คุณกินเข้าไปนั่นแหละ  ซึ่งหมายรวมถึง  ผลกรรม ย่อมเกิดจากการกระทำของคุณนั่นเอง คือ หว่านสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้น หว่านเนื้อหนังย่อมเก็บเกี่ยวผลแห่งเนื้อหนัง หว่านฝ่ายวิญญาณย่อมเก็บเกี่ยวฝ่ายวิญญาณ
อย่าหลงเลย ท่านจะหลอกลวงพระเจ้าไม่ได้ เพราะว่าผู้ใดหว่านอะไรลง ​ก็จะเกี่ยวก็สิ่งนั้น
ผู้ที่หว่านในย่านเนื้อหนังของตน ​ก็จะเกี่ยวก็ความเปื่อยเน่าจากเนื้อหนังนั้น แต่ผู้ที่หว่านในย่านพระวิญญาณ ​ก็จะเกี่ยวก็ชีวิตนิรันดร์จากพระวิญญาณนั้น (Gal 6:7-8)
พระคัมภีร์สอนว่า  พระเจ้าทราบทางของคนชอบธรรม  ส่วน ทางของคนอธรรมจะพินาศไป
สดุดีบทที่ 1 ข้อ 3-6  สอนต่อไปว่า... เขาเป็นเช่นต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำ    ซึ่งเกิดผลตามฤดูกาล  และใบก็ไม่เหี่ยวแห้ง    การทุกอย่างซึ่งเขากระทำก็จำเริญขึ้น...  
คนชอบธรรมจะมีชีวิตและปลายทางอย่างไรบ้าง
1. เป็นเหมือนต้นไม้ที่อยู่ถูกที่ถูกทาง (อยู่ในที่ที่ควรจะอยู่)
2. เป็นเหมือนต้นไม้ที่เกิดผลตามฤดูกาล (เป็นไปตามคาดหวังได้)
3. เป็นเหมือนต้นไม้ที่มีความอุดมสมบูรณ์ (ใบไม่เหี่ยวแห้ง)
4. เป็นเหมือนต้นไม้ที่เจริญเกิดผลดีทุกอย่าง
5. มีชีวิตที่มั่นคง ไม่ถูกกำจัดทิ้งเหมือนแกลบ (เมล็ดที่ลีบ)                
6. คนชอบธรรมจะสามารถยืนอยู่ได้ในวันพิพากษา                         
7. คนชอบธรรมได้รับการรับรองจากพระเจ้า
                 
เพราะพระเจ้าทรงทราบทางของคนชอบธรรม  
            

ส่วนคนอธรรมนั้น มีสิ่งตรงข้ามทุกอย่าง  คือ อยู่ในที่ไม่ควรจะอยู่  ไม่สามารถเป็นไปตามคาดหวังได้  ไม่มีความสมบูรณ์พูนสุข  ไม่เจริญก้าวหน้า ไม่มั่นคงในชีวิต  ไม่อาจทนต่อการพิสูจน์หรือการพิพาษาได้ และสุดท้ายจะพินาศไป
ผลการกระทำของคนอธรรมนั้น ไม่จำเป็นต้องรอถึงปลายทางของชีวิต เพราะในปัจจุบันเขาก็ไม่มีความสุขที่แท้จริง  แม้ดูภายนอกจะมีหลายสิ่งหลายอย่างแต่ภายในนั้นว่างเปล่า

คนชอบธรรม เลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างไร ถึงมีชีวิตในปัจจุบันและปลายทางชีวิตที่ดีได้

1.  เลือกคบคน
1ความสุขเป็นของบุคคล  
 ผู้ไม่ดำเนินตามคำแนะนำ ของคนอธรรม  
 หรือยืนอยู่ในทางของคนบาป  
 หรือนั่งอยู่ในที่นั่งของคนที่ชอบเยาะเย้ย  
หากอยากมีชีวิตที่ดีต้องเลือกคบคนที่ดี  ไม่คบคนที่แนะนำแต่สิ่งชั่วร้าย  ไม่คบคนที่พาไปเดินในทางมืดมิด  ไม่คบคนที่พาไปนั่งในที่ไม่ดี ไม่คบคนที่พูดแต่สิ่งไม่ดี คำพูดไม่สร้างสรรค์ ปากพาจน ปากพาเจ็บ
พระคัมภัรรีสอน...ไม่ให้ฟังเสียงที่(คำแนะนำ)ชั่วร้าย แต่สนใจเสียงที่ดี 
ไม่ร่วมมือกับความชั่ว แต่นำตัวเองอยู่ในสิ่งที่ดี  ทั้งไม่เดินตามคำแนะนำของคนอธรรม ไม่ยืนในทางคนทำบาป ไม่นั่งในที่คนพูดไม่ดี

2. เลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องที่จะนำชีวิตไปสู่ปลายทางที่ดี
โลกทุกวันนี้มีข้อมูลจำนวนมากนับไม่ถ้วน (Big DATA) จึงต้องเลือกข้อมูลที่จะทำให้ชีวิตมีความสุขและนำปลายทางที่ดีมาสู่ชีวิต 
จะรู้ได้อย่างไรว่าข้อมูลไหน จริง หรือ เท็จ ชัวร์ หรือ มั่วนิ่ม  ต้องเข้ามา พึ่งในพระเจ้าและทำตามพระคำ
พระคำของพระเจ้านั้นเป็นแหล่งสติปัญญา และนำไปสู่ความสุขที่ยั่งยืนได้  ตามที่สอนว่า
                                 2แต่ความปีติยินดีของผู้นั้นอยู่ในพระธรรมของพระเจ้า  
                                                                 เขาภาวนาพระธรรมของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน
  
การรู้จักและคิดคำนึงถึงพระคำของพระเจ้ามีผลดีต่อชีวิต
จะทำให้ใช้ชีวิตอย่างชาญฉลาดและมีความสุข
 กฎหมายของพระเจ้ารอบคอบ    และฟื้นฟูจิตวิญญาณ  
 กฎเกณฑ์ของพระเจ้านั้นแน่นอน    กระทำให้คนรู้น้อยมีปัญญา  
 ข้อบังคับของพระเจ้านั้นถูกต้อง    กระทำให้จิตใจเปรมปรีดิ์  
 พระบัญญัติของพระเจ้านั้นบริสุทธิ์    กระทำให้ดวงตากระจ่างแจ้ง
   (Psalms 19:7-8)
จะไม่ได้รับความอับอาย
 แล้วข้าพระองค์จะไม่ได้รับความอาย   โดยจดจ่ออยู่ที่พระบัญญัติทั้งสิ้นของพระองค์  
(Psalms 119:6)
จะรักษาชีวิตที่ดีและบริสุทธิ์ไว้ได้
                 หนุ่มๆจะรักษาทางของตนให้บริสุทธิ์ได้อย่างไร    โดยระแวดระวังตามพระวจนะของพระองค์  
                (Psalms 119:9-10)
จะปกป้องไม่ให้ทำในสิ่งที่ผิดพลาด
                 ข้าพระองค์ได้สะสมพระดำรัสของ พระองค์ไว้ในใจของข้าพระองค์    เพื่อข้าพระองค์จะไม่ทำบาป
ต่อพระองค์   (Psalms 119:11)

คุณพอจะทราบปลายทางชีวิตของตนเองหรือยังว่าจะเป็นอย่างไร 
หากอยากเป็นดังคนชอบธรรม วันนี้เป็นโอกาสที่คุณจะเริ่มและเลือกทางที่ถูกต้อง
...ดูคนที่คุณคบสักนิดว่าจะพาไปทางดีหรือทางร้าย...คุณได้เดินในทางของคนชอบธรรมหรือไม่
...ดูสิ่งที่คุณทำหน่อยว่าจะช่วยให้คุณเจริญขึ้นหรือล่มจม...คุณได้แสวงหาพระเจ้าและพระคำของพระองค์หรือไม่

เชิญเข้ามาแสวงหาทางของพระเจ้าและทำตามพระคำของพระองค์ เพื่อจะมั่นใจได้ว่า ปลายทางของชีวิต จะเป็นปลายทางที่มั่นคงนิรันดร์

(ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต)