10 มิถุนายน 2564

The Rooster crowing at Caiaphas palace :ไก่ขันที่ลานบ้านคายาฟาส โดย บัณฑิต ดาแว่น

 


คิดอย่างบัณฑิต

ข้อคิดจากอิสราเอล

The Rooster crowing at Caiaphas palace

 ไก่ขันที่ลานบ้านคายาฟาส

โดย บัณฑิต ดาแว่น

 

วันนี้จะพาย้อนกลับไปเยี่ยมบ้านคายาฟาส ฟังเสียงไก่ขันเตือนเปโตร และก็กลับมาเป็นสัญญาณเตือนชีวิตของตนเอง นะครับ

ท่ามกลางแสงแดดแผดเผา  คณะของเรายังเดินไปตามทาง มุ่งหน้าไปยังสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งที่พระเยซูถูกจับและนำมาเพื่อสอบสวนอย่างไม่เป็นธรรม(แม้ยามค่ำคืนยังไตร่สวน)คือ บ้านของมหาปุโรหิต คายาฟาส (Caiaphas) อยู่ใกล้กับบริเวณเขาพระวิหาร กรุงเยรูซาเล็ม ประเทศอิสราเอล ตามเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ประมาณ ปี ค.ศ. 33  ปัจจุบันเป็นวิหารที่ชื่อว่า Saint Peter in Gallicantu  (Gallicantu เป็นภาษาละตินแปลว่า เสียงไก่ขัน)  ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ระลึกถึงเหตุการณ์ที่เปโตรได้แอบติดตามพระเยซูระหว่างที่ทรงถูกควบคุมตัวจากสวนเก็ทเซมาเน ไปยังบ้านของมหาปุโรหิต เสียดายที่ไม่มีเวลาเข้าไปในวิหารแห่งนี้อย่างทั่วถึง ได้แต่เดินและยกกล้องถ่ายรูปถ่ายเก็บไว้เป็นที่ระลึกเท่านั้น (อ่านเรื่องราวเก็ทเซมาเน... https://bandhit.blogspot.com/2019/05/gethsemane.html )

ณ บริเวณลานบ้านของมาหปุโรหิตคายาฟาส  เปโตรลูกศิษย์คนสนิทของพระเยซูเป็นคนที่กล้าหาญชาญชัย ติดตามไปแม้จะเป็นแบบห่างๆ (ลูกา 22.54) แตกต่างจากลูกศิษย์คนอื่น ๆ  ที่ต่างหนีเอาตัวรอด ถึงขั้นบางคนบันทึกไว้ว่าหนีไปแต่ตัวล่อนจ้อน( มาระโก 14.50)  นายแพทย์ลูกาเรียบเรียงเรื่องราวตอนนี้ไว้ว่า เปโตรเดินเข้าไปท่ามกลางเหล่าแม่บ้าน ทหารยาม ที่กำลังก่อไฟผิงแก้หนาวบริเวณลานบ้าน อีกทั้งคอยรักษาการไปพร้อม ๆ กัน  เปโตรทำตัวเนียนเข้าไปผิงไฟด้วย จึงทำให้สาวใช้คนหนึ่งสังเกตเห็น และกระซิบกระซาบว่า “คนนี้อยู่กับคนนั้นด้วย”   คนนั้น หมายถึงพระเยซูที่ถูกจับและกำลังถูกนำเข้าไปข้างในบ้าน  เปโตรร้อนใจพูดออกไปว่า “แม่เอ๋ย คนนั้น ข้าไม่รู้จัก”  สักพักก็มีคนมายืนยันว่า “เจ้าเป็นคนในพวกนั้นด้วย”  เปโตรยังเสียงแข็งแบบสั่น ๆ ว่า ไม่ใช่ ๆ ...ผ่านไปประมาณชั่วโมงมีคนยืนยันอย่างแข็งขันอีกว่า  “เจ้าเป็นพวกคนนั้นแน่ ๆ เพราะเป็นชาวกาลิลีเหมือนกัน” อาจเป็นไปได้เมื่อพวกเขาได้ยินสำเนียงแบบชาวเหนือของคนกาลิลีของเปโตร ซึ่งพระเยซูก็เติบโตมาจากที่นั่น  ถึงตอนนี้เปโตรทนไม่ไหวอีกแล้ว จึงต้องปฏิเสธอย่างไม่มีเยื้อใยว่า “พ่อเอ๋ยที่ท่านว่านั้น ข้าไม่รู้เรื่อง”  ยังไม่ทันขาดคำ เสียงไก่ขันดังขึ้นมาสวนทันที  ตามที่พระเยซูพูดไว้กับเปโตรก่อนหน้าไม่กี่ชั่วโมง และย้ำความจริงที่สุดสะเทือนหัวใจเปโตรเป็นอย่างยิ่งคือ พระเยซูทรงเหลียวมาดูเปโตรด้วย จึงยิ่งทำให้เปโตรคิดขึ้นมาได้ชัดเจนที่พระองค์ตรัสว่า “วันนี้ก่อนไก่ขัน ท่านจะปฏิเสธเราสามครั้ง”  ซึ่งก่อนหน้านั้นเปโตรตอบกลับทันทีว่า “ผมพร้อมจะไปกับพระองค์ทุกที่ แม้จะต้องติดคุกหรือตายก็ยอม”  ด้วยเหตุนี้พระคัมภีร์บันทึกว่า เปโตรจึงออกไปข้างนอกและร้องไห้เป็นทุกข์อย่างหนัก (ลูกา 22.62)

นักเทศน์ นักสอนหลายคน (รวมผมด้วย) มักจะเน้นถึงความล้มเหลวของเปโตรในเหตุการณ์นี้  แต่ครั้งนี้อยากจะให้ได้เห็นอีกมุมมองว่า เปโตรเป็นคนที่กล้าหาญ และหาวิธีติดตามสอดส่องดูแลพระเยซูผู้เป็นพระอาจารย์อย่างไม่ละสายตา  ในขณะที่ลูกศิษย์คนอื่น ๆ ต่างหนีเอาตัวรอด ทั้ง ๆ ที่พวกเขาต่างยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะพร้อมกับเปโตรเหมือนกันว่าจะไม่ทิ้ง ไม่หนี ไม่กลัว แม้จะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม (มัทธิว 26 35) แต่สุดท้ายหลักฐานปรากฎชัดว่า เปโตรยังติดตามพระเยซูไป แม้จะเป็นอันตรายถึงชีวิตก็ตาม เพราะข้อกล่าวหาส่วนหนึ่งที่พระเยซูเจอคือ การเป็นกบฏต่อซีซาร์แห่งโรม โทษสถานเดียวคือ “ตาย” และอีกข้อกล่าวหาคือ การพูดหมิ่นประมาทพระเจ้าของชาวยิว โทษสถานเดียวคือถูกหินขว้างให้ตาย 

เปโตรแสดงให้เห็นแล้วว่าเขาทำอย่างที่พูดจริง ๆ คือ จะตามพระเยซูไปทุกที่ เพียงแต่สถานการณ์ไม่เอื้อ และสถานะของเขาไม่อาจที่จะทำได้อย่างที่คิด แต่เรายังเห็นความตั้งใจอย่างแน่วแน่ของเขาได้จากการกระทำครั้งนี้  ผมเชื่อว่าพระเยซูเข้าใจ และเห็นใจเปโตรอย่างที่สุด แต่พระองค์ทรงรู้แล้วว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้น ต่อมาเราพบว่าพระเยซูใช้เปโตรนี่แหละเป็นคนแรกที่พูดถึงการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูต่อคนจำนวนมากจนกระทั่งมีคนอย่างน้อยสามพันยอมรับความจริงนี้ในวันเดียว (กิจการ 2) เปโตรเป็นผู้นำของบรรดาผู้เชื่อในช่วงเริ่มต้นอย่างไม่มีใครสงสัย

ดังนั้น ใครที่ชอบพูดว่า เปโตรขี้ขลาด เปโตรพูดไม่คิด เปโตรไม่ตามพระเยซูจริง ๆ ลองคิดดูใหม่อีกรอบนะครับ ว่าใครเป็นคนตามพระเยซูไปจริง ๆ  และถ้าเป็นตัวเราเองละ ในสถานการณ์คับขันนั้น ยังจะเข้าไปหาความเดือดร้อนใส่ตัว หรือ แอบหนีไปเอาตัวรอดดีละ !!

นักวิชาการพระคัมภีร์กล่าวว่า ยอห์น ลูกศิษย์คนสนิทอีกคนของพระเยซู น่าจะเป็นคนพาเปโตรเข้าไปในบริเวณลานบ้านมหาปุโรหิตคายาฟาส เพราะยอห์นรู้จักและมีความคุ้นเคยกับผู้คน จึงสามารถพาผ่านด่านตรวจเข้าไปได้ (อ้างอิงจาก ยอห์น 18.15-16  “สาวกคนนั้น”)

มหาปุโรหิต คายาฟาส  ท่านเป็นปุโรหิตประจำการตั้งแต่ ค.ศ. 14 – 36  โดยขึ้นตรงกับอำนาจของอาณาจักรโรม ปกติแล้วปุโรหิตของคนยิวเป็นหน้าที่ตลอดชีวิต แต่เมื่อบ้านเมืองตกอยู่ภายใต้การปกครองของต่างชาติจึงต้องถูกครอบงำจากผู้ครอบครอง  ปุโรหิตที่รู้รักษาตัวรอด จึงต้องปรับตัวให้กลมกลืนกับนักการเมืองทั้งฝ่ายคนยิวและโรมัน ต้องพยายามทำตามนโยบายให้ได้  อีกทั้งช่วงเวลานี้ยังมีผู้มีอิทธิพลเหนือ คายาฟาส คือ อันนาส พ่อตาของท่านนั่นเอง

อันนาส พ่อตาเคยเป็นมหาปุโรหิตก่อนหน้านั้น แต่ถูกปลดจากตำแหน่งเสียก่อน คายาฟาส ลูกเขยจึงได้ตำแหน่งแทน ถึงกระนั้น พ่อตา ยังมีอำนาจเหนือกว่า เพราะจากการกระทำของบรรดาผู้นำศาสนา พรรคฟาริสี ซึ่งเป็นคณะเดียวกันของทั้งสองท่าน พร้อมทั้งตัวแทนจากรัฐบาลโรม ยังส่งพระเยซูไปให้ อันนาส พิจารณาก่อนที่จะถูกส่งตัวมายัง คายาฟาส (ยอห์น 18.13)  เห็นมั้ยละครับ อำนาจของพ่อตายังมีมากว่ากว่าลูกเขย แม้จะหมดตำแหน่งแต่อิทธิพลยังอยู่นะ ดังนั้น (คิดเล่นๆ นะ) ... ดูนางใช่แต่จะดูที่แม่...(ยาย) แต่ควรดูถึงพ่อตาด้วยว่าเป็นเช่นไร...(ฮะ ฮะ ฮ่า)

การเดินทางวันนี้ ผมไม่ค่อยได้ตามติดมัคคุเทศก์ เพราะต่างคนต่างกระจายกันออกไป อีกทั้งสถานที่คับแคบ จึงต้องหาวิธีเดินไปตามสะดวก  จึงไม่ค่อยได้ยินคำอธิบายอย่างละเอียด เพียงแต่เข้าไปถ่ายรูปกับรูปปั้นบริเวณลานบ้านมหาปุโรหิต ที่เขาจำลองเหตุการณ์เปโตรเข้าไปผิงไฟร่วมกับทหารยามและสาวใช้    จากนั้นเราเดินเข้าไปในบ้านซึ่งมีหลายชั้น  เขาจำลองห้องใต้ดินที่ทำเป็นที่คุมขังนักโทษ  ประกอบกับเครื่องมือการลงโทษ อุปกรณ์การจองจำ และยังมีรูปปั้นจำลองการจองจำและการลงโทษพระเยซูไว้ด้วย สภาพหน้าตาของพระองค์แสดงความเจ็บปวด และถูกขังในห้องที่ทึบ ชื้น คับแคบ คล้ายในถ้ำ เพราะบ้านตั้งอยู่บนเนินเขาที่มีบางส่วนอยู่ใต้ดิน และอาจมีนักโทษคนอื่น ๆ อยู่ด้วย  พวกเราเข้าไปดูในบรรยากาศที่เขาติดแสงสีเสียง ดูเหมือนเพลินตา แต่ความจริงแล้ว มันเป็นสถานที่ทนทุกข์ทรมาน หากใครถูกยัดเข้าไปตรงนั้น คงเจ็บปวดทรมานอย่างมาก ผมเองยังรู้สึกหดหู่ขณะเดินไปและชมการจัดวางที่แสดงไว้ตรงหน้า แม้ไม่มีคำอธิบายก็ตาม

ตลอดชีวิตของเปโตร เมื่อได้ยินเสียงไก่ขัน คงรู้สึกเหมือนสัญญาณเตือนใจอยู่เสมอว่า คิดจะพูด จะทำอะไร ต้องพิจารณาให้ดีเสียก่อน และเมื่อพูดแล้ว ทำแล้ว ยังต้องรับผิดชอบตามนั้นด้วย  ซึ่งเปโตร เป็นคนนั้นที่ยืนยันแล้ว ต่อมาท่านเป็นผู้รับการยกย่องยิ่งกว่ามนุษย์คนหนึ่งจะได้รับด้วยซ้ำไป  ชื่อของท่าน เรื่องราวของท่าน คำเทศนาของท่าน และจดหมายที่ท่านเขียนไว้ (1-2 เปโตร)ยังจะถูกกล่าวถึงไปตราบชั่วกาลนาน

เมื่อเราอ่านเรื่องราวของเปโตร หลายครั้งมักมองในด้านความอ่อนแอ และความผิดพลาดของท่าน แต่แท้จริงแล้ว ท่านเป็นผู้ที่น่ายกย่อง และเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้ติดตามพระเยซูคริสต์อย่างยิ่งใหญ่  มีใครที่เป็นคนสนิทพระเยซู มีใครที่สามารถพูดโต้ตอบกับพระองค์ได้อย่างคล่องแคล่ว มีใครที่พระเจ้าอนุญาตให้เดินบนน้ำทะเล มีใครที่เห็นการจำแลงพระกายของพระเยซู มีใครที่รู้ข่าววงในก่อน มีใครที่พระเยซูบอกว่าพระเจ้าเปิดเผยกับเขาเรื่องการเกิดขึ้นของคริสตจักร มีใครที่เทศนาแล้วมีคนกลับใจเป็นหลายพันคน มีใครที่พูดแล้วช่วยให้คนง่อยเดินได้ มีใครที่พูดแล้วการอัศจรรย์เกิดขึ้น หนึ่งในไม่กี่คนที่พระคัมภีร์บันทึกไว้คือ “เปโตร”  ที่พระเจ้าใช้ท่านให้กระทำการดังกล่าวเพื่อประกาศพระบารมีของพระองค์ผู้กระทำสิ่งสารพัดให้เกิดขึ้น

แล้วคุณละ ! เมื่อได้ยินเสียงไก่ขัน แล้วหันมามองชีวิตของตนเองอย่างไรบ้าง 

แม้เปโตรอาจทำผิดพลาด แต่ไม่ได้ขี้ขลาดในการทำเพื่อพระเยซู จริงมั้ยครับ !

-          หากคุณเป็นเปโตรในวันนั้น คุณจะตอบสนองต่อแต่ละเหตุการณ์อย่างไร

-          คุณคิดอย่างไร คนที่คิดว่าตนเองเป็นคนดี แต่ไม่มีการกระทำที่กล้าหาญ(อย่างชาญฉลาด)

ในสิ่งที่ถูกต้อง

-          คุณคิดอย่างไรต่อคนที่ได้แต่พูดว่าคนอื่นทำไม่ถูก แต่ตนเองก็ไม่ทำอะไรจริงจัง

 

ดังนั้น อย่ามองเห็นแต่จุดอ่อนของคนอื่น จนละเลยส่วนที่ดีที่มีคุณค่าของเขาไป 

มีใครเห็นด้วยบ้างครับ !




05 มิถุนายน 2564

Peter’s fish: ปลาเปโตร โดย บัณฑิต ดาแว่น

 

คิดอย่างบัณฑิต

ข้อคิดจากอิสราเอล


Peters fish:
ปลาเปโตร   โดย บัณฑิต  ดาแว่น

ปลานิลทอดประกบด้วยผักดองนิดๆ และน้ำจิ้ม  เป็นอาหารเที่ยงมื้อพิเศษ ระหว่างการเดินทางตามรอยพระคัมภีร์ที่อิสราเอล เมื่อพฤษภาคม ปี 2019  ทำให้คณะของเราร้อยกว่าชีวิต รู้สึกตื่นเต้น ผมเองกินด้วยความเอร็ดอร่อย ไม่รู้ว่าปลาที่ทะเลสาบกาลิลีอร่อย หรือ พ่อครัวเขาปรุงได้ดี หรือว่าเป็นเพราะหิวจนตาลาย !!  ไม่ว่าอะไรในเพลานี้ก็ต้องอร่อยเป็นแน่แท้ กว่าจะได้กินมื้อเที่ยงครั้งนี้ก็บ่ายสองกว่าๆแล้ว เพราะช่วงเช้าเดินทางจากที่พักไปยังล่องเรือโบราณที่ทะเลสาบกาลิลี ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่อยู่ทางตอนเหนือของอิสราเอล ทะเลแห่งนี้มีปลาชุกชุม มีเรื่องราวเกี่ยวกับองค์พระเยซูคริสต์และลูกศิษย์ของพระองค์ ตลอดจนประชาชนบริเวณรอบ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์พระกิตติคุณทั้งสี่เล่ม  ส่วนเรื่องราวประสบการณ์ล่องเรือที่กาลิลีนั้น ผมได้เขียนไว้บางประเด็นแล้วติดตามอ่านกันได้

( https://bandhit.blogspot.com/2020/05/take-galilees-boat-with-jesus.html) 

 ย้อนกลับไปทบทวนความรู้สึกในครั้งนั้นเกี่ยวกับอาหารมื้อพิเศษ  คือกว่าจะได้กินทำท้องไส้ปั่นป่วน เพราะนอกจากจะมาถึงเกินเวลาเที่ยงแล้ว ยังต้องรอคิวอาหารอีกสักพัก แต่ก็ไม่ได้ทำให้รูสึกแย่แต่ประการใด เพราะการมาครั้งแรกในสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้มีเรื่องที่ทำให้ตื่นเต้นเกินกว่าที่จะบ่นถึงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ   ยิ่งระหว่างทางบนรถบัส มัคคุเทศก์คนขยันของเราก็มีพลังดีเหลือเกิน ยังอธิบายประวัติศาสตร์ของสถานที่ บุคคล และส่วนประกอบของเรื่องราวต่างๆ ไม่ขาดสาย เช่น อธิบายถึงการเทศนาบนภูเขาของพระเยซู ที่ทรงใช้เนินเขาแถบทะเลกาลิลีสั่งสอนประชาชนที่ติดตามนับหมื่นๆ คน แม้สมัยเมื่อ 2 พันปีก่อน ไม่ได้มีเครื่องขยายเสียง ไม่มีโปรเจ็คเตอร์ หรือเครื่องมือสื่อสารที่ฉับไวอย่างทุกวันนี้ แต่น่าอัศจรรย์คือ คำสอนของพระเยซูยังเป็นที่ประทับใจ จดจำ และส่งต่อมาถึงเราทุกวันนี้อย่างเที่ยงตรง  คำถามคือคนจำนวนมากอย่างนั้น สามารถได้ยินเสียงพระเยซูพูดได้อย่างไร รู้ได้อย่างไรว่าพระองค์จะเดินทางไปที่ไหน เมื่อไหร่  จากการสังเกตพบว่าสภาพพื้นที่ที่เป็นเนินคล้ายอัฒจรรย์ ของสนามกีฬา ประกอบกับมีโขดหิน หินลาดใหญ่ๆ อาจช่วยสะท้อนเสียง สามารถช่วยให้ได้มองเห็นและได้ยินไปไกล แต่ทั้งนี้คงไม่ใช่ทั้งหมื่นๆ คนได้ยินพร้อมกันทีเดียว เป็นไปได้ที่พระเยซูเล่าเรื่องให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งฟัง แล้วมีการส่งต่อเรื่องราวกันไป จากนั้นมีการสืบเสาะค้นหาข้อมูลและรวบรวมจนกลายมาเป็นบันทึกเรื่องราวในพระกิตติคุณของพระเยซู นายแพทย์ลูกา ผู้บันทึกพระกิตติคุณลูกายืนยันไว้เช่นนั้น (ลูกา 1.1-4) ส่วนมาระโก ชายหนุ่มผู้บันทึกพระกิตติคุณมาระโกที่มีความกระชับฉับไวเหมือนหนังจีนกำลังภายใน เขาได้รับข้อมูลมาจากอาจารย์เปโตรซึ่งเป็นลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดพระเยซู  มัทธิว เป็นผู้ติดตามด้วยตนเองประกอบกับมีความเข้าใจในธรรมเนียมยิวของตนเองจึงเขียนที่มาที่ไปของพระเยซูเป็นที่จับใจของคนยิว และยอห์น ก็เช่นกันเป็นลูกศิษย์ที่กล่าวว่าพระเยซูรักและไว้ใจมาก ได้บันทึกในอีกมุมมองที่ทำให้เราเข้าใจหลักคิดที่มีต่อพระเยซูแบบลึกซึ้ง(ยอห์น 1.1-14)  อย่างไรก็ตามหากมองในมุมของความเป็นพระเจ้าของพระเยซูแล้ว ไม่มีอะไรที่ยากเกินไปที่พระองค์จะทรงกระทำไม่ได้  คำสอน คำพูด เรื่องราวของพระเยซูจากวันนั้นเมื่อสองพันปีก่อนจนถึงวันนี้และตลอดไปจะยังคงอยู่และเป็นความจริงที่ช่วยให้คนได้ยินและเมื่อเชื่อก็จะเป็นอิสระจากสิ่งชั่วร้ายได้เสมอ

ได้ยินเสียงว่าปลานิลทอดกำลังจะมาถึงคิวผมแล้ว...

กลับมาเรื่องอาหารเที่ยงที่มีเพียงปลานิลทอดตัวเดียวบนจาน ที่ทำให้ผมหิวจนไม่รีรออะไรแล้ว หลังจากโมทนาพระคุณแล้วลงมือทันที จนลืมธรรมเนียมที่ควรปฏิบัติคือถ่ายรูปก่อนกิน !! ด้วยเหตุนั้นภาพที่ได้คือ จานข้าวของผมมีรอยถูกตักกินไปบ้างแล้ว (ไม่ว่ากันนะครับ มันหิวมากจริง ๆ) เมื่อกินเสร็จเขาตบท้ายด้วยผลอินทผลัมสดสองสามลูก ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่ได้ลิ้มลอง คนท้องถิ่นเขาแนะนำว่าอินทผลัมสดจะช่วยลดกลิ่นคาวหลังกินปลาได้เป็นอย่างดี ผมเชื่อทุกอย่างละครับ ความรู้สึกหวานฉ่ำอมเปรี้ยวฝาดนิดๆ ของอินทผลัมสดทำให้ผมประทับใจมิรู้ลืม  ยิ่งบรรยากาศที่ร้านอาหารแห่งนี้ที่ชื่อว่า “Peters Restaurant” ทำให้นั่งกินไปพร้อมกับวิวทิวทัศน์ของทะเลกาลิลีที่อยู่ตรงหน้า ก็ทำให้รู้สึกถึงกลิ่นอายของพระเยซูคริสต์สถิตท่ามกลางชีวิตของเราได้มากขึ้น เพราะแถบบนี้พระเยซูใช้เวลาในการทำพระราชกิจมากเป็นพิเศษ ใครจะไปรู้พื้นดินที่เราเดินไปนั้นอาจเป็นรอยพระบาทเมื่อสองพันปีก่อนก็ได้  แม้ขณะที่เดินตามทางดินไปร้านอาหารมัคคุเทศก์ผู้มากความสามารถยังเดินไปหักกิ่งต้นหนามชนิดหนึ่ง คล้ายต้นพุทราบ้านเรา แต่หนามยาวกว่า พร้อมทั้งอธิบายว่าอาจเป็นต้นหนามชนิดเดียวกับที่ทหารโรมนำมาทำเป็นมงกุฎหนามสวมพระเศียรของพระเยซูจนเลือดไหลอาบลงมาในช่วงเวลาแห่งการทนทุกข์ก็เป็นได้ ว่าแล้วก็ส่งให้พวกเราเอามือไปแตะความแหลมคมของหนามนั้นดู ผมสังเกตว่าสุดท้ายท่านอาจารย์ ดร.วินิจ ได้นำหนามนั้นไปและเห็นท่านนำมาคุยกันต่อหลังจากขึ้นรถบัสอีกครั้ง  

หลังจากกินอย่างพอใจแล้วใครจะลงไปถ่ายรูปที่ชาดหาดของกาลิลีก็ตามอัธยาศัย ผมเองไม่พลาดเช่นกัน แถมยังเก็บก้อนหินบางก้อนที่เหมาะมือมาเป็นที่ระลึกด้วย แลกเปลี่ยนกันถ่ายรูปทั้งแบบเดี่ยว คู่ และหมู่อย่างชื่นใจทีเดียว

ขอบคุณพระเจ้าสำหรับ เปโตร (Peter) ลูกศิษย์ของพระเยซูคริสต์ที่ทำให้ผมได้มาย้อนรอยพระบาทในครั้งนี้ ได้กินอาหารมื้อพิเศษแม้ทางกายภาพจะเป็นเพียงแค่ปลานิลตัวหนึ่ง ที่ปัจจุบันนี้จะหากินที่ไหนก็ได้ในราคาถูกๆ  จากข้อมูลพบว่า ปลานิล เป็นอาหารที่ให้โปรตีนราคาประหยัดชั้นดีแก่คนไทย เพราะพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ได้รับปลาชนิดนี้เป็นของฝากพระสหายของท่านจากญี่ปุ่น เมื่อปี พ.ศ. 2508 ต่อมาได้ทรงขยายพันธุ์และแจกจ่ายไปยังประชาชนจนกลายเป็นปลาท้องถิ่นที่เหมาะสมกับคนไทยไปแล้ว  และการตั้งชื่อว่าปลานิล อาจมาจากแหล่งที่มาจากแม่น้ำไนล์และพ้องกับชื่อพระสหายที่ออกเสียง “นิน” คือสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ 

ปลานิลที่ผมกินวันนั้นมันยิ่งกว่าการกินอาหารปกติ เพราะกินด้วยใจขอบพระคุณในดินแดนแห่งพระสัญญาโดยพระคุณของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตคนธรรมดาคนหนึ่งอย่างเช่นผม ที่ทรงเลือกสรรให้เป็นผู้รับใช้ของพระองค์ 

ท่านเปโตร หรือ Saint Peter ที่คนทั่วโลกต่างให้เกียรติท่านในฐานะผู้รับใช้ของพระเจ้า เป็นตัวอย่างหนึ่งที่มาจากชาวประมงธรรมดา หาเช้ากินเย็น ยังได้เป็นคนสนิทของพระเยซู เมื่อเขาตอบสนองการทรงเรียกอย่างแน่วแน่ เมื่อวันหนึ่งพระเยซูเสด็จมาที่เรือของเปโตร ขอใช้เรือเพื่อสั่งสอนประชาชน จากนั้นสั่งให้ออกไปจับปลา และได้ปลากลับมาอย่างล้นเหลือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นส่งผลให้เปโตรรู้ว่าพระเยซูเป็นองค์พระผู้ช่วยให้รอด แม้ไม่เข้าใจทั้งหมด แต่สิ่งที่เขาทำคือละเครื่องมือจับปลาแล้วติดตามพระเยซูไป จากผู้จับปลากลายมาเป็นผู้จับคนตามคำบัญชา ที่คนทั้งโลกยังจับใจในคำปราศรัยครั้งแรกของท่านที่เยรูซาเล็ม และช่วยให้ผู้คนสามพันคนยอมรับคำของพระเจ้าในวันเดียวได้  แม้เจ้าหน้าที่ของทางการยังประหลาดใจว่า คนพวกนี้เป็นเพียงคนสามัญแต่ทำไมพวกเขาจึงพูดได้ดีถึงเพียงนี้ คำตอบที่เขายอมรับและพูดมาเองคือ เพราะพวกเขาอยู่กับพระเยซูนั่นเอง 

แม้มีบางช่วงที่เปโตรเองมีความหวั่นไหวและอยากหนีไปให้ไกลจากเส้นทางของพระเยซู แต่สุดท้ายท่านเองยอมตายในรูปแบบถูกตรึงบนกางเขนแบบกลับหัวลงมา เพื่อจะไม่ให้เทียบเท่ากับพระอาจารย์ที่ถูกตรึงกางเขนเช่นกัน 

อะไรที่ทำให้คนธรรมดาคนหนึ่งที่การศึกษาน้อย ขาดทักษะการพูด แต่กลับเป็นคนที่พระเจ้าใช้ให้กล่าวถ้อยคำของพระองค์อย่างเกิดผลดี และยังเป็นที่ยอมรับของประชาชาติตลอดมา คำตอบมีในพระคัมภีร์ที่บันทึกเรื่องราวชีวิตของเปโตรไว้ ยิ่งย้ำชัดในพระกิตติคุณยอห์นบทที่ 21  ท่านยอห์น เพื่อนสนิทของเปโตรบันทึกไว้ว่า เปโตรได้ยืนยันถึงความจงรักภักดีของท่านต่อพระเยซูคริสต์หลังจากการเป็นขึ้นมาจากตายและปรากฎตัวให้พวกเขาได้เห็นก่อนเสด็จสู่สวรรค์   และท่านได้เล่าประสบการณ์นี้ให้มาระโกลูกศิษย์ของท่านบันทึกไว้ และท่านเองยังเขียนด้วยตนเองอีกสองฉบับ ถึงประสบการณ์และความเชื่อที่มีต่อพระเยซูคริสต์นั้นเป็นสิ่งที่ล้ำค่าต่อชีวิตอย่างแท้จริง

กินปลานิลมื้อเที่ยงเพียงมื้อเดียวในวันนั้น ยังสะท้อนถึงชีวิตจนถึงทุกวันนี้อยู่เสมอ ว่าพระเจ้าสามารถใช้ชีวิตของคนธรรมดา ที่อาสารับใช้พระองค์อย่างอัศจรรย์ได้

 การกินปลานอกจากมีคุณค่าทางโภชนาการต่อสุขภาพ ช่วยให้สมองดี มีกำลังที่แข็งแรงแล้ว ยังมีผลดีต่อชีวิตเมื่อคิดถึงความจริงของพระเยซูคริสต์ 

กินปลานิลทอด ราดน้ำจิ้มสามรส สักมื้อมั้ยครับ !



28 พฤษภาคม 2564

The Upper room: ห้องชั้นบน ที่นัดพบคนของพระเจ้า โดย บัณฑิต ดาแว่น

 


คิดอย่างบัณฑิต

ข้อคิดจากอิสราเอล

The Upper room: ห้องชั้นบน

ที่นัดพบคนของพระเจ้า

โดย บัณฑิต ดาแว่น

ห้องชั้นบน ในเยรูซาเล็มเมื่อสองพันปีก่อนเป็นสถานที่สำคัญที่เกิดเหตุการณ์ยิ่งใหญ่ตามแผนการของพระเจ้า ซึ่งเป็นพรและการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์โลก  ขอบคุณพระเจ้าที่ผมมีโอกาสได้มาตามรอยพระคัมภีร์ครั้งนี้ (ค.ศ. 2019) ได้มายืนอยู่ในห้องที่ พระเยซูคริสต์กับเหล่าสาวกมารับประทานอาหารมื้อสุดท้ายที่เรียกว่า “ปัสกา” เพื่อระลึกถึงพระเจ้าทรงนำชนชาติอิสราเอลให้ออกมาจากการเป็นทาสของอียิปต์ ซึ่งบรรพบุรุษของอิสราเอลที่เรียกว่าคน “ฮีบรู” ถูกดขี่ข่มแหงนานถึง 430 ปี 

อาหารมื้อสุดท้าย  หมายถึง อาหารมื้อสุดท้ายที่พระเยซูคริสต์ได้รับประทานกับสาวกในคืนวันพฤหัสบดีก่อนที่จะถูกจับ ถูกตรึงตายบนไม้กางเขนอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา  ในคืนวันนั้นพระเยซูใช้เหตุการณ์วันปัสกาให้กลายเป็นวันแห่งการระลึกถึงการไถ่มนุษย์ให้รอดพ้นจากการเป็นทาสของความบาปโดยการยอมสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อในพระองค์นั้นได้รับการปลดปล่อยให้เป็นไท  พระคัมภีร์บันทึกว่า

ระหว่างอาหารมื้อนั้น พระเยซูทรงหยิบขนมปังมา และเมื่อถวายสาธุการแล้ว ทรงหักส่งให้แก่เหล่าสาวกตรัสว่า “จงรับกินเถิด นี่เป็นกายของเรา” แล้วพระองค์จึงทรงหยิบถ้วยโมทนาพระคุณและส่งให้เขา ตรัสว่า “จงรับไปดื่มทุกคนเถิด ด้วยว่านี่เป็นโลหิตของเรา อันเป็นโลหิตแห่งพันธสัญญา ซึ่งต้องหลั่งออกเพื่อยกบาปโทษคนเป็นอันมาก (มัทธิว 26-26-28)

นักวิชาการพระคัมภีร์สันนิฐานว่า ห้องชั้นบนนี้น่าจะเป็นบ้านของแม่มาระโก หนึ่งในผู้หญิงที่ติดตามพระเยซู  มาระโกลูกชายของเธอเด็กหนุ่มที่ติดตามเปโตรลูกศิษย์ของพระเยซูและต่อมาเขาเป็นผู้บันทึกเรื่องราวของพระเยซูซึ่งเป็นหนึ่งในพระกิตติคุณทั้งสี่เล่ม  ทำให้เราพบว่าอิทธิพลแห่งความเชื่อที่มาจากคุณแม่นั้นทำให้ชีวิตของมาระโกได้รับและทำสิ่งที่สำคัญที่สุดต่อมวลมนุษยชาติไปชั่วกาลนาน

นักวิชาการอีกกลุ่มยังกล่าวว่า ห้องชั้นบนแห่งนี้ยังเป็นสถานที่นัดพบกันของกลุ่มคนที่ใช้ชื่อว่า “เอสซีน” (Essene) เรื่องราวของเอสซีนนั้นผมได้เขียนถึงพวกเขาในฐานะเป็นผู้คัดลอกพระคัมภีร์โบราณในชุมชนคุมราน (Qumran)ไว้บ้างแล้ว  พวกเอสซีนก็เป็นกลุ่มคนที่แสวงหาพระเจ้า อุทิศตนเพื่อรักษาความบริสุทธิ์อันเป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า พวกเขาเกิดขึ้นและดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมสมัยกับพระเยซู ฟาริสี สะดูสี และธรรมาจารย์ 

หากจินตนาการไปในเวลานั้นอาจเป็นไปได้ที่แม่ของมาระโกเป็นเจ้าของห้องชั้นบนนี้และเปิดไว้เพื่อให้บริการกลุ่มคนที่จะใช้จัดกิจกรรมทางความเชื่อ ส่วนจะให้เช่าหรือใช้ฟรีนั้นไม่ทราบได้ เพราะหากเชื่อมโยงพระเยซูกับยอห์นผู้ให้บัพติศมาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในพวกเอสซีน  และทั้งสองเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน เติบโตมาพร้อม ๆ กัน โดยยอห์นผู้ให้บัพติศมาเกิดก่อนพระเยซูประมาณ 6 เดือน (ลูกา 1.24-27) ยอห์นเป็นผู้ให้บัพติศมาแก่พระเยซูด้วย และยังยืนยันว่าพระเยซูเป็นลูกแกะของพระเจ้าที่มาเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปตามคำสัญญาและเป็นไปตามแผนการณ์ของพระเจ้า(ยอห์น 1.29-37) นั่นหมายความว่าลูกแกะที่เคยฆ่าในวันปัสกาเพื่อระลึกถึงการถูกนำออกมาจากการเป็นทาสในอียิปต์นั้นเป็นภาพที่เล็งถึงพระเยซูที่จะมาตายเพื่อไถ่บาป

นอกจากพระเยซูและยอห์นผู้ให้บัพติศมาแล้ว ยังมีความเชื่อมโยงไปถึงเปโตรผู้เป็นลูกศิษย์ของพระเยซูและมาระโกเป็นลูกศิษย์ของเปโตร  ดังนั้น การมาใช้ห้องชั้นบนจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้  พระคัมภีร์ยังช่วยให้เราได้เห็นว่าพระเยซูและลูกศิษย์น่าจะมาใช้สถานที่แห่งนี้หลายครั้ง 

ก่อนที่พระเยซูจะเสด็จขึ้นสู่สวรรค์หลังจากเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว ทรงสั่งสาวกให้ไปรอที่กรุงเยรูซาเล็ม กำชับให้รอที่นั่นจนกว่าจะได้รับสิ่งที่ทรงสัญญาไว้แก่พวกเขา ซึ่ง ณ เวลานั้นพวกสาวกของพระเยซูยังไม่เข้าใจทั้งหมด เพราะยังจมอยู่กับความสับสนวุ่นวายจากการตายของพระอาจารย์ การงุนงงสงสัยที่เห็นพระเยซูมาปรากฏให้เห็นเป็นระยะ ๆ ว่าทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว แต่พวกเขายังไม่เชื่อ ไม่เข้าใจถึงสิ่งที่พระเยซูเคยตรัสสอนไว้ตลอดสามปีที่ผ่านมา ว่า บุตรมนุษย์จะต้องถูกทนทุกข์ทรมานจนกระทั่งความตาย และในวันที่สามจะทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาใหม่ เป็นคำพยากรณ์นับพันปีที่พระเยซูพูดกับพวกเขาว่ามันจะเกิดขึ้นและสำเร็จในตัวของพระองค์ (ลูกา 24.36-49, กิจการ 1.4-5)

บรรดาสาวกยังยึดมั่นในคำสั่งของพระเยซู พวกเขาไปรวมตัวกันที่ห้องชั้นบนในเยรูซาเล็ม พระคัมภีร์บันทึกว่ามีประมาณ 120 คน (กิจการ 1.12-15) พวกเขาใช้เวลาอธิษฐาน นมัสการพระเจ้า โดยไม่ได้ออกไปที่ไหน นับตั้งแต่พระเยซูเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ เพราะยังมีการคุกคามจากทางผู้นำศาสนายิวและทหารโรมในเวลานั้นที่หาวิธีกำจัดคนกำจัดข่าวเรื่องการเป็นขึ้นมาจากตายของพระเยซูให้หมดไป ไม่ว่าจะเป็นการจ้างให้คนเล่าข่าวลือว่าสาวกของพระเยซูขโมยศพพระเยซูไปซ่อนและอ้างว่าเป็นขึ้น การขมขู่ไม่ให้ใครพูดถึงเรื่องการถูกประหารอย่างไร้ความผิดและการเป็นขึ้นตามคำทำนาย  การตามจับตัวผู้ที่เกี่ยวข้องกับพระเยซู เป็นต้น  ประกอบกับความกลัว ความสงสัยของพวกสาวกเอง การมารวมตัวกันในสถานที่ที่ปลอดภัยน่าจะดีกว่าแน่นอน  ทั้งนี้ เชื่อว่าทุกสิ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้า  แม้ในขณะที่มนุษย์ยังไม่พร้อม ไม่เข้าใจทั้งหมดแต่ด้วยความรักความเมตตา พระองค์ยังทรงคอยช่วยเหลือตลอดมา (โรม 5.6-11)

เรื่องราวของห้องชั้นบน เกี่ยวข้องประวัติศาสตร์คริสตจักร

กิจการบทที่ 2 บันทึกถึงเหตุการณ์ที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ของโลกก็คือ...เมื่อวันเทศกาลเพ็นเทคอสต์มาถึง จำพวกศิษย์จึงรวมอยู่ในที่แห่งเดียวกัน ในทันใดนั้นมีเสียงมาจากฟ้าเหมือนเสียงพายุกล้าสั่นก้องทั่วตึกที่เขานั่งอยู่นั้น มีเปลวไฟสัณฐานเหมือนลิ้นปรากฏแก่เขากระจายอยู่บนเขาสิ้นทุกคน เขาเหล่านั้นก็ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงตั้งต้นพูดภาษาอื่นๆ ตามที่พระวิญญาณทรงโปรดให้พูด (กิจการ 2.1-4)

วันเพ็นเทคอสต์ คือ วันที่ห้าสิบ นับจากวันที่พระเยซูเป็นขึ้นจากความตายในเช้าวันอาทิตย์ (ปี ค.ศ. 2021 คือ 4 เมษายน) จากนั้นทรงสำแดงกายใหม่ให้สาวกได้เห็นหลายครั้งเป็นเวลาสี่สิบวันจากนั้นจึงเสด็จขึ้นสู่สวรรค์และถัดมาอีกสิบวัน ที่เรียกว่า “เพ็นเทคอสต์” ภาษากรีกหมายความว่า “ห้าสิบ” (ปี ค.ศ. 2021 คือ 23 พฤษภาคม) ดั้งเดิมเป็นเทศกาลของชาวยิว อยู่หลังจากของเทศกาลปัสกาและต่อด้วยการฉลองเทศกาลสัปดาห์ซึ่งเป็นการฉลองการเก็บเกี่ยว(เลวีนิติ 23.15)  พระเจ้าใช้เทศกาลปัสกาและการฉลองการเก็บเกี่ยวนี้เพื่อทำการใหญ่ของพระองค์ผ่านทางผู้ติดตามพระเยซูเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ คือต่อไปนี้จะเป็นการฉลองถึงการเสด็จมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์อันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นพระวิญญาณของพระเจ้าที่ทรงประทานเป็นลมหายใจให้แก่มนุษย์ตั้งแต่การทรงสร้างครั้งแรก(ปฐมกาล 2.7) เป็นพระวิญญาณที่จะสถิตอยู่กับผู้เชื่อในพระเยซูเพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าคนนั้นเป็นลูกของพระเจ้าที่ได้รับการสร้างขึ้นใหม่แล้วโดยทางพระวิญญาณ (ยอห์น  1.12, 3.5-8, 2โครินธ์ 5.17, เอเฟซัส 1.13-14)

จากเหตุการณ์ที่ห้องชั้นบนท่ามกลางเหล่าผู้ติดตามพระเยซูประมาณหนึ่งร้อยยี่สิบคนในวันนั้นที่พวกเขาได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ตามพระสัญญา ทำให้พวกเขากลายเป็นคนใหม่ ที่มีความมั่นใจในพระเยซูคริสต์ว่าพระองค์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า พระผู้ช่วยให้รอดพ้นจากความผิดบาปของมวลมนุษยชาติ  พวกเขาจึงไม่กลัว ไม่หยุดการเป่าประกาศถึงเรื่องราวแห่งความจริงนี้ 

เปโตร เป็นหนี่งในคนเหล่านั้นที่ประกาศเสียงดังต่อผู้คนจำนวนมากว่า พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า เป็นพระเมสสิยาห์ตามคำพยากรณ์ไว้ พระองค์ถูกจับ ถูกประหารอย่างไร้ความผิด ทรงสิ้นพระชนม์ ถูกฝังไว้ และในที่สุดทรงเป็นขึ้นมา ทรงปรากฏให้หลายคนได้เห็น ทรงเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ และได้ประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์มายังคนของพระองค์  ใครก็ตามที่ยอมรับว่าตนเองได้ทำผิดบาปต่อพระเจ้าและยอมรับว่าพระเยซูเป็นพระผู้ไถ่ เขาจะรับการช่วยให้รอดพ้นจากโทษของบาปนั้นโดยความเชื่อในพระเยซู 

นายแพทย์ลูกาบันทึกประวัติศาสตร์นี้ไว้ในพระธรรมกิจการบทที่สองว่า เมื่อผู้คนได้ยินถ้อยคำของเปโตร พวกเขาก็ยอมรับความจริงนั้น มีคนยอมติดตามพระเยซูคริสต์จำนวน 3,000 คนในวันเดียว (กิจการ 2.41) ต่อมามีคนจำนวนมากเข้ามาร่วมและติดตามพระเยซูทุกวัน ๆ จนเกิดการขยายออกไปทั่วโลกมาจนถึงทุกวันนี้ คาดว่ามีประชากรผู้ติดตามพระเยซูสองพันกว่าล้านคนทั่วโลก

ข้อสังเกตของผมเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันเพ็นเทคอสต์ ณ บริเวณห้องชั้นบน และกระจายออกไปทั่วเยรูซาเล็มและทั่วโลกในเวลานี้นั้น เกิดจากการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าที่ช่วยให้คนที่ได้ยินได้ฟังเรื่องราวของพระเยซูและเกิดความเข้าใจถึงความจริงจนกระทั่งยอมรับว่าพระเยซูเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งชีวิตของตนเอง  พระคัมภีร์บันทึกว่า เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จลงมาเหนือพวกเขาเวลานั้น มีเปลวไฟและเกิดลมพัดแรงพร้อมเสียงจากฟ้า

            ในทันใดนั้นมีเสียงมาจากฟ้าเหมือนเสียงพายุกล้าสั่นก้องทั่วตึกที่เขานั่งอยู่นั้น มีเปลวไฟสัณฐานเหมือนลิ้นปรากฏแก่เขากระจายอยู่บนเขาสิ้นทุกคน เขาเหล่านั้นก็ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงตั้งต้นพูดภาษาอื่นๆ ตามที่พระวิญญาณทรงโปรดให้พูด (กิจการ 2.2-4)

จากนั้นพวกเขาเริ่มต้นพูดภาษาอื่น ๆ ซึ่งผมนับได้อย่างน้อยสิบสี่ภาษาตามกลุ่มชนที่เดินทางมาจากทั่วสารทิศเพื่อมาร่วมในเทศกาลปัสกาและการฉลองการเก็บเกี่ยวขณะนั้น พวกเขาประหลาดใจที่ได้ยินสาวกของพระเยซูซึ่งปกติพูดได้แค่ภาษายิว(อาราเมค และฮีบรู) แต่ขณะนั้นพวกเขาต่างได้ยินเป็นภาษาของตนเองที่มาจากแดนไกลนั่นเอง แม้มีบางคนคิดว่าพวกเขาเมาเหล้า แต่เมื่อฟังคำอธิบายของเปโตรแล้วต่างรู้ว่านี่เป็นเหตุการณ์ที่มาจากพระเจ้า 

ผมเชื่อว่าเหตุการณ์ในวันเพนเทคอสต์เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวของพระเจ้าด้วยภาษาที่หลากหลายเพื่อให้คนทั่วโลกได้รู้จักพระเยซูคริสต์เป็นครั้งแรก เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่  จากเหตการณ์หลายพันปีก่อนครั้งเมื่อมนุษย์ละทิ้งพระเจ้าโดยการสร้างหอคอยสูงเสียดฟ้าเพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ของตนเองที่มีวิทยาการการก่อสร้างที่ล้ำสมัยและคิดว่าไม่จำเป็นต้องมีพระเจ้าอีกต่อไป เพราะต่อไปนี้หากพวกเขาต้องการอะไรก็สร้างขึ้นมาเองได้  เวลานั้นคนทั้งโลกพูดภาษาเดียวกัน แต่สุดท้ายพระเจ้าทรงทำให้พวกเขาพูดกันไม่รู้เรื่องเพราะมีภาษาใหม่ ๆ เกิดขึ้น หอคอยนั้นจึงถูกทิ้งร้างสร้างไม่สำเร็จและพวกเขาต่างแยกย้ายกันไปตามภาษาของตนเองและเรียกหอนั้นว่า “บาเบล” แปลว่า “วุ่นวาย” (ปฐมกาล 11) นั่นหมายความว่าเมื่อคนเราพูดคนละภาษาย่อมคุยกันไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ ไม่อาจจะร่วมมือกันได้ (ทุกวันนี้แม้คุยภาษาเดียวกันก็ยังไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะคุยคนละเรื่องเดียวกัน คนละความหมาย ใช่หรือไม่)

เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าเสด็จลงมาทำให้เกิดการสื่อสารที่สร้างความเข้าใจความจริงเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ได้อย่างอัศจรรย์  พระองค์สามารถช่วยให้คนที่แม้จะต่างภาษาแต่คุยกันรู้เรื่องได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเขาเข้าใจและยอมรับพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า  จึงทำให้เห็นว่าการนำคนมาเชื่อในพระเยซูคริสต์เป็นงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ มนุษย์เป็นเพียงผู้รับใช้ เป็นช่องทางที่พระเจ้าใช้ให้สื่อสารพระวจนะนั้นออกไป ผลที่เกิดขึ้นจึงเป็นของพระเจ้าทั้งสิ้น

เมื่อมีคนเชื่อพระเยซูมากขึ้น พวกเขามารวมกันเพื่อนมัสการพระเจ้า ศึกษาคำสอนแห่งพระวจนะ ร่วมสามัคคีธรรม อธิษฐานและช่วยเหลือกันและกัน ต่อเมื่อ พวกเขาได้ชื่อว่า “คริสเตียน” (กิจการ 11.26) คือมีคนเรียกว่าพวกเขาว่า ผู้ติดตามพระเยซูคริสต์ นั่นเอง  ต่อมามีการจัดตั้ง จัดระบบ จัดองค์กร จนเรียกว่า “คริสตจักร” ของพระเยซูคริสต์กระจายไปทั่วโลก

ณ ห้องชั้นบน ในวันเพ็นเทคอสต์ เมื่อประมาณ ค.ศ. 33 ถือว่าเป็นวันเริ่มต้นของ “คริสตจักร” ที่พระเจ้าสำแดงพระองค์ผ่านทางพระเยซูคริสต์อย่างเป็นทางการ  ตามที่ทรงแจ้งแก่สาวกก่อนนั้นว่าจะทรงตั้งคริสตจักรขึ้นบนศิลา (มัทธิว 16.16-18)

ผมเดินทางขึ้นไปยังห้องชั้นบนเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 2019 ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม แม้จะรู้สึกเหนื่อยล้าจากการเดินทางท่ามกลางแดดแรงและต้องขึ้นไปตามความสูงชันของภูเขาศิโยน แม้จะเป็นในเมืองแล้ว แต่เหมือนเดินขึ้นบันไดตึกสูงมากกว่าสิบชั้น ทำเอาขาผมปวดระบมไปหมด แต่เกินคุ้ม เกินคำบรรยายเมื่อได้เข้าไปในห้องที่พระเยซูประทับที่นั่น ทรงพูดคุยและกินอาหารกับบรรดาสาวก และเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ก็เกิดขึ้นที่นี่ หลังจากนั่งพักที่บันไดในห้องชั้นบนสักพัก ผมเดินมาสองสามก้าวใช้มือคลำที่ต้นเสาตรงกลางห้องด้วยใจขอบพระคุณ  หันมาฝั่งตรงข้ามเป็นพื้นที่ยกระดับขึ้นมีสัญญาลักษณ์เป็นต้นมะกอกเทศสีทองตั้งไว้ ซึ่งมัคคุเทศก์ได้อธิบายถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น สภาพห้องยังรักษาไว้ตามแบบโบราณที่สร้างด้วยก้อนหินเรียงกันขึ้นไป แม้จะเป็นสถานที่ห้องชั้นบน แต่อากาศถ่ายเทได้ดี ทำให้รู้สึกเย็นสบาย เกิดความสุขเข้าไปในหัวใจของผมทีเดียว แล้วพวกเราได้ร่วมใจกันอธิษฐานขอบพระคุณพระเจ้า จากนั้นเดินต่อถัดไปยังสถานที่เชื่อกันว่าเป็นที่บรรจุศพของกษัตริย์ดาวิด 

เรื่องราวห้องชั้นบน ที่นัดพบสำหรับคนของพระเจ้า ในปัจจุบันจะไม่มีวันที่จะจบสิ้นและจำกัดเฉพาะที่เยรูซาเล็มเท่านั้น เพราะเราสามารถเข้าเฝ้านมัสการพระเจ้าได้ในทุกที่ทุกเวลา ด้วยว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าสถิตกับผู้เชื่อเสมอ และทรงให้การนมัสการไม่กำจัดอยู่ที่ใดที่หนึ่งอีกต่อไป แต่ให้นมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริงจากพระวจนะของพระเจ้าสืบไป ตามที่พระเยซูกล่าวว่า

แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้นนมัสการพระองค์ พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และผู้ที่นมัสการพระองค์ ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง” (ยอห์น 4.23-24)




24 พฤษภาคม 2564

คุมราน (Qumran) สถานที่คัดลอกพระคัมภีร์ โดย บัณฑิต ดาแว่น

 

คิดอย่างบัณฑิต

ข้อคิดจากอิสราเอล

คุมราน (Qumran) สถานที่คัดลอกพระคัมภีร์

โดย บัณฑิต ดาแว่น

การเดินทางตามรอยพระคัมภีร์ ที่ประเทศอิสราเอล จุดสำคัญที่คณะของเรามาเยี่ยมชมอีกแห่งคือ คุมราน (Qumran)  เป็นชุมชนโบราณท่ามกลางหุบเขาที่มีถ้ำเล็กถ้ำน้อย ซึ่งในอดีตคนเลี้ยงแกะมักนำฝูงแกะขึ้นไปหลบพายุ  และเป็นที่ซึ่งชาวเบดูอินคนหนึ่งได้พบคัมภีร์โบราณที่ต่อมาเรียกกันว่า ม้วนหนังสือทะเลตาย  (Dead Sea Scrolls) ในถ้ำเก่าแก่อย่างอัศจรรย์

รถบัสคันใหญ่นำพวกเราเดินทางไปตามถนนที่คดเคี้ยวขึ้นลงไปตามไหล่เขา  สองข้างทางยังเต็มไปด้วยภูเขาที่เห็นเป็นสีน้ำตาลแดงอันเนื่องจากไม่มีต้นไม้สีเขียวให้เห็นมากนัก ประกอบกับแสงแดดที่แผดเผาเป็นเปลวขึ้นมา แต่ว่ายังมีผู้คนทำสวนองุ่น มะกอกเทศ โดยนำหินไปกองไว้เป็นแนวสวนของตนเอง บางช่วงเห็นฝูงแพะแกะเดินตากแดดท่ามกลางหญ้าที่แห้งกรอบ มีต้นหนามเป็นหย่อมๆ  เห็นคนเลี้ยงแกะตัวคล้ำๆ เดินตะคุ้ม ๆ อยู่บ้าง  ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของชาวพื้นเมืองดั้งเดิมกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า ชาวเบดูอิน ซึ่งแม้พวกเขาเป็นชาวเร่ร่อนที่แทบไม่มีชื่อในทะเบียนของโลกด้วยซ้ำ แต่เรื่องราวของพวกเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของการมาบังเกิดของพระเยซู พระผู้ช่วยให้รอดของทั้งโลก กล่าวคือ คนเลี้ยงแกะที่ได้รับข่าวจากทูตสวรรค์ถึงการมาบังเกิดของพระเยซูผู้เป็นเชื้อพระวงศ์ของกษัตริย์ดาวิด ซึ่งนายแพทย์ลูกาบันทึกไว้ (ลูกา 2.1-20) น่าจะเป็นชนเผ่าเบดูอินที่ว่านี้  ซึ่งแสดงให้เห็นว่า พระเจ้าใส่ใจทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนสูงศักดิ์ หรือสามัญ และที่น่าทึ่งคือ ทรงใช้คนเรร่อน คนไม่มีชื่อ(เสียง) ให้กลายเป็นกระบอกเสียงแห่งข่าวดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด  นั่นหมายความว่า พระเจ้าทรงให้โอกาส ทรงให้ความไว้วางใจแก่คนธรรมดาสามัญอย่างเรา มีส่วนในเรื่องที่สำคัญของพระองค์ แล้วอย่างนี้เรายังจะทำให้พระองค์ผิดหวังได้หรือ 

นั่งรถมาพอสมควรมีอาการมึนหัวเล็กน้อยจากเส้นทางที่คดเคี้ยว แต่ยังถือว่าเพลิดเพลินกับประสบการณ์ข้างทางมากกว่า บางช่วงได้ถ่ายวิดีโอเก็บไว้บ้าง ความสวยงามของสวนอินทผลัมที่เรียงรายตามสองข้างทางดูแล้วทำให้เกิดจิตนาการ  มัคคุเทศก์แนะนำพวกเราด้วยภาคภูมิใจว่าผลผลิตอินทผลัมที่อิสราเอลนั้นมีคุณภาพสูง ให้รสชาติที่หวานฉ่ำและมีคุณค่าทางโภชนการสูง เพราะพื้นที่ อากาศ และการดูแลพิเศษ ว่าแล้วก็มีการส่งต่อผลอินทผลัมมาให้ชิม ซึ่งก็สมคำบรรยายจริงๆ หวานในลิ้น ช่วยให้สดชื่น รู้สึกกระชุ่มกระชวยจากอาการสลืมสลือที่นั่งรถมานานได้ดีทีเดียว ที่สำคัญใกล้มื้อเที่ยงแล้วก็ยังช่วยให้รู้สึกมีอะไรให้รองท้องไปได้ด้วย  ต่อมาเมื่อกลับเมืองไทยแล้ว ผมเคยซื้ออินทผลัมจากตลาดมากิน รู้สึกว่าไม่เหมือนของแท้จากอิสราเอล (คงเกิดจากความรู้สึกในบรรยากาศด้วยนะ) 

หลังจากทยอยลงจากรถ แต่ละคนก็ยังมองหาห้องน้ำเป็นลำดับแรก จากนั้นเดินไปตามพื้นดินที่แห้งผาก เป็นลักษณะเนินเขา มีการกัดเซาะเป็นร่อง ๆ และทางเดินเท้าคดเคี้ยวไปตามแนวเนินเขา  สภาพพื้นที่คล้ายกับแพะเมืองผีที่จังหวัดแพร่ หรือ แกรนแคนย่อนไทยที่เชียงใหม่  แสงแดดที่สว่างจ้า และลมที่พัดค่อนข้างแรง ทำให้รู้สึกว่าเย็นๆ ผมยังต้องใส่เสื้อสูทแม้เดินท่ามกลางแสงแดด ไม่ได้ผิดปกตินะครับ เพราะพวกเราคนไทยส่วนใหญ่ก็ต้องสวมแจ็คเก็ต หรือสูท เพราะอากาศจะเย็นจากลมที่พัดแรง และที่อิสราเอลอากาศช่วงกลางวันกับกลางคืนจะเปลี่ยนแปลงอย่างมากคือกลางวันร้อนจัดส่วนกลางคืนหนาวเย็น และอาจเปลี่ยนแปลงได้ทุกเวลา 

มัคคุเทศก์นำเราเข้าไปในอาราม ที่จำลองที่พักอาศัยของคนในชุมชนโบราณที่เรียกว่า “เอสซีน”  (Essene) เป็นกลุ่มคนที่อุทิศตนเอง เพื่อคัดลอกคำสอนศักดิ์สิทธิ์ที่ถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษชาวยิว ซึ่งเชื่อกันว่านับตั้งแต่การทรงสร้างโลกจนถึงสมัยของพระเยซูที่พวกเขาต้องนั่งคัดลอกและรักษาม้วนหนังสือเหล่านั้นไว้สุดชีวิต  พวกเขาเปรียบเสมือนนักบวชที่ต้องหลีกเลี่ยงจากมลทินทั้งปวง เขาให้เกียรติ ยำเกรงถ้อยคำของพระเจ้าที่สำแดงแก่บรรพชนอย่างเคร่งครัด  ในพื้นที่คุมราน จะมีแอ่งน้ำหลายแห่งที่ใช้อาบน้ำชำระตัวให้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่เขาจะเขียนถ้อยคำที่เกี่ยวกับพระนามของพระเจ้า จะต้องชำระตัวก่อนทุกครั้ง  การคัดลอกทุกบท ทุกตัวอักษรได้รับการเอาใจใส่และเที่ยงตรงตามต้นฉบับอย่างละเอียดลออด้วยการนับจำนวนตัวอักษรให้ตรงกัน  ด้วยเหตุนั้นพวกเราจึงมีความเชื่อมั่นว่าถ้อยคำที่ถ่ายทอดมาถึงปัจจุบันนั้นมีความเที่ยงตรงสูง  ภายในยังจำลองวิถีชีวิตของชุมชนชาวเอสซีน ที่อยู่อย่างสมถะ คล้ายๆพวกฤๅษีของบ้านเรา (หมายถึงเป็นฤๅษีที่อุทิศตัวจริงๆ ไม่มีผลประโยชน์ทางการเงินหรืออวดอ้างวิชาอาคม)  นักวิชาการพระคัมภีร์เชื่อว่ายอห์นผู้ให้บัพติศมาน่าจะเป็นคนหนึ่งที่ได้รับการฝึกฝนชีวิตในลักษณะของชาวเอสซีนด้วย

 

การค้นพบม้วนพระคัมภีร์ที่คุมราน มีผลอย่างไรต่อชีวิตของเราในทุกวันนี้บ้าง...

จากข้อมูลพบว่า การค้นพบม้วนหนังสือทะเลตายครั้งแรกเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1947 ในคุมราน (Qumran) ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ประมาณสามสิบสองกิโลจากทางทิศตะวันออกของกรุงเยรูซาเล็มด้านตะวันตกเฉียงเหนือของของทะเลตาย คนเลี้ยงสัตว์ชาวเบดูอินกำลังตามแกะซึ่งหลงทางไป ได้โยนก้อนหินไปเล่นๆ ขณะเดินไปพลางโยนไป จนกระทั่งก้อนหินตกลงไปในถ้ำตามหน้าผาริมทะเลและได้ยินเสียงแตกดัง พลั้ว !! หินไปกระทบโดนหม้อเซรามิคที่มีหนังสัตว์และม้วนกระดาษปาไปรัสอยู่ข้างใน  โดยที่เขาไม่รู้ว่าคืออะไรซึ่งหลังจากนั้นมีการพิสูจน์ออกมาว่าม้วนหนังสือเหล่านั้นมีอายุเกือบสองพันปี พวกเขาจึงนำม้วนจารึกไปขายให้แก่พ่อค้าในกรุงเยรูซาเล็มต่อมาพ่อค้าไปขายต่อเป็นทอดๆ  จนกระทั้งนักโปราณคดีพระคัมภีร์ต้องไปควนหาซื้อชิ้นส่วนต่าง ๆ กลับมาและนำไปเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์อิสราเอล ในอาคารชื่อ The Shrine of the Book ภายใต้การดูแลอย่างดี (ที่มา: https://mgronline.com/daily/detail/9480000092427)

            จากนั้นคนค้นหาครั้งใหญ่ก็ตามมาอีกเป็นสิบ ๆ ปี มีถ้ำจำนวนสิบเอ็ดถ้ำรอบๆ ทะเลตายที่มีการค้นพบหนังสือม้วนที่เป็นม้วนๆ กระจายอยู่เป็นหมื่นๆ ม้วนกำหนดอายุตั้งแต่ ศตวรรษที่สามก่อนคริสตกาลจนถึงปี ค.ศ. 68 และเป็นการแสดงถึงงานเขียนที่เขียนขึ้นมาแยกกัน คาดการณ์ได้ว่ามีอยู่ประมาณ 800 ม้วน

            ม้วนหนังสือทะเลตายที่ค้นพบบริเวณชุมชนคุมรานประกอบไปด้วยการรวบรวมเอกสารของชาวยิวที่เขียนเป็นภาษาฮีบรู ภาษาอาราเมคและภาษากรีกและรวมถึงวิชาที่หลากหลายและวรรณกรรมหลายรูปแบบ รวมถึงต้นฉบับของส่วนที่กระจายไปของพระธรรมทุกเล่มในพระคัมภีร์ฮีบรูยกเว้นพระธรรมเอสเธอร์ ทั้งหมดนี้ถูกเขียนขึ้นเกือบๆ หนึ่งพันปีก่อนต้นฉบับพระคัมภีร์ใดๆ ก่อนหน้านี้ ม้วนหนังสือเหล่านี้ยังประกอบไปด้วยอรรถาธิบายของพระคัมภีร์ฉบับแรกสุดที่มีอยู่สำหรับพระธรรมฮาบากุกและงานเขียนอื่นๆ ท่ามกลางสิ่งเหล่านี้มีงานเขียนที่เกี่ยวข้องกับการช่วงเวลาของชาวยิว  เป็นไปได้ว่าพวกเขานำไปเก็บหรือซ่อนไว้ในถ้ำเพื่อให้รอดพ้นจากการทำลายของศัตรูในเวลานั้น และพระเจ้าทรงใช้สถานการณ์นั้นให้เป็นที่เก็บรักษาถ้อยคำของพระองค์มาถึงเราในปัจจุบันนี้อย่างอัศจรรย์ ตามพระสัญญาที่ว่า แม้ฟ้าและแผ่นดินโลกจะสูญสลายไป แต่ถ้อยคำของพระเจ้าแม้ขีดหนึ่ง หรือจุด ๆหนึ่งจะไม่สูญหายไปเลย (มัทธิว 5.18, 24.35)

               เรื่องราวของสิ่งที่อยู่ในม้วนหนังสือทะเลตายนั้นยืนยันความมีอยู่จริงของพระคัมภีร์ที่คนยิวและคริสเตียนเชื่อถือกันนั้นว่าเป็นเรื่องจริงที่ได้รับการดลจากจากพระเจ้าให้เขียนขึ้นมา เพราะหนังสือม้วนทะเลตายนั้นเป็นการคัดลอกพระธรรมต่าง ๆ ในพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมจาก 250 150 ปีก่อนคริสตศักราช ม้วนหนังสือจำนวนมากเป็นสำเนาของพระคัมภีร์ของคนฮีบรูในพันธสัญญาเดิม การค้นพบม้วนหนังสือทะเลตายเป็นการค้นพบที่น่าอัศจรรย์และม้วนหนังสือเหล่านี้อยู่ในสภาพที่ดีมากและถูกซ่อนไว้เป็นเวลามากกว่า 2,000 ปี เป็นการพิสูจน์วิธีที่พระเจ้ารักษาไว้ซึ่งพระคำของพระองค์มาเป็นช่วงเวลาหลายศตวรรษ ปกป้องมันจากการศูนย์หายและควบคุมไว้ไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดที่สำคัญ

(ที่มา: https://www.gotquestions.org/Thai/Thai-dead-sea-scrolls.html )

ทุกครั้งที่อ่านพระคัมภีร์ ทั้งในรูปแบบหนังสือเล่ม หรือผ่านทางสื่ออิเลกทรอนิกส์  จึงย้ำเตือนใจเสมอว่าถ้อยคำที่กำลังอ่านนั้นเป็นถ้อยคำที่มาจากพระเจ้าที่ตรัสไว้แก่คนของพระองค์หลายพันปีที่ผ่านมา และยังคงมีหลักฐานที่เชื่อถือได้ทั้งประวัติศาสตร์ โบราณคดี รวมทั้งประสบการณ์ของใครๆ ต่อใครหลายๆ คนที่พบความจริงนี้ด้วยตนเอง รวมทั้งผมเองที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงชีวิตจากถ้อยคำแห่งพระวจนะนี้ด้วยตนเอง  ตามพระคัมภีร์ที่ยืนยันว่า ...

พระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์   ซึ่งสามารถสอนท่านให้ถึงความรอดได้โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์  พระคัมภีร์   ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า  และเป็นประโยชน์ในการสอน   การตักเตือนว่ากล่าว   การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี   และการอบรมในทางธรรม เพื่อคนของพระเจ้าจะพรักพร้อมที่จะกระทำการดีทุกอย่าง (II Timothy 3:15-17)