08 มิถุนายน 2562

Carob : คารอบ ฝักถั่วของคนสำนึกผิด โดย บัณฑิต ดาแว่น



คิดอย่างบัณฑิต...ข้อคิดจากอิสราเอล

Carob  : คารอบ  ฝักถั่วของคนสำนึกผิด
โดย บัณฑิต ดาแว่น

เมื่อไปเดินตามรอยพระคัมภีร์ที่อิสราเอล ได้พบต้นไม้ชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า Carob เป็นพืชตระกูลถั่ว ขึ้นตามท้องถิ่นในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ลักษณะคล้ายต้นมะขามเทศแต่ใบขนาดใหญ่กว่า เปลือกหุ้มต้นหนา ฝักสีเขียว เมื่อแก่จะผลิตน้ำหวานสีน้ำตาลเยิ้มออกมาจากฝัก เป็นอาหารของแพะและสัตว์ป่าอื่นๆ และใช้ทำอาหารได้หลายชนิด 
มัคคุเทศก์อธิบายว่า อาจเป็นต้นไม้ที่ยอห์นผู้ให้บัพติสมาใช้กินเป็นอาหารในระหว่างทำพันธกิจเตรียมการรับเสด็จพระเมสสิยาห์ ตามที่บันทึกว่าท่านเป็นเสียงร้องจากถิ่นทุรกันดารที่ประกาศให้มีการกลับใจใหม่เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมต้อนรับผู้จะเสด็จมานั้น 

ท่าน​ยอห์น​ผู้ให้​รับ​บัพติศมา​ ​ก็​ได้​ปรากฏ​ตัว​ใน​ถิ่น​ทุรกันดาร ท่าน​ได้​ประกาศ​ให้​กลับ​ใจ​เสีย​ใหม่ และ​รับ​บัพติศมา เพื่อ​พระ​เจ้า​จะ​ทรง​ยก​ความ​ผิด​บาป​เสีย​ คน​ทั่ว​แคว้น​ยูเดีย​กับ​ชาวกรุง​เยรูซาเล็ม​ได้​พา​กัน​ออกไป​หา​ยอห์น​ สารภาพ​ความ​ผิด​บาป​ของ​ตน และ​ได้รับ​บัพติศมา​จาก​ท่าน​ใน​แม่น้ำ​จอร์แดน​ ยอห์น​แต่ง​กาย​ด้วย​ผ้า​ขน​อูฐ และ​ใช้​หนัง​สัตว์​คาด​เอว รับประทาน​จักจั่น​และ​น้ำผึ้ง​ป่า​ (มาระโก 4.4-6)
อาหารของยอห์นคือ “จักจั่นและน้ำผึ้งป่า” ซึ่งน่าจะหมายถึงตัวแมลงชนิดหนึ่งและน้ำผึ้งจริงๆ ด้วย แต่มีบางท่านเสนอว่าอาจเป็นฝักของ คารอบ นี้ก็ได้เช่นกัน  เพราะมีอยู่ทั่วไปตามป่าแถบอิสราเอลและเมดิเตอร์เรเนียน เมื่อเป็นฝักแก่จะให้ความหวานคล้ายน้ำผึ้ง 

คารอบ เป็นไม้ที่มีมานานกว่าสี่พันปี ลำต้นสูงสุดถึงสิบห้าเมตร ฝักยาวสิบห้าถึงสามสิบเซนติเมตร ค่อนข้างกว้างและหนา ฝักแก่มีสีน้ำตาลเข้ม สามารถนำมารับประทานได้ มีโปรตีน แร่ธาตุ สารอาหารและวิตามิน สามารถบำรุงร่ายกายได้ ปัจจุบันเมล็ดคารอบถูกนำมาบดเพื่อใช้แทนผงโกโก้สำหรับผู้ที่ใส่ใจสุขภาพด้วย  ที่น่าทึ่งคือ เมล็ดคารอบมีน้ำหนักแต่ละเมล็ดเท่ากันคือประมาณสองร้อยมิลลิกรัม  ด้วยเหตุนั้นจึงถูกนำมาเป็นหน่วยวัดน้ำหนักของเพชร คือ “หนึ่งกะรัต” เท่ากับสองร้อยมิลลิกรัม ซึ่งเท่ากับน้ำหนัก “หนึ่งเมล็ดของคารอบ"  หากต้องการทราบว่าเพชรแต่ละเม็ดมีน้ำหนักเท่าใด ก็ใช้ตราชั่งแบบสองข้างค่อยๆวัดระดับจนกว่าจะเท่ากัน ผู้รู้อธิบายต่อว่า เมล็ดคารอบในภาษากรีกเรียกว่า “Keration” และภาษาอังกฤษได้นำมาใช้เป็นหน่วยวัดน้ำหนักอัญมณีที่เรียกว่า “Carat” จนถึงทุกวันนี้
พระเยซูเล่าคำอุปมาเรื่องบุตรน้อยหลงหาย เรื่องของชายคนหนึ่งมีลูกชายสองคน และลูกชายคนเล็กได้ขอทรัพย์สมบัติส่วนแบ่งของตนจากพ่อก่อนเวลาอันควร เพื่อจะนำไปใช้ส่วนตัว เมื่อเขาได้สมปรารถนาแล้วก็นำไปผลาญด้วยการใช้ชีวิตสุรุ่ยสุร่าย จนกลายเป็นคนยากจนไม่มีอันจะกิน จำต้องไปรับจ้างเลี้ยงหมู ซึ่งคนยิวถือว่าเป็นงานต่ำต้อยสกปรก แต่เขาต้องทำเพื่อแลกอาหารประทังชีวิต ถึงกระนั้นก็ยังไม่พอยาไส้ จนกระทั่งเขาต้องแอบกินอาหารที่ใช้เลี้ยงหมูด้วยความหิวโหย  พระคัมภีร์บันทึกว่า

เขา​ไป​อาศัย​อยู่​กับ​ชาว​เมือง​นั้น​คน​หนึ่ง และ​คน​นั้น​ก็​ใช้​เขา​ไป​เลี้ยง​หมู​ที่​ทุ่ง​นา​ เขา​ใคร่​จะ​ได้​อิ่ม​ท้อง​ด้วย​ฝักถั่ว​ที่​หมู​กิน​นั้น แต่​ไม่​มี​ใคร​ให้​อะไร​เขา​กิน​ (ลก.15.15-16)

“ฝักถั่ว” ที่เป็นอาหารหมูนั้นก็คือ ฝักคารอบ ที่พูดถึงนี่แหละครับ  ไม่รู้ว่าเขาทนกินฝักถั่วอาหารหมูอยู่นานเท่าใด แต่สุดท้ายเขา “สำนึก” ขึ้นได้ว่า

‘ลูกจ้าง​ของ​บิดา​เรา​มี​มาก ยัง​มี​อาหาร​กิน​อิ่ม​และ​เหลือ​อีก ส่วน​เรา​จะ​มา​ตาย​เสีย​ที่นี่​เพราะ​อด​อาหาร​ จำ​เรา​จะ​ลุก​ขึ้น​ไป​หา​บิดา​เรา และ​พูด​กับ​ท่าน​ว่า “บิดา​เจ้า​ข้า ข้าพเจ้า​ได้​ผิด​ต่อ​สวรรค์​และ​ผิด​ต่อ​ท่าน​ด้วย​  ข้าพเจ้า​ไม่​สมควร​จะ​ได้​ชื่อ​ว่า​เป็น​ลูก​ของ​ท่าน​ต่อไป ขอ​ท่าน​ให้​ข้าพเจ้า​เป็น​เหมือน​ลูกจ้าง​ของ​ท่าน​คน​หนึ่ง​เถิด”  (ลก15.17-19)

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ ฝักถั่ว เป็นอาหารไม่ดีหรือไม่ควรกิน เพราะมันสามารถกินได้และเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ ปัญหาคือ เขาได้ทำผิดต่อพ่อโดยการนำสมบัติที่พ่อหามาด้วยหยาดเหงื่อแรงงานจากหนุ่มจนแก่ และวางแผนจะให้เป็นมรดกลูกเมื่อบั้นปลายของชีวิตและหวังให้ลูกได้อยู่ดูแลพ่อตามที่ควรจะเป็น แต่เขานำมันไปผลาญจนหมดสิ้น เขากลายเป็นลูกเนรคุณตั้งแต่วันที่คิดขอสมบัติจากพ่อแล้ว และที่สำคัญเขาทำผิดต่อพระเจ้าที่สวรรค์ด้วย เพราะทุกสิ่งที่มีอยู่ในโลกนี้เป็นมาจากพระเจ้า รวมทั้งชีวิตและลมหายใจของมนุษย์ก็มาจากพระองค์  (ปฐก 1.27-28, 2.7)

เรื่องบุตรน้อยหลงหายนี้พระเยซูเล่าเป็นคำอุปมาเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า

“พ่อ” หมายถึง พระเจ้า

 “ลูกชาย” ทั้งสองหมายถึง มนุษย์ทุกคน

บางคนเป็นเหมือนลูกคนเล็กที่ใช้ชีวิตอย่างไม่ถูกต้อง นอกจากทำให้ตนเองเดือดร้อนแล้ว ยังทำให้พ่อแม่ พี่น้อง บ้านเมือง สังคม และโลกนี้พลอยรับผลกระทบ และที่สำคัญความชั่วร้ายที่กระทำนั้นส่งผลถึงพระเจ้าในฟ้าสวรรค์ทรงเสียพระทัยไปด้วย  ในฐานะที่พระเจ้าเป็นเจ้าของสรรพสิ่งทั้งปวงเพราะเป็นผู้สร้างและผู้มีสิทธิครอบครองและตัดสิน พระองค์ถูกลบหลู่จากคนที่ทำไม่ดี ทำผิด ทำชั่วในโลกนี้โดยตรงด้วย เมื่อเราพูดด่าว่าหยาบคายต่อใคร เท่ากับเรากำลังต่อว่าหยาบคายต่อพระเจ้าผู้สร้างชีวิตคนนั้นด้วย  ดังเช่นที่มีคนด่าลูกก็จะเจ็บช้ำไปถึงหัวใจของพ่อแม่ด้วยแน่นอน
เมื่อลูกชายคนเล็กเขากินฝักถั่วอาหารหมู และคิดถึงบ้านของตนที่พ่อให้การเลี้ยงดูทุกคนอย่างดี แม้คนรับใช้ คนรับจ้าง ยังได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ แต่นี่เขาเป็นลูกแท้ๆของพ่อ จะมารอความตายต่อไปได้อย่างไร  เมื่อเขา “สำนึก” อย่างนั้น พระคัมภีร์บันทึกต่อไปว่า เขาได้ลุกขึ้นและกลับไปบ้านเพื่อจะขอโทษพ่อและขอเป็นเพียงคนงานรับจ้างก็พอแล้ว เพราะเขาได้ทิ้งพ่อให้ลำบากและผลาญสมบัติไปล่วงหน้าหมดแล้ว  แต่เหตุการณ์กลับพลิกผัน เมื่อเขาไปใกล้บ้าน พบว่าคุณพ่ออ้าแขนยืนรออยู่ก่อนด้วยความเมตตา คุณพ่อผู้รอคอยลูกชายคนเล็กที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจที่หายออกจากบ้านไปเป็นเวลานาน แม้แค่ลูกหายไปในชั่วข้ามคืนก็ทำให้ท่านหัวอกระทม แต่นี่หายไปโดยไม่รู้เป็นตายร้ายดี  ท่านคงออกมายืนหน้าบ้านมองหาว่าคนที่ผ่านไปมานั้นจะเป็นลูกชายของตนหรือไม่ วันแล้ววันเล่าท่านยังทำอย่างนั้นด้วยความหวัง  โดยไม่ได้อาฆาตมาดร้ายที่ลูกชายได้ลบหลู่ดูหมิ่นและยึดเอาทรัพย์สมบัติของตนไปก่อนเวลา และแถมกลับมาด้วยสภาพหมดตัว  ยังไม่ทันฟังคำสารภาพของลูกด้วยซ้ำ ท่านได้ให้อภัยตั้งแต่เห็นลูกเดินโซเซมาแต่ไกล และรู้แล้วว่าลูกชายได้รับบทเรียนและสำนึกในความผิดของตนแล้วจึงได้ซมซานมาหาพ่อเยี่ยงนี้ แทนที่จะซ้ำเติม และจัดการลงโทษให้สาสม แต่กลับเข้าไปกอดและจูบลูกชายที่มอมแมมด้วยความเอ็นดูสงสาร  สั่งให้คนรับใช้จัดเตรียมเสื้อผ้า อาหาร และจัดงานเลี้ยงฉลองการได้ลูกกลับคืนมาอย่างรื่นเริงยินดีอย่างกับไม่เคยมีความผิดมาก่อนเลย  เพราะท่านถือว่าลูกคนนี้ตายไปแล้ว แต่กลับเป็นขึ้นมา และหายไปแล้วแต่ได้พบกันอีก  สิ่งชั่วร้ายเก่าๆ หายไปเมื่อเขาสำนึกผิดทั้งต่อพ่อและต่อพระเจ้าบนสวรรค์
พระเยซูเล่าต่อไปว่า...แล้ว​เขา​ก็​ลุก​ขึ้น​ไป​หา​บิดา​ของ​ตน แต่​เมื่อ​เขา​ยัง​อยู่​แต่​ไกล บิดา​แล​เห็น​เขา​ก็​มี​ความ​เมตตา จึง​วิ่ง​ออกไป​กอด​คอ​จุบ​เขา​  ฝ่าย​บุตร​นั้น​จึง​กล่าว​แก่​บิดา​ว่า ‘บิดา​เจ้า​ข้า ข้าพเจ้า​ได้​ผิด​ต่อ​สวรรค์​และ​ต่อ​ท่าน ข้าพเจ้า​ไม่​สมควร​จะ​ได้​ชื่อ​ว่า​เป็น​ลูก​ของ​ท่าน​ต่อไป’ แต่​บิดา​สั่ง​บ่าว​ของ​ตน​ว่า ‘จง​รีบ​ไป​เอา​เสื้อ​อย่าง​ดี​ที่สุด​มา​สวม​ให้​เขา และ​เอา​แหวน​มา​สวม​นิ้ว​มือ กับ​เอา​รองเท้า​มา​สวม​ให้​เขา​ จง​เอา​ลูก​วัว​อ้วน​พี​มา​ฆ่า​เลี้ยง​กัน เพื่อ​ความ​รื่น​เริง​ยินดี​เถิด​ เพราะ​ว่า​ลูก​ของ​เรา​คน​นี้​ตาย​แล้ว แต่​กลับ​เป็น​อีก หายไป​แล้ว​แต่​ได้​พบ​กัน​อีก’ เขา​ทั้ง​หลาย​ต่าง​ก็​มี​ความ​รื่น​เริง​ยินดี (ลก.15.20-24)

เรื่อง “Carob : คารอบ  ฝักถั่วของคนสำนึกผิด” ช่วยสะกิดใจของคุณและผม เมื่อเราทำผิดต่อใคร สิ่งนั้นมีผลทั้งในโลกนี้และสวรรค์ด้วย หากทำผิดต่อโลกนี้ยังมีโทษตามกฎหมาย จากสถานเบา จนถึงสถานหนักรุนแรงถึงตาย  แต่หากใครทำผิดต่อพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์จะหลุดจากโทษทัณฑ์ของพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์ได้อย่างไร  แต่ถึงกระนั้น พระเจ้าพระบิดา ผู้ทรงรักและเมตตา ยังพร้อมอ้าแขนต้อนรับคนที่สำนึกตนว่า ได้ทำผิดต่อมนุษย์และทำผิดต่อพระเจ้า และเข้ามาสารภาพต่อพระองค์  พระองค์ผู้ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม จะทรงยกบาปผิดและชำระชีวิตให้พ้นจากความชั่วร้ายได้เสมอ (1ยน.1.9)  และพระองค์พร้อมอ้าแขนรับให้กลับเข้าเป็นลูกของพระองค์ผู้ทรงสถิตในสวรรค์คือบ้านอันถาวรด้วย (ยน.1.12)
พระคัมภีร์ของพระเจ้าสอนว่า... แต่​ส่วน​บรรดา​ผู้​ที่​ต้อนรับ​พระ​องค์(พระเยซูคริสต์) ผู้​ที่​เชื่อ​ใน​พระ​นาม​ของ​พระ​องค์ ​พระ​องค์​ก็​ทรง​ประทาน​สิทธิ​ให้​เป็น​บุตร​ของ​พระ​เจ้า​

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว คุณยังจะทนกินฝักถั่วอาหารหมู และอยู่กับความโสมมของชีวิตอยู่ต่อไปหรือ ?  รีบสำนึกและกลับบ้านของพระบิดาด้วยใจสารภาพ เถิดครับ !



01 มิถุนายน 2562

Hebron:เฮโบรน ที่ฝังคนของพระเจ้า โดย บัณฑิต ดาแว่น


คิดอย่างบัณฑิต...ข้อคิดจากอิสราเอล 

Hebron:เฮโบรน ที่ฝังคนของพระเจ้า

โดย บัณฑิต  ดาแว่น 

การไปเยือนอิสราเอลของคณะผู้นำสหคริสตจักรแบ๊บติสต์ในประเทศไทย เมื่อ 4-10 พฤษภาคม 2019 ไกด์นำคณะของเราเข้าไปยังเมืองเก่าที่ชื่อว่า “เฮโบรน”  รถบัสสองคันยังนำเราเดินตามรอยพระคัมภีร์พร้อมด้วยคำอธิบายอย่างลึกซึ้งของมคุเทศท้องถิ่นเชื้อชาติยิวที่ย้ายมาจากสเปนตามแผนการระดมสรรพกำลังสร้างชาติของอิสราเอล  ผมประทับใจความรู้ ความเข้าใจและวิธีการอธิบายของไกด์ที่ชื่อว่า “เดวิด” คนนี้อย่างยิ่ง แม้จะรู้สึกง่วงและเมารถจากทางที่แสนค้นเคี้ยว “ขึ้นเขาลงเหว” อยู่ตลอดเวลา ที่บอกว่า “ลงเหว” เป็นคำที่อยากจะให้เข้าใจทันทีว่าสภาพภูมิประเทศของอิสราเอลนั้น อยู่บนภูเขาที่สูงต่ำสลับกันไปมาตลอดเส้นทาง รถบัสต้องขึ้นลงและเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาแบบฉวัดเฉวียน คิดว่าน่าจะมากกว่าการขับรถไปอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอนที่เล่าขานกันว่ามีสี่พันกว่าโค้งเป็นสองเท่านะครับ  แม้จะหัวโยกหัวคลอน แต่ยังสนุกกับคำสอนผ่านไกด์และล่ามกิตติมศักดิ์อย่าง ศจ.ดร.ประชา ไทยวัชรามาศ ของพวกเราที่แปลเป็นสำนวนอีสานให้เราตื่นขึ้นมาตั้งใจฟังหลายครั้ง  ผมใส่หูฟังภาษาอังกฤษข้าง และอีกข้างฟังล่ามแปลเป็นไทย  ได้ยินคำว่า “Valley” Valley อยู่บ่อยครั้ง จึงไม่ต้องสงสัยว่ามองไปที่ไหนก็มีแต่ภูเขาและหุบเขาอันเป็นที่ตั้งของเมืองต่างๆตลอดเส้นทาง หลายคนถ่ายรูปและวีดีโอตามข้างทางตามการชี้แนะของไกด์ แต่พอกลับที่พักก็ยังจำไม่ได้ว่าที่ไหนเป็นที่ไหน เพราะดูเหมือนกันไปหมดคือมีภูเขาที่เต็มไปด้วยก้อนหิน เห็นพุ่มมะกอกเทศ สวนองุ่นอยู่เหมือนกันทุกเส้นทาง  ต้องขอชมรถขับรถที่ทำหน้าที่อย่างดีเยี่ยมแม้เขาต้องอดอาหารตามเทศกาล แต่ก็นำเราไปถึงและกลับที่พักอย่างปลอดภัย แม้หลายคนอาจต้องขอใช้บริการถุงใส่อ๊วก (อาเจียน) จากอาการเมารถไปบ้างแต่ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เอาเป็นว่าการเดินทางที่คุ้มค่าคุ้มเวลา คุ้มประสบการณ์กันถ้วนหน้า
รถบัสจอดที่ทางขึ้น ผู้นำทัวร์แนะนำมาตลอดว่าระวังเด็กๆที่ขายของตามลานจอดรถด้วยนะ เพราะอาจจะถูกล้วงกระเป๋าได้ ควรสะพายกระเป๋าไว้ด้านหน้าเสมอเพราะ “หากกระเป๋าอยู่ด้านหลัง เป็นของคนอื่น แต่อยู่ด้านหน้าจึงจะเป็นของเรา” สังเกตดูพวกเด็กๆ เขาก็หาทางเอาตัวรอดและมีวิธีตามขอจากนักท่องเที่ยวอย่างไม่ลดละ แม้ไม่รู้ภาษา แต่ท่าทางก็เข้าใจได้ว่าต้องการเงิน สิ่งของหรืออาหาร ผมประทับใจที่เห็น ศจ.ดร.วินิจ วงศ์สรรเสริญ ขึ้นมาหยิบขนมของท่านที่อยู่บนรถลงไปแจกเด็กเหล่านั้น เมื่อเห็นคนหนึ่งได้อีกหลายคนก็กรูกันเข้ามาขอด้วย เป็นภาพยืนยันถึงหัวใจแห่งการประกาศกับผู้ยากไร้ที่ท่านทำในไทยอย่างต่อเนื่องด้วย
จากนั้นหลายคนหันไปสนใจขอถ่ายรูปกับทหารหญิงชาวยิวที่ยืนเฝ้ายามร่วมกับทหารชาย แม้สถานการณ์บ้านเมืองตึรงเครียดแต่รอยยิ้มและมิตรภาพที่แสดงออกมานั้น ทำให้คณะของเราประทับใจทหารหญิงเหล่านั้นจนลืมความแข็งแกร่งที่เธอกำลังถืออาวุธสงครามไปเลย  ได้รับคำอธิบายว่า คนยิวทุกคนอายุสิบแปดปีบริบูรณ์จะต้องเป็นทหารรับใช้ชาติโดยผู้หญิงสองปีและผู้ชายสามปี ระหว่างการเป็นทหารนั้นพวกเขาจะรับการฝึกฝนและเตรียมชีวิตสำหรับการเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติไปด้วย  ทั้งทางด้านบุคลิกภาพ แนวคิด อุดมการณ์ รวมทั้งการฝึกฝนทางวิชาชีพที่พวกเขาจะทำงานในอนาคต  โดยเฉพาะเรื่องการระดมความคิด การพัฒนาทางเทคโนโลยีใหม่ๆ หลายคนได้ค้นพบจุดหมายของชีวิตจากการเป็นทหารของพวกเขานั่นเอง  ดังนั้น การเป็นทหารของชาวยิวจึงเป็นเรื่องที่จะสร้างชีวิตและสร้างชาติอย่างแท้จริง  ไม่น่ากลัวหรือหาทางหลบหนีอย่างที่บ้านเราเป็นกันอยู่ (เขาว่ากันอย่างนั้น)  จึงไม่แปลกที่ผมสังเกตเห็นนักศึกษาหนุ่มสาวใส่ชุดทหารที่มีสีต่างจากพลทหารเล็กน้อยเดินไปตามสถานที่ต่างๆ ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มอย่างปกติสุข อย่างกับไม่มีสงครามท่ามกลางพวกเขาเลย ทั้งที่วันก่อนหน้าที่คณะของเราเดินทางมาถึงสนามบินเทลอาวีฟ (Tel Aviv) และมีแผนจะไปเมืองเบเออร์เชบาเป็นลำดับแรก ตามแผนจากใต้สุดสู่เหนือสุดของอิสราเอล คือ “จากเบเออร์เชบา ถึง ดาน” แต่ต้องเลี่ยงไปทางอื่นเพราะมีการยิงถล่มในบริเวณฉนวนกาซาในวันนั้นพอดี ข่าวว่ามีคนตายหลายคน จึงขอบคุณพระเจ้าที่พวกเรายังปลอดภัย ในขณะหลายคนในไทยแสดงความเป็นห่วงว่าเราจะเป็นอย่างไร  คุยกันเล่นๆ ว่านี่ถ้าเกิดอะไรขึ้นจริง หมายถึงผู้นำแบ๊บติสต์ไทยทั่วประเทศร้อยกว่าคนเชียวนะครับ... ! แต่พระเจ้ายังเมตตานำพาพวกเราอย่างปลอดภัยในท่ามกลางหุบเขาเงามัจจุราชเสมอ

ตั้งใจจะเล่าเรื่องเมืองเฮโบรน พาวนไปหลายเรื่องเนื่องจากประทับใจมิรู้ลืม นี่วางแผนว่าจะกลับไปเขียนที่ไทยเพราะในขณะนี้ผมยังมีงานรับใช้ในอเมริกาชั่วคราว แต่อดใจไม่ไหว เพราะเวลากินเวลานอน เวลาทำงานมันกลับด้านกันในสมองของผมอยู่ จึงลุกขึ้นมาระบายความในใจในประสบการณ์ที่อิสราเอลกันอีกครั้ง  ยังอยู่ที่เมืองเฮโบรนนะครับ !  ไกด์และล่ามต้องเรียกจากไมค์โครโฟนมาถึงหูฟังของเราอยู่เสมอว่าให้มารวมตัวกันที่ใต้ร่มไม้ก่อน เพื่อฟังคำอธิบายถึงระเบียบและขั้นตอนการเข้าไปในสถานที่สำคัญทางความเชื่อ ที่ขณะนี้มีหลายภาคส่วนที่ร่วมกันใช้และควบคุมอยู่ เช่น คนยิวที่เป็นลัทธิยูดาย และคนยิวลัทธิอื่นๆ รวมทั้งคริสเตียนหลายนิกายที่หลั่งไหลมาชมสถานที่เหล่านี้ด้วย  หลายคนมัวแต่แวะถ่ายรูปนั่นนิดนี่หน่อย บางคนยังรอคิวเข้าห้องน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งไม่รู้เป็นยังไง รถจอดคราใดทำให้อยากเข้าห้องน้ำทุกที...  หลังจากจับปู (ผู้นำ) ใส่กระด้ง ได้แล้วก็ทำตามธรรมเนียมสากลก่อนคือถ่ายรูปหมู่ และก็หมู่ กันอีกหลายๆ ช็อต  อาจารย์อนุชา อาจารย์วินิจ รวมทั้งผู้นำคณะท่องเที่ยวเบธเอลทัวร์ช่วยให้เรามีภาพแห่งประวัติศาสตร์กันทุกแห่งที่ไปถึง  ผมเองก็ได้อานิสงส์จากภาพถ่ายเหล่านั้นมาเก็บไว้เช่นกัน ขอขอบคุณเจ้าของภาพทุกท่านมา ณ ที่นี่ด้วยครับ
สุดท้ายก็เข้าชมวิหารแห่งเมืองเฮโบรน ( Hebron) จนได้  เป็นวิหารใหญ่ตระหง่านตา อยู่ทางตอนใต้ของเยรูซาเล็มประมาณสามสิบสองกิโลเมตร  เล่ากันว่ากษัตริย์เฮโรดผู้ยิ่งใหญ่ได้บัญชาให้สร้างขึ้น สังเกตจากสถาปัตยกรรมที่เป็นแบบเดียวกันกับวิหารทุกแห่งที่เฮโรดสร้างไว้ เพียงแต่จะใหญ่หรือเล็กเท่านั้น แต่รูปแบบเหมือนกันหมด ทั้งวิหารในกรุงเยรูซาเล็มและที่เฮโบรนด้วย คือมีลักษณะทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า และมีโดมทรงโรมันอยู่ส่วนหัวและท้าย  กล่าวกันว่า วิหารที่เฮโบรนนี้สร้างเพื่อครอบหลุมฝังศพของอับราฮัมและครอบครัวซึ่งเป็นบรรพบุรุษบุคคลสำคัญของชาวยิว คือ ฮับราฮัมและซาราห์  อิสอัคและ เรเบคาห์ ยาโคบและเรอาห์  เป็นถ้ำและที่นามัค-เปลาห์ ที่อับราฮัมซื้อจากคนฮิตไทต์เพื่อฝังศพนางซาราห์ และต่อมาก็ตัวท่านเอง และลูกหลานตามมานั่นเอง  (ปฐก.23, 25.7-11, 49.29-32) มีบางคนคาดว่ากระดูกของโยเซฟอาจถูกย้ายมาจากเมืองเชเคมนำมาฝังที่นี่ด้วยก็ได้ แต่ก็มีนักประวัติศาสตร์ยืนยันว่าโยเซฟและพี่น้องน่าจะถูกฝังที่เชเคม (ศึกษาเพิ่มเติม ปฐก.50 , อพย.13.9 ยชว24, กจ.7) 

และสถานที่นี่เองที่ดาวิด มาแสดงตัวเป็นกษัตริย์และใช้เป็นเมืองหลวงในการปกครองช่วงแรกอยู่ที่นี่ถึงเจ็ดปีครึ่ง (2ซมอ.5.1-5)

ณ เมืองเฮโบรน Hebron ที่ฝังศพ(กระดูก)คนของพระเจ้า (น่าคิดว่า He - Bron พ้องเสียงกับคำว่า Bone:กระดูก ผมคิดเล่นๆว่าเมือง เฮ..โบรน คือเมืองที่กระดูกโห่ร้อง คือยังมีชีวิตอยู่ คิดถึงพระธรรมเอเสเคียล 37 ที่พระเจ้าสามารถชุบกระดูกแห้งให้เป็นชีวิตขึ้นมาได้ ขอผู้รู้อธิบายรากศัพท์ให้ด้วยครับ)  
เรามีความเชื่อว่า แม้ว่าพวกเขาตายไปแล้ว แต่จะยังมีชีวิตอยู่  เพราะพระเจ้าที่เราเชื่อนั้นเป็นพระเจ้าแห่งชีวิต เป็นผู้ทรงพระชนม์อยู่เสมอ  ดังนั้น เวลาที่อ่านพระคัมภีร์ทั้งพันธสัญญาเดิมและใหม่หลายครั้งกล่าวว่า “พระเยโฮวาห์ทรงเป็นพระเจ้าของอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ” หมายถึงทั้งพระเจ้าและคนของพระองค์นั้นยังมีชีวิตอยู่เสมอ (อพย.2.5 ยน.8 กจ.3,7)

พระเยซูคริสต์ตรัสว่า  “เรา​เป็น​เหตุ​ให้​คน​ทั้ง​ปวง​เป็น​ขึ้น​และ​มี​ชีวิต ผู้​ที่​วางใจ​ใน​เรา​นั้น ถึงแม้ว่า​เขา​ตาย​แล้ว​ก็​ยัง​จะ​มี​ชีวิต​อีก (ยน.11.25)

คุณเชื่ออย่างนี้มั้ยครับ ?







25 พฤษภาคม 2562

ชีวิตกลับด้าน...Convert Life. โดย บัณฑิต ดาแว่น

คิดอย่างบัณฑิต

ชีวิตกลับด้าน... Convert Life. 
โดย บัณฑิต ดาแว่น

การเดินทางข้ามน้ำมหาสมุทรจากไทยไปสู่อเมริกาในครั้งนี้เกิดขึ้นโดยพระคุณและแผนการของพระเจ้าทั้งสิ้น เพราะผมเองไม่คาดคิดว่าปีนี้จะมีโอกาสเดินทางไกลอีก เพราะเพิ่งกลับจากการไปค่ายตามรอยพระคัมภีร์ร่วมกับผู้นำแบ๊บติสต์ ที่ประเทศอิสราเอลมาไม่ถึงสัปดาห์  พระเจ้าก็จัดเตรียมการเดินทางมารับใช้ที่รัฐฟลอริด้าในอเมริกาทันที  โดยการจองและซื้อตั๋วเครื่องบินเกิดขึ้นภายในชั่วข้ามคืน 

ครั้งนี้เดินทางด้วยสายการบิน Turkish Airlines ของประเทศตุรกี จากสุวรรณภูมิถึงเมืองอิสตันบู(Istanbul)ใช้เวลาประมาณสิบเอ็ดชั่วโมง จากนั้นบินตรงไปยังเมืองไมอามี่ (Miami, Florida) รัฐฟลอริด้า อเมริกาอีกสิบสองชั่วโมง ข้ามเวลาจากกลางวันเป็นกลางคืนแบบกลับด้านของชีวิตอย่างสิ้นเชิง


หากดูเวลาที่ไทยคือเจ็ดโมงเช้า ก็จะเท่ากับที่อเมริกาเจ็ดโมงเย็น หรือหนึ่งทุ่ม  ซึ่งเป็นเวลากลางคืนที่ตามหลังไทยนั่นเอง  จากการตรงข้ามของเวลาแบบนี้ทำให้ร่างกายต้องปรับเปลี่ยนและฝืนสู้กันอยู่ประมาณสองสามวัน  โดยเฉพาะช่วงเวลาประมาณบ่ายสองบ่ายสามของอเมริกา เป็นเวลาที่ร่างกายควรจะนอนอย่างหลับสนิทที่ไทย สภาพแวดล้อมที่เห็นเป็นกลางวัน แต่ความรู้สึกข้างในนั้นดูเหมือนหลับไปครึ่งหนึ่งแล้ว หัวสมองจะรู้สึกมึนงง ความจำสับสนบางครั้ง หากเผลอนั่งอาจหลับในทันใด อาการเช่นนี้ที่เขาเรียกว่า Jet-lag คือการปรับเปลี่ยนของร่างกายและเวลาที่ขัดแย้งกัน

ผู้มีประสบการณ์แนะนำว่า เวลาเดินทางไปต่างประเทศควรลืมเวลาที่ไทยไปเลย จะได้ไม่ต้องพะวงและเกิดการเปรียบเทียบเวลา ซึ่งยิ่งจะทำให้ร่างกายและจิตใจยิ่งสับสนและปรับตัวช้าไปอีก เมื่อผมเชื่อและทำตามคำแนะนำก็ได้ผลดีจริง แต่ถึงกระนั้นก็ยังต้องฝืนเรื่องการกิน การนอน การทำกิจวัติประจำวันอยู่ระยะหนึ่งจนกระทั่งปรับตัวได้

 เรื่องการลืมเวลาไทยผมเห็นด้วย แต่เรื่องการลืมค่าเงินบาทไทย ไม่แน่ใจว่าจะเป็นผลดีหรือไม่ เพราะหากซื้อของโดยไม่สนใจว่าตีเป็นค่าเงินบาทเท่าไหร่ อาจทำให้กลับไทยด้วยหนี้สินได้ง่ายๆ เพราะจากเงินอเมริกันหนึ่งดอลล่าก็ปาเข้าไปเท่ากับสามสิบกว่าบาทของไทยแล้ว  ดังนั้น ลืมเวลาไทยพอทำได้ แต่ลืมค่าเงินบาทนั้นต้องระวังไว้ดีกว่านะ...


ชีวิตกลับด้าน เป็นชีวิตที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง มีการปรับตัว ปรับใจ และปรับวิธีการใช้ชีวิตแบบกลับด้านเช่นกัน จึงจะสามารถใช้ชีวิตในสถานที่ใหม่นี้ได้อย่างมีความสุขและมีคุณภาพตามที่ควรเป็น 



เมื่อพระเจ้าให้เรามีชีวิตใหม่ในพระเยซูคริสต์  พระองค์ย้ายเราออกจากความมืดสู่ความสว่าง  ย้ายจากบึงไฟนรกสู่เมืองสวรรค์ (คส.1.13-14)  ดังนั้น จึงจำเป็นที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิตให้เหมาะสมกับสภาพใหม่ให้ได้  แม้ในช่วงแรกจะต้องอดทนเพราะเหมือนมีการต่อสู้กันอยู่ภายในและภายนอก  คือสายตามองเห็นว่านี่คือเวลากลางวัน แต่ภายในระบบของร่างกายคุ้นเคยกับเวลากลางคืนของเมืองไทย เช่นเดียวกับความต้องการฝ่ายเนื้อหนังที่คอยต่อสู้ฝ่ายวิญญาณอยู่เสมอ  แม้จะรับชีวิตใหม่แล้ว แต่ยังรู้สึกคุ้นเคยกับชีวิตเก่า ดังนั้น...

จง​ดำเนิน​ชีวิต​ตาม​พระ​วิญญาณ อย่า​สนอง​ความ​ต้อง​การ​ของ​เนื้อ​หนัง​  เพราะ​ว่า​ความ​ต้อง​การ​ของ​เนื้อ​หนัง​ต่อสู้​พระ​วิญญาณ และ​พระ​วิญญาณ​ก็​ต่อสู้​เนื้อ​หนัง เพราะ​ทั้ง​สอง​ฝ่าย​เป็น​ศัตรู​กัน ดังนั้น​สิ่ง​ที่​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ปรารถนา​ทำ​จึง​กระทำ​ไม่ได้ (กท.5.16-17)   และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงจากพระเจ้าโดยพระเมตตากรุณาจากพระองค์ทั้งภายในและภายนอก มอบถวายชีวิตจิตใจให้กับพระเจ้าซึ่งจะเป็นที่พอพระทัย อย่า​ประพฤติ​ตาม​อย่าง​แฟชั่นคน​ใน​ยุค​สมัยนี้ แต่​จง​รับ​การ​เปลี่ยนแปลง​จิตใจ แล้ว​อุปนิสัย​ของ​ท่าน​จึง​จะ​เปลี่ยน​ใหม่ เพื่อ​ท่าน​จะ​ได้​ทราบ​น้ำ​พระ​ทัย​ของ​พระ​เจ้า จะ​ได้​รู้​ว่า​อะไร​ดี อะไร​เป็น​ที่​ชอบ​พระ​ทัย​และ​อะไร​ดี​ยอด​เยี่ยม (รม.12.1-2)

เมื่อปรับตัว ปรับใจ ปรับพฤติกรรมในแนวทางชีวิตใหม่อย่างกลับด้านได้แล้ว จะพบว่ามีประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมซึ่งเกินความเข้าใจรออยู่อีกมากมาย   หลายคนต้องเสียดายและเสียใจ หากยังขืนใช้ชีวิตแบบครึ่งๆ กลาง ลุ่มๆ ดอนๆ คือ เอาแน่เอานอนไม่ได้



อย่ากระนั้นเลย  รีบกลับตัว กลับใจ ใช้ชีวิตแบบกลับด้าน คือด้านชีวิตใหม่ให้เร็วที่สุด ย่อมดีกว่าแน่นอน

คุณเห็นด้วยมั้ยครับ !