19 พฤษภาคม 2563

จงมั่นคงในความเชื่อ - Stand firm in the faith. โดย บัณฑิต ดาแว่น


คิดอย่างบัณฑิต
จงมั่นคงในความเชื่อ - Stand firm in the faith.
โดย บัณฑิต ดาแว่น 

ท่านทั้งหลายจงระมัดระวัง   จงมั่นคงในความเชื่อของท่าน   จงเป็นลูกผู้ชายแท้   จงเข้มแข็ง
ทุกสิ่งซึ่งท่านกระทำนั้น   จงกระทำด้วยความรัก
Be watchful, stand firm in the faith, act like men, be strong.
Let all that you do be done in love.  - I Corinthians 16:13-14

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังหาความแน่นอนไม่ได้  จึงต้องตั้งใจดูแลชีวิตให้ดี
นอกจากระมัดระวังอยู่เสมอแล้ว ยังมีคำแนะนำจากพระวจนะต่อไปอีกคือ...

จงมั่นคงในความเชื่อ - Stand firm in the faith.

“ความมั่นคง”Stand firm  พระคัมภีร์ตอนนี้ให้เห็นภาพว่า  เป็นการยืนหยัดอย่างมั่นคง  พร้อมจะขับเคลื่อนต่อไปได้  พยายามรักษาการยืนอยู่  เป็นการตั้งค่าของอุปกรณ์ที่จะใช้งานให้พร้อม  เป็นเตรียมพร้อมที่จะให้การต่อหน้าผู้พิพากษา  พร้อมที่จะอยู่หรือจะไปอย่างมั่นคง  ยังสามารถรักษาความมั่นคง หรือพลังอำนาจไว้  มีความมั่นคงไม่ลังเลและมีความปลอดภัย  ถ้าเป็นอาคารก็มีความมั่นคงปลอดภัย ถ้าเป็นการทำธุรกิจก็พร้อมจะซื้อจะขายอย่างมั่นใจ ถ้าเป็นการเดินทางก็พร้อมจะขับเคลื่อนอย่างมั่นคงปลอดภัยและมีทิศทาง เป็นนักมวยพร้อมสู้ นักกีฬาพร้อมแข่งขัน


จะมั่นคงในอะไร พระคัมภีร์สอนว่า... ต้องมั่นคงในความเชื่อ

 “ความเชื่อ” ในที่นี่หมายถึง  ความเชื่อมั่นในความจริงของพระเจ้าที่ทรงเป็น ทรงอยู่ และมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับพระองค์ เชื่อในความบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า  เป็นความเชื่อที่มั่นคง ไว้ใจได้ ยังคงสัตย์ซื่อในพระเจ้าเสมอ

+ เชื่อในพระเจ้า ในฐานะที่ทรงเป็นพระผู้สร้างและทรงมีอำนาจครอบครองเหนือทุกสรรพสิ่ง และทรงมีแผนการณ์แห่งการช่วยให้รอดผ่านทางพระเยซูคริสต์

+ เชื่อในพระเยซูคริสต์ ในฐานะทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด (พระเมสสิยาห์)และเชื่อในชีวิตนิรันดร์ที่ทรงประทานให้และเชื่อมั่นว่าจะได้อยู่ในแผ่นดินสวรรค์กับพระองค์

ความมั่นคงในความเชื่อ โดยภาพรวมแล้ว จึงเป็นการยืนหยัดและยืนยันถึงความจงรักภักดีต่อพระเจ้า ต่อพระเยซูคริสต์  ด้วยความมั่นคงศรัทธา พร้อมที่จะประพฤติ ปฏิบัติตามคำสั่งของพระเจ้าด้วยความตั้งใจแน่วแน่ แม้จะอยู่ในสถานการณ์เช่นใด ยังมั่นใจในความเป็นพระเจ้าของพระองค์ไม่แปรเปลี่ยน


จะมั่นคงในความเชื่อได้อย่างไร – How to stand firm in faith ?

1. ยืนหยัดอยู่ในข่าวประเสริฐStand firm in the gospel.
ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย   ข้าพเจ้าขอให้ท่านคำนึงถึงข่าวประเสริฐ   ที่ข้าพเจ้าเคยประกาศแก่ท่านทั้งหลาย   ซึ่งท่านได้ยอมรับไว้   อันเป็นฐานซึ่งท่านทั้งหลายตั้งมั่นอยู่ - I Corinthians 15:1

2. แต่งตัวให้พร้อมด้วยยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า – Stand firm in whole armor of God.
จงสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า   เพื่อจะต่อต้านยุทธอุบายของพญามารได้
เหตุฉะนั้นจงรับยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าไว้   เพื่อท่านจะได้ต่อต้านในวันอันชั่วร้ายนั้น   และเมื่อเสร็จแล้วจะอยู่อย่างมั่นคงได้ - Ephesians 6:11-13

3. มีความศรัทธาอย่างเต็มขนาดและเชื่อฟังเต็มที่ – Stand firm in faith and obey.
เอปาฟรัส ขอ​ฝาก​ความ​ระลึก​ถึง​มา เขา​เป็น​อีก​คน​หนึ่ง​ใน​คณะ​ของ​ท่าน​และ​เป็น​ผู้​รับใช้​พระเยซู​คริสต์​และ​อธิษฐาน​เพื่อ​ท่าน​เสมอ ทั้ง​ทูล​ขอ​พระเจ้า​ให้​โปรด​ช่วย​ท่าน​ให้​มั่นคง เป็น​คริสตชน​ที่มี​ความ​ศรัทธา​เต็ม​ขนาด และ​เชื่อฟัง​พระประสงค์​ของ​พระองค์​เต็มที่ - Colossians 4:12 (TCL)

4. ยืนหยัดในฐานะเสรีชนคนที่รับการไถ่บาปโดยพระเยซูคริสต์Stand firm in freedom of Christ.
ไม่กลับไปอยู่ใต้ธรรมบัญญัติเพื่อจะทำให้ตนเองรอด แต่พึ่งอาศัยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ที่ช่วยชีวิตให้หลุดพ้นจากบาปแล้วโดยพระคุณ
พระเยซู​ทรงให้​เรา​เป็น​ไท​แล้ว เรา​จึง​เป็น​อิสร​ชน! ฉะนั้น จง​ยืนหยัด​ดัง​ผู้​ที่​เป็น​เสรี​ชน   อย่า​ยอม​ตัว​ตก​ไป​เป็น​ทาส​อีก  - Galatians 5:1 (TCL)

5. มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน – Stand firm in unity.
ขอแต่เพียงให้ท่านดำเนินชีวิตให้สมกับข่าวประเสริฐของพระคริสต์   เพื่อว่าแม้ข้าพเจ้าจะมาหาท่านหรือไม่ก็ตาม   ข้าพเจ้าก็จะได้รู้ข่าวของท่านว่า   ท่านเชื่อมั่นคง   เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน   ต่อสู้เหมือนอย่างเป็นคนเดียวเพื่อความเชื่ออันเกิดจากข่าวประเสริฐนั้น - Philippians 1:27

6. ยึดมั่นในองค์พระผู้เป็นเจ้า – Stand firm in the Lord.
เหตุฉะนั้นพี่น้องทั้งหลายของข้าพเจ้า   ผู้เป็นที่รัก   เป็นที่ปรารถนา   เป็นที่ยินดี   และเป็นมงกุฎของข้าพเจ้า   พวกที่รักของข้าพเจ้า   จงยึดมั่นในองค์พระผู้เป็นเจ้าเถิด   - Philippians 4:1

7. ยึดถือในพระวจนะของพระเจ้า – Stand firm in the word of God
เหตุฉะนั้นพี่น้องทั้งหลายจงมั่นคงไว้   และยึดถือโอวาทที่ท่านได้เรียนจากเรา   ไม่ว่าจะด้วยคำพูดหรือด้วยจดหมาย   - II Thessalonians 2:15

8. มั่นคงในการทำงานของพระเจ้า – Stand firm in work of God
เหตุฉะนั้นพี่น้องที่รักของข้าพเจ้า   ท่านจงตั้งมั่นอยู่   อย่าหวั่นไหว   จงปฏิบัติงานขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้บริบูรณ์ทุกเวลา   ท่านทั้งหลายพึงรู้ว่า   โดยองค์พระผู้เป็นเจ้า   การของท่านจะไร้ประโยชน์ก็หามิได้ - I Corinthians 15:58

ขอพระเจ้าให้ท่านมีความเชื่อที่มั่นคง และดำรงชีวิตด้วยความมั่นใจในทุกสถานการณ์ นะครับ


15 พฤษภาคม 2563

จงใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง – Be Watchful. โดย บัณฑิต ดาแว่น



คิดอย่างบัณฑิต
จงใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง Be Watchful.
โดย บัณฑิต ดาแว่น

ในช่วงเวลานี้ที่มีความเสี่ยงมากมาย จึงจำเป็นต้องมีความระมัดระวัง  เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซ้อนและไม่ตกเป็นเหยื่อ
อาจารย์เปาโลใช้ถ้อยคำเหล่านี้ เพื่อให้ผู้เชื่อใช้เป็นหลักปฏิบัติ

ท่านทั้งหลายจงระมัดระวัง   จงมั่นคงในความเชื่อของท่าน   จงเป็นลูกผู้ชายแท้   จงเข้มแข็ง
ทุกสิ่งซึ่งท่านกระทำนั้น   จงกระทำด้วยความรัก
Be watchful, stand firm in the faith, act like men, be strong.
Let all that you do be done in love.  - I Corinthians 16:13-14

จะทำอย่างไรจึงจะใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ...ขอเสนอตามหลักพระวจนะตอนนี้ว่า...จงใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง

จงระมัดระวัง – Be Watchful.

ฝ่ายร่างกายเพื่อให้สุขภาพดี มีความปลอดภัย  ยังต้องรักษาความสะอาด ล้างมือบ่อย ๆ ใส่หน้ากากอานามัย  อยู่ในที่ปลอดภัย ไม่เข้าไปในกลุ่มเสี่ยง หากเลี่ยงไม่ได้ ต้องเว้นระยะห่าง 

ฝ่ายจิตวิญญาณ ยิ่งต้องระมัดระวัง !

พระคัมภีร์ให้ความหมาย  “ระมัดระวัง” Be watchful  คือ การจดจ่อ จดจ้อง แบบใส่ใจอย่างแน่วแน่  รอบคอบ มีความกระตือรือร้น  เป็นการตื่นขึ้นจากหลับ หรือแสดงการมีชีวิตอยู่ (ฟื้นจากความตาย) ลุกขึ้นจากที่นอน หรือ เตรียมพร้อม เหมือนนักมวยที่ยืนในท่าที่มั่นคงและเต้นฟุตเวิร์กตั้งการ์ดพร้อมต่อสู้  หากเป็นการก่อสร้างก็มีการเตรียมฐานและสามารถต่อเติมขึ้นไปได้อย่างมั่นคง

เหตุผลที่ต้องมีการระมัดระวัง – The reason why to be watchful.

1. เพราะไม่รู้วันเวลาการเสด็จมาครั้งที่สองของพระเยซู –  For you know neither the day nor the hour.
เหตุฉะนั้น   จงเฝ้าระวังอยู่   เพราะท่านทั้งหลายไม่รู้กำหนดวันหรือโมงนั้น -Matthew 25:13

2. เพื่อจะมีความพร้อมทั้งกายและจิตวิญญาณ – For ready in your physical and spiritual.
ท่านทั้งหลายจงเฝ้าระวังและอธิษฐาน   เพื่อท่านจะไม่ต้องถูกทดลอง   จิตวิญญาณพร้อมแล้วก็จริง   แต่กายยังอ่อนกำลัง” - Matthew 26:41

3. เพื่อจะทำหน้าที่ด้วยใจขอบพระคุณ – For being watchful in it with thanksgiving.
จงขะมักเขม้นอธิษฐาน   จงเฝ้าระวังอยู่ในการนั้นด้วยขอบพระคุณ - Colossians 4:2

4. เพื่อจะป้องกันไม่ให้ศัตรูโจมตีได้For protection from devil.
ท่านทั้งหลายจงสงบใจจงระวังระไวให้ดี   ด้วยว่าศัตรูของท่านคือมารวนเวียนอยู่รอบๆ   ดุจสิงห์คำรามเที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้ - I Peter 5:8
5. เพื่อจะไม่ถูกหลอกจากผู้สอนผิด - For protection from  false teacher.
พี่น้องทั้งหลาย   ข้าพเจ้าขอวิงวอนท่าน   ให้สังเกตดูคนเหล่านั้นที่ก่อเหตุวิวาทและทำให้คนอื่นหลง   ซึ่งเป็นการผิดคำสอนที่ท่านทั้งหลายได้เรียนมา   จงเมินหน้าจากคนเหล่านั้น -  Romans 16:17

6. เพื่อจะช่วยทั้งตนเองและคนอื่นได้ – For save both yourself and other.
จงเอาใจใส่ทั้งตัวท่านและคำสอนของท่าน   จงยึดข้อที่กล่าวนี้ให้มั่น   เพราะเมื่อกระทำดังนั้น   ท่านจะช่วยทั้งตัวท่านเองและคนทั้งปวงที่ฟังท่านให้รอดได้ - I Timothy 4:16

7. เพื่อจะได้รับบำเหน็จอย่างเต็มที่ – For may win a full reward.
ท่านทั้งหลายจงระวังตัวให้ดี   เพื่อท่านจะได้ไม่สูญเสียสิ่งที่ท่านได้กระทำมาแล้ว   แต่อาจจะได้รับบำเหน็จเต็มที่ - II John 1:8

เมื่อรู้เหตุผลอย่างนี้แล้ว ยิ่งต้องใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังให้มากขึ้น
อาเมนมั้ยครับ !
(ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต)

09 พฤษภาคม 2563

ล่องทะเลกาลิลี มีพระเยซูอยู่ด้วย Take Galilee’s boat with Jesus. โดย บัณฑิต ดาแว่น


คิดอย่างบัณฑิตข้อคิดจากอิสราเอล
ล่องทะเลกาลิลี  มีพระเยซูอยู่ด้วย
Take Galilee’s boat with Jesus.
โดย บัณฑิต  ดาแว่น

หลังจากอธิษฐาน อ่านพระคัมภีร์ ใช้เวลาส่วนตัวกับพระเจ้า และกินอาหารเช้าคือขนมปังทาด้วยปลาทูน่าใส่ต้นหอมผักชี มีแอปเปิลอีกหนึ่งลูก  เปิดคอมพิวเตอร์ตรวจงานที่คงค้างและงานที่ต้องทำ เปิดเฟสบุค ไลน์ และอุปกรณ์สื่อสาร ติดตามข่าวสารทั่วไป
เฟสบุค ผู้รู้ใจยิ่งกว่าคนข้างๆ และรู้ดียิ่งกว่าตัวเราเอง แสดงความทรงจำขึ้นมาหน้าแรกว่า “วันนี้เมื่อปีที่แล้ว” (9 พฤษภาคม 2019)  ภาพผมอยู่บนเรือโบราณที่กำลังพาล่องไปในทะเลกาลิลี ประเทศอิสราเอล  เป็นประสบการณ์อันน่าตื่นเต้น กับทะเลแห่งตำนานที่ยังมีชีวิต  โดยพระเยซูคริสต์ ผู้เป็นพระเจ้าใช้เวลาสั่งสอน และดำเนินชีวิต พันธกิจ ในบริเวณทะเลกาลิลี และรอบ ๆ ชายฝั่งนี้ เมื่อสองพันปีก่อน  และตอนนี้ผมได้ร้องเพลงนมัสการ สรรเสริญพระเจ้า ร่วมกับบรรดาผู้ศรัทธาจากทั่วไทยร้อยกว่าคน  วันนั้นเราแยกกันลงเรือสองลำแต่ใช้เชือกผูกติดกันไว้ เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมกันในช่วงเวลาพิเศษ
ผู้นำบนเรือ ที่เป็นทั้งเจ้าของและกัปตัน ทักทายต้อนรับด้วยภาษาฮีบรู อังกฤษ และภาษาไทยบางคำ จากนั้นเราร้องเพลงชาติไทย พร้อมเชิญธงขึ้นสู่ยอดเสา และเข้าสู่การร้องเพลงนมัสการ สรรเสริญพระเจ้า นับเป็นบรรยากาศที่ตราตรึงอยู่ในใจไม่รู้ลืม  ยิ่งตอนร้องเพลง พระคุณพระเจ้า  - Amazing grace ด้วยเสียงประสานทั้งไทย อังกฤษ และ ฮีบรู ยิ่งทำให้ขนลุก สำนึกถึงพระคุณพระเจ้าที่ช่วยให้ขึ้นมาอยู่บนเรือที่ลอยบนทะเลกาลิลีแห่งนี้  สัมผัสในหัวใจว่าพระเยซูทรงสถิตอยู่บนเรือด้วย
เจ้าของเรือ เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านั้นเขายังไม่เชื่อพระเยซู เขาเป็นยิวที่ยึดมั่นในความเชื่อตามบรรพบุรุษเรื่อยมา แต่ชีวิตก็ล้มลุกคลุกคลาน เนื่องจากยากจนและการศึกษาน้อยจึงต้องมาทำงานบนเรือคอยต้อนรับนักท่องเที่ยว หลายครั้งที่เขามักได้เห็น ได้ยินเสียงผู้คนที่มาสรรเสริญพระเจ้าและมีชีวิตที่ดูแล้วมีความสุข  ในที่สุดเขาจึงได้มาเชื่อในพระเยซูและพบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของชีวิต  จากการเป็นลูกเรือที่คอยทำงานรับจ้าง กลายมาเป็นเจ้าของเรือที่คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก  แต่เบื้องหลังกว่าจะได้เรือมาเป็นของตนเองนั้น เกิดจากพระคุณพระเจ้าที่เมตตาเขานั่นเอง  เนื่องจากเขาได้มาเชื่อพระเยซูเพราะการทำงานบนเรือ  เขาจึงอยากมีเรือเพื่อใช้เป็นที่นมัสการพระเจ้า และเรือที่เขาต้องการคือ เรือที่มีลักษณ์คล้ายกับสมัยพระเยซู  แต่ว่าไม่มีเงินมากพอ สุดท้ายพระเจ้าดลใจให้เศรษฐีเจ้าของเรือโบราณขายให้ในราคาพิเศษ เพราะเห็นความตั้งใจที่เขาไปอ้อนวอนหลายต่อหลายครั้ง  ในเดือนพฤษภาคม ปี 2019 ที่คณะของเราไป  เขามีเรือสองลำแล้ว ตั้งชื่อเรือตามพระคัมภีร์  หนึ่งโครินธ์ บทที่ 13.ข้อ13 ที่ว่า...จงตั้งอยู่สามสิ่งคือ ความเชื่อ ความหวัง และความรัก...  ตอนนี้เราอยู่บนเรือทั้งสอง คือ เรือ ความเชื่อ ( Faith) และ เรือ ความหวัง (Hope) และเขาตั้งใจว่าจะมีเรือลำที่สามต่อไปถ้าพระเจ้าเมตตา แน่นอนจะใช้ชื่อว่า ความรัก (Love) เขาชอบร้องเพลงเป็นชีวิตจิตใจ เมื่อก่อนร้องเพลงทั่วไปด้วยความเมามาย แต่ตอนนี้เขาร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าและประกาศพระนามพระเยซูบนเรือโบราณที่ระลึกถึงพระเยซูต่อหน้านักท่องเที่ยวจำนวนมากในแต่ละปี

ทะเลกาลิลี  เป็นสถานที่เปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนมากมาย  เมื่อเขาได้พบกับพระเยซู  มีคนเด่นๆ ที่เป็นที่รู้จักมาจนทุกวันนี้  คือ สองพี่น้อง เปโตรและอันดรูว์  และอีกสองพี่น้องคือ ยากอบและยอห์น บุตรเศเบดี(มธ.4.18-22)  ทั้งสี่คนเป็นชาวประมง จับปลาเลี้ยงชีพอยู่ในทะเลกาลิลี เมื่อพระยซูทรงเรียก พวกเขาก็ทิ้งเรือ ทิ้งแหและอวน แล้วตามพระองค์ไป พวกเขาจึงกลายเป็น ผู้จับคน แทนการจับปลา ทำให้ผู้คนทั่วโลก รวมทั้งผมและอีกหลายคนได้เป็นลูกศิษย์พระเยซูด้วย
ทะเลกาลิลี เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่สวยงาม  มีปลาชุกชุม โดยเฉพาะปลาที่เราคุ้นเคยดีคือ ปลานิล (เรากินมื้อเที่ยงที่นั่น จะเล่าให้ฟังต่อไปครับ) ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 213 เมตร ยาว 22.5 กิโลเมตร กว้าง 9.5 กิโลเมตร  รับน้ำจากแม่น้ำจอร์แดนตอนบน  ทะเลนี้มีหลายชื่อ บ้างก็เรียกว่า เยเนซาเรท (ลก.5.1) ทิเบเรียส (ยน.6.1,21.1) ในพระคัมภีร์เดิมเรียก คินเนเรท (กดว.34.11) เพราะมีรูปร่างคล้ายพิณ (ยชว.11.2)
ท้องทะเลกาลิลีและบริเวณรอบ ๆ มีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำพันธกิจและการอัศจรรย์ของพระเยซูอย่างมากมาย พระเยซูใช้เวลาอยู่บริเวณนี้เพื่อสั่งสอนทั้งบนเรือในกลางทะเล หรือนั่งบนเรือแล้วสอนคนที่อยู่ชายฝั่ง  มีการอัศจรรย์หลายครั้ง เช่น ทรงช่วยให้เปโตรและเพื่อนจับปลาตอนกลางวันได้จนเต็มลำ ทั้ง ๆ ที่พวกเขาหามาทั้งคืนแต่ไม่ได้สักตัว(ลก.5.1-11) ห้ามลมพายุให้สงบในฉับพลัน(มธ.8.23-27) ทรงเดินบนน้ำไปหาสาวกที่เผชิญพายุกลางทะเลและช่วยเปโตรให้เดินมาหาพระองค์เมื่อเขากำลังจมก็ช่วยขึ้นมาอย่างปลอดภัย(มธ.14.22.36)  ทรงเลี้ยงคนนับหมื่นด้วยอาหารเพียงเล็กน้อย(ยน.6) รักษาคนถูกผีสิงให้หายเป็นปกติ (มก.5.1-13)และยังมีเหตุการณ์หลังจากเป็นขึ้นมาจากความตาย ก็ทรงปรากฏให้สาวกได้เห็นและจัดเตรียมปลาให้พวกเขากินด้วย(ยน.21)
ณ ทะเลกาลิลี ที่มีพระเยซูอยู่ด้วย ทรงช่วยให้เกิดสิ่งพิเศษและมหัศจรรย์  จนทำให้ผมและอีกหลายคนได้มาตามรอยพระบาทและรับประสบการณ์แสนพิเศษในครั้งนี้ ด้วยหัวใจที่ตื้นตัน สำนึกในพระคุณ การช่วยกู้ การจัดเตรียม การทรงนำ และการอวยพรแก่ชีวิตอย่างหาที่สุดมิได้

สิ่งที่ผมทำได้คือ ตราบใดที่มีชีวิตอยู่ ก็จะป่าวประกาศพระนามพระเยซู ผู้ทรงพระคุณนี้ออกไป ให้ทุกคนได้รู้จักและดื่มด่ำในพระคุณพระองค์เช่นเดียวกับที่ผมได้รับมาตลอดเช่นกัน


08 พฤษภาคม 2563

สิ่งที่ควรมีในชีวิต – The important things in life. โดย บัณฑิต ดาแว่น


คิดอย่างบัณฑิต
สิ่งที่ควรมีในชีวิต 
 The important things in life.  
โดย บัณฑิต  ดาแว่น 

ท่ามกลางสถานการณ์ที่คับขัน แต่การรับมือมีความจำกัด
จะทำอย่างไรดี เพื่อจะที่จะยืนหยัดอยู่ได้อย่างมั่นคง ! 
...เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงประทานจิตที่ขลาดกลัวให้เรา   แต่ได้ทรงประทานจิตที่กอปรด้วยฤทธิ์   ความรัก   และการบังคับตนเองให้แก่เรา
…for God gave us a spirit not of fear but of power and love and self-control. -II Timothy 1:7
อาจารย์เปาโลส่งข้อความนี้ถึงทิโมธีศิษย์รักของท่าน เพื่อให้เขาเรียนรู้ในการทำงานท่ามกลางความยุ่งยาก ทั้งด้านวัยวุฒิ คุณวุฒิ เพราะเขายังเป็นคนหนุ่มที่ประสบการณ์น้อย แถมสุขภาพยังมีปัญหา แต่ต้องเผชิญหน้ากับผู้คนและสถานการณ์ที่ท้าทายของชีวิต  ท่านจึงให้คำแนะนำว่าสิ่งที่ควรมีที่จะนำให้ชีวิตดำเนินไปอย่างมีคุณภาพ...
1.  มีความกล้า – Courage,  No fear.
เรามีความกล้าได้  เพราะพระเจ้าไม่ได้ประทานจิตที่ขลาดกลัวให้เรา แต่ประทานจิตใจที่ประกอบด้วยฤทธิ์  ในฐานะลูกของพระเจ้าที่เชื่อพระเยซูคริสต์  จึงจำเป็นต้องยืนยันความจริงว่า พระเยซูคริสต์เป็นใคร  พระองค์เป็นพระเจ้าที่สถิตอยู่กับเราเสมอ  พระองค์ผู้ทรงมีฤทธิ์อำนาจทั้งสวรรค์และแผ่นดินโลก (มธ.28.18-20)  พระองค์ผู้เป็นทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลาย (วว.1.17-18) ซึ่งหมายความว่าทรงอยู่ตลอดเวลา ทรงควบคุมทุกสิ่งได้ ทรงรู้สถานการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบทั้งหมดแล้ว  ทรงรู้อนาคตที่สุดท้ายจะกลับกลายเป็นผลดีต่อชีวิตของคนที่พระองค์รักได้(รม.8.28)  ยิ่งกว่านั้นยังทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้อยู่เคียงข้างเป็นที่ปรึกษาชี้แจงความจริงและปลอบประโลม ทรงประทานความเข้มแข็งให้แก่เราได้(อฟ.1.19,3.16,6.10) อีกทั้งยังมีพระคำอันประเสริฐที่คอยเป็นกำลังให้เสมอ(1ยน.2.14) 
แล้วอย่างนี้จะให้ความกลัวมากดดันตัวเองทำไม  จงลุกขึ้นและยืนหยัดด้วยความกล้าเพื่อพิชิตทุกสถานการณ์ให้ได้

2.  มีความรัก – Love.
ความรัก เป็นพื้นฐานชีวิตที่พระเจ้าประทานให้ เพราะทรงเป็นความรัก และรักอย่างไม่มีเงื่อนไข (1ยน.4.7-9) ประสงค์ให้รักกันและกัน  ดังที่ทรงรักอย่างมากมายจนประทานพระบุตรองค์เดียวมาเกิดในโลกนี้เพื่อช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นบาป  ให้เราสามารถมีชีวิตอยู่ได้  หากเรารักซึ่งกันและกันก็จะเป็นสิ่งที่ยืนยันถึงความรักที่เรามีต่อพระองค์ด้วย เพราะแท้จริงแล้ว ที่เรามีความรักและมีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะพระเจ้าทรงรักเราก่อน  นั่นหมายความว่าในขณะที่เรายังไม่น่ารักเลย  ลองคิดดูชีวิตของเราก่อนจะรู้จักพระเจ้าว่าเป็นอย่างไรบ้าง  เชื่อว่าแต่ละท่านสามารถยืนยันได้ว่า ชีวิตที่ผ่านมานั้นไม่สมควรได้รับความรักจากใครเลย แต่ขอบคุณพระเจ้าทรงยังทรงรักและให้โอกาสแก่ชีวิตเสมอ จึงทำให้มีวันนี้ได้  ดังนั้น การที่เราใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้ ย่อมมีคนอีกมากมายที่ไม่น่ารัก แถมยังน่าชังอีกต่างหาก  แต่พระเจ้าสอนให้เรารักอย่างที่พระองค์รักเรา  เพราะความรักจะทำให้เราใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพได้ดีกว่าการเต็มไปด้วยความเกลียดชังแน่นอน
จงให้ความรักนำทางในชีวิตเสมอ

3. มีการควบคุมตนเอง - Self-control.
การควบคุมตนเอง หรือ การบังคับตน  เป็นของผลของพระวิญญาณประการหนึ่งที่ประทานให้กับผู้เชื่อในพระเยซู(กท.5.22-23)  เพื่อจะอยู่ในโลกที่วุ่นวายสับสนได้อย่างมั่นคง  ไม่ตื่นตระหนกจนเกินเหตุ(Panic) ไม่รนรานจนเป็นเหตุให้เกิดปัญหาซ้ำซ้อนโดยไม่จำเป็น  แต่สามารถเข้าใจสถานการณ์และควบคุมอารมณ์ ความคิด จิตใจ อย่างมีสติสัมปชัญญะ และตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม  อีกทั้งมีการเตรียมตัวไว้ล่วงหน้าอย่างคนที่มีระเบียบวินัย (Discipline)  เพราะคนที่ขาดระเบียบวินัยและการควบคุมตนเองนั้นย่อมเป็นอันตราย จากเรื่องเล็กอาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ (สภษ. 5.23) แต่คนที่ยึดระเบียบวินัยนั้นย่อมมีผลดีต่อชีวิต (สภษ.4.23,6.23)
จงใช้ชีวิตด้วยการควบคุมตนเองในทางที่ควรเสมอ

นี่คือสามสิ่งสำคัญที่ควรมี เพื่อที่จะอยู่อย่างมีคุณภาพ
เห็นด้วยมั้ยครับ !

26 เมษายน 2563

พระเจ้าห่วงใยคุณมากเพียงใด - How much God care for you. โดย บัณฑิต ดาแว่น


คิดอย่างบัณฑิต


พระเจ้าห่วงใยคุณมากเพียงใด
 How much God care for you.
โดย บัณฑิต  ดาแว่น 

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่ปกติ หรือ บางคนเริ่มใช้คำว่า “ความปกติแบบใหม่” (New normal) ที่ยังต้องปรับตัวกับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป และคงไม่มีทางกลับไปเหมือนเดิมได้ 
จะผ่านไปได้อย่างไร?
จะมั่นใจได้อย่างไรว่าพระเจ้ายังควบคุมเหนือสถานการณ์เหล่านี้ ? 
พระเจ้ายังทรงห่วงใยอยู่หรือไม่ ?
และยังมีอีกหลายคำถามที่เกิดขึ้นในสภาวะขาดกำลัง ขาดรายได้  ขาดจากเพื่อนฝูงที่เคยผูกพันใกล้ชิด เคยใช้วิถีชีวิตในการนมัสการในรูปแบบที่คุ้นเคย แต่ตอนนี้ไม่มีโอกาสที่จะทำได้  จะทำอย่างไรดี  เมื่อความเข้มแข็งที่มีเริ่มถดถอย ?

พระเจ้ายังห่วงใยในชีวิตของเราเสมอ

พระคำของพระเจ้ายังยืนยัน
จงละความกระวนกระวายของท่านไว้กับพระองค์   เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใยท่านทั้งหลาย -I Peter 5:7
พระเจ้าทรงห่วงใยมนุษย์มากกว่าทูตสวรรค์จึงให้พระเยซูมาเป็นมหาปุโรหิตที่ทรงสละพระองค์เองเป็นเครื่องบูชาไถ่บาป
ความจริง   พระองค์มิได้ทรงเป็นห่วงทูตสวรรค์   แต่ทรงเป็นห่วงพงศ์พันธุ์ของอับราฮัม เหตุฉะนั้นพระองค์จึงทรงต้องเป็นเหมือนกับพี่น้องทุกอย่าง   เพื่อว่าพระองค์จะได้ทรงเป็นมหาปุโรหิต   ผู้กอปรด้วยความเมตตาและความสัตย์ซื่อ   ในการกระทำกิจกับพระเจ้า   เพื่อลบล้างบาปของประชาชน เพราะเหตุที่พระองค์ได้ทรงทนทุกข์ทรมานและถูกลองใจ   พระองค์จึงทรงสามารถช่วยผู้ที่ถูกลองใจได้
Hebrews 2:16-18
มารีย์ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าด้วยความยินดีว่าพระเจ้าทรงห่วงใยในคนต่ำต้อยและทุกข์ยากอย่างเธอ
เพราะพระองค์ทรงห่วงใยฐานะอันยากต่ำแห่งทาสีของพระองค์  
เพราะนั่นแหละ   ตั้งแต่นี้ไปคนทุกชั่วอายุจะเรียกข้าพเจ้าว่าผาสุก
-Luke 1:48 
พระเยซูยืนยันความห่วงใยต่อแกะของพระองค์ในฐานะเป็นผู้เลี้ยงที่ดีที่พร้อมสละชีวิตเพื่อช่วยเหลือ
เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี   ผู้เลี้ยงที่ดีนั้นย่อมสละชีวิตของตนเพื่อฝูงแกะ ผู้ที่รับจ้างมิได้เป็นผู้เลี้ยงแกะ   และฝูงแกะไม่เป็นของเขา   เมื่อเห็นสุนัขป่ามาเขาจึงละทิ้งฝูงแกะหนีไป   สุนัขป่าก็ชิงเอาแกะไปเสีย   และทำให้ฝูงแกะกระจัดกระจายไป เขาหนีเพราะเขาเป็นลูกจ้างและไม่เป็นห่วงแกะเลย -John 10:11-13
ชีวิตของเรามีค่ายิ่งกว่านก พระเจ้าทรงห่วงใยแน่นอน
จงดูนกในอากาศ   มันมิได้หว่าน   มิได้เกี่ยว   มิได้ส่ำสมไว้ในยุ้งฉาง   แต่พระบิดาของท่านทั้งหลาย   ผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงเลี้ยงนกไว้   ท่านทั้งหลายมิประเสริฐกว่านกหรือ  -Matthew 6:26
ชีวิตของเรามีค่ายิ่งกว่าดอกไม้ เหตุไฉนพระเจ้าจะไม่ห่วง
ท่านกระวนกระวายถึงเครื่องนุ่งห่มทำไม   จงพิจารณาดอกไม้ที่ทุ่งนาว่า   มันงอกงามเจริญขึ้นได้อย่างไร   มันไม่ทำงาน   มันไม่ปั่นด้าย แต่เราบอกท่านทั้งหลายว่ากษัตริย์ซาโลมอนเมื่อบริบูรณ์ด้วยสง่าราศี   ก็มิได้ทรงเครื่องงามเท่าดอกไม้นี้ดอกหนึ่ง แม้ว่าพระเจ้าทรงตกแต่งหญ้าที่ทุ่งนาอย่างนั้น   ซึ่งเป็นอยู่วันนี้และรุ่งขึ้นต้องทิ้งในเตาไฟ   โอ   ผู้มีความเชื่อน้อย   พระองค์จะไม่ทรงตกแต่งท่านมากยิ่งกว่านั้นหรือ 
- Matthew 6:28-30
พระเจ้าทรงทราบความทุกข์ยากและความต้องการของชีวิต
...แต่ว่าพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงทราบแล้วว่า   ท่านต้องการสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ 
- Matthew 6:32

ควรทำอย่างไรต่อไปดี เมื่อรู้แล้วนี่ว่าทรงห่วงใย !

อย่ากระวนกระวายมากเกินกว่าเหตุ
“เหตุฉะนั้น   เราบอกท่านทั้งหลายว่า   อย่ากระวนกระวายถึงชีวิตของตนว่า   จะเอาอะไรกิน   หรือจะเอาอะไรดื่ม   และอย่ากระวนกระวายถึงร่างกายของตนว่า   จะเอาอะไรนุ่งห่ม   ชีวิตสำคัญยิ่งกว่าอาหารมิใช่หรือ   และร่างกายสำคัญยิ่งกว่าเครื่องนุ่งห่มมิใช่หรือ-Matthew 6:25
จงใส่ใจแสวงหาสิ่งที่สำคัญกว่า คือการให้พระเจ้าครอบครองชีวิต ยอมอุทิศตัวเพื่อแผ่นดินของพระองค์
แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า   และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน   แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้   -Matthew 6:33
ไว้วางใจในพระเจ้าวันต่อวัน อย่าให้ความกังวลเพิ่มความทุกข์ทนในวันนี้อีกเลย

 “เหตุฉะนั้น   อย่ากระวนกระวายถึงพรุ่งนี้   เพราะว่าพรุ่งนี้คงมีการกระวนกระวายสำหรับพรุ่งนี้เอง   แต่ละวันก็มีทุกข์พออยู่แล้ว  -Matthew 6:34

เพื่อนชาวอเมริกัน แบ่งปันแนวคิดของเขาให้ฟังว่า ชีวิตของเราพระเจ้าโปรยด้วยพรมชั้นดี เพื่อที่เราจะเหยียบย้ำไปในทางของโลกนี้  ลองก้มลงดูพื้นที่เราเดินไปสิ มีทั้งหญ้าเขียวสวย มีทั้งดอกไม้นานาพันธุ์  พระเจ้าทรงสร้างมันให้อยู่ใต้เท้าของมนุษย์  แล้วอย่างนี้จะพูดได้อย่างไรว่า ชีวิตมิได้โปรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะไม่ใช่แค่กลีบกุหลาบที่ถูกเด็ดออกมาจากต้น แต่พระเจ้าให้ต้นหญ้าเขียวสด และดอกที่สวยสดงดงามให้เราเดินไปเสมอ  เพียงแต่เราจะใส่ใจต่อความห่วงใยของพระเจ้าหรือไม่เท่านั้นเอง

แฟรงค์ กราเอฟ (1860-1919)  ผู้ประพันธ์บทเพลง “พระเยซูทรงห่วงข้าหรือไม่” ได้ตั้งคำถามว่า
 พระเยซูทรงห่วงข้าหรือไม่ ...เมื่อยามเจ็บปวดรวดร้าว ทุกข์ใจ ไร้ความมั่นคงในชีวิต
...เมื่อยามโดดเดี่ยว ว้าเหว่ใจ  เกิดภัยพิบัติ ขาดคนเข้าใจ
...เมื่อยามคนที่รักจากไป ความโศกเศร้ารุมเร้าดวงใจ
เมื่อยาม...
คำตอบที่เขาได้รับคือ...พระเจ้าทรงห่วงใยอย่างแน่นอน !!
“พระองค์ทรงห่วง...พระองค์ทรงห่วง  เมื่อข้าเศร้าพระองค์ทรงห่วง
                        กลางวันอ่อนระอาใจ  กลางคืนอ่อนล้ากาย  ข้ารู้  พระองค์ทรงห่วง”


(ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต)

23 เมษายน 2563

รู้จักพระเจ้าผู้ที่เราอธิษฐาน - Knowing God who we pray. โดย บัณฑิต ดาแว่น


คิดอย่างบัณฑิต

รู้จักพระเจ้าผู้ที่เราอธิษฐาน - Knowing  God who we pray.
โดย บัณฑิต  ดาแว่น

ขอให้พระเกียรติจงมีแด่พระองค์ผู้ทรงฤทธิ์ กระทำสารพัดมากยิ่งกว่าที่เราจะทูลขอหรือคิดได้
ตามฤทธิ์เดชที่ประกอบกิจอยู่ภายในตัวเรา
ขอให้พระเกียรติจงมีแด่พระองค์ในคริสตจักร และในพระเยซูคริสต์ตลอดทุกชั่วอายุคนเป็นนิตย์ อาเมน
Now to him who by the power that is working within us is able to do far beyond all that we ask or think,
to him be the glory in the church and in Christ Jesus to all generations, forever and ever. Amen. Ephesians 3:20-21

ทุกครั้งที่อธิษฐาน  เป็นการส่งสัญญาณว่า เรามีความเชื่อมั่นในพระเจ้าผู้ที่กำลังอธิษฐานต่อ  ถ้าไม่อย่างนั้นจะอธิษฐานทำไม  ใช่หรือไม่ ?
พระเจ้าผู้ที่เรากำลังอธิษฐานถึงนั้น  พระองค์สามารถทำอะไรได้บ้าง
จากพระธรรม เอเฟซัส บทที่ 3 ข้อ 20 – 21  ได้ทำให้เห็นและรู้จักพระเจ้ามากขึ้น

1.  พระเจ้าเป็นผู้มีเกียรติ
อาจารย์เปาโล เขียนจดหมายถึงผู้เชื่อชาวเมืองเอเฟซัสด้วยหัวใจอธิษฐาน และที่สำคัญท่านให้เกียรติเป็นของพระเจ้าเสมอ  ท่านให้เกียรติพระเจ้าในฐานะพระบิดาของคนทั่วโลก ผู้ทรงเป็นผู้ให้กำเนิดชีวิตและลมหายใจของทุกคน ด้วยท่าทีและท่าทางของการคุกเข่าลงต่อพระเจ้า
เพราะเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงคุกเข่าต่อพระบิดา (คำว่า  บิดา  ของทุกตระกูล  ทุกชาติ   ในสวรรค์ก็ดี  ที่แผ่นดินโลกนี้ก็ดีมาจากคำว่า   พระบิดา) -Ephesians 3:14-15
พระเยซูเป็นแบบอย่างที่ดี เมื่อทรงทำหน้าที่ฐานะพระบุตรทรงให้เกียรติพระบิดาอย่างสูงสุด โดยการทำงานตามที่รับมอบหมายจนสำเร็จ (ยน.12.28,17.4, ฟป.2.5-11)
การให้เกียรติพระเจ้า เป็นการยกย่องพระองค์อย่างสมควร เพราะพระเกียรติและพระสิริทั้งสิ้นที่มีอยู่ล้วนเป็นของพระเจ้า (สดด.96.4,100.1-5)
การให้เกียรติแด่พระเจ้านั้นเป็นผลดีต่อชีวิตเสมอ  ส่วนการไม่ให้เกียรติย่อมเป็นอัตรายและทำร้ายตนเอง
2.  พระเจ้าเป็นผู้ทรงฤทธิ์
ด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าโลกนี้จึงบังเกิดขึ้นมา  ธรรมชาติที่มองเห็นเป็นพยานยืนยันถึงฤทธานุภาพของพระองค์ที่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้
เหตุว่าเท่าที่จะรู้จักพระเจ้าได้ก็แจ้งอยู่กับใจเขาทั้งหลาย   เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงโปรดสำแดงแก่เขาแล้ว ตั้งแต่เริ่มสร้างโลกมาแล้ว   สภาพที่ไม่ปรากฏของพระเจ้านั้น   คือฤทธานุภาพอันถาวรและเทวสภาพของพระองค์   ก็ได้ปรากฏชัดในสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้าง   ฉะนั้นเขาทั้งหลายจึงไม่มีข้อแก้ตัวเลย -Romans 1:19-20
ในโบราณกาลพระเจ้าได้ตรัสด้วยวิธีต่างๆมากมายแก่บรรพบุรุษของเราทางพวกผู้เผยพระวจนะ แต่ในวาระสุดท้ายนี้พระองค์ได้ตรัสแก่เราทั้งหลายทางพระบุตร   ผู้ซึ่งพระองค์ได้ทรงตั้งให้เป็นผู้รับสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นมรดก   พระองค์ได้ทรงสร้างกัลปจักรวาลโดยพระบุตร พระบุตรทรงเป็นแสงสะท้อนพระสิริของพระเจ้า   และทรงมีสภาวะเป็นพิมพ์เดียวกันกับพระองค์   และทรงผดุงโลกไว้ด้วยพระดำรัสอันทรงฤทธิ์ของพระองค์   เมื่อพระองค์ได้ทรงชำระบาปแล้ว   ก็ได้ประทับ  ณ เบื้องขวาของพระเจ้าเบื้องบน
- Hebrews 1:1-3
พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ ทรงคิดถึงและห่วงใยผู้ที่พระองค์ทรงสร้างเสมอ

3. พระเจ้ากระทำได้มากกว่าที่จะจิตนาการได้
อาจารย์เปาโลแสดงความมั่นใจเมื่ออธิษฐานต่อของพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์และเมตตา ด้วยการเชื่อมั่นการตอบคำอธิษฐานของพระองค์ว่า
 ...พระองค์ผู้ทรงฤทธิ์ กระทำสารพัดมากยิ่งกว่าที่เราจะทูลขอหรือคิดได้ (1971)
เมื่อเปรียบเทียบพระคัมภีร์หลายฉบับจะทำให้เห็นภาพว่าพระเจ้าทำมากเกินคำบรรยาย
...ทรงสามารถทำทุกสิ่งได้มากยิ่งกว่าที่เราทูลขอหรือคิด โดยฤทธานุภาพที่ทำกิจอยู่ภายในเรา (TSV มาตรฐาน)
...ทรงสามารถกระทำเกินกว่าที่เราจะทูล ขอหรือคาดคิดได้ (TNCV อมตธรรม)
...สามารถ​กระทำ​มาก​เกิน​กว่า​ที่​เรา​เคย​ขอ​หรือ​คิด  (ประชานิยม)
…able to do far more abundantly than all that we ask or think, (ESV)
...ทำไกลไปปกว่าความอุดมสมบูรณ์ล้นเหลือ กว่าที่เราขอและคิดได้
able to do immeasurably more than all we ask or imagine, (NIV-r)
...ทำมากยิ่งกว่าที่จะประมาณการได้ มากกว่าที่เราขอ หรือ จิตนาการ
able to do exceeding abundantly above all that we ask or think,(ASV)
...ทำจนล้นพ้นเหนือสิ่งอื่นใด มากกว่าที่เราขอ หรือ คิดได้
able to do far more abundantly than all that we ask or think, (RSV)
...สามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างเกินกว่า ที่เราขอหรือคิดได้

หากจะเรียงลำดับจะเห็นภาพว่าพระเจ้าทำขั้นกว่าได้มากอย่างเหนือจิตนาการของมนุษย์
 + พระเจ้าสามารถตอบคำอธิษฐาน ตามที่เราทูลขอ
+ พระเจ้าสามารถตอบคำอธิษฐาน มากกว่าที่เราทูลขอ
+ พระเจ้าสามารถตอบคำอธิษฐาน  มากยิ่งกว่าสิ่งสารพัดที่เราทูลขอ
+ พระเจ้าสามารถตอบคำอธิษฐาน  มากยิ่งกว่าสิ่งสารพัดที่เราทูลขอหรือคิดได้
+ พระเจ้าสามารถตอบคำอธิษฐาน  มากยิ่งกว่าสิ่งสารพัดที่เราทูลขอ หรือ คิด หรือ จิตนาการได้
แม้เราคิดไม่ออก คิดไม่ถึง และจิตตนาการไม่ได้ ในขณะที่อธิษฐาน แต่พระเจ้าสามารถทำได้มากกว่านั้น
4.  พระเจ้าสำแดงฤทธิ์เดชภายในตัวเราได้
ขอบคุณพระเจ้า แม้พระองค์จะทรงฤทธิ์มากยิ่งสักเพียงใด  แต่ยังให้โอกาสชีวิตของเราเป็นเวทีแสดงความยิ่งใหญ่ของพระองค์
ขอให้พระเกียรติจงมีแด่พระองค์ผู้ทรงฤทธิ์   กระทำสารพัดมากยิ่งกว่าที่เราจะทูลขอหรือคิดได้   ตามฤทธิ์เดชที่ประกอบกิจอยู่ภายในตัวเรา -Ephesians 3:20
พระเยซูคริสต์ผู้ทรงประกอบด้วยฤทธานุภาพทั้งสวรรค์และแผ่นดินโลกทรงสัญญาว่าจะอยู่กับเราเสมอไปจนกว่าจะสิ้นยุค (มธ.28.18-20)
พระเยซูจึงเสด็จเข้ามาใกล้แล้วตรัสกับเขาว่า   ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี   ในแผ่นดินโลกก็ดีทรงมอบไว้แก่เราแล้ว...นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป   จนกว่าจะสิ้นยุค”  -Matthew 28:20
พระเยซูสอนว่าผู้เชื่อจะทำภารกิจมากกว่าพระองค์  พระเยซูทรงมีชีวิตในโลกสามสิบปีเศษและปฏิบัติภารกิจเพียง 3 ปีกว่าเท่านั้น แต่ทุกวันนี้พระองค์ยังทรงทำการยิ่งใหญ่ภายในชีวิตของผู้เชื่อทั่วโลก และคงจะกระทำต่อไปจนกว่าจะสิ้นยุค
“เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   ผู้ที่วางใจในเราจะกระทำกิจการซึ่งเราได้กระทำนั้นด้วย   และเขาจะกระทำกิจที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก   เพราะว่าเราจะไปถึงพระบิดาของเรา สิ่งใดที่ท่านทั้งหลายจะขอในนามของเรา   เราจะกระทำสิ่งนั้น   เพื่อว่าพระบิดาจะทรงได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่ทางพระบุตร สิ่งใดที่ท่านขอในนามของเรา   เราจะกระทำสิ่งนั้น  John 14:12-14

5.  พระเจ้าใช้คริสตจักร(ผู้เชื่อ)ให้มีส่วนในพระเกียรติของพระองค์
ขอให้พระเกียรติจงมีแด่พระองค์ในคริสตจักร
หลังจากพระเยซูเสด็จขึ้นสู่สวรรค์  คริสตจักรเป็นฐานสำคัญในการทำงานของพระองค์ โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตอยู่กับผู้เชื่อในฐานะคริสตจักร (1คร.3.16, 6.19-20)  ทรงแต่งตั้งคริสตจักรให้เป็นตัวแทน หรือทูตของพระองค์เพื่อทำพันธกิจแห่งการคืนดีให้คนกลับมาความสัมพันธ์กับพระเจ้าได้อีกครั้ง
ทั้งสิ้นนี้เกิดมาจากพระเจ้า   ผู้ทรงให้เราคืนดีกันกับพระองค์ทางพระเยซูคริสต์   และทรงโปรดประทานให้เรามีพันธกิจเรื่องการคืนดีกัน คือพระเจ้าทรงให้โลกนี้คืนดีกันกับพระองค์โดยพระคริสต์   มิได้ทรงถือโทษในการผิดของเขา   และทรงมอบเรื่องการคืนดีกันนั้นให้เราประกาศ ฉะนั้นเราจึงเป็นทูตของพระคริสต์   โดยที่พระเจ้าทรงขอร้องท่านทั้งหลายทางเรา   เราจึงขอร้องท่านในนามของพระคริสต์ให้คืนดีกันกับพระเจ้า -II Corinthians 5:18-20

6.  พระเจ้าทำให้สำเร็จในพระเยซูคริสต์
ขอให้พระเกียรติจงมีแด่พระองค์ในคริสตจักร และในพระเยซูคริสต์ตลอดทุกชั่วอายุคนเป็นนิตย์ อาเมน
แผนการของพระเจ้าทุกอย่างสำเร็จที่พระเยซูอย่างครบถ้วนสมบูรณ์แบบ  เมื่อจะทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระเยซูตรัสเป็นถ้อยคำสุดท้ายว่า “สำเร็จ” แล้ว  หมายถึง หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากพระบิดานั้นสำเร็จแล้ว และ การมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อตายเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปให้มนุษย์ก็สำเร็จเช่นกัน
อาจารย์ยอห์น ลูกศิษย์คนสนิทบันทึกไว้ว่า
เมื่อพระเยซูทรงรับน้ำส้มองุ่นแล้ว   พระองค์ตรัสว่า   “สำเร็จแล้ว”   และทรงก้มพระเศียรลงสิ้นพระชนม์ -John 19:30
พระเยซูอธิษฐานต่อพระบิดาในขณะที่อยู่กับสาวกก่อนหน้านั้นว่า...
ข้าพระองค์ได้ถวายเกียรติแด่พระองค์ในโลก   เพราะข้าพระองค์ได้กระทำกิจที่พระองค์ทรงให้ข้าพระองค์กระทำนั้นสำเร็จแล้ว -John 17:4
พระเยซูสามารถทำให้ชีวิตของเราและทุกสิ่งสำเร็จอย่างครบสมบูรณ์ได้
...เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิต   และจะได้อย่างครบบริบูรณ์ -John 10:10
เหตุฉะนั้นเมื่อเรามีพยานพรั่งพร้อมอยู่รอบข้างเช่นนี้แล้ว   ก็ขอให้เราละทิ้งทุกอย่างที่ถ่วงอยู่   และบาปที่เกาะแน่น   ขอให้เราวิ่งแข่งด้วยความเพียรพยายาม   ตามที่ได้กำหนดไว้สำหรับเรา หมายเอาพระเยซูเป็นผู้บุกเบิกความเชื่อ   และผู้ทรงทำให้ความเชื่อของเราสมบูรณ์   พระองค์ได้ทรงอดทนต่อกางเขน   เพื่อความรื่นเริงยินดีที่ได้เตรียมไว้สำหรับพระองค์   ทรงถือว่าความละอายนั้นไม่เป็นสิ่งสำคัญและพระองค์ได้ประทับ    เบื้องขวาพระที่นั่งของพระเจ้า   -Hebrews 12:1-2

7.  พระเจ้าสามารถทำได้ตลอดไป
ขอให้พระเกียรติจงมีแด่พระองค์ในคริสตจักร และในพระเยซูคริสต์ตลอดทุกชั่วอายุคนเป็นนิตย์ อาเมน
ฤทธิ์อำนาจของพระเจ้ายังคงมีอยู่เสมอและตลอดไป ดังที่พระเยซูทรงฤทธิ์อำนาจเสมอไปอย่างไม่มีเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาหรือสถานการณ์
พระเยซูคริสต์ยังทรงเหมือนเดิมในเวลาวานนี้   และเวลาวันนี้   และต่อๆไปเป็นนิจกาล -Hebrews 13:8
ขอพระสิริของพระเจ้าดำรงอยู่เป็นนิตย์  
ขอพระเจ้าทรงเปรมปรีดิ์ในบรรดา   พระราชกิจของพระองค์
  -Psalms 104:31
จงโมทนาขอบพระคุณพระเจ้า   เพราะพระองค์ประเสริฐ  
เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรง เป็นนิตย์
  
-
Psalms 118:1
เพราะว่า   บรรดาเนื้อหนังก็เป็นเสมือนต้นหญ้า   และบรรดาศักดิ์ศรีของเขาก็เป็นเสมือนดอกหญ้า  
ต้นหญ้าเหี่ยวแห้งไป  และดอกก็ร่วงโรยไป  
แต่พระวจนะของพระเจ้ายั่งยืนอยู่เป็นนิตย์   พระวจนะนั้นคือข่าวประเสริฐที่ได้ประกาศให้ท่านทั้งหลายทราบแล้ว I Peter 1:24-25


เมื่อรู้จักพระเจ้าอย่างนี้แล้ว  เราจะหยุด หรือ จะเหนื่อยล้าในการอธิษฐานหรือไม่
จงชื่นบานอยู่เสมอ
จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ
จงขอบพระคุณในทุกกรณี   เพราะนี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า  
ซึ่งปรากฏอยู่ในพระเยซูคริสต์เพื่อท่านทั้งหลาย - I Thessalonians 5:17

ขอให้เราร่วมใจกันอธิษฐานนะครับ


(ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต)