17 กรกฎาคม 2564

Nazareth : สิ่งดีจากนาซาเร็ธ โดย บัณฑิต ดาแว่น

 

คิดอย่างบัณฑิต

ข้อคิดจากอิสราเอล

Nazareth : สิ่งดีจากนาซาเร็ธ

โดย บัณฑิต ดาแว่น

 

คณะผู้นำ(ผู้รับใช้)แบ๊บติสต์ไทย เดินตามรอยพระคัมภีร์ที่อิสราเอล  เดินทางขึ้นเหนือเพื่อเยี่ยมชมเมืองสำคัญ  นาซาเร็ธ  เป็นสถานที่พระเยซูคริสต์เติบโตผ่านการเลี้ยงดูของมารีย์และโยเซฟ  เมื่อก่อนหน้านั้น นาซาเร็ธ เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ในแคว้นกาลิลี ไม่ได้มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ใด ๆ แต่ปัจจุบันกลายเป็นที่กล่าวถึงอย่างยิ่งใหญ่ หลังจากพระเยซูคริสต์สำแดงพระองค์เอง และถูกเรียกว่า “เยซู ชาวนาซาเร็ธ”

คณะของเราพักที่โรงแรม Rimonim Nazareth ถือว่าเป็นการพักผ่อนหลังจากเดินทางมาหลายวัน  กิจกรรมที่นี่ไม่ได้ออกไปชมในพื้นที่ แต่ใช้เวลาอธิษฐาน แบ่งปันประสบการณ์ และขอบคุณพระเจ้า  อีกทั้งมีเวลาผ่อนคลายในมื้ออาหารที่หลากหลายทั้งแบบพื้นเมืองและสากล  พวกเราต่างมีความสุขที่ได้ลิ้มรสอาหารพร้อมทั้งสนทนาอย่างเพลิดเพลิน และมีอิสระที่จะเดินเล่นบริเวณเมือง

ยามค่ำคืน  ผมออกไปเดินชมเมืองนาซาเร็ธ  อากาศช่วงที่เราไปนั้นค่อนข้างเย็น ลมแรง  ใช้วิธีเดินเร็วเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย  ท่ามกลางบรรยากาศแสงไฟ บ้านเรือน อาคารในเมืองนาซาเร็ธ ณ ปี 2019 ถือว่าเจริญรุ่งเรือง เป็นเมืองที่อยู่บนภูเขา  ผมพยายามจินตนาการถึงช่วงเวลาที่พระเยซูดำเนินอยู่บริเวณนี้  พระองค์จะทำอะไรบ้าง โดยเฉพาะในวัยเด็ก ซึ่งพระคัมภีร์ไม่ได้บันทึกรายนละเอียดไว้  นับตั้งแต่ทูตสวรรค์แจ้งข่าวแก่เซฟและมารีย์ในขณะที่ต้องหนีไปอยู่ในอียิปต์ว่าเฮโรดผู้แสวงหาชีวิตพระกุมารนั้นตายแล้ว จากนั้นโยเซฟจึงพาพระกุมารไปอาศัยอยู่ที่นาซาเร็ธ ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามแผนการณ์ของพระเจ้า (มัทธิว 2.19-23) เชื่อว่าพระเยซูอาศัยที่นี่จนถึงวัยหนุ่มเลยทีเดียว

มัทธิวบันทึกว่า...ไปอาศัยในเมืองหนึ่งชื่อนาซาเร็ธ เพื่อจะสำเร็จตามพระวจนะ ซึ่งตรัสโดยผู้เผยพระวจนะว่า เขาจะเรียกท่านว่า ชาวนาซาเร็ธ - Matthew 2:23

             เท่าที่ได้สูดอากาศ เยี่ยมชม เดินไปท่ามกลางเมืองที่ได้ชื่อว่า นาซาเร็ธ แม้ไม่มีโอกาสลงพื้นที่แบบละเอียดตามเป้าหมายเดิมของคณะทัวร์ แต่เพียงเท่านี้ แม้แค่เศษส่วนหนึ่งของชีวิตที่ได้สัมผัส ล้วนเป็นประสบการณ์ที่ซาบซึ้งถึงความรู้สึกภายในอย่างที่สุดแล้ว  จากที่ก่อนจะเดินทางมาร่วมคณะ แทบจะเป็นไปไม่ได้ ที่จะมาในครึ้งนี้  เคยเขียนข้อความไปถึงผู้นำจัดทัวร์ของแบ๊บติสต์ คือ อาจารย์พงษ์ศักดิ์ อังศ์ธราธร ว่าอาจจะขอถอนตัว เพราะไม่แน่ใจจะเก็บเงินได้พอหรือไม่ แต่ท่านให้กำลังใจและยืนยันว่าเป็นโอกาสแห่งพระพร จึงอยากให้พยายามและรอเวลาของพระเจ้า... สุดท้ายก็ได้มาถึงที่นี่ นับเป็นพระมหากรณาธิคุณหาที่สุดไม่ได้ หลังกินอาหารแล้ว มานั่งสนทนากันที่ห้องรับแขกของโรงแรม ได้พูดคุยถึงประสบการณ์ส่วนตัวนี้กับเพื่อนผู้รับใช้และอาจารย์พงษ์ศักดิ์ด้วยความสำนึกในพระคุณอีกครั้ง และยังมีผู้รับใช้ท่านอื่น ๆ ที่แลกเปลี่ยนกันด้วยว่า ท่านเองก็มีสถานการณ์คล้าย ๆ กัน แต่ในที่สุดพระเจ้าเมตตาให้มาเช่นกัน 

ฮาเลลูยาห์ ! ขอบคุณพระเจ้า

พระเยซูคริสต์ ทรงถูกมองข้าม ถูกเย้ยหยันจากสังคม ในฐานะที่เป็นคนในนาซาเร็ธ ที่ไม่อยู่ในสายตาของสังคม จากคำพูดของ นาธานาเอล (อีกชื่อ บาโธโลมิว มัทธิว 10.3)ชายหนุ่มผู้มุ่งมั่นจริงใจ เขาพูดออกมาทันทีหลังจากฟิลิปไปหาเขาและชวนให้มาติดตามพระเยซูว่า “สิ่งดีอันใดจะมาจากนาซาเร็ธได้หรือ” - John 1:46

นาธานาเอลคิดไม่ออกว่าจะเป็นไปได้อย่างไร ที่จะมีอาจารย์ดี ๆ จากนาซาเร็ธ เพราะตัวเขาเองก็อยู่ที่นี่มานานก็ไม่เห็นมีอะไร แต่เมื่อเขาพบพระเยซู พระองค์สำแดงให้เขาโดยตรงว่าทรงเป็นพระเจ้าที่ทรงรู้ทรงเห็นทุกสิ่ง เพราะพระองค์บอกได้เลยว่า นาธานาเอล เป็นคนอิสราเอลแท้ ที่ไม่มีอุบาย และก่อนจะมาพบพระองค์เขาได้คุยกับฟิลิปใต้ต้นมะเดื่อ เพียงแค่นี้ นาธานาเอล ไม่ได้เอ่ยถึงความคิดของตนเองที่ปรามาสก่อนหน้านั้นว่า จะมีอะไรดีจากนาซาเร็ธได้ เขากลับยอมรับและถวายตัวเป็นลูกศิษย์พระเยซูทันที พร้อมทั้งยกย่องพระองค์ในฐานะ พระบุตรของพระเจ้า และกษัตริย์ของอิสราเอล (ยอห์น 1.49)

            ประสบการณ์ชีวิตของผู้รับใช้หลายท่านคงคล้าย ๆ กัน  ส่วนใหญ่ที่รู้จักมักมาจากพื้นฐานความยากลำบาก จากหมู่บ้านที่ห่างไกล แต่เมื่อรับการทรงเรียกจากพระเจ้า ชีวิตจึงรับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างอัศจรรย์  ผมเองเป็นคนหนึ่งในนั้น  เป็นชาวไร่ ชาวนา จากบ้านนอกคอกนา (พระเยซู ก็เป็น ชาวนา...ซาเร็ธ) เมื่อได้มาเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าผู้ใหญ่ยิ่งสูงสุดโดยพระคุณอันประเสริฐ  มีโอกาสดีมาถึงชีวิตมากมาย เศษดินกลายเป็นสิ่งมีค่า เมื่อมาอยู่ในพระหัตถ์พระเยซู จึงกล่าวได้ว่าทุกสิ่งที่มีที่เป็น ล้วนมาจากพระเจ้าทั้งสิ้น และไม่มีสิ่งใดที่จะทดแทนพระคุณได้ จึงขอทุ่มเทชีวิต จิตใจ เพื่อรับใช้พระองค์โดยประกาศความจริงของพระเยซูคริสต์ให้ทุกคนได้รู้และเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในแผ่นดินของพระเจ้าต่อไป

ปัจจุบันอาจมีบางคนยังเย้ยหยันว่า พระเยซูเป็นใคร ทำไมต้องยอมเป็นผู้รับใช้ ทำไมไม่ทำงานอย่างที่คนในสังคมเขาทำ ทำไมต้องเชื่อ (หรือบางคนอาจบอกว่างมงาย) ทำไมอะไร ๆ ก็พูดถึงแต่พระเจ้า  แน่นอนผมไม่อาจมีคำตอบที่สมบูรณ์พร้อม แต่สิ่งที่ผมมั่นใจคือ ถ้าไม่ใช่เพราะพระเยซูชาวนาซาเร็ธที่ช่วยผมไว้ คงไม่มีโอกาสอย่างในวันนี้แน่นอน 

ดังนั้นขอพูดอย่างที่ฟิลิปตอบนาธานาเอลว่า  “มาดูเถิด” (Come and see)

 

เชิญมาดูสิครับ แล้วคุณจะเห็นว่าพระเยซูคือใคร !

คุณจะพบสิ่งดีจากนาซาเร็ธ และสิ่งดีนั้นจะเกิดในชีวิตคุณได้



08 กรกฎาคม 2564

Caesarea : ซีซารียา เมืองท่าแห่งเมดิเตอร์เรเนียน โดย บัณฑิต ดาแว่น

 

คิดอย่างบัณฑิต

ข้อคิดจากอิสราเอล

Caesarea : ซีซารียา  เมืองท่าแห่งเมดิเตอร์เรเนียน

โดย บัณฑิต ดาแว่น

ก่อนเดินทางกลับจากการเดินตามรอยพระคัมภีร์ที่อิสราเอลร่วมกับคณะผู้นำคริสตจักรแบ๊บติสต์ 4-10 พฤษภาคม 2019  ผู้นำทัวร์นำพวกเราไปรับประทานอาหารในภัตตาคารที่สวยงามระดับตำนาน  ทั้งยังเป็นการย้อนประวัติศาสตร์ คือ เมืองซีซารียา(Caesarea) ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean) หรือที่เรียกอีกชื่อว่า ทะเลใหญ่  ถือว่าเป็นอาหารมื้อพิเศษที่ประทับใจมาก ๆ หลังจากเดินทางเหน็ดเหนื่อยจากการไปเยือนหลายพื้นที่  อาหารที่นี่เป็นแบบเมดิเตอร์เรเนียน คือ การผสมผสานระหว่างตะวันออกกลางและโรมัน เป็นเมืองท่าที่สวยงาม ถูกสร้างขึ้นมาอย่างตระการตาโดยกษัตริย์เฮโรดผู้ยิ่งใหญ่ (ก.ค.ศ. 30-4)ตั้งใจสร้างเมืองนี้เป็นราชวังของพระองค์ และเพื่อเป็นเกียรติแด่ออกัสตัส ซีซาร์ จักรพรรดิแห่งโรม ด้วยเหตุนั้นชื่อ ซีซารียา จึงมาจาก ซีซาร์ นั่นเอง 

ผมใช้เวลาเก็บความทรงจำด้วยภาพไปรอบ ๆ ที่ประกอบด้วย โคโลเซี่ยม สนามกีฬาและโรงมโหรสพขนาดความจุ 4,000 คน  ราชวังเฮโรด ห้องอาบน้ำ บ้านพักรับรองผู้นำจากโรม และท่าเรือ ซึ่งถูกสร้างขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในรูปแบบของชาวโรมัน หรือนักวิชาการบางคนเรียกว่า สไตน์ไบแซนไทน์ (Byzantine)  เมืองซีซารียามีความเป็นมาที่ยาวนาน ผ่านการครอบครองจากกลุ่มคนหลายยุคสมัย ก่อนจะตกมาอยู่ใต้อำนาจของจักรวรรดิโรมัน และใช้เป็นศูนย์ราชการในการปกครองอาณาจักรยูดาห์  โดยแต่งตั้งกษัตริย์ของคนยิวและมีผู้ว่าราชการจากโรมผลัดเปลี่ยนกันมาปกครอง

            ซีซารียา สถานที่แห่งนี้ มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ เช่น กษัตริย์เฮโรดมหาราช ( Herod the Great)ซึ่งเป็นผู้สร้างพระวิหารหลังที่สองที่เยรูซาเล็มเพื่อเอาใจคนยิว และสร้างเมืองซีซารียาเพื่อเอาใจจักรพรรดิโรมัน  เขาเป็นผู้สั่งให้ประหารทารกชายตั้งแต่ 2 ขวบลงมา หลังจากผิดหวังกับเหล่าโหราจารย์ที่ไม่ยอมกลับมาบอกกว่า พระกุมารที่เกิดมาเพื่อเป็นกษัตริย์ของยิวนั้นอยู่ที่ไหน เพราะพวกเขารู้ว่าเป็นแผนการณ์ร้ายของเฮโรด หลังจากสิ้นสมัยเฮโรดมหาราชแล้ว ยังมีรุ่นหลานที่ขึ้นมาครอบครองอาณาจักรยูดาห์ต่อมา  ซึ่งล้วนแต่เป็นกษัตริย์ที่โหดเหี้ยมและพยายามเอาใจทั้งคนยิวและโรมันเพื่อผลประโยชน์ของตนเองเรื่อยมา 

เฮโรด อันทิพาส คือ ผู้สั่งตัดศรีษะยอห์นผู้ให้บัพติศมา(มัทธิว 14.3.12) และได้ไต่สวนพระเยซูด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าพระองค์เป็นใคร (ลูกา 23.6-12)

เฮโรด อากริปาที่ 1 ผู้สั่งประหารอัครทูตยากอบ (มัทธิว 4.21)เพื่อหวังจะยุติข่าวการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซู สุดท้ายก็ต้องตายอย่างอนาจเมื่อเกิดความเย่อหยิ่งจนสำคัญว่าตนเองเป็นเทพเจ้า (กิจการ 12)  ส่วนเฮโรด อากริปาที่ 2 ลูกคนสุดท้ายของพระนางเฮโรเดียส เป็นผู้มีส่วนแสวงหาประโยชน์จากกรณีการถูกล่าวหาจากผู้นำศาสนาของชาวยิว นอกจากนั้นยังเป็นผู้ที่เอาน้องสาวต่างมารดามาเป็นภรรยา(เบอร์นิส)ซึ่งเป็นที่ครหาของผู้คนในเวลานั้นแต่เขาก็ไม่สนใจ

            กล่าวถึง ออกัสตัส ซีซาร์ (ก.ค.ศ. 63- ค.ศ.14) เป็นผู้ที่ประกาศกฤษฎีกาให้ประชาชนทั่วแผ่นดินต้องไปจดทะเบียนสำมโนครัวยังบ้านเกิดเมืองนอน นั่นคือส่วนหนึ่งที่เป็นเหตุให้โยเซฟและมารีย์ที่กำลังท้องแก่ต้องเดินทางจากนาซาเร็ธลงมายังยูเดียและได้มาคลอดพระกุมารเยซูที่บ้านเบธเลเฮมตามที่พระคัมภีร์บันทึกไว้ (ลูกา 1.1-7) ออกัสตัส ถือว่าเป็นผู้เริ่มต้นตั้งตนเองว่า “ซีซาร์” โดยให้ผู้คนยกย่องว่า “ซีซาร์จงเจริญ” จึงกลายเป็นที่มาของตำแหน่ง ซีซาร์แห่งจักรวรรดิโรมต่อมา

            เรื่องราวเมืองซีซารียา ที่ปรากฏในพระคัมภีร์เกี่ยวกับชีวิตอัครทูตเปโตร ตามที่นายแพทย์ลูกา บันทึกไว้ในกิจการบทที่ 10 ช่วยให้เราได้รู้จักนายทหารของโรมคนหนึ่ง คือ นายร้อย โครเนลิอัส ซึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองซีซารียา ท่านผู้มีความศรัทธาในพระเจ้าของคนยิวคอยให้การสนับสนุนช่วยเหลือประชาชนในยูเดียและเฝ้าอธิษฐานอยู่เสมอ พระเจ้าส่งทูตสวรรค์มาแจ้งให้ท่านทราบว่าทรงได้ยินคำอธิษฐานของท่านแล้วและสั่งให้ไปหาคนที่ชื่อเปโตร  เราไม่รู้ว่านายร้อยโครเนลิอัสอธิษฐานว่าอย่างไร แต่สิ่งที่พบคือพระเจ้าทรงสำแดงแก่เปโตรขณะที่พักอยู่ที่เมืองยัพฟา ซึ่งอยู่แถบชายทะเลเมดิเตอร์เรเนียนถัดซีซารียาไปทางเหนือ 48 กิโลเมตรคือประมาณ 1-2 วันเดินเท้า พระเจ้าให้เปโตรติดตามคนที่โครเนลิอัสใช้ให้ไปหา ทั้ง ๆ ที่ก่อนนั้นเปโตรไม่เข้าใจเรื่องที่พระเจ้าสำแดง คือ ในนิมิตที่สั่งให้เปโตรกินเนื้อสัตว์ที่ชาวยิวถือว่าเป็นมลทิน แต่ด้วยรับสั่งถึงสามครั้งจึงไม่อาจปฏิเสธได้ จนกระทั่งมีคนมาเรียก เปโตรจึงเริ่มเข้าใจ และเมื่อไปถึงบ้านโครเนลิอัสที่รออยู่ทั้งครอบครัวพร้อมทั้งเพื่อนๆ ญาติพี่น้องและคนงานของเขา เปโตรได้อธิบายถึงความจริงเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ที่ตายเพื่อเป็นค่าไถ่บาปแก่มวลมนุษย์และทรงเป็นขึ้นจากความตาย ระหว่างนั้นพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาท่ามกลางเขาทั้งหลายแสดงว่าได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งในพระเยซูแล้ว  จากเหตุการณ์นี้ทำให้เปโตรเข้าใจถึงการสำแดงเกี่ยวกับสัตว์ที่ถือว่าเป็นมลทินนั้น คือเพื่อให้เขาประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูต่อคนต่างชาติซึ่งต่อจากนี้พระเจ้าถือว่าไม่มีอะไรเป็นมลทินแล้วหากเขาได้มาเชื่อ

อาจารย์เปาโล ถูกจับและถูกส่งตัวมากักขังที่ซีซารียาถึง 2 ปี คือประมาณปี ค.ศ. 60-62 (กิจการ 24.27)ก่อนที่จะถูกส่งไปยังโรมตามการถวายฎีกาถึงซีซาร์  ระหว่างที่รอการส่งตัวเปาโลถูกสอบสวนหลายรอบ ผู้นำศาสนายิวส่งทนายไปฟ้องต่อหน้าผู้ว่าการเฟลิกส์ (กิจการ 24.1-9) และพบว่าไม่มีมูลความจริง แต่เฟลิกส์ยังปล่อยเปาโลไว้ในคุกจนพ้นวาระ และผู้ว่าเฟสทัส (กิจการ 25) มาแทนก็ยังไม่สามารถตัดสินใจได้ เพราะยังต้องการเอาใจพวกยิวในฐานะที่มารับตำแหน่งใหม่ เปาโลยังต้องให้การต่อหน้ากษัตริย์เฮโรด อากริปาที่ 2 ซึ่งเดินทางมาเพื่อต้อนรับผู้ว่าคนใหม่ด้วย (กิจการ 26) แต่สุดท้ายก็ถูกส่งไปยังโรมตามฎีกา เพราะตามกฎหมายโรมันถือว่าเมื่อมีการถวายฎีกาถึงซีซาร์แล้ว ทางการยูเดียและผู้ว่าการจากโรมก็ไม่สามารถตัดสินคดีได้ ต้องส่งไปถึงซีซาร์เท่านั้น

            ผู้นำทัวร์นำเราไปยังโรงละครที่สร้างตามระดับของภูเขาทำเป็นชั้นอัฒจันทร์อย่างสวยงามและแข็งแกร่ง กล่าวว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของชนชั้นสูงของโรมที่มาราชการที่ยูเดียและผู้ปกครองของคนยิวที่มาเสวยสุขที่นี่ นอกจากนั้นยังเป็นสถานที่บันเทิงเริงรมย์ ใช้เป็นที่ต่อสู้ระหว่างคนกับสิงโต คริสเตียนหลายคนถูกจับและให้มาเป็นเหยื่อสิงโต  โรงละครแห่งนี้ยังได้รับการบูรณะและใช้เป็นที่จัดกิจกรรมของศิลปินและงานแสดงต่าง ๆ มาจนถึงทุกวันนี้  ผมและคณะมีโอกาสนั่งที่นี่และซึมซับบรรยากาศจากอดีต โดยมีบางท่านออกไปเล่าประสบการณ์ชีวิต  จากนั้นคณะทัวร์ได้มอบเกียรติบัตรการมาเยือนอิสราเอลให้แก่พวกเราเป็นที่ระลึกด้วย

            เมืองท่าซีซารียา  นำมาซึ่งความประทับใจ ทั้งอาหารที่อร่อย บรรยากาศที่สวยงาม ท้องทะเลที่สดใส  ยังจะจำฝังใจไปตราบนานเท่านาน



01 กรกฎาคม 2564

Dan Springs: ธารน้ำพุเมืองดาน โดย บัณฑิต ดาแว่น


คิดอย่างบัณฑิต

ข้อคิดจากอิสราเอล


Dan Springs: ธารน้ำพุเมืองดาน 

โดย บัณฑิต  ดาแว่น 

การเดินทางตามรอยพระคัมภีร์ที่อิสราเอลของคณะผู้รับใช้พระเจ้า 110 คน จากสหคริสตจักรแบ๊บติสต์ในประเทศไทย เมื่อ 4-10 พฤษภาคม 2019  เริ่มต้นจากใต้สุดถึงเหนือสุด คือ เบเออร์เชบาถึงดาน ช่วยให้ผมมีประสบการณ์พิเศษสุด  ได้รับทั้งความรู้ความเข้าใจ และความซาบซึ้งเรื่องราวจากพระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์แบบ Exclusive จากที่อ่านพระคัมภีร์มายาวนานผ่านตัวอักษรและจินตนาการ แต่ครั้งนี้ได้ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส  ทำให้เข้าถึง เข้าใจ มากยิ่งขึ้น  ด้วยกลิ่นอายของอารยธรรมที่พระเจ้าใช้คนยิวให้รู้รักษาไว้อย่างเที่ยงตรง อีกทั้งธรรมชาติที่พระเจ้าสร้างในบริเวณประเทศอิสราเอลนั้นเหมาะสมที่จะสำแดงความจริงของพระเจ้าอย่างยิ่ง  สภาพอากาศ ก้อนหิน ต้นไม้ ภูมิประเทศ เอื้อต่อการดำรงอยู่ของร่องรอยประวัติศาสตร์อย่างอัศจรรย์ พระเจ้าทรงเลือกสรรทั้งคน สถานที่ และเรื่องราว เพื่อถ่ายทอดพระประสงค์มายังคนยุคปัจจุบัน และสืบไป (ลองคิดดูหากเลือกคน และประเทศที่ชอบทำลายธรรมชาติ ไม่สนประวัติศาสตร์ คงไม่เหลือเรื่องราวที่ควรจะเป็นแน่แท้) ต้องขอขอบคุณชาวยิวที่รับผิดชอบต่อการทรงเลือกของพระเจ้าอย่างเคร่งครัด  พวกเขายังสามารถนับเชื้อสายย้อนกลับไปจนถึงต้นตระกูลของตนเองได้  พวกเขายังรักษาคำสอน เรื่องราว พระบัญญัติตามที่พระเจ้าบัญชาสมัยบรรพบุรุษจนถึงปัจจุบัน  พวกเขายังรื้อฟื้นภาษาฮีบรูที่เกือบจะสูญหายเพราะถูกข่มแหงให้กระจัดกระจายไปทั่วโลกกลับคืนมาเป็นภาษาที่มีชีวิตและเป็นภาษาราชการในทุกวันนี้ได้  ถึงแม้บ้านเมืองจะเคยล่มสลายกลายเป็นเมืองขึ้นของหลายอาณาจักรนับพันปี แต่กลับมาเป็นประเทศอิสราเอลยุคใหม่ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1948 เป็นต้นมาอย่างเกินความคาดคิดของประชาชาติ มิใช่แค่เป็นประเทศ แต่ยังเป็นประเทศต้นแบบในหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเทคโนโลยีด้านการเกษตร จากภูมิประเทศที่แห้งแล้ง เป็นทะเลทราย กลับกลายเป็นประเทศที่มีผลิตผลทางการเกษตรที่เป็นอันดับต้นของโลก ระบบชลประทานที่หลายชาติต้องไปดูงาน  แม้แต่แรงงานไทยยังต้องไปรับจ้างทำงานด้านการเกษตรที่อิสราเอลสี่ห้าหมื่นคน (หากไม่มีโควิด-19 อาจจะมีถึงหนึ่งแสนคนตามที่กระทรวงแรงงานตั้งเป้าไว้ในปี ค.ศ. 2021)

เมืองดาน (Tel Dan)  บริเวณที่คณะเราไปเป็นอุทยานแห่งชาติตั้งอยู่ทางเหนือของอิสราเอลติดกับเลบานอน เหตุที่ตั้งชื่อว่าเมืองดาน เพราะคนเผ่าดานเป็นผู้ยึดครองดินแดนนี้ได้ (ผวฉ.18.29)  “ดาน” (Tribe of Danภาษาฮีบรู ( דָּן ) หมายถึง “ผู้พิพากษา”  เป็นชื่อของต้นตระกูลของเผ่าดาน หนึ่งในพี่น้อง 12 คน ซึ่งเป็นลูก ๆ ของยาโคบ ผู้เป็นต้นตระกูลของอิสราเอล  ดาน เป็นลูกคนที่ห้า เกิดจากนางบิลฮาห์ สาวใช้ของราเชลที่ยกเธอให้ยาโคบเพื่อจะได้ลูก (ปฐก.30.6-7) (ถือเป็นการแข่งกับเลอาห์พี่สาวของเธอ อ่านเรื่องราวของยาโคบในปฐมกาลบทที่ 29-34)   ดาน ทำหน้าที่เป็นทนายให้แก่ชนชาติอิสราเอล (ปฐก.49-16-17)

รถทัวร์สองคันของคณะเราเข้าไปจอดที่นัดพบตามการนำของมัคคุเทศก์  สิ่งแรกที่แทบทุกคนทำก่อนอื่นใดคือ กรูกันไปเข้าห้องน้ำ เพราะเตรียมตัวเดินขึ้นเขา เข้าไปในอุทยานที่เป็นป่า เมื่อไปถึงทางเดินเข้าอุทยาน สิ่งที่ทำให้พวกเราต่างตะลึงคือ คือเสียงน้ำไหลหลากดังครืน ๆ กระทบก้อนหินในร่องน้ำ อย่างกับหลังฝนฟ้าคะนองแล้วน้ำป่าหลากมา  นี่เป็นเวลาปกติไม่มีฝน แต่เสียงน้ำดังแรงจริง ๆ  มัคคุเทศก์อธิบายว่า นี่คือดินแดนของเผ่าดานแห่งอิสราเอล บริเวณชายเขาเฮอร์โมน ที่มีความสูง 2,236 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นภูเขาสูงสุดในอิสราเอล  เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำจอร์แดนที่ไหลลงสู่ทะสาบน้ำจืดกาลิลี (Galilee lake) และจากนั้นไหลไปสู่ทะเลตาย (Dead Sea) ที่ผมเขียนถึงทั้งสองทะเลมาแล้ว 

 (ติดตามอ่านล่องเรือที่กาลิลี https://bandhit.blogspot.com/2020/05/take-galilees-boat-with-jesus.html  และ ทะเลตายhttps://bandhit.blogspot.com/2021/05/dead-sea.html )

ความเย็นชื่นฉ่ำของน้ำที่ไหลอย่างแรงนั้นทำให้ความรู้สึกสดชื่นเข้าไปถึงข้างในหัวใจ เป็นเหมือนพรจากฟากฟ้าที่หลั่งลงมาสู่ชีวิต  น้ำที่ใสไหลแรงละอองกระเซ็นมาถึงหน้าเลยทีเดียว  ผมสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ สักพักแล้วเดินไปตามลำธารที่คดเคี้ยวพร้อมชมความงามของธรรมชาติแห่งการทรงสร้าง  ถ่ายรูปต้นไม้พื้นเมืองที่มีอยู่ทั่วไป เช่น ต้นมะเดื่อ  ต้นมะกอกเทศ ต้นไฝ่ และนานาพรรณ

ที่น่าทึ่งคือ สายน้ำที่ใสเย็นและไหลแรงลงมานั้น เกิดจากการละลายของหิมะ และน้ำค้างจากเบื้องบนที่พระเจ้าประทานให้ ผสมกับน้ำฝนอีกเล็กน้อยต่อปี  ด้วยเหตุนั้นต้นน้ำลำธารแห่งนี้นี้เกิดจากสายน้ำที่พลุ่งขึ้นมาจากใต้ดิน สังเกตว่าที่ผ่านมาจากภาคใต้ถึงตอนเหนือระหว่างทางเรามองไปเห็นแต่ทะเลทราย แต่พอมาถึงบริเวณนี้กลับมีความชุ่มฉ่ำและผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะได้รับการหล่อเลี้ยงจากน้ำค้างแห่งภูเขาเฮอร์โมนนั่นเอง

พระคัมภีร์บรรยายถึงความงดงามและพระพรที่พระเจ้าประทานแก่มวลมนุษย์ผ่านทางสัญลักษณ์ของภูเขาเฮอร์โมนไว้ว่า

ดูเถิด ซึ่งพี่น้องอาศัยอยู่ด้วยกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ก็เป็นการดี และน่าชื่นใจมากสักเท่าใด

เหมือนน้ำมันประเสริฐอยู่บนศีรษะไหลอาบลงมาบนหนวดเครา บนหนวดเคราของอาโรน ไหลอาบลงมาบนคอเสื้อของท่าน เหมือนน้ำค้างของภูเขาเฮอร์โมน ซึ่งตกลงบนเทือกเขาศิโยน เพราะว่าพระเจ้าทรงบังคับบัญชาพระพรที่นั่น คือชีวิตจำเริญเป็นนิตย์ (สดุดี 133.1-3 บทเพลงใช้แห่ขึ้นของดาวิด)

           

            เหตุที่น้ำพุพลุ่งขึ้นมาจนกลายเป็นลำธารที่หล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนอย่างอัศจรรย์นั้น สภาพของภูมิประเทศเอื้อให้เกิดขึ้นคือ ลักษณะของก้อนหินที่อยู่บริเวณภูเขาเฮอร์โมนนั้นเป็นหินทรายที่มีรูพรุนอยู่ทั่วไป เป็นลักษณะของหินภูเขาไฟที่มีรูพรุนซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ทำให้เป็นแหล่งเก็บน้ำใต้ดินอย่างดี เมื่อน้ำค้างหลั่งลงมา หิมะละลายกลายเป็นน้ำไหลลงไปในภูเขาเขาก็จะถูกเก็บกักไว้ในหินดังกล่าว และไหลทะลักลงมาที่ต่ำตามลำดับจนกลายเป็นแม่น้ำจอร์แดน  ชนชาติอิสราเอลได้นำเอาเทคโนโลยีการเก็บน้ำใต้ดินตามรูปแบบที่พระเจ้าสร้างไว้ไปปรับใช้และนำน้ำขึ้นมาใช้ในยามที่ต้องการในหลายพื้นที่  (มีบางคนในไทยประยุกต์แนวคิดนี้โดยขุดหลุมลงไปและนำขวดน้ำ ก้อนหิน และยางรถยนต์เก่าลงไปในหลุมเพื่อให้น้ำไหลลงไปเก็บไว้ใต้ดินและเจาะเป็นบาดาลขึ้นมาใช้ได้)

            มัคคุเทศก์นำเราขึ้นไปถึงความสูงของยอดเขาในระดับหนึ่ง ซึ่งเขาบรรยายว่าเป็นสนามรบของอิสราเอลและคู่ต่อสู้  ยังมองเห็นร่องรอยการขุดหลุมเพาะที่ทำเป็นบังเกอร์ของทหาร และยังชี้จากหน้าผาที่พวกเรายืนอยู่ไปถึงยอดภูเขาเฮอร์โมนที่อยู่ไกล ๆ ให้ดู ว่านั่นคือแหล่งแห่งพระพรของชนชาติอิสราเอล  ผมยังไม่พลาดที่จะเก็บก้อนหินที่มีรูพรุนแหล่งเก็บน้ำในภูเขาเฮอร์โมนมาด้วย เพื่อย้ำเตือนเสมอว่า พระเจ้าสามารถดูแลชีวิตและประทานน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตให้ชื่นฉ่ำท่ามกลางความแห้งแล้งที่อยู่รอบ ๆ ได้  เพราะทรงเป็น น้ำแห่งชีวิตและหากใครได้ดื่มกินจากท่านจะดับกระหายและได้ชีวิตที่ครบบริบูรณ์ตามที่พระเยซูยืนยันว่า

...ผู้ที่ดื่มน้ำซึ่งเราจะให้แก่เขานั้น จะไม่กระหายอีกเลย น้ำซึ่งเราจะให้เขานั้น จะบังเกิดเป็นบ่อน้ำพุในตัวเขาพลุ่งขึ้นถึงชีวิตนิรันดร์” - John 4:14

 

และพระเจ้ายังเชิญชวนให้ผู้กระหายได้เขามารับน้ำแห่งชีวิตนี้โดยทางพระเยซูคริสต์  ท่านยอห์นบันทึกตามนิมิตที่เห็นว่า

            พระวิญญาณและเจ้าสาวตรัสว่า “เชิญมาเถิด” และให้ผู้ที่ได้ยินคำกล่าวว่า “เชิญมาเถิด” และให้ผู้ที่กระหายเข้ามา ผู้ใดมีใจปรารถนา ก็ให้ผู้นั้นมารับน้ำแห่งชีวิต โดยไม่ต้องเสียอะไรเลย – Revelation 22:17

นอกจากเรื่องราวแห่งพระพรจากน้ำพุแห่งเมืองดานแล้ว ยังมีเรื่องที่เป็นอุทาหรณ์ที่ชนชาติอิสราเอลได้หลงผิดไปจากทางของพระเจ้า โดยทำรูปเคารพขึ้นมาและกราบไหว้บูชารูปนั้นแทนพระเจ้า  กล่าวคือ ชนชาติอิสราเอลมีการแตกแยกกันออกเป็นอาณาจักรฝ่ายใต้และฝ่ายเหนือ คือหลังจากสิ้นสมัยของกษัตริย์ซาโลมอนผู้มั่งคั่งและประกอบด้วยสติปัญญา  เรโหโบอัม ลูกของพระองค์กลับไม่ดำเนินตามทางของพระเจ้า เมื่อขึ้นครองราชย์ (ก่อน ค.ศ. 930) ก็ขุดรีดภาษีจากประชาชนจนเกิดการต่อต้านและนายทหารที่ชื่อเยโรโบอัม นำ 10 เผ่าแยกตัวออกไปตั้งเป็นอาณาจักรอิสราเอลมีกรุงสะมาเรียเป็นเมืองหลวง ส่วนที่เหลือ 2 เผ่า คือยูดาห์และเบนยามินอยู่กับเรโหโบอัมอาณาจักรยูดาห์ฝ่ายใต้ยังใช้เยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวง(1 พกษ.12 -2 พกษ.25)  ทั้งสองอาณาจักรต่อสู้กันเองอยู่เนือง ๆ นับร้อยปี จนกระทั่งฝ่ายเหนือถูกโจมตีจากอาณาจักรอัสซีเรียจนล่มสลายในปี ก่อน ค.ศ. 720 และฝ่ายใต้ถูกปราบโดยอาณาจักรบาบิโลนปี ก่อน ค.ศ. 582 และดำรงอยู่ในฐานะหัวเมืองขึ้นสืบทอดมาหลายอาณาจักร เช่น บาบิโลน เปอร์เซีย กรีกและโรม

โดยภาพรวมอาณาจักรฝ่ายเหนือล้วนมีกษัตริย์ที่ออกจากทางของพระเจ้าและนำประชากรไหว้รูปเคารพ  โดยเหตุผลทางการเมืองและผลประโยชน์ต่าง ๆ  พวกเขาสร้างแท่นบูชา(รูปเคารพเป็นวัวทองคำ)ไว้ที่เมืองดาน เพื่อกันไม่ให้ประชาชนลงมาร่วมกับอาณาจักรยูดาห์ในการนมัสการพระเจ้าที่ภูเขาพระวิหารในเยรูซาเล็ม และยังสร้างอีกแห่งไว้ในสะมาเรีย เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการนมัสการตามรูปแบบของการกราบไหว้รูปเคารพของต่างชาติ (1 พกษ.12.29) สังเกตจากช่วงที่พระเยซูสนทนากับหญิงชาวสะมาเรียในยอห์นบทที่ 4 จะพบว่า อาณาจักรฝ่ายเหนือจะนมัสการที่สะมาเรีย ส่วนฝ่ายใต้ที่เยรูซาเล็ม ในที่สุดพระเยซูให้ความจริงว่าไม่ใช่ที่ใดที่หนึ่งอีกต่อไปแต่จะมีการนมัสการพระเจ้าที่แท้จริงด้วยจิตวิญญาณและความจริง

            พระเยซูตรัสกับนางว่า “หญิงเอ๋ย เชื่อเราเถิด คงมีวันหนึ่งที่พวกเจ้าจะมิได้ไหว้นมัสการพระบิดา เฉพาะที่ภูเขานี้หรือที่เยรูซาเล็ม... แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้นนมัสการพระองค์​ ​พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และผู้ที่นมัสการพระองค์ ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง” - John 4:21-24

ซากปรักหักพังของแท่นบูชารูปวัวทองคำที่สร้างมาตั้งแต่สมัยกษัตริย์เยโรโบอัมผู้นำอาณาฝ่ายเหนือยังมีสภาพหลงเหลือให้เห็นเป็นอุทาหรณ์เตือนใจเราจนทุกวันนี้  ตราบใดที่มนุษย์ไม่เชื่อฟังพระเจ้า แม้ดูเหมือนเขาจะมีอำนาจ มีกองทัพที่แข็งแกร่ง มีกลอุบายในการนำประชากรให้ทำตามมากน้อยเพียงใดก็ตาม สุดท้ายก็พบว่าอาณาจักรเช่นนั้นไม่มีวันยั่งยืนอยู่ได้  พระคัมภีร์บันทึกให้เห็นภาพว่ากษัตริย์ฝ่ายเหนือนั้นล้วนแต่ชั่วร้ายและนำพาประชาชนหลงจากทางของพระเจ้าทั้งสิ้น และพระคัมภีร์มักจะยกตัวอย่างว่า กษัตริย์ที่ชั่วร้ายนั้นชั่วร้ายเหมือนเยโรโบอัมสืบทอดเป็นตราบาปต่อเนื่องมา (1 พกษ.15.34) จนกระทั่งล่มสลายไปอย่างไม่มีวันกลับมาดังเดิมได้อีก 

            พระองค์ทรงกระทำชั่วในสายพระเนตรพระเจ้า และดำเนินในมรรคาของเยโรโบอัม และในบาปซึ่งพระองค์ทรงกระทำให้อิสราเอลทำบาปด้วย - 1Kings 15:34

 

 ส่วนอาณาจักรฝ่ายใต้นั้น แม้จะมีกษัตริย์บางองค์หลงไปบ้างแต่ยังมีองค์ที่หันกลับมาหาพระเจ้าและดำเนินตามพระบัญญัติโดยพระคัมภีร์มักจะยกตัวอย่างกษัตริย์ดาวิดเป็นต้นแบบในการเชื่อฟัง(1 พกษ.11.33) พระเจ้าทรงรักษาอาณาจักรยูดาห์ไว้เพราะเห็นแก่ดาวิดผู้รับใช้ของพระองค์เสมอ

อย่างไรก็ดี พระเจ้าจะไม่ทรงทำลายยูดาห์ เพราะทรงเห็นแก่ดาวิดผู้รับใช้ของพระองค์ เหตุที่พระองค์ได้ตรัสสัญญาว่า จะทรงประทานประทีปแก่ดาวิด และแก่ราชโอรสของพระองค์เป็นนิตย์ -2 Kings 8:19

 

เดินตามรอยพระคัมภีร์ที่ธารน้ำพุเมืองดาน  มีสัญญาณเตือนใจสองเรื่อง...

หนึ่ง พระเจ้าเป็นแหล่งแห่งชีวิตทรงประทานน้ำพุแห่งชีวิตแม้ในยามที่แห้งแล้งได้ ให้เราไว้ใจและเชื่อในพระองค์ และเข้ามาดื่มด่ำน้ำแห่งชีวิตในพระเยซูคริสต์เพื่อจะดำรงชีวิตอยู่กับพระองค์เสมอไป

เรื่องที่สอง  ทุกครั้งที่คิดออกห่างจากทางพระเจ้าและเข้าไปในทางแห่งรูปเคารพ ก็จะพบกับความสิ้นหวัง  แต่หากยังศรัทธาและสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า แม้สถานการณ์จะยากลำบากแต่ยังมีความหวังอยู่เสมอ 

 

อย่าให้ชีวิตเป็นต้นแบบแห่งความชั่วร้ายอย่างเยโรโบอัม

แต่ให้เป็นต้นแบบแห่งความดีและความเชื่ออย่างดาวิด 

 

ขอให้เดินในทางชอบธรรมของพระเจ้าดีที่สุดครับ เพราะพระคัมภีร์ยืนยันว่า

ความสุขเป็นของบุคคล ผู้ไม่ดำเนินตามคำแนะนำของคนอธรรม หรือยืนอยู่ในทางของคนบาป หรือนั่งอยู่ในที่นั่งของคนที่ชอบเยาะเย้ย  แต่ความปีติยินดีของผู้นั้นอยู่ในพระธรรมของพระเจ้า เขาภาวนาพระธรรมของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน  เขาเป็นเช่นต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำ ซึ่งเกิดผลตามฤดูกาล และใบก็ไม่เหี่ยวแห้ง การทุกอย่างซึ่งเขากระทำก็จำเริญขึ้น – Psalms 1.1-3



10 มิถุนายน 2564

The Rooster crowing at Caiaphas palace :ไก่ขันที่ลานบ้านคายาฟาส โดย บัณฑิต ดาแว่น

 


คิดอย่างบัณฑิต

ข้อคิดจากอิสราเอล

The Rooster crowing at Caiaphas palace

 ไก่ขันที่ลานบ้านคายาฟาส

โดย บัณฑิต ดาแว่น

 

วันนี้จะพาย้อนกลับไปเยี่ยมบ้านคายาฟาส ฟังเสียงไก่ขันเตือนเปโตร และก็กลับมาเป็นสัญญาณเตือนชีวิตของตนเอง นะครับ

ท่ามกลางแสงแดดแผดเผา  คณะของเรายังเดินไปตามทาง มุ่งหน้าไปยังสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งที่พระเยซูถูกจับและนำมาเพื่อสอบสวนอย่างไม่เป็นธรรม(แม้ยามค่ำคืนยังไตร่สวน)คือ บ้านของมหาปุโรหิต คายาฟาส (Caiaphas) อยู่ใกล้กับบริเวณเขาพระวิหาร กรุงเยรูซาเล็ม ประเทศอิสราเอล ตามเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ประมาณ ปี ค.ศ. 33  ปัจจุบันเป็นวิหารที่ชื่อว่า Saint Peter in Gallicantu  (Gallicantu เป็นภาษาละตินแปลว่า เสียงไก่ขัน)  ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ระลึกถึงเหตุการณ์ที่เปโตรได้แอบติดตามพระเยซูระหว่างที่ทรงถูกควบคุมตัวจากสวนเก็ทเซมาเน ไปยังบ้านของมหาปุโรหิต เสียดายที่ไม่มีเวลาเข้าไปในวิหารแห่งนี้อย่างทั่วถึง ได้แต่เดินและยกกล้องถ่ายรูปถ่ายเก็บไว้เป็นที่ระลึกเท่านั้น (อ่านเรื่องราวเก็ทเซมาเน... https://bandhit.blogspot.com/2019/05/gethsemane.html )

ณ บริเวณลานบ้านของมาหปุโรหิตคายาฟาส  เปโตรลูกศิษย์คนสนิทของพระเยซูเป็นคนที่กล้าหาญชาญชัย ติดตามไปแม้จะเป็นแบบห่างๆ (ลูกา 22.54) แตกต่างจากลูกศิษย์คนอื่น ๆ  ที่ต่างหนีเอาตัวรอด ถึงขั้นบางคนบันทึกไว้ว่าหนีไปแต่ตัวล่อนจ้อน( มาระโก 14.50)  นายแพทย์ลูกาเรียบเรียงเรื่องราวตอนนี้ไว้ว่า เปโตรเดินเข้าไปท่ามกลางเหล่าแม่บ้าน ทหารยาม ที่กำลังก่อไฟผิงแก้หนาวบริเวณลานบ้าน อีกทั้งคอยรักษาการไปพร้อม ๆ กัน  เปโตรทำตัวเนียนเข้าไปผิงไฟด้วย จึงทำให้สาวใช้คนหนึ่งสังเกตเห็น และกระซิบกระซาบว่า “คนนี้อยู่กับคนนั้นด้วย”   คนนั้น หมายถึงพระเยซูที่ถูกจับและกำลังถูกนำเข้าไปข้างในบ้าน  เปโตรร้อนใจพูดออกไปว่า “แม่เอ๋ย คนนั้น ข้าไม่รู้จัก”  สักพักก็มีคนมายืนยันว่า “เจ้าเป็นคนในพวกนั้นด้วย”  เปโตรยังเสียงแข็งแบบสั่น ๆ ว่า ไม่ใช่ ๆ ...ผ่านไปประมาณชั่วโมงมีคนยืนยันอย่างแข็งขันอีกว่า  “เจ้าเป็นพวกคนนั้นแน่ ๆ เพราะเป็นชาวกาลิลีเหมือนกัน” อาจเป็นไปได้เมื่อพวกเขาได้ยินสำเนียงแบบชาวเหนือของคนกาลิลีของเปโตร ซึ่งพระเยซูก็เติบโตมาจากที่นั่น  ถึงตอนนี้เปโตรทนไม่ไหวอีกแล้ว จึงต้องปฏิเสธอย่างไม่มีเยื้อใยว่า “พ่อเอ๋ยที่ท่านว่านั้น ข้าไม่รู้เรื่อง”  ยังไม่ทันขาดคำ เสียงไก่ขันดังขึ้นมาสวนทันที  ตามที่พระเยซูพูดไว้กับเปโตรก่อนหน้าไม่กี่ชั่วโมง และย้ำความจริงที่สุดสะเทือนหัวใจเปโตรเป็นอย่างยิ่งคือ พระเยซูทรงเหลียวมาดูเปโตรด้วย จึงยิ่งทำให้เปโตรคิดขึ้นมาได้ชัดเจนที่พระองค์ตรัสว่า “วันนี้ก่อนไก่ขัน ท่านจะปฏิเสธเราสามครั้ง”  ซึ่งก่อนหน้านั้นเปโตรตอบกลับทันทีว่า “ผมพร้อมจะไปกับพระองค์ทุกที่ แม้จะต้องติดคุกหรือตายก็ยอม”  ด้วยเหตุนี้พระคัมภีร์บันทึกว่า เปโตรจึงออกไปข้างนอกและร้องไห้เป็นทุกข์อย่างหนัก (ลูกา 22.62)

นักเทศน์ นักสอนหลายคน (รวมผมด้วย) มักจะเน้นถึงความล้มเหลวของเปโตรในเหตุการณ์นี้  แต่ครั้งนี้อยากจะให้ได้เห็นอีกมุมมองว่า เปโตรเป็นคนที่กล้าหาญ และหาวิธีติดตามสอดส่องดูแลพระเยซูผู้เป็นพระอาจารย์อย่างไม่ละสายตา  ในขณะที่ลูกศิษย์คนอื่น ๆ ต่างหนีเอาตัวรอด ทั้ง ๆ ที่พวกเขาต่างยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะพร้อมกับเปโตรเหมือนกันว่าจะไม่ทิ้ง ไม่หนี ไม่กลัว แม้จะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม (มัทธิว 26 35) แต่สุดท้ายหลักฐานปรากฎชัดว่า เปโตรยังติดตามพระเยซูไป แม้จะเป็นอันตรายถึงชีวิตก็ตาม เพราะข้อกล่าวหาส่วนหนึ่งที่พระเยซูเจอคือ การเป็นกบฏต่อซีซาร์แห่งโรม โทษสถานเดียวคือ “ตาย” และอีกข้อกล่าวหาคือ การพูดหมิ่นประมาทพระเจ้าของชาวยิว โทษสถานเดียวคือถูกหินขว้างให้ตาย 

เปโตรแสดงให้เห็นแล้วว่าเขาทำอย่างที่พูดจริง ๆ คือ จะตามพระเยซูไปทุกที่ เพียงแต่สถานการณ์ไม่เอื้อ และสถานะของเขาไม่อาจที่จะทำได้อย่างที่คิด แต่เรายังเห็นความตั้งใจอย่างแน่วแน่ของเขาได้จากการกระทำครั้งนี้  ผมเชื่อว่าพระเยซูเข้าใจ และเห็นใจเปโตรอย่างที่สุด แต่พระองค์ทรงรู้แล้วว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้น ต่อมาเราพบว่าพระเยซูใช้เปโตรนี่แหละเป็นคนแรกที่พูดถึงการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูต่อคนจำนวนมากจนกระทั่งมีคนอย่างน้อยสามพันยอมรับความจริงนี้ในวันเดียว (กิจการ 2) เปโตรเป็นผู้นำของบรรดาผู้เชื่อในช่วงเริ่มต้นอย่างไม่มีใครสงสัย

ดังนั้น ใครที่ชอบพูดว่า เปโตรขี้ขลาด เปโตรพูดไม่คิด เปโตรไม่ตามพระเยซูจริง ๆ ลองคิดดูใหม่อีกรอบนะครับ ว่าใครเป็นคนตามพระเยซูไปจริง ๆ  และถ้าเป็นตัวเราเองละ ในสถานการณ์คับขันนั้น ยังจะเข้าไปหาความเดือดร้อนใส่ตัว หรือ แอบหนีไปเอาตัวรอดดีละ !!

นักวิชาการพระคัมภีร์กล่าวว่า ยอห์น ลูกศิษย์คนสนิทอีกคนของพระเยซู น่าจะเป็นคนพาเปโตรเข้าไปในบริเวณลานบ้านมหาปุโรหิตคายาฟาส เพราะยอห์นรู้จักและมีความคุ้นเคยกับผู้คน จึงสามารถพาผ่านด่านตรวจเข้าไปได้ (อ้างอิงจาก ยอห์น 18.15-16  “สาวกคนนั้น”)

มหาปุโรหิต คายาฟาส  ท่านเป็นปุโรหิตประจำการตั้งแต่ ค.ศ. 14 – 36  โดยขึ้นตรงกับอำนาจของอาณาจักรโรม ปกติแล้วปุโรหิตของคนยิวเป็นหน้าที่ตลอดชีวิต แต่เมื่อบ้านเมืองตกอยู่ภายใต้การปกครองของต่างชาติจึงต้องถูกครอบงำจากผู้ครอบครอง  ปุโรหิตที่รู้รักษาตัวรอด จึงต้องปรับตัวให้กลมกลืนกับนักการเมืองทั้งฝ่ายคนยิวและโรมัน ต้องพยายามทำตามนโยบายให้ได้  อีกทั้งช่วงเวลานี้ยังมีผู้มีอิทธิพลเหนือ คายาฟาส คือ อันนาส พ่อตาของท่านนั่นเอง

อันนาส พ่อตาเคยเป็นมหาปุโรหิตก่อนหน้านั้น แต่ถูกปลดจากตำแหน่งเสียก่อน คายาฟาส ลูกเขยจึงได้ตำแหน่งแทน ถึงกระนั้น พ่อตา ยังมีอำนาจเหนือกว่า เพราะจากการกระทำของบรรดาผู้นำศาสนา พรรคฟาริสี ซึ่งเป็นคณะเดียวกันของทั้งสองท่าน พร้อมทั้งตัวแทนจากรัฐบาลโรม ยังส่งพระเยซูไปให้ อันนาส พิจารณาก่อนที่จะถูกส่งตัวมายัง คายาฟาส (ยอห์น 18.13)  เห็นมั้ยละครับ อำนาจของพ่อตายังมีมากว่ากว่าลูกเขย แม้จะหมดตำแหน่งแต่อิทธิพลยังอยู่นะ ดังนั้น (คิดเล่นๆ นะ) ... ดูนางใช่แต่จะดูที่แม่...(ยาย) แต่ควรดูถึงพ่อตาด้วยว่าเป็นเช่นไร...(ฮะ ฮะ ฮ่า)

การเดินทางวันนี้ ผมไม่ค่อยได้ตามติดมัคคุเทศก์ เพราะต่างคนต่างกระจายกันออกไป อีกทั้งสถานที่คับแคบ จึงต้องหาวิธีเดินไปตามสะดวก  จึงไม่ค่อยได้ยินคำอธิบายอย่างละเอียด เพียงแต่เข้าไปถ่ายรูปกับรูปปั้นบริเวณลานบ้านมหาปุโรหิต ที่เขาจำลองเหตุการณ์เปโตรเข้าไปผิงไฟร่วมกับทหารยามและสาวใช้    จากนั้นเราเดินเข้าไปในบ้านซึ่งมีหลายชั้น  เขาจำลองห้องใต้ดินที่ทำเป็นที่คุมขังนักโทษ  ประกอบกับเครื่องมือการลงโทษ อุปกรณ์การจองจำ และยังมีรูปปั้นจำลองการจองจำและการลงโทษพระเยซูไว้ด้วย สภาพหน้าตาของพระองค์แสดงความเจ็บปวด และถูกขังในห้องที่ทึบ ชื้น คับแคบ คล้ายในถ้ำ เพราะบ้านตั้งอยู่บนเนินเขาที่มีบางส่วนอยู่ใต้ดิน และอาจมีนักโทษคนอื่น ๆ อยู่ด้วย  พวกเราเข้าไปดูในบรรยากาศที่เขาติดแสงสีเสียง ดูเหมือนเพลินตา แต่ความจริงแล้ว มันเป็นสถานที่ทนทุกข์ทรมาน หากใครถูกยัดเข้าไปตรงนั้น คงเจ็บปวดทรมานอย่างมาก ผมเองยังรู้สึกหดหู่ขณะเดินไปและชมการจัดวางที่แสดงไว้ตรงหน้า แม้ไม่มีคำอธิบายก็ตาม

ตลอดชีวิตของเปโตร เมื่อได้ยินเสียงไก่ขัน คงรู้สึกเหมือนสัญญาณเตือนใจอยู่เสมอว่า คิดจะพูด จะทำอะไร ต้องพิจารณาให้ดีเสียก่อน และเมื่อพูดแล้ว ทำแล้ว ยังต้องรับผิดชอบตามนั้นด้วย  ซึ่งเปโตร เป็นคนนั้นที่ยืนยันแล้ว ต่อมาท่านเป็นผู้รับการยกย่องยิ่งกว่ามนุษย์คนหนึ่งจะได้รับด้วยซ้ำไป  ชื่อของท่าน เรื่องราวของท่าน คำเทศนาของท่าน และจดหมายที่ท่านเขียนไว้ (1-2 เปโตร)ยังจะถูกกล่าวถึงไปตราบชั่วกาลนาน

เมื่อเราอ่านเรื่องราวของเปโตร หลายครั้งมักมองในด้านความอ่อนแอ และความผิดพลาดของท่าน แต่แท้จริงแล้ว ท่านเป็นผู้ที่น่ายกย่อง และเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้ติดตามพระเยซูคริสต์อย่างยิ่งใหญ่  มีใครที่เป็นคนสนิทพระเยซู มีใครที่สามารถพูดโต้ตอบกับพระองค์ได้อย่างคล่องแคล่ว มีใครที่พระเจ้าอนุญาตให้เดินบนน้ำทะเล มีใครที่เห็นการจำแลงพระกายของพระเยซู มีใครที่รู้ข่าววงในก่อน มีใครที่พระเยซูบอกว่าพระเจ้าเปิดเผยกับเขาเรื่องการเกิดขึ้นของคริสตจักร มีใครที่เทศนาแล้วมีคนกลับใจเป็นหลายพันคน มีใครที่พูดแล้วช่วยให้คนง่อยเดินได้ มีใครที่พูดแล้วการอัศจรรย์เกิดขึ้น หนึ่งในไม่กี่คนที่พระคัมภีร์บันทึกไว้คือ “เปโตร”  ที่พระเจ้าใช้ท่านให้กระทำการดังกล่าวเพื่อประกาศพระบารมีของพระองค์ผู้กระทำสิ่งสารพัดให้เกิดขึ้น

แล้วคุณละ ! เมื่อได้ยินเสียงไก่ขัน แล้วหันมามองชีวิตของตนเองอย่างไรบ้าง 

แม้เปโตรอาจทำผิดพลาด แต่ไม่ได้ขี้ขลาดในการทำเพื่อพระเยซู จริงมั้ยครับ !

-          หากคุณเป็นเปโตรในวันนั้น คุณจะตอบสนองต่อแต่ละเหตุการณ์อย่างไร

-          คุณคิดอย่างไร คนที่คิดว่าตนเองเป็นคนดี แต่ไม่มีการกระทำที่กล้าหาญ(อย่างชาญฉลาด)

ในสิ่งที่ถูกต้อง

-          คุณคิดอย่างไรต่อคนที่ได้แต่พูดว่าคนอื่นทำไม่ถูก แต่ตนเองก็ไม่ทำอะไรจริงจัง

 

ดังนั้น อย่ามองเห็นแต่จุดอ่อนของคนอื่น จนละเลยส่วนที่ดีที่มีคุณค่าของเขาไป 

มีใครเห็นด้วยบ้างครับ !




05 มิถุนายน 2564

Peter’s fish: ปลาเปโตร โดย บัณฑิต ดาแว่น

 

คิดอย่างบัณฑิต

ข้อคิดจากอิสราเอล


Peters fish:
ปลาเปโตร   โดย บัณฑิต  ดาแว่น

ปลานิลทอดประกบด้วยผักดองนิดๆ และน้ำจิ้ม  เป็นอาหารเที่ยงมื้อพิเศษ ระหว่างการเดินทางตามรอยพระคัมภีร์ที่อิสราเอล เมื่อพฤษภาคม ปี 2019  ทำให้คณะของเราร้อยกว่าชีวิต รู้สึกตื่นเต้น ผมเองกินด้วยความเอร็ดอร่อย ไม่รู้ว่าปลาที่ทะเลสาบกาลิลีอร่อย หรือ พ่อครัวเขาปรุงได้ดี หรือว่าเป็นเพราะหิวจนตาลาย !!  ไม่ว่าอะไรในเพลานี้ก็ต้องอร่อยเป็นแน่แท้ กว่าจะได้กินมื้อเที่ยงครั้งนี้ก็บ่ายสองกว่าๆแล้ว เพราะช่วงเช้าเดินทางจากที่พักไปยังล่องเรือโบราณที่ทะเลสาบกาลิลี ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่อยู่ทางตอนเหนือของอิสราเอล ทะเลแห่งนี้มีปลาชุกชุม มีเรื่องราวเกี่ยวกับองค์พระเยซูคริสต์และลูกศิษย์ของพระองค์ ตลอดจนประชาชนบริเวณรอบ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์พระกิตติคุณทั้งสี่เล่ม  ส่วนเรื่องราวประสบการณ์ล่องเรือที่กาลิลีนั้น ผมได้เขียนไว้บางประเด็นแล้วติดตามอ่านกันได้

( https://bandhit.blogspot.com/2020/05/take-galilees-boat-with-jesus.html) 

 ย้อนกลับไปทบทวนความรู้สึกในครั้งนั้นเกี่ยวกับอาหารมื้อพิเศษ  คือกว่าจะได้กินทำท้องไส้ปั่นป่วน เพราะนอกจากจะมาถึงเกินเวลาเที่ยงแล้ว ยังต้องรอคิวอาหารอีกสักพัก แต่ก็ไม่ได้ทำให้รูสึกแย่แต่ประการใด เพราะการมาครั้งแรกในสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้มีเรื่องที่ทำให้ตื่นเต้นเกินกว่าที่จะบ่นถึงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ   ยิ่งระหว่างทางบนรถบัส มัคคุเทศก์คนขยันของเราก็มีพลังดีเหลือเกิน ยังอธิบายประวัติศาสตร์ของสถานที่ บุคคล และส่วนประกอบของเรื่องราวต่างๆ ไม่ขาดสาย เช่น อธิบายถึงการเทศนาบนภูเขาของพระเยซู ที่ทรงใช้เนินเขาแถบทะเลกาลิลีสั่งสอนประชาชนที่ติดตามนับหมื่นๆ คน แม้สมัยเมื่อ 2 พันปีก่อน ไม่ได้มีเครื่องขยายเสียง ไม่มีโปรเจ็คเตอร์ หรือเครื่องมือสื่อสารที่ฉับไวอย่างทุกวันนี้ แต่น่าอัศจรรย์คือ คำสอนของพระเยซูยังเป็นที่ประทับใจ จดจำ และส่งต่อมาถึงเราทุกวันนี้อย่างเที่ยงตรง  คำถามคือคนจำนวนมากอย่างนั้น สามารถได้ยินเสียงพระเยซูพูดได้อย่างไร รู้ได้อย่างไรว่าพระองค์จะเดินทางไปที่ไหน เมื่อไหร่  จากการสังเกตพบว่าสภาพพื้นที่ที่เป็นเนินคล้ายอัฒจรรย์ ของสนามกีฬา ประกอบกับมีโขดหิน หินลาดใหญ่ๆ อาจช่วยสะท้อนเสียง สามารถช่วยให้ได้มองเห็นและได้ยินไปไกล แต่ทั้งนี้คงไม่ใช่ทั้งหมื่นๆ คนได้ยินพร้อมกันทีเดียว เป็นไปได้ที่พระเยซูเล่าเรื่องให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งฟัง แล้วมีการส่งต่อเรื่องราวกันไป จากนั้นมีการสืบเสาะค้นหาข้อมูลและรวบรวมจนกลายมาเป็นบันทึกเรื่องราวในพระกิตติคุณของพระเยซู นายแพทย์ลูกา ผู้บันทึกพระกิตติคุณลูกายืนยันไว้เช่นนั้น (ลูกา 1.1-4) ส่วนมาระโก ชายหนุ่มผู้บันทึกพระกิตติคุณมาระโกที่มีความกระชับฉับไวเหมือนหนังจีนกำลังภายใน เขาได้รับข้อมูลมาจากอาจารย์เปโตรซึ่งเป็นลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดพระเยซู  มัทธิว เป็นผู้ติดตามด้วยตนเองประกอบกับมีความเข้าใจในธรรมเนียมยิวของตนเองจึงเขียนที่มาที่ไปของพระเยซูเป็นที่จับใจของคนยิว และยอห์น ก็เช่นกันเป็นลูกศิษย์ที่กล่าวว่าพระเยซูรักและไว้ใจมาก ได้บันทึกในอีกมุมมองที่ทำให้เราเข้าใจหลักคิดที่มีต่อพระเยซูแบบลึกซึ้ง(ยอห์น 1.1-14)  อย่างไรก็ตามหากมองในมุมของความเป็นพระเจ้าของพระเยซูแล้ว ไม่มีอะไรที่ยากเกินไปที่พระองค์จะทรงกระทำไม่ได้  คำสอน คำพูด เรื่องราวของพระเยซูจากวันนั้นเมื่อสองพันปีก่อนจนถึงวันนี้และตลอดไปจะยังคงอยู่และเป็นความจริงที่ช่วยให้คนได้ยินและเมื่อเชื่อก็จะเป็นอิสระจากสิ่งชั่วร้ายได้เสมอ

ได้ยินเสียงว่าปลานิลทอดกำลังจะมาถึงคิวผมแล้ว...

กลับมาเรื่องอาหารเที่ยงที่มีเพียงปลานิลทอดตัวเดียวบนจาน ที่ทำให้ผมหิวจนไม่รีรออะไรแล้ว หลังจากโมทนาพระคุณแล้วลงมือทันที จนลืมธรรมเนียมที่ควรปฏิบัติคือถ่ายรูปก่อนกิน !! ด้วยเหตุนั้นภาพที่ได้คือ จานข้าวของผมมีรอยถูกตักกินไปบ้างแล้ว (ไม่ว่ากันนะครับ มันหิวมากจริง ๆ) เมื่อกินเสร็จเขาตบท้ายด้วยผลอินทผลัมสดสองสามลูก ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่ได้ลิ้มลอง คนท้องถิ่นเขาแนะนำว่าอินทผลัมสดจะช่วยลดกลิ่นคาวหลังกินปลาได้เป็นอย่างดี ผมเชื่อทุกอย่างละครับ ความรู้สึกหวานฉ่ำอมเปรี้ยวฝาดนิดๆ ของอินทผลัมสดทำให้ผมประทับใจมิรู้ลืม  ยิ่งบรรยากาศที่ร้านอาหารแห่งนี้ที่ชื่อว่า “Peters Restaurant” ทำให้นั่งกินไปพร้อมกับวิวทิวทัศน์ของทะเลกาลิลีที่อยู่ตรงหน้า ก็ทำให้รู้สึกถึงกลิ่นอายของพระเยซูคริสต์สถิตท่ามกลางชีวิตของเราได้มากขึ้น เพราะแถบบนี้พระเยซูใช้เวลาในการทำพระราชกิจมากเป็นพิเศษ ใครจะไปรู้พื้นดินที่เราเดินไปนั้นอาจเป็นรอยพระบาทเมื่อสองพันปีก่อนก็ได้  แม้ขณะที่เดินตามทางดินไปร้านอาหารมัคคุเทศก์ผู้มากความสามารถยังเดินไปหักกิ่งต้นหนามชนิดหนึ่ง คล้ายต้นพุทราบ้านเรา แต่หนามยาวกว่า พร้อมทั้งอธิบายว่าอาจเป็นต้นหนามชนิดเดียวกับที่ทหารโรมนำมาทำเป็นมงกุฎหนามสวมพระเศียรของพระเยซูจนเลือดไหลอาบลงมาในช่วงเวลาแห่งการทนทุกข์ก็เป็นได้ ว่าแล้วก็ส่งให้พวกเราเอามือไปแตะความแหลมคมของหนามนั้นดู ผมสังเกตว่าสุดท้ายท่านอาจารย์ ดร.วินิจ ได้นำหนามนั้นไปและเห็นท่านนำมาคุยกันต่อหลังจากขึ้นรถบัสอีกครั้ง  

หลังจากกินอย่างพอใจแล้วใครจะลงไปถ่ายรูปที่ชาดหาดของกาลิลีก็ตามอัธยาศัย ผมเองไม่พลาดเช่นกัน แถมยังเก็บก้อนหินบางก้อนที่เหมาะมือมาเป็นที่ระลึกด้วย แลกเปลี่ยนกันถ่ายรูปทั้งแบบเดี่ยว คู่ และหมู่อย่างชื่นใจทีเดียว

ขอบคุณพระเจ้าสำหรับ เปโตร (Peter) ลูกศิษย์ของพระเยซูคริสต์ที่ทำให้ผมได้มาย้อนรอยพระบาทในครั้งนี้ ได้กินอาหารมื้อพิเศษแม้ทางกายภาพจะเป็นเพียงแค่ปลานิลตัวหนึ่ง ที่ปัจจุบันนี้จะหากินที่ไหนก็ได้ในราคาถูกๆ  จากข้อมูลพบว่า ปลานิล เป็นอาหารที่ให้โปรตีนราคาประหยัดชั้นดีแก่คนไทย เพราะพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ได้รับปลาชนิดนี้เป็นของฝากพระสหายของท่านจากญี่ปุ่น เมื่อปี พ.ศ. 2508 ต่อมาได้ทรงขยายพันธุ์และแจกจ่ายไปยังประชาชนจนกลายเป็นปลาท้องถิ่นที่เหมาะสมกับคนไทยไปแล้ว  และการตั้งชื่อว่าปลานิล อาจมาจากแหล่งที่มาจากแม่น้ำไนล์และพ้องกับชื่อพระสหายที่ออกเสียง “นิน” คือสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ 

ปลานิลที่ผมกินวันนั้นมันยิ่งกว่าการกินอาหารปกติ เพราะกินด้วยใจขอบพระคุณในดินแดนแห่งพระสัญญาโดยพระคุณของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตคนธรรมดาคนหนึ่งอย่างเช่นผม ที่ทรงเลือกสรรให้เป็นผู้รับใช้ของพระองค์ 

ท่านเปโตร หรือ Saint Peter ที่คนทั่วโลกต่างให้เกียรติท่านในฐานะผู้รับใช้ของพระเจ้า เป็นตัวอย่างหนึ่งที่มาจากชาวประมงธรรมดา หาเช้ากินเย็น ยังได้เป็นคนสนิทของพระเยซู เมื่อเขาตอบสนองการทรงเรียกอย่างแน่วแน่ เมื่อวันหนึ่งพระเยซูเสด็จมาที่เรือของเปโตร ขอใช้เรือเพื่อสั่งสอนประชาชน จากนั้นสั่งให้ออกไปจับปลา และได้ปลากลับมาอย่างล้นเหลือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นส่งผลให้เปโตรรู้ว่าพระเยซูเป็นองค์พระผู้ช่วยให้รอด แม้ไม่เข้าใจทั้งหมด แต่สิ่งที่เขาทำคือละเครื่องมือจับปลาแล้วติดตามพระเยซูไป จากผู้จับปลากลายมาเป็นผู้จับคนตามคำบัญชา ที่คนทั้งโลกยังจับใจในคำปราศรัยครั้งแรกของท่านที่เยรูซาเล็ม และช่วยให้ผู้คนสามพันคนยอมรับคำของพระเจ้าในวันเดียวได้  แม้เจ้าหน้าที่ของทางการยังประหลาดใจว่า คนพวกนี้เป็นเพียงคนสามัญแต่ทำไมพวกเขาจึงพูดได้ดีถึงเพียงนี้ คำตอบที่เขายอมรับและพูดมาเองคือ เพราะพวกเขาอยู่กับพระเยซูนั่นเอง 

แม้มีบางช่วงที่เปโตรเองมีความหวั่นไหวและอยากหนีไปให้ไกลจากเส้นทางของพระเยซู แต่สุดท้ายท่านเองยอมตายในรูปแบบถูกตรึงบนกางเขนแบบกลับหัวลงมา เพื่อจะไม่ให้เทียบเท่ากับพระอาจารย์ที่ถูกตรึงกางเขนเช่นกัน 

อะไรที่ทำให้คนธรรมดาคนหนึ่งที่การศึกษาน้อย ขาดทักษะการพูด แต่กลับเป็นคนที่พระเจ้าใช้ให้กล่าวถ้อยคำของพระองค์อย่างเกิดผลดี และยังเป็นที่ยอมรับของประชาชาติตลอดมา คำตอบมีในพระคัมภีร์ที่บันทึกเรื่องราวชีวิตของเปโตรไว้ ยิ่งย้ำชัดในพระกิตติคุณยอห์นบทที่ 21  ท่านยอห์น เพื่อนสนิทของเปโตรบันทึกไว้ว่า เปโตรได้ยืนยันถึงความจงรักภักดีของท่านต่อพระเยซูคริสต์หลังจากการเป็นขึ้นมาจากตายและปรากฎตัวให้พวกเขาได้เห็นก่อนเสด็จสู่สวรรค์   และท่านได้เล่าประสบการณ์นี้ให้มาระโกลูกศิษย์ของท่านบันทึกไว้ และท่านเองยังเขียนด้วยตนเองอีกสองฉบับ ถึงประสบการณ์และความเชื่อที่มีต่อพระเยซูคริสต์นั้นเป็นสิ่งที่ล้ำค่าต่อชีวิตอย่างแท้จริง

กินปลานิลมื้อเที่ยงเพียงมื้อเดียวในวันนั้น ยังสะท้อนถึงชีวิตจนถึงทุกวันนี้อยู่เสมอ ว่าพระเจ้าสามารถใช้ชีวิตของคนธรรมดา ที่อาสารับใช้พระองค์อย่างอัศจรรย์ได้

 การกินปลานอกจากมีคุณค่าทางโภชนาการต่อสุขภาพ ช่วยให้สมองดี มีกำลังที่แข็งแรงแล้ว ยังมีผลดีต่อชีวิตเมื่อคิดถึงความจริงของพระเยซูคริสต์ 

กินปลานิลทอด ราดน้ำจิ้มสามรส สักมื้อมั้ยครับ !