17 ตุลาคม 2554

“ความเชื่อ ความหวัง ความรัก” โดย บัณฑิต ดาแว่น

คิดอย่างบัณฑิต  โดย บัณฑิต  ดาแว่น 

“ความเชื่อ  ความหวัง ความรัก”

ประเทศไทยต้องเผชิญวิกฤติน้ำท่วมใหญ่เป็นเวลานาน  นับตั้งแต่เดือนกันยายน จนจะย่างเข้าสู่พฤศจิกายนแล้ว ดูเหมือนสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายไปมากนัก แม้หลายฝ่ายจะพยายามทุ่มเททรัพยากรทุกประเภท เพื่อสู้ และกู้วิกฤติครั้งนี้  ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นกว้างใหญ่เหลือเกิน  คาดว่าต้องใช้เงินจำนวนนับแสนล้าน และต้องใช้เวลานาน กว่าที่จะเยียวยา ฟื้นฟู ให้กลับคืนสู่สภาพดีดังเดิมได้  หลายอย่างหากเป็นทรัพย์สิ่งของอาจจะพอทนรอได้ แต่ชีวิตของผู้คนที่ต้องอยู่ ต้องกิน ต้องดำเนินต่อไปนั้น ยากที่จะรอคอยเวลาหรือสิ่งใดๆ เพราะแหล่งงาน แหล่งทรัพยากรที่เคยหล่อเลี้ยงชีวิตวันต่อวันที่ผ่านมาก็จมอยู่ใต้น้ำเช่นกัน 
หากต้องเผชิญกับปัญหาเพียงชั่วครู่ ชั่วครั้ง ชั่วคราว มาแล้วก็ผ่านไป คงไม่ทำให้สภาพจิตใจบอบซ้ำมากนัก แต่นี่เป็นเวลาที่ต่อเนื่องยาวนาน หายครั้ง หลายหน จนไม่เหลืออะไรอีกแล้ว ! ...จน เครียด แล้วต่อไปจะทำอย่างไรดีละ !  ปัญหามันมาทับถมจนจมลงไปหมดทั้ง บ้าน เรือน ไร่ นา ข้าว ปลา อาหาร โรงงาน สถานที่พักผ่อน แหล่งทำกิน ที่ดินเพาะปลูก  ทั้งลูก ภรรยา สามี ญาติพี่น้อง ทำได้เพียงนั่งมองน้ำที่มันเอ่อล้นและไหลไปมาเอื่อยๆ อย่างเนิ่นนาน  กลางวันมันช่างร้อนรุ่ม กลางคืนก็มืดมนแทบจะทนไม่ไหว  ท่ารถกลายเป็นท่าเรือ ทิศเหนือ หรือใต้ไม่ต่างกัน ที่นี่ ที่นั่น ที่โน่น ก็เต็มไปด้วยน้ำ น้ำ และน้ำ... สายตาที่ทอดออกไปเหมือนไร้จุดหมายปลายทางไปหมด
ขอพระเจ้าเมตตาประเทศไทย   ขอให้คนไทยได้มีความหวัง กำลังใจ ให้สามารถผ่านพ้นภัยพิบัติเหล่านี้ไปได้  ขอทรงเป็นความอุปถัมภ์ ค้ำชู ช่วยกู้วิกฤติ  ช่วยนำชีวิตของทุกคนไปในทางแห่งสันติสุข และความหวังในพระองค์  เพราะเชื่อว่า  แม้ท่ามกลางหุบเขาเงามัจจุราช พระเจ้ายังทรงดำเนินอยู่เคียงข้างประชากรของพระองค์เสมอ (สดด.23.4)  พระวจนะของพระเจ้ายังเป็นความจริง  เราสามารถเข้ามาพักพิงทั้งชีวิต จิตใจในพระเจ้าได้ทุกเวลา
แม้จะต้องสูญเสียทุกสิ่ง แต่สิ่งสำคัญที่ยังต้องคงไว้ นั่นคือ “ความเชื่อ ความหวัง และความรัก”  เพราะ 3 สิ่งนี้จะยังคงอยู่  ที่เราสามารถยึดมั่นไว้ในทุกสถานการณ์ 
ขอให้มี “ความเชื่อ” ในพระเจ้าผู้ทรงพระคุณ และเมตตา ผู้ทรงรักษาพระสัญญา และรักทุกชีวิตที่ทรงสร้างมาด้วยฝีพระหัตถ์ จนกระทั่งประทานพระบุตรองค์เดียวคือพระเยซูคริสต์มาพลีพระชนม์เพื่อเรา เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระองค์จะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์ (ยอห์น 3.16)
ขอให้มี “ความหวัง” หวังใจในพระเจ้าพระผู้สร้าง ทรงจัดเตรียมหนทางที่ดีเสมอ หวังใจในพระเยซูผู้สละพระองค์เองเพื่อคนทั้งปวง ทรงตายเพื่อไถ่บาป ทรงเป็นขึ้นเพื่อยืนยันความเป็นพระเจ้า และสัญญาว่าจะกลับมารับทุกคนที่เชื่อไปอยู่กับพระองค์อย่างมีศักดิ์ศรีนิรันดร์อันหาที่เปรียบไม่ได้ (ยน.14.1-6,2คร.4.16-18) และยังทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นมัดจำ ว่าจะทำทุกสิ่งที่สัญญาแน่นอน (อฟ.1.13-14)
ขอให้มี “ความรัก” อันยิ่งใหญ่ รักกันฉันพี่น้อง รักกันด้วยจริงใจ ให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่กัน  ดังพระเจ้าที่สำแดงความรักประเสริฐนี้แก่ทุกคนก่อนแล้ว(1ยน.4.9)  เป็นความรักที่ประทานให้ในยามที่เราหมดหวัง หมดแรงกำลัง  คือ ยังทรงช่วยเราให้รอดพ้นจากบาปชั่วแม้ตัวเราช่วยตัวเองไม่ได้ (โรม 5.6-17)

“ดังนั้นยังตั้งอยู่สามสิ่ง   คือ ความเชื่อ   ความหวังใจ   และความรัก
แต่ความรักใหญ่ที่สุด” (1โครินธิ์ 13.13)



            ขอให้ 3 สิ่งนี้อยู่ในชีวิตของพี่น้องทุกคนด้วยเทอญ...

10 ตุลาคม 2554

ณ ดินแดนที่ไม่มีน้ำท่วม โดย บัณฑิต ดาแว่น

                                                                                            คิดอย่างบัณฑิต  โดย บัณฑิต  ดาแว่น  

ณ ดินแดนที่ไม่มีน้ำท่วม


ท่ามกล่างวิกฤตการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ และยาวนานของประเทศไทย  สร้างความเสียหายเหลือคณานับต่อชีวิตทรัพย์สิน  ส่งผลกระทบไปทุกด้าน  นักวิชาการเห็นตรงกันว่าปริมาณน้ำในปี 2554 นั้น ไม่ใช่ระดับสูงสุดเท่าที่เคยมีในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา  แต่เนื่องจากระยะเวลาของน้ำที่ขังอยู่ และคงที่ต่อเนื่องนานกว่า 2 เดือน อีกทั้งพื้นที่รับน้ำที่เคยมี ที่จะช่วยให้น้ำกระจายออกไปตามแหล่งต่างๆ นั้นมีน้อยลง เพราะแต่ละพื้นที่ก็ไม่อยากให้น้ำละลักเข้าพื้นที่ทำกินของตน หรือพื้นที่ธุรกิจของเมือง จึงทำแนวกั้นน้ำกันอย่างแน่นหนาและสูงกว่าเดิม  ทำให้ปัญหานี้ยากที่จะแก้ไขมากขึ้น
แม้น้ำจะท่วมสูงและยาวนาน แต่น้ำใจของคนไทยยิ่งมากและยาวนานกว่า  ทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน ส่วนบุคคล ต่างช่วยกันคนละไม้ละมือ ทั้งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ช่วยบรรเทาทุกข์ระยะยาว ต่างภาวนาขอให้ประเทศไทยรอดพ้นจากวิกฤติครั้งนี้ไปให้ได้  ยิ่งกว่านั้นขอให้คนไทยร่วมแรงร่วมใจ รักใคร่สามัคคี ปรองดองกันอย่างดีต่อไปด้วย
ความกลัวต่อภัยพิบัตินั้น คงยังฝังลึกในใจของคนเรามาเนิ่นนาน  หากจะศึกษาจากบทเรียนพระคัมภีร์  มีภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่สุดที่เกิดขึ้นต่อมวลมนุษยชาติ คือ เหตุการณ์น้ำท่วมโลกในสมัยของโนอาห์  ที่บันทึกไว้ในพระธรรมปฐมกาลบทที่ 6 ถึง 9  ซึ่งมีผู้รอดชีวิตเพียงครอบครัวของโนอาห์และสัตว์อย่างละคู่เท่านั้น  เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นการแสดงสิทธิอำนาจของพระเจ้า เพื่อให้มนุษย์เห็นว่าพระองค์เป็นผู้เดียวที่ควบคุมทุกสิ่งที่ทรงสร้างขึ้นมา  เมื่อมนุษย์เสื่อมทรามลงอย่างน่าสลดใจ พระองค์จึงทรงหาวิธีแก้ไขและหาแนวทางช่วยให้รอดสำหรับผู้ที่เชื่อฟัง 
พระเจ้าไม่ประสงค์ให้ผู้หนึ่งผู้ใดพินาศ แต่ทรงประสงค์ให้ทุกคนรอด (2ปต.3.9) แต่ทั้งนี้ก็ให้เสรีภาพในการตัดสินใจของมนุษย์ด้วย  จึงให้โนอาห์ต่อเรือใหญ่เพื่อรวบรวมมนุษย์และสัตว์ที่ยอมฟังเสียงของพระเจ้าได้มีทางรอดจากน้ำท่วม  แต่น่าเสียดายที่มีคนจำนวนน้อยที่ใส่ใจในคำเตือนและยอมรับการช่วยเหลือ  ภัยพิบัติครั้งใหญ่จึงเกิดขึ้นกับพวกเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้พระเจ้าจะสัญญาต่อมนุษย์ว่าจะไม่ให้น้ำท่วมโลกอีกต่อไป โดยให้มีรุ้งกินน้ำเป็นสัญญาลักษณ์แห่งพันธสัญญานั้นตลอดกาล  แต่ในใจของมนุษย์จากวันนั้น จนถึงวันนี้คงยังไม่ลืมเหตุการณ์ที่ผลิกชีวิตและโลกนี้ไปได้เลย  แปลกแต่จริง  ทั้งๆที่รู้ว่าจะมีภัยพิบัติเกิดขึ้นกับชีวิตหากยังดำเนินชีวิตในทางชั่วร้ายต่อไป แต่มนุษย์ก็ยังไม่ไม่หยุดที่จะทำสิ่งเหล่านั้นอย่างจริงจัง  คงยังหาวิธีเอาตัวรอดไปเป็นครั้งๆ ไป  โดยไม่ได้เรียนรู้จากบทเรียนในอดีตมากนัก  จึงทำให้วัฏจักรของชีวิตและโลกนี้ต้องวนเวียนอยู่กับวิกฤตการณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า  กล่าวคือ ไม่เพียงเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับน้ำท่วม แต่หมายถึงเรื่องราวความรุนแรง ความเสียหาย ภัยพิบัติ วิกฤตการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิต ครอบครัว และสังคมอย่างที่เป็นมาจนถึงทุกวันนี้ด้วย  ยิ่งนับวันปัญหาก็เกิดขึ้นถี่  ต่อเนื่อง รุนแรง และขยายวงกว้างออกไปมากขึ้น  บางเรื่องดูเหมือนไม่น่าเป็นปัญหา แต่กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาก็มี เนื่องมาจากการเอารัดเอาเปรียบ การหยิบฉวยผลประโยชน์ที่มีมากขึ้น ที่ไปซ้ำเติมหรือต่อยอดให้มันเกิดผลกระทบที่ร้ายแรงกว่าที่เป็นนั่นเอง
พระเจ้ายังทรงรักและห่วงใยในชีวิตของมนุษย์และโลกนี้อยู่เสมอ พระองค์มีแผนการแห่งความรอดตั้งแต่ต้นมาแล้ว เพียงแต่ว่ามนุษย์ยังไม่ยอมรับ ไม่ยอมเข้าใจในคำเตือน ไม่เชื่อในทางออก  และไม่ทำตามที่มีบัญชาไว้  ทั้งๆ ที่พระองค์ทรงกระทำทุกอย่างสำเร็จแล้ว  โดยผ่านทางพระเยซูคริสต์  ผู้ซึ่งเป็นหนทางที่จะนำไปสู่ทางรอดของชีวิต (ยน.14-6) และจะทำให้ชีวิตเป็นอิสระอย่างแท้จริง (ยน.8.31-32) ไม่ต้องตกอยู่ภายใต้ความกลัวต่อภัยพิบัติของชีวิตต่อไป  เพราะพระองค์ทรงจัดเตรียมที่ไว้สำหรับทุกคนที่เชื่อไว้วางใจ (ยน.14-1-4) เป็นที่ที่ปลอดภัย ไม่มีภัยอันตรายมากล้ำกลาย  เป็นที่ที่ความทุกข์ ความลำบาก ความเจ็บปวด การร้องไห้ การคร่ำครวญ และความตาย จะไม่มีอีกต่อไป แม้กระทั่งน้ำตาทุกหยดที่เคยหลั่งออกมาก็จะทรงเช็ดให้ (วว.21.4)  เป็นสถานที่ที่สัญญาว่าสิ่งเดิมๆ ที่เคยเกิดขึ้นจะไม่มีอีกต่อไป เพราะมันได้ผ่านพ้นไปแล้ว  แต่จะมีสิ่งใหม่เกิดขึ้นซึ่งเป็นสิ่งที่ดียอดเยี่ยมเกินกว่าจะพรรณนาด้วยคำอธิบายของภาษามนุษย์  ณ ที่นั่นจะมีแต่การครอบครองของพระเป็นเจ้า ผู้ทรงเป็นแสงสว่าง  เป็นสันติสุขแห่งชีวิต  กลางวันหรือกลางคืนไม่จำเป็นอีกต่อไป  เพราะตลอดเวลาจะอยู่ภายใต้พระสิริ พระบารมีอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า  ทุกชีวิตจะปลอดภัย เป็นสุขในพระองค์  คือบรรดาผู้ที่มีชื่อจดไว้ในหนังสือแห่งชีวิตของพระเยซู (วว.21.27)
พระเจ้าประสงค์ที่จะให้ทุกคนอยู่ที่นั่น  ณ สถานที่ ที่มีแต่สันติสุข ปลอดจากทุกข์ภัยทั้งปวง  รวมทั้งปลอดจากภัยน้ำท่วมในเวลานี้ด้วย  หนทางรอดคือ หันกลับมาสำรวจชีวิตว่า ตนเองกำลังเดินอยู่ในความเสื่อม หรือ เดินในทางสันติสุขกันแน่ !  หากต้องการเดินในทางแห่งสันติสุข ต้องกลับมาหาพระเยซูผู้ทรงเป็นทางแห่งความจริง และทางรอด ด้วยการเชื่อมั่นศรัทธาในพระองค์ทั้งชีวิตจิตใจ ยินดีให้พระองค์เข้าไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ผิดในชีวิต และตั้งใจที่ทำสิ่งดีตามพระประสงค์  นั่นแหละเป็นทางที่จะนำไปสู่ดินแดน ที่ไม่มีภัยพิบัติใดๆ อีกเลย
อยากไปอยู่ด้วยกันไหมครับ ?

30 กันยายน 2554

ฟ้าพิโรธ หรือ ธรรมชาติลงโทษ ? โดย บัณฑิต ดาแว่น

คิดอย่างบัณฑิต   โดย  บัณฑิต  ดาแว่น 

ฟ้าพิโรธ  หรือ ธรรมชาติลงโทษ  ?

น้ำท่วมเชียงใหม่เข้าสู่คืนที่สอง แม่น้ำปิงเพิ่มสูงขึ้นกรุงเทพธุรกิจ29กย.54

เกษตรฯสำรวจหนี้สมาชิกสหกรณ์น้ำท่วมกว่า5พันล้านกรุงเทพธุรกิจ30กย.54

พิษ'เนสาด'เตือน 9จังหวัดใต้-ออก'เสี่ยง'น้ำท่วม
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
อุตุฯเตือน 9 จังหวัดตะวันออก-ใต้ตะวันตกฝนตกหนักระวังอันตรายจากน้ำท่วมฉับพลัน-น้ำป่าไหลหลาก คลื่นลมในทะเล

ข่าวน้ำท่วมล่าสุด ศอส.เตือน 9 จังหวัดน้ำป่าไหลหลาก เกาะติดสถานการณ์น้ำท่วม

ศอส.เตือน 9 จังหวัดภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตกเตรียมการรับมือน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ขณะที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฝ้าระวังดินโคลนถล่ม 30 ก.ย. 54 


ข่าวหลายปีก่อน....ชาวเหนือ  ชาวอีสาน  กำลังเดือดร้อนจากภาวะน้ำท่วม เมืองหลายเมืองจมบาดาล เป็นอัมพาตไปหมด และน้ำที่ไหล่บ่านี้ อีกไม่นานก็จะไหลลงสู่ภาคกลาง ก่อนลงสู่อ่าวไทย  รัฐสูญงบประมาณบูรณะซ่อมแซมภายหลังน้ำท่วม ปีละ ไม่ต่ำกว่า  7-8 พันล้านบาท…” (คมชัดลึก 16ก.ย.46)
น้ำป่าเขาใหญ่ บ่าถล่มรุนแรง ดับสังเวย 4 ศพ ปราจีนฯ หนัก นครนายก อ่วม (ไทยรัฐ 23 กย.46)
 “อีสานแล้งหนัก  ข้าวกล้าแห้งตาย  วัว ควายไม่มีน้ำกิน  ชาวบ้านต้องออกไปหาแหล่งน้ำไกลนับ 10 กิโล(บางปีก็มีข่าวอย่างนี้)

ข่าวในลักษณะนี้ คงเป็นที่คุ้นเคยกันดี  ถึงคราวแล้งก็แล้งจนไม่มีน้ำสักหยด ผืนดินแตกระแหง  แต่พอคราวฝนก็กระหน่ำจนท่วมท้น  ทำให้เรือกสวน ไร่ นา ชีวิต  ทรัพย์สิน  ของผู้คนเสียหายเหลือคณานับ   บริเวณที่อยากให้มีน้ำกลับไม่มี แต่ ที่ไม่ต้องการน้ำมากนัก กลับมีมากเกินความต้องการ   ช่างไม่มีความพอดีเอาเสียเลย 
อะไรเกิดขึ้นกับโลกของเรา !     หรือว่า  ฟ้ากำลังพิโรธ  โกรธแค้นมนุษย์ ที่กำลังเอารัดเอาเปรียบกันและกัน  ทำร้ายกัน  แย่งชิงผลประโยชน์จากคนอื่นมาเป็นของตน  แม้แต่คนในครอบครัว  คนที่เคยรักกันมากในช่วงเวลาหนึ่งยังฆ่ากัน เพียงแค่หวาดระแวงสงสัยว่าอีกฝ่ายเอาใจออกห่าง  บางครอบครัวพี่น้องฆ่ากันอย่างเหี้ยมโหด เพื่อหวังมรดกก้อนโต หวังค่าประกันชีวิต  หรือหวังจะให้คนนั้นพ้นทางชีวิตของตนไป  เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน  กลางวันแสก ๆ  สถานที่ ที่เคยคิดว่าน่าจะปลอดภัยกลับมีอันตรายอย่างคาดไม่ถึง คนเดินข้ามสะพานลอยเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากรถบนถนน กลับต้องมาบาดเจ็บถูกทำร้ายจากโจรใจชั่ว  ซอยเข้าบ้านที่เคยสัญจรทุกวัน กลายเป็นจุดอันตรายที่ผู้หญิงบางคนถูกจับไปข่มขืน  อยู่ใกล้กับป้อมตำรวจเพียงไม่กี่เมตร ยังถูกจี้ชิงทรัพย์โดยไม่มีใครได้ยินเสียงร้องให้ช่วย    ฝากลูกเล็ก ๆ ไว้กับคนใกล้ชิด ยังถูกทำร้ายทางเพศ  คิดว่าเด็กอยู่ในโรงเรียนจะปลอดภัย บางคนยังถูกจับไปเรียกค่าไถ่  พบหน้ากันอีกครั้งกลายเป็นขอทาน ร่างกายพิการไปแล้ว  นี่แหละน่า  ! ที่เขากล่าวกันว่า อย่าไว้ใจทาง  อย่าวางใจคน  จะจนใจเอง 
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น  สังคมนี้  โลกนี้ เป็นอะไรไปแล้วหรือ  ไหนเราชื่นชมกันนักหนาว่า เราอยู่ในยุคแห่งอารยธรรมที่ล้ำเลิศ มนุษย์เป็นผู้ประเสริฐเกินกว่าสิ่งใด ๆ   เทคโนโลยีที่ก้าวไกล  ทำอะไรที่ไหน เหมือนใกล้กันแค่คืบเดียว  ทุกคนสามารถรู้เห็นได้พร้อมกัน   เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส  ภาพและเสียงจะแสดงออกมาทันทีตามต้องการ  แต่ไฉนจิตใจของผู้คนจึงไม่ได้พัฒนาให้ดีขึ้น เหมือนกับเทคโนโลยีเหล่านั้นบ้าง ?    หันไปมองสภาพแวดล้อม  จากผืนป่าเขา ลำเนาไพร ที่เคยเต็มไปด้วยต้นไม้เขียวขจี  ทุ่งหญ้าที่สดสวย  ห้วย น้ำ ลำคลอง แม่น้ำที่ไหลเรื่อยไม่ขาดสาย  ยามฝนมีความอุดม ยามร้อน และหนาวก็พออุ่นกายสบายใจ สำนวนที่กล่าวว่า ในน้ำมีปลา  ในนามีข้าว  ช่างเป็นภาพที่แสนชื่นใจ  คนที่อายุประมาณ 50 ปีขึ้นไป  เคยเล่าให้ฟังว่า เมื่อถึงเวลาอาหาร ก็ก่อไฟตั้งหม้อแกงให้น้ำเดือดรอไว้     แล้วนำแหไปทอดลงแอ่งน้ำตามทุ่งนา  มั่นใจได้ว่าสามารถนำปลามาทำอาหารได้แน่นอน    หลังจากเสร็จสิ้นฤดูการเก็บเกี่ยว  หรือช่วงน้ำหลาก เป็นโอกาสทองของชีวิตที่จะมีความสุข ความผูกพันฉันท์พี่น้อง    ด้วยประเพณีรื่นเริงต่าง ๆ     
อะไรเกิดขึ้น !   ทุกวันนี้ นอกจากในน้ำไม่มีปลา ในนาไม่มีข้าวแล้ว  น้ำก็แห้ง หรือไม่ก็ท่วม นาก็หาย กลายเป็นปัญหา และมีหนี้สิน เกิดความทุกข์ยาก ข้าวยากหมากแพงตามมาอีกต่างหาก  จากการสังเกต   ต้นไม้ที่เคยอยู่ตามป่าเขา ก็กลายมาเป็นเสาเรือน ประดับบารมีของผู้มีอันจะกินบางคน  ต้นไม้ที่เคยให้ร่มเย็น คอยทำหน้าที่ซับน้ำยามน้ำหลาก และเก็บน้ำยามน้ำน้อย ทำให้เกิดสมดุลทางระบบนิเวศ เริ่มหดหายไป  เสียงเรียกร้องเพื่อให้สร้างเขื่อนเก็บน้ำ ลดกระแสความแรงของน้ำ  หรือเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า  จึงมีทั้งฝ่ายสนับสนุน และคัดค้านอยู่เสมอ    เมื่อเกิดน้ำท่วมหรือฝนแล้งแต่ละครั้ง ก็จะมาวิเคราะห์กันว่าเกิดมาจากสาเหตุอะไร  บ้างก็ว่า เพราะฟ้าพิโรธ บ้างก็ว่า เพราะธรรมชาติลงโทษ ที่มนุษย์เราทำในสิ่งไม่ดีเอาไว้ 
มาร่วมกันค้นหาเหตุแห่งทุกข์ และร่วมกันหาวิธีแก้ไข  ดีกว่าหรือไม่ ?   อย่ามัวแต่คิดว่า รอให้คนนั้น คนนี้ ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ก่อน  ถ้าตัวเราไม่เริ่มแล้ว  จะไปโทษคนอื่น โทษฟ้า  โทษดิน  คงไม่เกิดประโยชน์อะไร  บางครั้งฟ้าอาจจะยังไม่ทันพิโรธ ธรรมชาติยังไม่ทันลงโทษ    แต่ตัวเรานี่แหละ ทำร้ายตัวเอง   ทำร้ายกันและกัน   ทำร้ายสิ่งแวดล้อมจนหมดสิ้นเสียก่อน 
หากไม่เริ่มสำรวจชีวิตของตน และเริ่มทำสิ่งที่ดีเสียตั้งแต่เดี๋ยวนี้  คงไม่มีโอกาสอีกแล้ว !

14 กันยายน 2554

“ออกไป...จับปลา” โดย บัณฑิต ดาแว่น

คิดอย่างบัณฑิต  โดย บัณฑิต  ดาแว่น

“ออกไป...จับปลา”

ท่ามกลางรุ่งเช้าแห่งความว่างเปล่า ล้มเหลว ไม่สมหวังดังใจในการจับปลาที่ผ่านมาตลอดคืนของชาวประมงมืออาชีพอย่างซีโมนและเพื่อน  พวกเขาทำได้ดีที่สุดเพียงแค่การซักอวน ทำความสะอาดอุปกรณ์จับปลาด้วยความเหน็ดเหนื่อย แบบซังกะตายปนความสิ้นหวังเล็กน้อย  (ลูกา.5-1-11)
แต่หลังจากพระเยซูขึ้นมาบนเรือของเขา และใช้เป็นเวทีสั่งสอนประชาชนเสร็จแล้ว พระองค์ตรัสกับซีโมนว่า   “จงถอยออกไปที่น้ำลึก   หย่อนอวนลงจับปลา”   ผมลองจินตนาการไปว่าซีโมนคงแทบจะไม่เชื่อหูตนเอง  เขาคงจะขอให้พระเยซูทวนคำสั่งอีกครั้ง พลางคิดในใจว่า “อาจารย์ว่าอะไรนะ ออกไปจับปลาอีกนะรึ! นี่มันกลางวันแสกๆ”  แม้ว่าเขาจะรู้สึกอย่างไรต่อคำสั่งนั้น แต่สิ่งที่เขาแสดงออกมาเป็นการตอบสนองคือการอธิบายเหตุผลว่าตลอดทั้งคืนก็ล้มเหลวไม่เป็นท่ามาแล้ว แต่ด้วยความเชื่อมั่นในตัวของอาจารย์เยซู  พระคัมภีร์บันทึกไว้ว่า  ...ซีโมนทูลตอบว่า   “พระอาจารย์เจ้าข้า   ข้าพระองค์ทั้งหลายทอดอวนคืนยังรุ่งไม่ได้อะไรเลย   แต่ข้าพระองค์จะหย่อนอวนลงตามพระดำรัสของพระองค์” เมื่อเขาหย่อนลงแล้วก็ล้อมปลาไว้เป็นอันมาก   จนอวนของเขากำลังปริ  เขาจึงทำสำคัญแก่เพื่อนที่อยู่ในเรืออีกลำหนึ่งให้มาช่วย   เขาก็มาช่วย   แล้วได้ปลาเต็มเรือทั้งสองลำ   จนเรือเพียบ...
ผลจากการเชื่อฟังและกระทำตามพระดำรัสพระเยซูในครั้งนี้ส่งผลให้เกิดการพลิกผันสถานการณ์ ความเข้าใจ และชีวิตของซีโมนและเพื่อนไปอย่างสิ้นเชิง  นอกจากพวกเขาจะได้ปลาจนเต็มลำเรือ จนต้องขอให้คนอื่นมาช่วยแบ่งปลาไปที่เรืออีกลำแล้ว ยังส่งผลต่อความเข้าใจของเขาต่อพระเยซูว่าไม่ใช่เป็นเพียงแค่คนธรรมดาอีกต่อไป  เขากราบลงแทบเท้าพระเยซูแสดงความเคารพอย่างสูง  อีกทั้งรู้สึกว่าตนเองต่ำต้อยอันเนื่องจากชีวิตที่สกปรกและผิดบาปไม่คู่ควรที่จะอยู่ใกล้องค์ผู้สะอาดบริสุทธิ์  เขาพูดออกมาด้วยท่าทีที่ยำเกรงว่า  “พระองค์เจ้าข้า   ขอเสด็จไปให้ห่างจากข้าพระองค์เถิด   เพราะว่าข้าพระองค์เป็นคนบาป”  แต่พระเยซูรู้ถึงชีวิตของพวกเขและทรงมีแผนการประเสริฐสำหรับเขา ทรงเมตตาและเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาให้กลายเป็นผู้ที่นำคนมารู้จักพระเจ้าต่อไป พระเยซูตรัสแก่ซีโมนว่า   “อย่ากลัวเลย   ตั้งแต่นี้ไปท่านจะเป็นผู้จับคน” เมื่อเขานำเรือมาถึงฝั่งแล้ว   เขาก็สละสิ่งสารพัดทิ้ง   ตามพระองค์ไป...  
  ท่ามกลางความวุ่นวายในชีวิตของเรา  หลังจากเหน็ดเหนื่อย ผิดหวังกับสิ่งต่างๆที่ผ่านเข้ามา ทั้งเรื่องชีวิต การทำงาน ครอบครัว คริสตจักร และการรับใช้  ขอให้มั่นใจว่า ยังมีโอกาสใหม่ที่พระเยซูพร้อมประทานให้เราได้ด้วยเช่นกัน  เพียงแต่เราจะยอมฟังเสียงพระดำรัสของพระองค์ กระทำตาม ด้วยใจเชื่อมั่นศรัทธา  แม้จะมีประสบการณ์ที่ไม่สู้ดีนัก  เคยลองมาหลายครั้ง  พยายามครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ไม่สำเร็จสักที และดูเหมือนสถานการณ์ก็ไม่เอื้ออำนวยมากนัก  ขออย่าหมดหวัง หมดกำลังใจแต่เพียงเท่านี้เลย  เพราะพระเยซูสามารถพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส  ทรงสามารถทำสิ่งที่เกินความเข้าใจ เกินความสามารถของมนุษย์ได้ และที่สำคัญทรงสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราได้... ฟังเสียงของพระองค์และทำตามเมื่อพระองค์ตรัสว่า “จงถอยออกไปที่น้ำลึก   หย่อนอวนลงจับปลา” 
ที่ผ่านมาคริสเตียนไทยมีเป้าหมายจะนำคนมารู้จักพระเจ้ามากขึ้น  เช่น นิมิต 2000 ตั้งเป้าหมายว่าจะมีคริสเตียน 6 แสน มีคริสตจักร 6 พันแห่ง ผู้นำ 6 พันคน และมีมิชชั่นนารี 60   ต่อมามีนิมิต 2010 ตั้งเป้าหมายว่าจะมีคริสตจักรทุกอำเภอ กลุ่มคริสเตียนทุกตำบล และคนได้ยินข่าวประเสริฐทุกหมู่บ้าน  แม้เราจะบรรลุเป้าหมายระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ถึงระดับสูงสุดจริงๆ  จำนวนคริสเตียนยังอยู่ในระดับน้อยมากเมื่อเทียบจำนวนประชากรไทย 
ล่าสุดเรามีเป้าหมายใหญ่ร่วมกันอีกในนามนิมิต 2015 ที่ต้องการมีคริสเตียน 1 ล้านคน ณ ปัจจุบันปี 2011 มีอยู่ประมาณ 4 แสนคน  หากมองด้วยกำลัง สติปัญญา และความสามารถของมนุษย์ รวมทั้งสถานการณ์ต่างๆ ดูเหมือนไม่ง่ายเลยที่จะสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ในเวลาอันสั้นเช่นนี้ แต่ “โดยพระองค์ เราทำได้”  “โดยพระเจ้า เราเชื่อว่าเป็นไปได้”  นี่จะเป็นสัญญาใจอีกครั้งของคริสเตียนไทยที่จะยึดมั่นในพระสัญญา และกระทำตามพระบัญชาของพระเยซูคริสต์
อย่าให้ความล้มเหลว ความผิดหวังในอดีต หรือ สถานการณ์ในปัจจุบัน มาปิดกั้นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่พร้อมจะช่วยเราให้พบกับสถานการณ์ใหม่ ความเข้าใจใหม่ และชีวิตใหม่ เหมือนอย่างที่ซีโมนเปโตรและเพื่อนได้รับมาแล้ว  สิ่งสำคัญคือ เราต้อง “ออกไป และจับปลา” ตามพระดำรัสของพระเยซูเสียก่อน  จึงจะสามารถเข้าสู่กระบวนการเป็นผู้จับคนดั่งจับปลาต่อไปได้
คุณพร้อมจะออกไปจับปลาด้วยกันมั๊ยครับ ?  

02 สิงหาคม 2554

พันธกิจ สคบ.เหนือ มิย-กค2011

พันธกิจสหคริสตจักรแบ๊บติสต์ภาคเหนือ (สคบ.เหนือ)
June - July 2011
The ministry of Northern Thailand Baptist Churches Association

1.  Visit to The leader of Lampang Baptist Church and Thoen Baptist Church  17-19 มิถุนายน เยี่ยมเยียนผู้นำคริสตจักรลำปางแบ๊บติสต์  และคริสตจักรเถินแบ๊บติสต์



 2. Visit to The listener of Radio and New Christian group in Phrae  9-12 กรกฎาคม เยี่ยมเยียนผู้ฟังวิทยุและกลุ่มผู้เชื่อใหม่ จ.แพร่ และวันที่ 12 ไปประชุมหารือกับผู้นำแบ๊บติสต์น่าน



3.  Lampang Baptist Church 17 กรกฎาคม เทศนา โดย อ.บัณฑิต  สอนผู้นำและสมาชิกคริสตจักรลำปางแบ๊บติสต์ โดย อ.มาร์ค แพทนอล




4. Creation Church ChiangMai  24 กรกฎาคม เทศนา และประชุมหารือผู้นำคริสตจักรแบ๊บติสต์ในเชียงใหม่ และลำพูน


5.  2nd Anniversary of Creation Church ChiangMai  31 กรกฎาคม ครบรอบ 2 ปี คริสตจักรสร้างสรรค์เชียงใหม่ ซึ่งมี ศิษยาภิบาลคือ ดร.ชูเกียรติ ชัยบุญศรี และทีม เป็นผู้นำ  วันนี้เทศนาโดย ดร.รังสรรค์ สุกันทา หัวข้อ "ก้าวต่อไปอย่างสร้างสรรค์" คือ ก้าวไปด้วยกัน ก้าวไปด้วยใจ และก้าวไปให้ไกล...


                                                ดร.รังสรรค์ : ผู้เทศนา
                                              ดร.ชูเกียรติ ชัยบุญศรี และภรรยา ถ่ายภาพกับ ดร.รังสรรค์
                               ประธาน สคบ.เหนือ มอบของที่ระลึกให้คริสตจักรสร้างสรรค์เชียงใหม่
                                                            อ.บัณฑิต             ดร.รังสรรค์

บัณฑิต  ดาแว่น
Bandhit Dawaen
The Servant of God for NTBCA

พันธกิจ สคบ.เหนือ มค-พค2011

พันธกิจสหคริสตจักรแบ๊บติสต์ภาคเหนือ (สคบ.เหนือ)
January -May 2011

The ministry of Northern Thailand Baptist Churches Association

1.  Pang Chang Baptist Church (Hmong)   วันที่ 29 มกราคม อ.อธิราช สิทธิคงตั้ง ตัวแทนจาก สคบ.เหนือ  และ อ.นิตย์ ชาวส้าน พร้อมนักเรียนหอพักรักเพื่อนบ้าน ไปเยี่ยมเยียนคริสตจักรปางช้าง ร่วมนมัสการฟื้นฟูที่นั่น








2.  Feb.20,2011  Visit and Preaching in Lampang Baptist Church  วันที่ 20 กุมภาพันธ์ ไปเยี่ยม และเทศนาที่คริสตจักรลำปางแบ๊บติสต์































3. NTBCA Meeting at Baan Athitaan Church Chiang Rai  Preparing for NTBCA camp on October ; Welcome 8 The new churches   การประชุมคณะกรรมการ สคบ.เหนือ ที่คริสตจักรบ้านอธิษฐาน จ.เชียงราย  มีการต้อนรับคริสตจักรใหม่  และมีการเตรียมจัดค่ายภาคเหนือเดือนตุลาคมนี้


4. 21-22 เมษายน สัมมนาครอบครัว และประชุมคณะทำงาน Thailand Baptist Home Mission in Bangkok

 5. Thailand Congress 7.5  เมื่อ 10-13 พฤษภาคม ร่วมงาน คองเกรส 7.5 และประชุมประจำปี สคบ. ที่ ม.ธรรมศาสตร์รังสิต



6. Thailand Holistic Ministry @ ChianMai 23-26 พฤษภาคม สัมมนาคริสตจักรกับพันธกิจแบบองค์รวม ที่เชียงใหม่


7. Creation Church Lamphun  29 พฤษภาคม เทศนางานครบรอบ 2 ปี คริสตจักรสร้างสรรค์ลำพูน



Thank you for your prayer and We would like you continue pray for The ministry of God in NTBCA. 
ขอบคุณพี่น้องที่มีส่วนในการรับใช้ และอธิษฐานเผื่อ  เรายังคงต้องการพลังอธิษฐานจากท่าน เพื่องานของพระเจ้าจะเกิดผลดีอันเป็นที่ถวายเกียรติต่อไป

บัณฑิต  ดาแว่น
Bandhit Dawaen
The Servant of God for NTBCA

27 มิถุนายน 2554

ถึงเวลาเลือกคนดี โดย บัณฑิต ดาแว่น

คิดอย่างบัณฑิต  โดย บัณฑิต  ดาแว่น 

ถึงเวลาเลือกคนดี

...28-29-30... -1 -2 ... วันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ถึงเวลาออกไปเลือกคนดี  นับเป็นวันสำคัญของไทยทั้งชาติ ที่จะสามารถกำหนดอนาคต ทิศทางของประเทศ ด้วยการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร   ถึงเวลาที่เราจะต้องเลือกคนที่เรามั่นใจว่าเป็นคนดี เข้าไปเป็นตัวแทน เพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ตามกฎหมายบ้านเมือง  สิทธิพิเศษเช่นนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละคน ไม่มีใครบังคับขู่เข็นได้ หากเราไม่ยินยอม  อย่าให้อิทธิพลใดครอบงำชีวิตเราได้  สิ่งที่เราสามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนคือ  ความรู้สึกในใจของเราที่มีต่อคนนั้นที่ขันอาสาเป็นตัวแทนว่าเป็นเช่นไร  เขาเป็นคนดีที่เรารอคอยอยู่หรือไม่  สังเกตได้จาก ประวัติชีวิต  ผลงาน วิธีการดำเนินงาน  คนรอบข้าง  รวมไปทั้งบุคลิกลักษณะของเขาคนนั้น    คงไม่มีใครประเสริฐเลิศเลอไปทั้งหมด  แต่สิ่งสำคัญคือ เขาแสดงความจริงใจ และความสัตย์ซื่อ ความสม่ำเสมอในการ รับใช้ประชาชน โดยไม่หวังผลประโยชน์ตอบแทนอย่างแท้จริงหรือไม่  ดังคำกล่าวที่ว่า ความยิ่งใหญ่ของคน ไม่ได้อยู่ที่จำนวนคนที่รับใช้เขา แต่อยู่ที่จำนวนคนที่เขารับใช้ต่างหาก   อย่ามองเฉพาะช่วงเวลาของการหาเสียงเท่านั้น  เพราะเราอาจไม่พบความจริงที่ซ่อนอยู่ แต่ให้สังเกตทั้งก่อนหน้าและหลังเลือกตั้งด้วยว่า เขาคนนั้นยังมีความคงเส้นคงวาดังที่พูดไว้หรือไม่  บางคนอาจจะคิดว่า  ทำไมต้องทำให้ยุ่งยากขนาดนั้นถึงเวลาเลือกใครสักคนก็ได้แล้วเพราะยังไงเสียก็ไม่มีผลอะไรต่อเราอยู่แล้ว  หากทุกคนคิดอย่างนี้บ้านเมืองคงลำบาก เพราะความจริงแล้วผลกระทบมันเกิดขึ้นกับเราแน่นอน เพียงแต่จะรู้ตัวหรือไม่เท่านั้นเอง  ดังนั้นเมื่อสิทธิอันชอบธรรมนี้อยู่ในมือเราแล้วควรจะใช้มันด้วยความระมัดระวัง และใช้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และนำประโยชน์สุขมาสู่ชีวิตต่อไปดีกว่า 
เราสามารถสังเกตเพื่อพิจารณาตัดสินใจว่าจะเลือกหรือไม่ จากชีวิตของเขาทั้งสิ่งที่พูดออกมาและจากผลที่เกิดขึ้น ตามหลักการแห่งพระคำของพระเจ้าที่สอนว่า...“ด้วยว่าต้นไม้ดีย่อมไม่เกิดผลเลว   หรือต้นไม้เลวย่อมไม่เกิดผลดี เพราะว่าจะรู้จักต้นไม้ทุกต้นได้ก็เพราะผลของมัน   ...คนดีก็ย่อมเอาของดีออกจากคลังดีแห่งใจของตน   และคนชั่วก็ย่อมเอาของชั่วจากคลังชั่วแห่งใจของตน   ด้วยใจเต็มด้วยอะไรปากก็พูดออกมาอย่างนั้น” (ลูกา 6.43-45)
ถึงเวลาแล้ว !! ที่เราจะใช้พลังแห่งสิทธิเสรีภาพในการเลือกใครสักคนหนึ่งที่คิดว่าเหมาะสมที่สุดในยุคสมัยนี้  เพราะแต่ละยุคสมัยนั้นเราอาจต้องการคนที่มีความสามารถแตกต่างกันก็ได้ แต่หลักสำคัญของความเป็นคนที่ยังควรจะอยู่คือ ความดี ความสัตย์ซื่อ  อย่าให้คนเช่นนี้หลุดมืออกไปจากสังคมของเราเลย   

21 มิถุนายน 2554

เลือกอย่างไรดี ? โดย บัณฑิต ดาแว่น

คิดอย่างบัณฑิต โดย บัณฑิต ดาแว่น

เลือกอย่างไรดี ?

เลือกตั้งไปทำไม อาจจะเป็นคำถามในใจของบางคน แต่ถึงจะมีคำถามอย่างไร ยังคงต้องไปใช้ “สิทธิ” เพราะปัจจุบัน รัฐธรรมนูญ กำหนดให้การเลือกตั้ง “เป็นหน้าที่” ที่พลเมืองไทยต้องรับผิดชอบ มิฉะนั้นจะเสียสิทธิทางการเมืองหลายประการ เราไปเลือกตั้งเพื่อ เลือกตัวแทนให้ไปทำหน้าที่แทนเราในสภา ไม่ว่าจะเป็นภายในท้องถิ่น หรือส่วนกลางก็ตาม คนที่ได้รับเลือกไปนั้นจะต้องไปทำหน้าที่ ที่ตอบสนองต่อประโยชน์สุขของประชาชนผู้ที่เลือกเขาเข้าไป ในฐานะที่เป็นเจ้าของสิทธิ ต้องรักษาสิทธิขั้นพื้นฐานของตนเองให้ดี อย่าให้ใครขโมยไปใช้ หรือ อย่าให้สิ่งใดมาทำให้การตัดสินใจเลือกของเรานั้นแปรเปลี่ยนไปจากที่ควรจะเป็น เพราะถ้าคนที่ชนะการเลือกตั้งนั้นไม่ได้เป็นคนที่เราอยากจะให้เขาเป็นตัวแทน อาจจะทำให้เราเสียใจภายหลังได้ หากไม่รักษาสิทธิอันเป็นหน้าที่ของตนเองตั้งแต่วันนี้

แล้วจะเลือกอย่างไรดีละ ถึงจะได้คนที่ดี ? คำว่า “คนดี” นั้นเป็นคำที่กว้างมาก ต้องทำความเข้าใจกับคำว่า “คนดี” ให้ถ่องแท้เสียก่อน “ดี” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 หมายความว่า “ว.มีลักษณะที่เป็นไปในทางที่ต้องการ น่าปรารถนา น่าพอใจ ใช้ในความหมายที่ตรงข้ามกับลักษณะบางอย่างแล้วแต่กรณี คือ ตรงข้ามกับชั่ว” แต่ปัญหาคือ คนเราทุกวันนี้ดูกันยากเหลือเกิน ว่าคนไหนดีจริง หรือ ดีแต่เปลือก จึงขอให้ไตร่ตรองกันให้ดี ดูทั้งชีวิตของเขาตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และที่คาดว่าจะเป็นในอนาคตด้วย ดูทั้ง กาย วาจา และใจ ว่าเป็นคนดีที่แท้จริงหรือไม่ ข้อสังเกตประการหนึ่งคือ คนดี ที่ดีจริงนั้น ใช่ว่า จะมาเริ่มดีกันแบบข้ามวันข้ามคืน ในช่วงของการหาเสียงเลือกตั้งเท่านั้น แต่เขาคนนั้นควรจะมีพื้นฐานความดีที่แสดงออกมาเป็นปกติอยู่แล้ว และยังต้องระวังว่าคนที่ทำดีที่ผ่านมานั้นเพียงแค่หวังผลประโยชน์ตองแทน หรือทำดีเพราะเป็นลักษณะความดีที่เขาเป็นอยู่หรือไม่ เพราะบางคนนั้นวางแผนเรื่องนี้มาก่อนจะลงสมัครมาหลายปี อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า เรื่อง ของคนดีนั้นดูกันยาก เมื่อไม่สามารถกลั่นกรองได้ทั้งหมดก็คงต้องอาศัยกาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์กันต่อไป

คำสอนโบราณประมาณคริสต์ศักราชที่ 63-64 มีหลักการคัดเลือกคนที่จะเป็นผู้นำชุมชน ดังนี้
...ถ้าผู้ใดปรารถนาหน้าที่ผู้ปกครองดูแลคริสตจักร(ชุมชน) ผู้นั้นก็ปรารถนากิจการงานที่ประเสริฐ ผู้ปกครองดูแลนั้นต้อง 1) เป็นคนที่ไม่มีใครติได้ 2) เป็นสามีของหญิงคนเดียว 3) เป็นคนรู้จักประมาณตน 4) มีสติสัมปชัญญะ 5) เป็นคนสง่าเรียบร้อย 6) มีอัชฌาสัยรับแขกดี 7)เหมาะที่จะเป็นครู 8) ไม่ดื่มสุรามึนเมา 9) ไม่เป็นนักเลงหัวไม้ 10) แต่เป็นคนสุภาพ 11) ไม่เป็นคนชอบวิวาท 12) ไม่เป็นคนเห็นแก่เงิน 13) ต้องเป็นคนครอบครองบ้านเรือนของตนได้ดี 14) อบรมบุตรธิดาของตนให้อยู่ในโอวาทและมีใจนอบน้อม เพราะว่าถ้าชายคนใดไม่รู้จักครอบครองบ้านเรือนของตน คนนั้นจะดูแลคริสตจักร(ชุมชน)ของพระเจ้าอย่างไรได้... (1ทิโมธี 3.1-5)

จากคำสอนดังกล่าวสรุปเป็นหลักการได้ว่า หนึ่ง คนที่มีความปรารถนาเป็นผู้ดูแลคนอื่นนั้นเป็นความตั้งใจที่ดี สอง การเป็นผู้นำหรือตัวแทนของประชาชนนั้นเป็นงานที่ดี ดังนั้น สาม คนที่จะมาเป็นตัวแทนต้องเป็นคนที่ดีด้วย ตามคุณสมบัติที่ได้กล่าวไว้หลายประการ

ในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง หากจะนำเอาหลักการเลือกคนดีมาปรับใช้ ก็เชื่อว่าจะได้คนดี ที่ดีจริงเช่นกัน แต่อย่าหยุดอยู่แค่การเลือกตั้งเท่านั้น ยังคงต้องจับตาดูคนที่เราคิดว่าดีนั้นอยู่ต่อไป เพื่อช่วยให้เขายังรักษา ความดี ที่เขาเคยตั้งใจว่าจะทำเพื่อประชาชนในช่วงหาเสียงด้วย

13 มิถุนายน 2554

คนดีที่รอคอย 2 โดย บัณฑิต ดาแว่น


คิดอย่างบัณฑิต โดย บัณฑิต ดาแว่น

คนดีที่รอคอย 2
กระบวนการคัดเลือกตัวแทนในระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของไทยเรานั้น ได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง มีล้มลุกคุกคลานบ้าง ถือว่าเป็นจังหวะลีลาวิถีชีวิตของคนในแต่ละยุคสมัย ไม่ว่าวันเวลา สถานการณ์ จะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่หัวใจสำคัญของการเลือกตัวแทนยังไม่เคยเปลี่ยน นั่นคือ เราต้องการ คนดี คนเก่ง คนซื่อสัตย์ เข้าไปนั่งในสภาอันทรงเกียรติ เพื่อเป็นกระบอกเสียง และตัวแทนในการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ของบ้านเมืองที่ประชาชนทุกคนนั้นเป็นเจ้าของ ดังนั้นต้องตระหนักในเรื่องนี้ให้ดีก่อนคือ คนที่เราจะเลือกนั้นต้องเต็มใจเป็นผู้รับใช้ประชาชน ไม่ใช่เป็นเจ้านาย และไม่ใช่คนที่จะเข้าไปเพื่อหวังกอบโกยประโยชน์ส่วนตน แต่ต้องเป็นคนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ย้อนกลับไปยุคโบราณก่อนคริสตกาล ได้กำหนดคุณสมบัติของ คนดี เพื่อจะคัดเลือกเป็นตัวแทนของประชาชน ตามการบันทึกของพระธรรมอพยพที่ว่า
ท่านจงเลือกคนที่สามารถจากพวกประชาชน คือคนที่ยำเกรงพระเจ้า ไว้ใจได้ และไม่กินสินบน แต่งตั้งคนอย่างนี้ไว้เป็นผู้ปกครองคนพันคนบ้าง ร้อยคนบ้าง ห้าสิบคนบ้าง สิบคนบ้าง ให้เขาพิพากษาความของประชาชนอยู่เสมอ ส่วนคดีใหญ่ๆ ก็ให้เขานำมาแจ้งต่อท่าน แต่คดีเล็กๆน้อยๆให้เขาตัดสินเอง การงานของท่านจะเบาลง และพวกเขาจะแบกภาระร่วมกับท่าน ถ้าทำดังนี้และพระเจ้าทรงบัญชาแล้ว ท่านก็จะสามารถทนได้ ประชาชนทั้งปวงนี้ก็จะไปยังที่อาศัยของเขาด้วยความสงบสุข”
จากข้อความเหล่านี้ คุณลักษณะของคนดีที่เรารอคอยในยุคปัจจุบันก็ไม่ต่างกันคือ
หนึ่ง เราต้องการคนที่มีความสามารถ ทำงานได้ ทำงานเป็น
สอง เราต้องการคนที่ยำเกรงพระเจ้า หรือคนดำเนินชีวิตอยู่ในศีลธรรมที่ดีงาม
สาม เราต้องการคนที่ไว้ใจได้ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ทั้งก่อน และหลังเลือกตั้ง
สี่ เราต้องการคนที่ ไม่กินสินบน ไม่ทุจริต คอรัปชั่น ไม่ฉ้อราษฎร์บังหลวง
ห้า เราต้องการคนที่จะทำให้ประชาชนมีความสงบสุขร่มเย็น สามารถทำงานหาเลี้ยงชีพด้วยความปลอดภัย
ถ้านับข้อดีได้ 5 ข้อก็เลือกได้เลย แม้จะหายากสักหน่อย แต่เรายังมีความเชื่อเสมอว่าประเทศไทยยังไม่สิ้นคนดี เพียงแต่ว่าคนดีคนนั้นจะกล้าออกมาอาสาสมัครเป็นตัวแทนมากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง เท่าที่มีคนเสนอตัวออกมาบ้างแล้วก็เป็นโอกาสที่จะพิจารณาตามบรรทัดฐานที่นำมาเสนอได้ ขอให้เรามองหาคนดีที่รอคอยคนนั้นต่อไป อย่าคาดหวังให้คนอื่นเป็นคนดีเท่านั้น ตัวเราเองนี่แหละควรเป็นคนดีที่ให้คนอื่นรอคอยได้ด้วย คุณว่าจริงไหมครับ ?