03 มิถุนายน 2554

คนดีที่รอคอย โดย บัณฑิต ดาแว่น

คิดอย่างบัณฑิต โดย บัณฑิต ดาแว่น


คนดีที่รอคอย

สัญญาณการเลือกตั้งครั้งใหญ่เริ่มโหมโรงถี่มากขึ้น ป้ายประกาศตัวลงรับสมัครถูกติดตั้งอย่างมากมาย การประชาสัมพันธ์ทางสื่อต่าง ๆ มีให้ชม ให้ฟัง ให้อ่าน กันทุกวัน แต่ละท่านล้วนแต่ตั้งปณิธานว่าจะรับใช้ประชาชนที่ตนรัก จะทำอย่างนั้นอย่างนี้เพื่อประโยชน์สุขของสังคม และประเทศชาติ ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องที่ดีทั้งนั้น เพียงแต่ขอให้ท่านที่ตั้งใจอย่างนั้นได้ลงมือทำตามที่ประกาศเป็นสัญญาประชาคมอย่างจริงจัง และทำอย่างต่อเนื่อง ทั้งในขณะที่มีตำแหน่งและไม่มีตำแหน่งเท่านั้นเอง เชื่อว่าหากแต่ละท่านได้ทำตามที่คิดไว้แม้เพียงคนละนิดละหน่อยเท่านั้น ก็จะทำให้ประชาชนสังคม ประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองอย่างแน่นอน


ขณะนี้ประชาชนกำลังรอคอยคนดีที่ขันอาสามาเป็นตัวแทนของตนเองอยู่ และถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีในการพิจารณาคัดสรรค์คนที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้เขาคนนั้นเป็นกระบอกเสียงแทนในสภาต่อไป แล้วเราจะมีมาตรฐานมาวัดความเป็นคนดีได้อย่างไรละ จึงขอนำบรรทัดฐานที่ดีในอดีตมานำเสนอเพื่อเป็นหลักพิจารณาเลือกคนดีที่รอคอยคนนั้นเข้าสภา เริ่มย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 4 พันปีก่อน ท่านโมเสสได้คัดเลือกตัวแทนของประชาชนเพื่อเป็นผู้นำคนกลุ่มละสิบคนบ้าง ห้าสิบคนบ้าง ร้อยคนบ้าง พันคนบ้าง ตามคำแนะนำของท่านเยโธรผู้เป็นพ่อตา ดังที่มีการบันทึกเรื่องราวไว้หนังสืออพยพดังนี้…


วันรุ่งขึ้น โมเสสออกนั่งพิจารณาพิพากษา ความให้ประชาชน พวกเขายืนห้อมล้อมโมเสสตั้งแต่เช้าจนเย็น เมื่อพ่อตาของโมเสสเห็นงานที่โมเสสกระทำเพื่อ ประชาชนเช่นนั้น จึงกล่าวว่า “นี่ท่านใช้วิธีอะไรปฏิบัติกับประชาชนเล่า เหตุไรท่านจึงนั่งทำงานอยู่แต่ผู้เดียว และประชาชนทั้งปวงก็ยืนล้อมท่านตั้งแต่เช้าจนเย็น” โมเสสจึงตอบพ่อตาว่า “เพราะประชาชนมาหาข้าพเจ้า เพื่อขอให้ทูลถามพระเจ้า เมื่อเขามีการโต้เถียงกันก็มาหาข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ตัดสินความระหว่างเขากับเพื่อนบ้าน สอนเขาให้รู้จักกฎเกณฑ์ของพระเจ้าและ ข้อตัดสินของพระองค์” ฝ่ายพ่อตาของโมเสสจึงกล่าวแก่ท่านว่า “ท่านทำอย่างนี้ไม่ดี ทั้งท่านและประชาชนที่มาหาท่านนั้นคงจะอ่อนระอาใจ เพราะภาระอันหนักนี้เหลือกำลังของท่าน ท่านไม่สามารถที่จะทำแต่ผู้เดียวได้ ฟังเราบ้าง เราจะให้คำแนะนำแก่ท่าน และขอให้พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับท่าน ท่านจงเป็นผู้แทนของประชาชนต่อพระเจ้า นำความกราบทูลพระเจ้า ท่านจงสั่งสอนเขาให้รู้กฎเกณฑ์ และข้อตัดสินและแสดงให้เขารู้จักทางที่เขาต้องดำเนิน ชีวิตและสิ่งที่ต้องปฏิบัติ ยิ่งกว่านั้น ท่านจงเลือกคนที่สามารถจากพวกประชาชน คือคนที่ยำเกรงพระเจ้า ไว้ใจได้ และไม่กินสินบน แต่งตั้งคนอย่างนี้ไว้เป็นผู้ปกครองคนพันคนบ้าง ร้อยคนบ้าง ห้าสิบคนบ้าง สิบคนบ้าง…


จากข้อความเหล่านี้ สิ่งที่ได้รับข้อคิดคือ เราจำเป็นต้องมีตัวแทน เพื่อเข้าไปจัดการงานต่าง ๆ แทนเรา และให้เราเข้าใจว่า คนนั้นต้องไปเป็นตัวแทนจากประชาชน ไม่ใช่ไปเป็นเจ้านายประชาชน ถ้าเราเริ่มต้นเข้าใจว่าคนดีที่กำลังรอคอยนั้น ปรารถนาจะเป็นตัวแทนของเรา ก็สามารถพิจารณาเลือกเขาคนนั้นต่อไปได้ ส่วนคนดีนั้นจะมีคุณลักษณะอย่างไรบ้าง ...ติดตามตอนต่อไป




วันนี้คุณมองเห็นคนดีที่รอคอยคนนั้น

ที่พร้อมจะเป็นตัวแทนของประชาชนแล้วหรือยัง ?

17 พฤษภาคม 2554

คนไทยต้องการพระเจ้า โดย บัณฑิต ดาแว่น

คิดอย่างบัณฑิต โดย บัณฑิต ดาแว่น




คนไทยต้องการพระเจ้า




ณ เวลานี้ สามารถกล่าวได้อย่างมั่นใจว่า “คนไทยต้องการพระเจ้า” ที่สำคัญคือพวกเขากำลังรอคอยข่าวดีจากพวกเราที่เชื่อในพระเยซูคริสต์อยู่ สังเกตจากสถิติการตอบสนองพระกิตติคุณและการเกิดใหม่ของคริสตจักรโดยรวมพุ่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด หนังสือ คริสเตียนโปรเตสแตนท์ในประเทศไทยปี 2009 โดย มนตรี วิซเซอร์ กล่าวว่า “การขยายของคริสตจักรไทยเป็นการขยายจากคนที่เชื่อใหม่ 65 เปอร์เซ็นต์ของคริสตจักรไทย ทั้งหมดเกิดในครอบครัวที่ไม่เป็นคริสเตียน เพราะวันนี้อัตราการขยายคริสตจักรโดยคนที่มาเชื่อใหม่สูงกว่าการขยายในอดีต อัตราส่วนของคริสตจักรไทยที่ไม่ได้เกิดในครอบครัวคริสเตียนสูงกว่าอัตราส่วนเมื่อ 30 ปีที่แล้ว นี่เป็นสิ่งที่หนุนใจอย่างมากและทําให้เรามีความหวังสูงขึ้นต่ออนาคตของคริสตจักรไทย”

สืบเนื่องมาจากการที่คริสตจักรไทยร่วมมือกันประกาศพระกิตติคุณทั่วไทยด้วยนิมิต 2010 ให้ทุกอำเภอมีคริสตจักร ทุกตำบลมีกลุ่มคริสเตียน และทุกหมู่บ้านได้ยินพระกิตติคุณ ผลปรากฏว่าทุกเป้าหมายประสบความสำเร็จอย่างดี อาจกล่าวได้ว่าข่าวประเสริฐได้กระจายไปทั่วแผ่นดินไทยแล้ว เพียงแต่รอการตอบสนอง และการติดตามอย่างต่อเนื่องของคริสเตียน ที่จะเข้าไปสืบสานสายสัมพันธ์ ติดตาม เลี้ยงดู ฟูมฟัก และพัฒนาจนกลายเป็นกลุ่ม หรือคริสตจักรของพระเจ้าต่อไป

จากปรากฏการณ์ภายในของคริสตจักรไทยนี้พอจะบ่งชี้ได้ทางหนึ่งว่า คนไทยต้องการพระเจ้ามากขึ้น และหากจะมองปรากฏการณ์ทั่วไปของคนไทยด้วยยิ่งชัดเจนมากขึ้น คนไทยกำลังโหยหาความจริงของชีวิต อยากรู้อนาคตของตนเอง ต้องการความมั่นคง รวมทั้งมีความใส่ใจเรื่องศาสนา ใฝ่หาพระเจ้า กล่าวคือ คนไทยหิวกระหายฝ่ายจิตวิญญาณ และต้องการความรอดนั่นเอง เพียงแต่พวกเขาอาจจะยังไม่พบหนทางที่แท้จริง ด้วยเหตุนี้ จึงแสวงหาสิ่งที่พวกเขาคิดว่าเป็นทางรอด เช่น การไปหาหมอดูเพื่อทำนายทายทัก การเสี่ยงโชคเพื่อความมั่นคงในชีวิตทรัพย์สิน การทุ่มเทสร้างศาสนวัตถุอย่างยิ่งใหญ่เพื่อสะสมบุญบารมี การกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ การบนบานศาลกล่าว พึ่งพาไสยศาสตร์อำนาจลึกลับเพื่อความสุขใจและความรุ่งโรจน์ เป็นต้น


คนไทยต้องการพระเจ้า พวกเขาต้องการความรอด ความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน พวกเขาหิวกระหายฝ่ายวิญญาณ พวกเขาต้องการความสุขและความสำเร็จ พวกเขาต้องการสิ่งดีทั้งโลกนี้และอนาคต พวกเขารอคอยคำตอบ กำลังรอคอยความหวัง...เพียงแต่ใครละ! จะเป็นผู้หยิบยื่นสิ่งดีต่างๆที่กล่าวมาให้อย่างยั่งยืนมั่นคง คงจะเป็นใครและสิ่งใดไปไม่ได้ นอกจากข่าวประเสริฐแห่งพระคุณ พระวจนะแห่งความจริง ความสว่างแห่งชีวิตจากองค์พระเยซูคริสต์พระผู้ช่วยให้รอดของโลก ที่ผู้เชื่อทุกคนจะช่วยกันออกไปตามพระมหาบัญชา นำพวกเขามาเป็นสาวกของพระเจ้า เข้าเป็นประชากรของพระองค์ผู้ทรงสามารถช่วยเติมเต็มในชีวิต พิชิตความทุกข์ยาก พ้นจากความบาปผิด และได้รับชีวิตที่ครบบริบูรณ์สืบไป
ความเป็น ความตาย... !
ความรอด ความล้มเหลว... !
ความรุ่งโรจน์ ความร่วงโรย ... !
ของคนไทย สังคมไทย ประเทศไทย ขึ้นอยู่กับคุณและผมแล้วละครับ
มาร่วมเป็น 1 ใน 1 แสน เพื่อนำ 1 ล้านคนมารู้จักพระเจ้าในปี 2015 โดยพระเจ้า...เราทำได้




อย่าลืม ! คนไทยต้องการพระเจ้า และพวกเขากำลังรอคุณอยู่



ออกไปหาพวกเขาด้วยกันไหมครับ ?






แหล่งอ้างอิงข้อมูล ห้องสมุดคริสเตียนไทย http://www.thaicrc.com/

14 พฤษภาคม 2554

Thailand congress7.5

การประชุมเพื่อการประกาศพระกิตติคุณครั้งที่ 7.5 วันที่ 10-13 พฤษภาคม 2011 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต, กรุงเทพ ประเทศไทย มีผู้เข้าร่วมกว่า 5 พันคน มีเป้าหมายที่จะร่วมกันเป็น 1 ใน 1 แสนคน เพื่อนำ 1 ล้านคน มารู้จักพระเจ้า ในปี 2015 "With Him...We Can"

ผมตั้งใจว่าจะเป็นหนึ่งคนที่จะนำคนมารู้จักพระเจ้า แล้วคุณละ ! จะเป็นอีกคนหนึ่งหรือไม่ ?

02 พฤษภาคม 2554

พวกเราไม่รู้...พระเยซูมีคำตอบ โดย บัณฑิต ดาแว่น


คิดอย่างบัณฑิต โดย บัณฑิต ดาแว่น
พวกเราไม่รู้...พระเยซูมีคำตอบ
วันอาทิตย์เวลาเช้ามืด มารีย์ชาวมักดาลามาถึงอุโมงค์ฝังศพ นางเห็นหินออกจากปากอุโมงค์อยู่แล้ว นางจึงวิ่งไปหาซีโมนเปโตร และสาวกอีกคนหนึ่งที่พระเยซูทรงรักนั้น และพูดกับเขาว่า “เขาเอาองค์พระผู้เป็นเจ้าออกไปจากอุโมงค์แล้ว และพวกเราไม่รู้ว่าเขาเอาพระองค์ไปไว้ที่ไหน” John 20:1-
ความตั้งใจของมารีย์ชาวมักดาลา ในการมาที่อุโมงค์ฝังศพเช้าตรู่วันอาทิตย์ก็เพื่อจะมาดูพระศพของพระเยซู และจัดการดูแลตามธรรมเนียมปฏิบัติตามปกติ แต่สิ่งที่ทำให้เขาตกใจคือ พระศพของพระเยซูหายไป ! สิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุดในเวลานั้น คือ การวิ่งไปบอกเรื่องนี้กับสาวกของพระเยซู และหลังสาวกได้ฟังข่าวพวกเขาก็วิ่งไปดูที่อุโมงค์ ด้วยตนเองเช่นกัน เมื่อสาวกทั้งสองคือ ยอห์น และเปโตรได้เห็นอุโมงค์ว่างเปล่า มีเพียงผ้าพันพระศพจึงเชื่อตามคำที่มารีย์ชาวมักดาลามาแจ้งข่าวว่า พระศพของพระเยซูหายไป แล้วพวกเขาก็กลับบ้านไปด้วยความงุนงงสงสัยว่า เกิดอะไรขึ้น ! ตามการบันทึกว่า ...แล้วเข้าไปในอุโมงค์เห็นผ้าป่านวางอยู่ และผ้าพันพระเศียรของพระองค์ไม่ได้วางอยู่กับผ้าอื่น แต่พับไว้ต่างหาก แล้วสาวกคนนั้นที่มาถึงก่อนก็ตามเข้าไปด้วย เขาได้เห็นและเชื่อ เพราะว่าขณะนั้นเขายังไม่เข้าใจข้อพระธรรมที่เขียนไว้ว่า พระองค์จะต้องฟื้นขึ้นมาจากความตาย แล้วสาวกทั้งสองก็กลับไปยังบ้านของตน...
น่าสังเกตว่าลูกศิษย์ของพระเยซู ทั้งผู้หญิง (มารีย์) และผู้ชาย (เปโตร และยอห์น) รวมทั้งคนอื่นๆ ในเวลานั้นต่างตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นคล้ายกันคือ “วิ่ง” หลังจากได้เห็นอุโมงค์ว่างเปล่า และไม่พบพระศพของพระเยซู สิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุดคือ “วิ่ง” ด้วยสุดชีวิตเพื่อจะหาทางรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่การวิ่งดังกล่าวไม่ว่าการออกวิ่งได้เร็วกว่าของเปโตร หรือ การสามารถวิ่งแซงและไปถึงก่อนของยอห์น ก็ไม่อาจได้รับคำตอบที่แท้จริง เพราะพวกเขายังไม่เข้าใจถ้อยคำของพระเจ้าเกี่ยวกับเรื่องการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซู (ข้อ 9) แม้พระองค์จะสอนเขาหลายครั้งก่อนหน้านั้นก็ตาม
ชีวิตของเราทุกวันนี้ก็เป็นเช่นเดียวกันกับบรรดาสาวกของพระเยซูในขณะนั้น คือ เวลาเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน หรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ส่วนใหญ่มักจะ “วิ่งไปวิ่งมา” และสุดท้ายก็พบว่ายังไม่อาจแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง หลายครั้งวิ่งชนกันเอง เพิ่มความเจ็บปวด ปัญหาตามมาอีก เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่อยู่ที่การตะเกียดตะกายด้วยกำลังสติปัญญา หรือแนวคิด ความตั้งใจของมนุษย์เอง แต่อยู่ที่การเปิดเผยของพระเจ้า และการยอมรับในคำสอนนั้น ด้วยความศรัทธา แต่หลายครั้งพบว่าเรามักให้คำสอนดีๆ หลายอย่างผ่านเลยไป กว่าจะหวนคิดถึงก็ปล่อยให้เวลา หรือเหตุการณ์บางอย่างมากระตุ้น ซึ่งบางครั้งก็สายเกินไปแล้ว
อีกประการหนึ่งจากบทเรียนของชีวิตสาวกพระเยซูตอนนี้คือ การที่เรามีความตั้งใจ หรือเป้าหมายของตนเองไว้แล้วว่า ต้องการเห็นอะไรตามความคิดของตนเองเท่านั้น อาจทำให้เราพลาดเป้าหมายที่ดีกว่าซึ่งพระเจ้าเป็นผู้จัดเตรียมตามแผนการอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ไปก็ได้ ดังเช่นกับสาวกและผู้ติดตามพระเยซูที่ตั้งใจและมีความคิดอยู่แล้วว่าจะไปดูพระศพของพระเยซูที่อุโมงค์เหมือนอย่างที่เคยกระทำมากับคนที่เขารักอื่นๆ ที่ตายไปก่อนหน้านี้ แต่พวกเขาก็พบความว่างเปล่า และตกใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อพระศพของพระเยซูไม่ได้อยู่ที่นั่น กว่าที่พวกเขาจะรู้ความจริงว่าคืออะไร ก็ต่อเมื่อได้รับความเมตตาจากพระเยซูผู้ที่ทรงอดทนต่อความไม่ใส่ใจ ไม่เข้าใจ และความไม่เชื่อของพวกเขาตลอดมา พระเยซูปรากฏให้เขาเห็น อธิบายให้เขาฟัง สำแดงบางอย่างให้มั่นใจอีกหลายครั้ง จนพวกเขาไม่มีข้อแก้ตัว ข้อสงสัยอีกแล้ว หลังจากนั้นพวกเขาทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อประกาศพระนามพระเยซูผู้ทรงพระชนม์ อย่างไม่เกรงกลัวต่อความทุกข์ยากและความตายอีกเลย
การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของคุณเป็นอย่างไรบ้าง ? คุณตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ฉุกเฉิน ที่ไม่คาดคิดอย่างไรบ้าง ? วิ่ง ๆๆๆ ไป วิ่งๆๆๆมา หรือไม่ ? หรือ มีข้อสรุปของตนเองไว้หมดแล้วว่ามันต้องเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ โดยไม่มองไปยังเบื้องบน หรือมองถึงพระประสงค์ของพระเจ้าเลยว่ามีอะไรที่ยิ่งใหญ่ที่ซ่อนอยู่หรือไม่ ? (ยรม.33.3) หากเป็นเช่นนั้นต่อไป ผลสุดท้ายเราคงคล้ายกับสาวกและผู้ติดตามพระเยซูที่พวกเขาได้แต่พูดว่า “พวกเราไม่รู้ว่าเขาเอาพระองค์ไปไว้ที่ไหน” เพราะต้องการเห็นแค่ศพเท่านั้น ทั้งที่พระเจ้ามีสิ่งยิ่งใหญ่กว่านั้นที่จะให้เขา
พระเจ้าสอนว่า วิถี ความคิด ของมนุษย์นั้นแตกต่างจากวิถี และความคิดของพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง มนุษย์มีความจำกัดทุกด้าน แต่พระเจ้ายิ่งใหญ่เกินจะพรรณนา(อสย.55.8-10) แล้วอย่างนี้ เราควรวิ่งเข้าหาใคร และเราควรมีความมุ่งหมายในชีวิตตามใครดี ?
เพราะพวกเราไม่รู้...แต่พระเยซูมีคำตอบ ลองพิจารณาดูนะครับ !

12 เมษายน 2554

รอคอยด้วยความหวัง โดย บัณฑิต ดาแว่น

คิดอย่างบัณฑิต โดย บัณฑิต ดาแว่น





รอคอยด้วยความหวัง

เครื่องรับโทรศัพท์ ระบบอินเทอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ทั้งแบบตั้งโต๊ะ และโน๊ตบุค ของผมใช้งานไม่ได้ หลังจากที่สายฟ้าฝาดลงมาด้วยเสียงดังสนั่นบริเวณใกล้บ้านประมาณ 3 ทุ่มคืนวันที่ 6 เมษายน 2011 วันรุ่งขึ้นผมรีบติดต่อบริษัทผู้รับผิดชอบทั้งโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต เบื้องต้นได้รับการตอบรับจากเจ้าหน้าที่ Call Center ว่า “จะให้ช่างเข้ามาตรวจสอบให้คะ” โดยขอเบอร์โทรศัพท์ติดต่อกลับจากผมไป แล้วทุกอย่างก็เงียบหายไป... อีก 2 วัน และ 3 วันต่อมาติดตามแล้วแต่ยังเงียบ !.... จะได้รับการแก้ไข เมื่อไหร่ อย่างไรนั้น ยังไม่รู้ ?? สุดท้ายผมต้องติดตามความคืบหน้าอีก กระบวนการจบลงเช่นเดิม คือ “รอก่อนนะคะ” คราวนี้ผมนิ่งเงียบรอไม่ได้แล้ว จึงตอบกลับไป “คำว่ารอที่คุณบอกนั้นมีขอบเขต และระยะเวลายาวนานแค่ไหน ไม่ใช่ผมรอไม่ได้ แต่ผมต้องการรออย่างมีความหวัง มีจุดหมายปลายทาง มากกว่าการต้องรอแบบว่างเปล่า ” เสียงตอบกลับมาว่า “ขณะนี้ช่างกำลังให้บริการลูกค้าคนอื่นอยู่คะ” แล้วมีลูกค้ากี่คนละ ! จะมาถึงคิวผมอีกกี่วัน หากผมรู้สักนิด ความรู้สึกจะเป็นอีกแบบ คือมีความหวังและมีจุดหมาย หากรู้ว่าอีก 5 วัน ผมก็ยินดีรอ แต่นี่ไม่รู้เลยว่าเมื่อไหร่ ?? คำตอบสุดท้ายคือ “หนูไม่รู้คะ” ...อีก 2 วันต่อมาผมจึงได้รับการแก้ไขปัญหา

สิ่งที่ได้เรียนรู้คือ การรอคอยด้วยความหวัง และ การรอคอยด้วยความว่างเปล่านั้น ความรู้สึกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ! ขอบคุณพระเจ้าที่การรอคอยของพวกเราที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ ไม่ใช่การรอคอยด้วยความว่างเปล่า แต่เป็นการรอคอยด้วยความหวัง และมีจุดหมายปลายทางที่ชัดเจน เรามั่นใจได้เมื่อพระเยซูตรัสว่า “อย่าให้ใจท่านทั้งหลายวิตกเลย ท่านวางใจในพระเจ้า จงวางใจในเราด้วย ในพระนิเวศของพระบิดาเรามีที่อยู่เป็นอันมาก ถ้าไม่มีเราคงได้บอกท่านแล้ว เพราะเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านทั้งหลาย เมื่อเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านแล้ว เราจะกลับมาอีกรับท่านไปอยู่กับเรา เพื่อว่าเราอยู่ที่ไหนท่านทั้งหลายจะได้อยู่ที่นั่นด้วย และท่านรู้จักทางที่เราจะไปนั้น” (ยอห์น 14.1-4) และมีคำมั่นสัญญาอื่นๆ อีกมากมาย ที่ทำให้ผู้เชื่อมั่นใจได้เสมอว่า ไม่ได้รอคอยอย่างสิ้นหวัง แต่เต็มไปด้วยความหวัง และกำลังใจที่จะรอคอยด้วยความชื่นชมยินดี อีกทั้งความหวังที่มีนั้นไม่ใช่ความหวังแบบลมๆแล้ง แต่เป็นความหวังใจที่มีหลักฐานเป็นจริง มั่นคง และเชื่อถือได้ ตัวอย่างจากพระธรรม 1 โครินธิ์บทที่ 15 อาจารย์เปาโลหนุนใจว่าความเชื่อ ความหวังที่เรามีในพระเยซูคริสต์ผู้ลงมาเกิดในโลกนี้โดยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญาณ ตายบนไม้กางเขนเพื่อไถ่บาป เป็นขึ้นมาจากความตายด้วยฤทธิ์อำนาจอันยิ่งใหญ่ และจะกลับมารับผู้เชื่อไปอยู่กับพระองค์ อีกทั้งจะทรงชุบให้เป็นขึ้นมาใหม่อย่างพระคริสต์นั้น ความเชื่อ ความหวังเหล่านี้เป็นเรื่องที่มั่นใจได้ เพราะทุกอย่างมีหลักฐาน พยานยืนยันที่เป็นจริง และเชื่อถือได้ ดังความตอนหนึ่งว่า...และถ้าพระคริสต์ไม่ได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมา ความเชื่อของท่านก็ไร้ประโยชน์ ท่านก็ยังตกอยู่ในบาปของตน และคนทั้งหลายที่ล่วงหลับในพระคริสต์ก็พินาศไปด้วย ถ้าในชีวิตนี้ พวกเราซึ่งอยู่ในพระคริสต์มีแต่ความหวังเท่านั้น เราก็เป็นพวกที่น่าสังเวชที่สุดในบรรดาคนทั้งปวง แต่ความจริงพระคริสต์ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว และทรงเป็นผลแรกในพวกคนทั้งหลายที่ได้ล่วงหลับไปแล้วนั้น เพราะว่าความตายได้อุบัติขึ้น เพราะมนุษย์คนหนึ่งเป็นเหตุฉันใด การเป็นขึ้นมาจากความตายก็ได้อุบัติขึ้น เพราะมนุษย์ผู้หนึ่งเป็นเหตุฉันนั้น เพราะว่าคนทั้งปวงต้องตายเกี่ยวเนื่องกับอาดัมฉันใด คนทั้งปวงก็จะกลับได้ชีวิตเกี่ยวเนื่องกับพระคริสต์ฉันนั้น แต่ว่าจะเป็นไปตามลำดับ คือพระคริสต์ทรงเป็นผลแรก แล้วภายหลังก็คือคนทั้งหลายที่เป็นของพระคริสต์ ในเมื่อพระองค์เสด็จมา... (1โครินธิ์ 15.17-23)

แม้เราไม่อาจล่วงรู้เรื่องวันเวลาของการกลับมาตามสัญญา หรือแม้แต่ไม่อาจรู้วันเวลาสุดท้ายของชีวิต และโลกนี้ก็ตาม ถึงกระนั้นเรายังมีความหวัง กำลังใจในการดำเนินชีวิตอยู่เสมอ เพราะเป็นการรอคอยด้วยความหวัง หาใช่ความว่างเปล่าไม่ อีกทั้งเป็นการรอคอยด้วยความหวัง ที่ตั้งอยู่บนความจริงที่เชื่อถือได้

ดังนั้น ขอให้เรารอคอยด้วยความชื่นชม และอุดมด้วยความมั่นใจต่อไป แม้เวลาจะสั้นหรือยาวนานก็ไม่ทำให้หวั่นไหว เพราะเราสามารถไว้วางใจในคำสัญญาของพระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรมได้


อาเมนไหมครับ ?

03 เมษายน 2554

TBTS Mission trip to Phrae










ทีมนักศึกษา TBTS Mission trip to Phrae on 12-31 March 2011


ขอบคุณพระเจ้าสำหรับทีมนักศึกษาจากโรงเรียนคริสต์ศาสนศาสตร์แบ๊บติสต์ ไปร่วมงานกับพันธกิจคนเหนือ ตั้งแต่วันที่ 12-31 มีนาคม 2011 ที่จังหวัดแพร่ ซึ่งทำให้การดำเนินงานของพระเจ้าบรรลุวัตถุประสงค์ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีความพึงพอใจในชีวิตและการทำงานของนักศึกษา โดยมีผลการดำเนินงานที่ดี ดังจะยกมาบางส่วน เช่น การออกไปสำรวจผู้ฟังวิทยุโดยสัมภาษณ์และเป็นพยาน จำนวน 108 คน จาก 10 ชุมชน การแจกใบปลิวไม่น้อยกว่า 4,000 ใบ (คน) จัดกิจกรรมค่ายอนุชนร่วมกับคริสตจักร 2 แห่งมีผู้เข้าร่วมกว่า 100 คน มีผู้อธิษฐานเชื่อในพระเยซู 4 คน มีชุมชนที่น่าสนใจไปเริ่มกลุ่มคริสเตียนใหม่ 3 ชุมชน มีโอกาสสามัคคีธรรมหนุนใจพี่น้องคริสเตียน และนักศึกษารับการฝึกฝน รับการหนุนใจจากผู้รับใช้รุ่นพี่


แม้ท่ามกลางสภาพอากาศที่แปรปรวน ร้อน ฝน หนาว ในช่วงเวลาเดียวกัน รวมทั้งแผ่นดินไหว แต่กลายเป็นพระพรได้ โดยนักศึกษารับการอบรมงานรับใช้ทั้งแบบตั้งใจ และไม่คาดคิด เช่น การร่วมจัดงานศพสมาชิกคริสตจักรที่เสียชีวิต การร่วมรับใช้กับพี่น้องต่างสังกัด การออกไปประกาศกลางแจ้งตามตลาดนัด การประกาศร่วมกับหน่วยงานราชในงานอบรมผู้ติดยาเสพติด การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ากับเหตุการณ์ต่าง ๆ และการเผชิญกับคำสอนของต่างลัทธิ ความคาดหวังต่อไปคือ อยากจะเห็นคริสตจักรใหม่เกิดขึ้นในจังหวัดแพร่..ขอแผ่นดินของพระเจ้าครอบครองจิตใจผู้คนให้มากขึ้น

............................................

พันธกิจคนเหนือ (Northern Thai Ministry) เป็นทีมงานที่สร้างชีวิต สร้างสาวก สร้างผู้นำ สร้างคริสตจักร สำหรับคริสตจักรท้องถิ่นที่ต้องการร่วมมือซึ่งกันและกันในการประกาศข่าวประเสริฐ และการดำเนินพันธกิจของพระเจ้าในทุกด้าน สนใจร่วมมือกับเรา เพื่อตอบสนองพระมหาบัญชาของพระเจ้า และมีส่วนในการสนับสนุนโดย การอธิษฐาน ร่วมทีมอาสาสมัคร ติดต่อ อ.บัณฑิต ดาแว่น E-Mail: khonnuea@hotmail.com

02 เมษายน 2554

TBTS Mission trip to Phrae March 2011

วันที่ 25 มีนาคม 2011 การประกาศข่าวประเสริฐที่ตลาดนัดคลองถม อ.สูงเม่น จ.แพร่ กว่า 2 พัน คนได้ยินเสียงเพลง และ 1 พันคนรับใบปลิวไปอ่าน

TBTS to Phrae March2011

เช้าวันที่ 24 มีนาคม 2011 ทีมนักศึกษาโรงเรียนคริสต์ศาสนศาตร์แบ๊บติสต์ ถวายเพลงพิเศษ ที่โรงพยาบาลคริสเตียนแพร่

10 มีนาคม 2554

ขอพลังอธิษฐาน

ขอพลังอธิษฐานเพื่อทีมอาสาสมัครมาที่แพร่
TBTS team to Phrae Province

วันที่ 12-31 มีนาคม 2011 พันธกิจคนเหนือ จะนำทีมอาสาสมัครซึ่งเป็นนักศึกษาจากโรงเรียนคริสตศาสนศาสตร์แบ๊บติสต์ (กรุงเทพฯ) จำนวน 9 ท่าน ออกพื้นที่จังหวัดแพร่ เพื่อติดตามผู้สนใจจากการรับฟังรายการวิทยุ “ข้อคิดเพื่อชีวิต” จัดกิจกรรมอนุชน ร่วมกับคริสตจักรสุพรรณลาต อ.เมือง และคริสตจักรไทยเจริญธรรม อ.สูงเม่น และการออกไปประกาศข่าวประเสริฐตามชุมชน ตามที่สาธารณะ

จึงขอพลังการอธิษฐานจากท่านเพื่อให้งานของพระเจ้าดำเนินไปด้วยดี รับการตอบสนองที่ดี อาสาสมัครมีกำลังทั้งกายและวิญญาณ กิจกรรมต่างๆ จะเสริมสร้างชีวิตผู้คนที่มีส่วน ที่สำคัญข่าวประเสริฐจะเป็นฤทธิ์เดช ที่เปลี่ยนแปลงชีวิต ตามพระวจนะที่สอนว่า “เพราะว่าข้าพเจ้าไม่มีความละอายในเรื่องข่าวประเสริฐ เพราะว่าข่าวประเสริฐนั้นเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอด” Romans 1:16

หากท่านใดตั้งใจว่าจะอธิษฐานเผื่อเป็นพิเศษ กรุณาแสดงความตั้งใจของท่านโดย ส่งอีเมล์ถึง khonnuea@hotmail.com หรือ ฝากข้อความถึง 087 577 7981 เพื่อจะรายงานความคืบหน้าถึงท่านต่อไป

จึงขอขอบคุณและขอพระเจ้าอวยพรท่าน

บัณฑิต ดาแว่น
ผู้อำนวยการพันธกิจคนเหนือ
…………………………………
พันธกิจคนเหนือ (Northern Thai Ministry) เป็นทีมงานที่สร้างชีวิต สร้างสาวก สร้างผู้นำ สร้างคริสตจักร สำหรับคริสตจักรท้องถิ่นที่ต้องการร่วมมือซึ่งกันและกันในการประกาศข่าวประเสริฐ และการดำเนินพันธกิจของพระเจ้าในทุกด้าน
สนใจร่วมมือกับเรา เพื่อตอบสนองพระมหาบัญชาของพระเจ้า และมีส่วนในการสนับสนุนโดย การอธิษฐาน ร่วมทีมอาสาสมัคร ติดต่อ อ.บัณฑิต ดาแว่น 081 993 2866 E-Mail:
khonnuea@hotmail.com

Dear Brothers in Christ

March 12-31, 2011 Please Pray for 9 Volunteers from Thailand Baptist Theological Seminary (Bangkok) To Phrae Province for follow up The radio listeners , youth mini camp and Pray walk.
Would you like to prayer please contact us. e-mail: khonnuea@hotmail.com
or sent message to 087 577 7981
"For I am not ashamed of the gospel, for it is the power of God for salvation to everyone who believes..” Romans 1:16

Thank you and God bless you.

Bandhit Dawaen
Director of Northern Thai Ministry

07 มีนาคม 2554

ที่ที่ควรจะอยู่ โดย บัณฑิต ดาแว่น


คิดอย่างบัณฑิต โดย บัณฑิต ดาแว่น


ที่ที่ควรจะอยู่

“อย่าให้ใจท่านทั้งหลายวิตกเลย ท่านวางใจในพระเจ้า[ หรือ จงวางใจในพระเจ้า ] จงวางใจในเราด้วย ในพระนิเวศของพระบิดาเรามีที่อยู่เป็นอันมาก ถ้าไม่มีเราคงได้บอกท่านแล้ว เพราะเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านทั้งหลาย เมื่อเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านแล้ว เราจะกลับมาอีกรับท่านไปอยู่กับเรา เพื่อว่าเราอยู่ที่ไหนท่านทั้งหลายจะได้อยู่ที่นั่นด้วย และท่านรู้จักทางที่เราจะไปนั้น” (John 14:1-4)


พระเยซูสัญญาว่าในพระนิเวศของพระเจ้านั้นมีห้องมากมาย เพียงพอสำหรับทุกคนที่รู้จักทางที่ไปถึง นั่นคือ “ทางพระเยซู” ดังที่ตรัสว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา” (ยน.14.6) ทั้งยังสัญญาต่อไปว่า หลังจากที่ได้ไปจัดเตรียมที่ไว้แล้วจะกลับมารับผู้เชื่อไปอยู่กับพระองค์




คำมั่นสัญญาดังกล่าวเป็นหลักประกันที่ทำให้สาวกในขณะนั้นและผู้เชื่อในปัจจุบัน มีความมั่นใจ คลายความวิตกถึงอนาคต และความกังวลถึงความเป็นอยู่ประจำวันได้อย่างดี เพราะทำให้ชีวิตมีเป้าหมาย มีความหวัง มีกำลังใจที่จะเผชิญกับสิ่งสารพัดไปได้ แม้ไม่อาจรู้ได้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร แต่ยังสามารถมั่นใจได้เสมอว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จะอยู่หรือตาย ก็จะได้อยู่เคียงข้างกับพระเยซูแน่นอน และที่สำคัญไม่ใช่เพราะการตะเกียดตะกายด้วยกำลังของตนเอง แต่โดยพระคุณเพราะความเชื่อในพระเยซูผู้ที่จะกลับมารับผู้เชื่อด้วยพระองค์เอง (อฟ.2.8-10)โดยระหว่างที่ห่างกันฝ่ายกายนั้นพระเยซูยังประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์เพื่อเป็นมัดจำให้แก่ผู้เชื่อทุกคนด้วย (อฟ.1.13-14) ดังที่ยืนยันกับสาวกว่า...
“เราได้กล่าวคำเหล่านี้แก่ท่านทั้งหลาย เมื่อเรายังอยู่กับท่าน แต่องค์ผู้ช่วยคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งพระบิดาจะทรงใช้มาในนามของเรานั้น จะทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่ง และจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่านทั้งหลาย สันติสุขของเราที่ให้แก่ท่านนั้น เราให้ท่านไม่เหมือนโลกให้ อย่าให้ใจของท่านวิตก และอย่ากลัวเลย” (ยน.14.25-27)

ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงจัดเตรียมทุกสิ่งไว้พร้อมทุกขั้นตอนแล้ว มีที่ที่เราควรจะอยู่อย่างเพียงพอ มีหนทางที่จะไป มีพระผู้ช่วยที่เป็นหลักประกันมัดจำไว้แล้ว คำถามคือ จำนวนคนที่จะไปนั้นเพียงพอกับปริมาณพื้นที่หรือไม่ ? มีคนเชื่อเป็นอันมากเหมือนที่พระเยซูเตรียมที่ไว้เป็นอันมากหรือไม่ ? สถานที่ หรือบริเวณที่คุณและผม และคนเป็นอันมากอยู่ในเวลานี้นั้น เป็นสถานที่ที่ควรจะอยู่หรือไม่ ?

พระเยซูไปจัดเตรียมที่ไว้เป็นอันมากแล้ว ดังนั้น เป็นหน้าที่ของเราที่จะเตรียมคนเป็นอันมากให้เข้าไปอยู่ในที่ที่สมควรจะอยู่ให้มากขึ้น เมื่อถึงเวลานั้นจะได้มีเสียงสรรเสริญพระเจ้าดังกึกก้องทั่วฟ้าสวรรค์อย่างสมพระเกียรติ ตกลงไหมครับ ?